ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 53,216 รายการ



ชื่อเรื่อง : วัฒนธรรมสาร ฉะบับพิเศษ หัวเรื่อง : วัฒนธรรม คำค้น : วัฒนธรรม            พระธรรมเทศนา            วรรณคดีไทย รายละเอียด : ในวันคล้ายวันสถาปนาสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ๒๙ กันยายน ๒๔๙๒ ผู้แต่ง : สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ แหล่งที่มา : หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักพิมพ์/โรงพิมพ์ : โรงพิมพ์สหการพิมพ์ ปีที่พิมพ์ : 2492  วันที่เผยแพร่ : 25 มิถุนายน 2568                   ผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน : - ลิขสิทธิ์ :  - รูปแบบ : PDF. ภาษา : ภาษาไทย ประเภททรัพยากร : หนังสือหายาก ตัวบ่งชี้ : - รายละเอียดเนื้อหา : รวมการเผยแพร่งานของหน่วยงานในสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ เช่น สำนักวัฒนธรรมทางจิตต์ใจ จัดให้มีพระธรรมเทศนาเรื่อง “พระพุทธศาสนากับวัฒนธรรม” สำนักวัฒนธรรมทางระเบียบประเพณี ก็เล่าถึงระเบียบประเพณีของชาวตะวันตก สำนักวัฒนธรรมทางศิลปกรรม ก็แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของศิลปะไทย สำนักวัฒนธรรมทางวรรณกรรม ก็แสดงถึงประวัติวรรณคดีไทยแบ่งเป็นสมัยต่างๆ 5 สมัย สำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง ก็ได้แสดงถึงความหมายของวัฒนธรรม รวมถึงว่าหญิงมีส่วนเกี่ยวกับวัฒนธรรมประการใด เลขทะเบียน : น. 68 บ. 79226 จบ. (ร) เลขหมู่ :    ห              306             ส227    


 


ชื่อแบบฉบับ : มหานิพฺพานสุตฺต (ผูก 1) ชื่อเรื่อง : มหานิพพานสูตร (ผูก 1) เลขทะเบียน : ชม.บ.736/1 ผู้แต่ง : พระมหาขนานจิตตสรปัญญา                  ผู้สร้าง : สาธุเจ้ามโหสถ                     ปีที่สร้าง : จ.ศ.1078 (พ.ศ. 2259) จำนวน : 1  คัมภีร์  7 ผูก (หอสมุดแห่งชาติฯ เชียงใหม่ มีผูก 1, 5, 7, 9-10, 12, 14)                              จำนวนบรรทัด : 5 บรรทัด                              จำนวนหน้า : 36 หน้า อักษร : ธรรมล้านนา                                      ภาษา : บาลี-ไทยล้านนา                 เส้น : จาร ฉบับ : ล่องชาด                                            ไม้ประกับ : ไม่มี                          ประเภทเอกสารโบราณ : คัมภีร์ใบลาน ประวัติ : พระมหาขนานจิตตสรปัญญา, สาธุเจ้ามโหสถ สร้าง จ.ศ.1078  (พ.ศ.2259)  ได้มาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่  เมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม 2531 โครงการ : พัฒนาระบบบริการห้องสมุดดิจิทัล หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2568


ชื่อแบบฉบับ : ตำนานพระธาตุดอยตุง (ผูก 1) ชื่อเรื่อง : ตำนานดอยตุง (ผูก 1) เลขทะเบียน : ชม.บ.1344/1 ผู้แต่ง : ไม่ปรากฏ                ผู้สร้าง : ไม่ปรากฏ                       ปีที่สร้าง : ไม่ปรากฏ จำนวน : 1 คัมภีร์  1 ผูก        จำนวนบรรทัด : 5 บรรทัด             จำนวนหน้า : 44 หน้า อักษร : ธรรมล้านนา             ภาษา : บาลี-ไทยล้านนา                เส้น : จาร ฉบับ : ลานดิบ                    ไม้ประกับ : ธรรมดา                     ประเภทเอกสารโบราณ : คัมภีร์ใบลาน            ประวัติ : ได้มาจากวัดสันผักแค  ต.ม่วงคำ  อ.พาน จ.เชียงราย  เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2531 โครงการ : พัฒนาระบบบริการห้องสมุดดิจิทัล หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่  ปี พ.ศ. 2568               


         สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ  เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568  ในวันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม 2568 ณ โบราณสถานหมายเลข 18 (วัดโขลง) ตำบลคูบัว อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี (แต่งกาย ชุดสุภาพโทนสีฟ้า) สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3232 3226 (ในวันเวลาราชการ)


         กองโบราณคดีใต้น้ำ ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “เรือโบราณบ้านคลองยวน: ซากเรือผูกแบบสันรูเจาะดั้งเดิมของประเทศไทย” จัดแสดงเรือโบราณลำจริง ที่ผ่านการคืนสภาพรูปทรงให้เหมือนเดิมมากที่สุด เพื่อเผยแพร่ให้สาธารณชนและผู้สนใจได้เห็นรูปร่างเดิมของเรือพื้นถิ่นของประเทศไทย          ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2545 เมื่อซากเรือลำนี้ถูกค้นพบครั้งแรกจากการขุดสระน้ำในสวนปาล์มของนางพรพิมล มีนุสรณ์ โดยถูกกู้ซากขึ้นมาเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี บันทึกเท่าที่เหลืออยู่ระบุเพียงขนาดซากตัวเรือเมื่อครั้งแรกที่พบ ซึ่งมีความยาว 15 เมตรและกว้าง 3.5 เมตร โดยไม่ปรากฏภาพถ่ายเก่าใดๆ ต่อมาจนกระทั่งปี พ.ศ. 2557 เรือลำนี้ปรากฏอยู่ในบันทึกการสำรวจทางโบราณคดีเพื่อจัดทำวิทยานิพนธ์มหาบัณฑิตของนางสาวเพลงเมธา ขาวหนูนา ซึ่งปัจจุบันเป็นนักโบราณคดีชำนาญการที่สำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา ในตอนนั้นซากตัวเรือไม่เหลือเค้าเดิมของเรือแต่อย่างใด สิ่งเดียวที่บ่งบอกความเป็นเรือคือส่วนทวนหัวและทวนท้าย โดยชิ้นส่วนอื่นๆถูกวางซ้อนทับกันและเก็บรักษาไว้ในศาลากลางสวนปาล์ม จนกระทั่งกองโบราณคดีใต้น้ำจัดโครงการสำรวจแหล่งโบราณคดีภาคใต้ และทราบข่าวการค้นพบเรือโบราณที่บ้านคลองยวน เมื่อตรวจสอบถึงพบว่าเรือลำนี้ใช้เทคนิคการต่อที่เก่าแก่ อาจมีอายุถึง 1,000 ปี จึงได้ขอซากตัวเรือมาศึกษา อนุรักษ์ และมีจุดหมายหลักคือการประกอบคืนรูปทรงเพื่อจัดแสดง            เรือโบราณบ้านคลองยวน อ.ไชยา จังหวัดสุราษฎรธานี ถือเป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่มีความเก่าแก่ถึง ๑,๒๐๐ ปี และสะท้อนให้เห็นถึงเทคนิคการต่อเรือแบบดั้งเดิมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ใช้เทคนิคการต่อเรือด้วยการผูกรัดด้วยเชือกและตะปูไม้ ซึ่งไม่สามารถพบเห็นได้แล้วในปัจจุบัน เรือลำนี้อาจเป็นหลักฐานเพียงแห่งเดียวของเรือผูกแบบ “สันรูเจาะหรือ Lashed Lug” ที่พบในประเทศไทย ที่ยังสามารถประกอบคืนรูปร่างเดิมและเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายโดยอาศัยหลักการศึกษาทางโบราณคดี            ขอเชิญชวนผู้สนใจทุกท่าน หากเดินทางมาจังหวัดจันทบุรีอยากให้เข้ามาเยี่ยมชมนิทรรศการที่สำคัญนี้ เปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 10.00 - 15.00 น. ณ กองโบราณคดีใต้น้ำ จังหวัดจันทบุรี สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3939 1236 Facebook "กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร - UADThailand" 


เลขทะเบียน  นม.บ.19/4ก


        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ขอเชิญทุกท่านมาร่วมรำลึกและวางดอกไม้สักการะอัฐิแด่ ”ครูฝรั่ง“ ผู้วางรากฐานทางด้านศิลปะของไทย ในโอกาสครบรอบ 133 ปี ชาตกาล ศิลป์ พีระศรี วันที่ 15 กันยายน 2568 เวลา 09.00 - 15.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร _____________________________ 133rd Anniversary of the Birth of Silpa Bhirasri You are cordially invited to join us in remembering and laying flowers to pay homage to the relics of “Khru Farang” — the pioneer who laid the foundation of modern art in Thailand. September 15, 2025 09:00 – 15:00 The National Gallery of Thailand


“รมว.ซาบีดา” เผยที่ประชุมคณะกรรมการจัดทำหนังสือจดหมายเหตุ - หนังสือที่ระลึกงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เห็นชอบจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึก รวม 9 เล่ม หนังสือจดหมายเหตุ จำนวน 2 เล่ม และหนังสือที่ระลึก 7 เล่ม พร้อมวางกรอบจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึกอย่างครบถ้วน สมพระเกียรติ และเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ของชาติ            วันที่ 21 มกราคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึกงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม           นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ 6/2568 แต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึกงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อพิจารณาและดำเนินการจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึกเนื่องในการจัดงานดังกล่าว โดยที่ประชุมคณะกรรมการ ฯ ได้เห็นชอบการจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึก จำนวน 9 รายการ ดังนี้          1. หนังสือ “จดหมายเหตุงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” โดยสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร เริ่มตั้งแต่วันที่สำนักพระราชวังมีประกาศฉบับแรก โดยส่งนักจดหมายเหตุไปจดบันทึกและบันทึกภาพเหตุการณ์ตั้งแต่การเคลื่อนพระบรมศพ ฯ การประดิษฐานพระบรมศพ การบำเพ็ญพระราชกุศล การเตรียมการของคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ ทุกคณะ รวมถึงพระราชพิธี รัฐพิธี พิธีต่าง ๆ ตลอดต่อเนื่องไปจนสิ้นสุดการพระราชพิธี และรวบรวมเอกสารการจัดพิธีบำเพ็ญกุศล กิจกรรมจิตอาสาซึ่งจัดถวายเป็นพระราชกุศล พิธีถวายความอาลัย จากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทั่วประเทศ จากนั้นจึงนำข้อมูลมาเรียบเรียงเป็นต้นฉบับตามลำดับเวลาของเหตุการณ์ ซึ่งจะต้องผ่านการตรวจสอบความถูกต้องจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผ่านการอนุญาตจากสำนักพระราชวัง แล้วจึงจัดพิมพ์เป็นหนังสือจดหมายเหตุ แจกจ่ายเผยแพร่ไปตามห้องสมุดหน่วยราชการและโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ           2. หนังสือ “จดหมายเหตุงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ฉบับสื่อมวลชน” โดยสำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร เป็นการรวบรวมภาพและข่าวการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากหนังสือพิมพ์ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน) ที่พิมพ์เผยแพร่ในประเทศไทย จำนวน 12 รายชื่อ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้          3. หนังสือ “‘มหาราชินยาภิสดุดี’ ร้อยกรองเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” โดยสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร โดยเชิญกวีผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 คน ร่วมประพันธ์กวีนิพนธ์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจและพระเกียรติคุณให้เป็นที่ประจักษ์  เพื่อรักษาและสืบทอดการประพันธ์กวีนิพนธ์ราชสดุดีไว้เป็นมรดกวัฒนธรรม สมดังพระราชปณิธานในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมชองชาติ ตามเบื้องพระยุคลบาทองค์อัคราภิรักษศิลปินสืบไป          4. หนังสือ “คำศัพท์ที่เกี่ยวเนื่องกับงานพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” โดย สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร  เป็นหนังสือรวบรวมคำศัพท์สำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับงานพระราชพิธีพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง           5. หนังสือ “ประมวลพระราชดำรัสและพระราโชวาท ที่พระราชทานในโอกาสต่าง ๆ ตั้งแต่พุทธศักราช 2499 - 2554” โดย สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นการรวบรวมพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานแก่พสกนิกรใช้ดำเนินชีวิตและพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน           6. หนังสือ “ลัทธิธรรมเนียมต่าง ๆ 26 ภาค” โดย สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหนังสือเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีโบราณของชาติ ซึ่งมีคุณค่าต่อการศึกษาค้นคว้าในทางหลายด้าน เช่น ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สังคม กฎหมาย ปรัชญา ศาสนาและวัฒนธรรม อันจะนำไปสู่การต่อยอดความรู้ของอนุชนในสังคมไทยให้เข้าใจถึงรากฐานทางวัฒนธรรมของสังคม เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่มีคุณูปการต่อการศึกษาอย่างยิ่ง          7. หนังสือ “ไหมไทย สายใยแห่งแผ่นดิน” โดย กรมหม่อนไหม มีเนื้อหาเกี่ยวพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ทรงงานและสนับสนุนชาวบ้านในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รวมถึงการทอผ้าไหมในประเทศ พันธุ์หม่อน พันธุ์ไหม มาตรฐานคุณภาพของผ้าไหมไทย ตรานกยูงพระราชทาน เพื่อแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่มีต่อวงการหม่อนไหมไทย           8. หนังสือ “รวบรวมองค์ความรู้ไหมไทย” โดย กรมหม่อนไหม เป็นหนังสือชุด 3 เล่มประกอบด้วยเล่มที่ 1 เรื่อง มหัศจรรย์คุณภาพ...ไหมไทยพื้นบ้าน เล่มที่ 2 เรื่อง พรรณไม้ย้อมสี...ไหมไทยพื้นบ้าน และเล่มที่ 3 เรื่อง นวัตกรรมลวดลายบนผืนผ้า...ไหมไทย           9. หนังสือ “ไหมสุวรรณแห่งแผ่นดิน เสด็จคืนถิ่นทิพยสถาน” โดย กรุงเทพมหานคร เป็นการรวบรวมเนื้อหาพระราชประวัติและการปฏิบัติหน้าที่ของกรุงเทพมหานครในการจัดงานพระบรมศพถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยผ่านการร้อยเรียงเรื่องราวในรูปแบบขั้นตอนการทอผ้าไหม เริ่มต้นตั้งแต่การประกาศสวรรคตที่เปรียบเสมือนขั้นตอนแรกของการถักทอ ไปจนถึงงานถวายพระเพลิงพระบรมศพเสมือนหนึ่งขั้นตอนการถักทอที่เสร็จสมบูรณ์           นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึก เพื่อให้การจัดทำหนังสือที่ระลึกดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ครบถ้วนสมบูรณ์ และสมพระเกียรติ ทั้งนี้ เมื่อการจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึกจัดพิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว จะดำเนินการแจกจ่ายไปยังห้องสมุด หน่วยงานราชการ และสถาบันการศึกษา รวมทั้งจัดทำเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เผยแพร่ทางเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนสามารถดาวน์โหลดและเข้าถึงได้สะดวกยิ่งขึ้น


        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมบ้านเชียง แหล่งประวัติศาสตร์สำคัญระดับโลก “สืบสานศรัทธา เฉลิมฉลองมรดกโลกบ้านเชียง ประจำปี ๒๕๖๙” ระหว่างวันที่ 13 - 15 กุมภาพันธ์ 2569 พบกับกิจกรรมหลากหลายที่รวบรวมไว้ให้คุณ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี            กิจกรรมหลัก: ความศรัทธาและภูมิปัญญา         - พิธีบวงสรวงปู่ขุนเชียงสวัสดิ์: ร่วมพิธีสำคัญเพื่อความเป็นสิริมงคล ในวันที่ 13 ก.พ. เวลา 08.29 น.         -นิทรรศการเจาะลึกอดีต: เรียนรู้ความสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติผ่านหลักฐานโบราณคดี จากความร่วมมือของกรมศิลปากร, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี         -สาธิตภูมิปัญญา: ชมและลงมือทำวิถีชีวิตดั้งเดิม ทั้งการปั้นหม้อ ทอผ้า และจักสาน โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานี         กิจกรรมเสริม: เติมเต็มความหวานในแหล่งมรดกโลก         วิวาห์รักหวานตลอดกาล ที่บ้านเชียง: ในวันที่ 14 ก.พ. (09.00 - 12.00 น.) ขอเชิญร่วมเป็นสักขีพยานและสร้างความทรงจำพิเศษในพิธีบายศรีสู่ขวัญคู่สมรส ณ ลานกิจกรรมกลางแจ้ง มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์และเฉลิมฉลองมรดกโลกที่ภาคภูมิใจของพวกเราชาวไทยด้วยกันนะครับ  


เรื่องเล่าจากราชกิจจานุเบกษา : การสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เมื่อพุทธศักราช 2325 โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมาจนบรรจบครบ 200 ปี ในพุทธศักราช 2525 รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในชณะนั้น จึงได้จัดงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเฉลิมฉลองความยั่งยืนของบ้านเมืองและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ที่ทรงปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุขสืบมา ประกาศการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 98 ฉบับพิเศษ ตอนที่ 219 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2524 หน้า 1- 8 มีเนื้อความถึงกระบวนการเตรียมงานโดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการและคณะอนุกรรมการด้านต่าง ๆ รวม 9 คณะ เพื่อดูแลงานครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านศาสนา ชาติ และพระมหากษัตริย์ โดยมีภารกิจสำคัญประการหนึ่งคือการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระบรมมหาราชวังให้เสร็จสมบูรณ์ทันงานสมโภชในเดือนเมษายน 2525 โดยมีสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเป็นองค์ประธานคณะกรรมการอำนวยการ นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมนิทรรศการ การจัดทำเหรียญที่ระลึกและตราไปรษณียากรที่ระลึก การอภัยโทษ การจัดมหรสพสมโภช รวมถึงการประมวลเอกสารประวัติศาสตร์และจดหมายเหตุเพื่อเป็นหลักฐานในการศึกษาของคนรุ่นหลังสืบไป นอกจากกระบวนการเตรียมงานในส่วนของรัฐบาลแล้ว ทางฝ่ายราชสำนักโดยสำนักพระราชวังได้แจ้งหมายกำหนดการ ที่ 4/2525 พระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ 200 ปี พุทธศักราช 2525 เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 99 ฉบับพิเศษ ตอนที่ 48 ลงวันที่ 1 เมษายน 2525 หน้า 1-29 โดยมีลำดับหมายกำหนดการในแต่ละวัน ดังนี้ วันที่ 4 เมษายน 2525 เริ่มต้นด้วยงานพระราชกุศลทักษิณานุปทาน ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เพื่ออุทิศถวายแด่สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกและพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าในอดีตทุกพระองค์ วันที่ 5 เมษายน 2525 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค จากท่าวาสุกรีไปยังท่าราชวรดิฐ จากนั้นทรงประกอบพิธีบวงสรวงบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ณ พลับพลาพิธีท้องสนามหลวง และในช่วงบ่ายทรงประกอบพิธียกช่อฟ้าพระอุโบสถและฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วันที่ 6 เมษายน 2525 (วันจักรี) มีพิธีเลี้ยงพระและเวียนเทียนสมโภช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดารามในช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายมีพระราชพิธีเฉลิมฉลองบำเพ็ญพระราชกุศล และถวายบังคมพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ณ ปฐมบรมราชานุสรณ์ เชิงสะพานพุทธยอดฟ้า เพื่อถวายราชสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช วันที่ 7 เมษายน 2525 พระราชพิธีบวงสรวงพระสยามเทวาธิราช ณ บุษบกมุขเด็จพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เพื่อความเป็นสิริมงคลตามโบราณราชประเพณี วันที่ 21 เมษายน 2525 พระราชพิธีสมโภชหลักเมือง บำเพ็ญพระราชกุศลบวงสรวงพระเทพารักษ์ ณ ศาลหลักเมือง เพื่อเป็นสิริสวัสดิพิพัฒนมงคลนับแต่วันที่ทรงประดิษฐานเสาหลักเมืองเมื่อ 200 ปีก่อน งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี เมื่อพุทธศักราช 2525 เปรียบเสมือนหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำถึงความมั่นคงและความรุ่งเรืองของชาติไทยภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระบรมราชจักรีวงศ์มาอย่างยาวนาน การบูรณะปฏิสังขรณ์ปูชนียสถานสำคัญและการรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในครั้งนั้น ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาอดีต แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมของราชธานีเพื่อก้าวสู่อนาคต และในปีพุทธศักราช 2569 นี้ กรุงรัตนโกสินทร์ก็เจริญรุ่งเรืองครบ 244 ปี มรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการทำนุบำรุงมาจะยังคงเป็นรากฐานที่เข้มแข็งให้แก่คนรุ่นปัจจุบันได้ร่วมกันภาคภูมิใจและสืบสานความสง่างามของราชธานีแห่งนี้ให้ยั่งยืนสถาพรสืบไป เรียบเรียงโดย นายสุวิชา โพธิ์คำ บรรณารักษ์ชำนาญการ บรรณานุกรม “ประกาศงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 98 ฉบับพิเศษ ตอนที่ 219. (31 ธันวาคม 2524): 1-8. “หมายกำหนดการ ที่ 4/2525 พระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ 200 ปี เมษายน พุทธศักราช 2525.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 99 ฉบับพิเศษ ตอนที่ 48. (3 เมษายน 2525): 1-29. ภาพประกอบจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ หจภ สบ7.1/1, ภ หจภ สบ7.1/2, ภ หจภ สบ1.2/4, ภ หจภ (2) นร14.2/23 #เรื่องเล่าจากราชกิจจานุเบกษา #หอสมุดแห่งชาติ #ราชกิจจานุเบกษา #กรุงรัตนโกสินทร์ #244ปีกรุงรัตนโกสินทร์ #ฉลองพระนคร #รัตนโกสินทร์244ปี #244Rattanakosin


อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ขอเผยแพร่ องค์ความรู้ประจำเดือนมีนาคม ๒๕๖๙ เรื่อง "ตลับสังคโลก เมืองศรีสัชนาลัย"          เครื่องปั้นดินเผา หรือสังคโลกของเมืองศรีสัชนาลัย เริ่มปรากฏหลักฐานชัดเจนในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙ โดยเป็นการผสมผสานรูปแบบเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งต่าง ๆ ที่นิยมในช่วงนั้น ทั้ง มอญ ขอม และจีน ซึ่งช่วงเวลานี้น่าจะเป็นการผลิตเพื่อใช้ในท้องถิ่นหรือชุนชมนั้นเอง           ต่อมาในราวช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ถือเป็นยุคทองที่เครื่องปั้นดินเผาศรีสัชนาลัยก้าวสู่จุดรุ่งเรืองที่สุด ด้วยเทคโนโลยีการผลิต ลวดลาย และรูปทรงที่งดงามโดดเด่น จนสามารถพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพื่อส่งออกไปยังดินแดนห่างไกล อาทิ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น ปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญมาจากการที่ศรีสัชนาลัยอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรอยุธยา ซึ่งเป็นเมืองท่าที่สามารถติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติได้โดยสะดวก ประกอบกับในช่วงเวลานั้น ประเทศจีนเผชิญกับเหตุการณ์ไม่สงบภายใน ทำให้เครื่องถ้วยจีนขาดแคลน ส่งผลให้เครื่องสังคโลกจากศรีสัชนาลัยสามารถเข้ามาครองส่วนแบ่งในตลาดแทนที่ได้ระยะหนึ่ง โดยเฉพาะ "ตลับ" ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมและมียอดสั่งซื้อจำนวนมาก ดังที่พบหลักฐานเป็นจำนวนมากในแหล่งเรือจมบริเวณอ่าวไทย           “ตลับ” หมายถึง ภาชนะอย่างหนึ่ง สำหรับใส่สิ่งของ เช่น ขี้ผึ้งสีปากหรือยา โดยมากมีรูปกลมแป้น ขนาดไม่ใหญ่นัก มีฝาปิด  โดยตลับที่ผลิตจากแหล่งเตาเมืองศรีสัชนาลัยมีหลากหลายประเภท สามารถจำแนกตามรูปทรงได้ ๓ ประเภท ดังนี้           ๑. ตลับรูปทรงโกฏิ นิยมทำฐานมีเชิงและฝามีจุกเป็นดอกบัวตูม สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นตลับประเภทแรก ๆ ที่ทำการผลิตขึ้นมา เพราะมีรูปทรงคล้ายโกฏิที่เก็บอัฐิเหมือนที่นิยมทำในอินเดีย           ๒. ตลับรูปทรงผลไม้ จัดได้ว่าเป็นตลับรูปแบบเฉพาะของสุโขทัยและศรีสัชนาลัย เนื่องจากไม่พบจากแหล่งเตาอื่นเลย โดยส่วนมากตลับประเภทนี้นิยมทำเป็นรูปคล้ายขั้วมังคุดและลูกพลับ จึงมีการเรียกตลับทรงผลไม้นี้ว่า ตลับทรงมังคุด และตลับทรงลูกพลับ นิยมผลิตในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๑           ๓. ตลับแบบเรียบ เป็นตลับที่ผลิตขึ้นในระยะหลัง ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๐ - ๒๒ มีรูปทรงแบบก้นเรียบและฝาเรียบไม่นิยมตกแต่งลวดลาย สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจากอันนัมของเวียดนาม ซึ่งเป็นที่นิยมมากในช่วงเวลานั้น           นอกจากจำแนกตามรูปทรงแล้ว การจำแนกตลับแหล่งเตาเมืองศรีสัชนาลัยยังใช้เทคนิคการทำและการตกแต่ง จัดจำแนกประเภทของเทคนิคในการทำได้ ๕ ประเภท ดังนี้          ๑. ประเภทเคลือบสีน้ำตาล เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เครื่องถ้วยเชลียง น้ำเคลือบที่ใช้มีสีน้ำตาลอ่อน จนถึงน้ำตาลไหม้ สันนิษฐานว่า ประเภทนี้อาจได้รับอิทธิพลจากเครื่องถ้วยจีนและขอม ตลับประเภทนี้ส่วนมากมีเนื้อหยาบ จะพบเฉพาะในแหล่งเตาศรีสัชนาลัยเท่านั้น          ๒. ประเภทเคลือบสีเขียวแบบเซลาดอน สันนิษฐานว่าอาจได้รับอิทธิพลจากเครื่องถ้วยประเภทเคลือบเขียวของเตา Putian มณฑล : Fujion และ ประเภทเคลือบสีขาวจากเตา Dehua ในมณฑลเดียวกัน และต่อมาก็ได้รับอิทธิพลจากเครื่องถ้วยหลงเฉวียน จากมณฑลเจ้อเจียง ตลับประเภทนี้มักมีเนื้อดินค่อนข้างละเอียด สีเทาอ่อนและมีจุดสีดำเล็กๆ ปนอยู่ มีสีเขียวมะกอกจนถึงเขียวน้ำทะเล พบจากแหล่งเตาศรีสัชนาลัยเท่านั้น          ๓. ประเภทเขียนลายสีดำใต้เคลือบ สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลหรือเลียนแบบเครื่องถ้วยลายครามของจีนในสมัยราชวงศ์หยวนและหมิง ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๒ ตลับประเภทนี้ส่วนมากมีเนื้อแกร่งออกสีขาว มีการใช้สีดำจากสนิทเหล็กเขียนลวดลาย          ๔. ประเภทเคลือบสีขาว สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลประเภทเคลือบสีขาวของอันหนาน ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๒๑ มีการใช้น้ำเคลือบสีขาวขุ่น พบตลับที่ทำโดยวิธีนี้ทั้งกลุ่มเตาสุโขทัยและศรีสัชนาลัย โดยเฉพาะกลุ่มเตาบ้านป่ายาง เมืองศรีสัชนาลัย จะนิยมทำเป็นจำนวนมากและมีคุณภาพดี ไม่นิยมตกแต่งลวดลาย         ๕. ประเภทเคลือบสองสี สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจากเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หมิงตอนกลาง และเครื่องถ้วยเวียดนาม โดยใช้น้ำเคลือบ ๒ สี คือ สีขาวและสีน้ำตาลช่วยในการตกแต่งลวดลาย ตลับชนิดนี้ได้รับความนิยมมากเช่นกัน แต่สันนิษฐานว่าใช้ในกลุ่มชนชั้นสูง พบที่กลุ่มเตาศรีสัชนาลัยเท่านั้น เอกสารอ้างอิงสรวิทย์ จำปาเรือง. “ศึกษา: ตลับจากแหล่งเตาเมืองสุโขทัย – ศรีสัชนาลัย.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๑.พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ [ออนไลน์]. สืบค้นจาก https://dictionary.orst.go.th/. (เข้าถึงวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙).


องค์ความรู้เนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทย รู้หรือไม่? : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เป็น 1 ใน 7 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเปิดด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2516 ร่วมภาคภูมิใจใน “วันพิพิธภัณฑ์ไทย” และร่วมเรียนรู้คุณค่าแห่งมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังคงรอให้คุณมาสัมผัส


black ribbon.