ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 53,253 รายการ
ชื่อเรื่อง มหานิปาตวณฺณนา (ทสชาติ) ชาตกฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา (วิธูรบัณฑิต)สพ.บ. 407-4หมวดหมู่ พุทธศาสนาภาษา บาลี/ไทยอีสานหัวเรื่อง พุทธศาสนา ธรรมเทศนาประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 52 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 56 ซม. บทคัดย่อเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ภาษาบาลี-ไทยอีสาน ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
ชื่อเรื่อง มหานิปาตวณฺณนา (ทสชาติ) ชาตกฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา (มโหสถ)
สพ.บ. 408/9
หมวดหมู่ พุทธศาสนา
ภาษา บาลี/ไทยอีสาน
หัวเรื่อง พุทธศาสนา นิทานชาดก
ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลาน
ลักษณะวัสดุ 52 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 58.8 ซม.
บทคัดย่อ
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
เลขทะเบียน: กจ.บ.2/1-7:1ก-7ก ชื่อเรื่อง: พระอภิธมฺมสงฺคิณีปกรณ พระสมนฺตมหาปฏฺฐานปริจฺเฉท ข้อมูลลักษณะ: อักษรขอม ภาษาบาลี-ไทย เส้นจาร ฉบับล่องชาด ประวัติ : ได้มาจากวัดห้วยสะพาน ต.หนองโรง อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2533 จำนวน 1คัมภีร์ 14 ผูก จำนวนหน้า: 40 หน้า
ชื่อเรื่อง ตำนานเมืองชะโน (พื้นเมืองชะโน)
สพ.บ. 214/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 22 หน้า กว้าง 4.5 ซ.ม. ยาว 57 ซ.ม. หัวเรื่อง พุทธศาสนา ชาดก เทศน์มหาชาติ คาถาพัน
บทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากวัดกกม่วง ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาอภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฏฐาน)
สพ.บ. 380/7ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 40 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง ธรรมะ
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม ภาษาบาลี-ไทย เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคาต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
// “เลี้ยงผีบ่อเหล็ก” พิธีกรรมโบราณของ “ลัวะทำเหล็กบ้านบ่อหลวง”//#โบราณโลหะวิทยาดินแดนล้านนา #ลัวะทำเหล็ก #บ้านบ่อหลวง- เรียบเรียงโดย นายยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีปฏิบัติการ.- ลัวะ กลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมของดินแดนล้านนา มีบทบาทสำคัญต่อการก่อกำเนิดรัฐบ้านเมือง และมีความรู้ความเชี่ยวชาญที่โดดเด่นโดยเฉพาะด้านการทำเหล็ก ดังจะเห็นได้จาก ตำนานพระธาตุดอยตุง ซึ่งระบุว่า ปู่เจ้าลาวจก (ต้นราชวงศ์ของพญามังราย) เป็นผู้นำชาวลัวะตั้งถิ่นฐานอยู่บนดอยตุง ที่มี “จก” หรือ “จอบ” (ทำจากเหล็ก) อยู่ในครอบครองถึง 500 เล่ม (อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว, 2541, น.4) แสดงให้เห็นว่ากลุ่ม ลัวะ มีเทคโนโลยีด้านการถลุงเหล็กที่ก้าวหน้าในยุคนั้น และได้ผลิตเหล็กมาแลกเปลี่ยนกับกลุ่มคนพื้นราบ ก่อนที่จะพัฒนาเป็นกลุ่มชนชั้นปกครองในช่วงเวลาต่อมา.- การศึกษาชาติพันธุ์วรรณาทางโบราณคดีพบว่า ยังคงมีกลุ่มคนลัวะที่สืบทอดองค์ความรู้ด้านการถลุงเหล็กมาจนกระทั่ง 100 ปีที่ผ่านมา คือ กลุ่มลัวะบ้านบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ระบุว่า ลัวะบ้านบ่อหลวง มีความรู้เฉพาะด้านการถลุงเหล็กซึ่งเป็นทรัพยากรที่หายากในยุคนั้น จึงเป็นกลุ่มคนที่มีสถานะพิเศษได้รับการยกเว้นการเกณฑ์แรงงาน แต่ต้องส่งส่วยเป็น “เหล็ก” ให้แก่เจ้าหลวงเมืองเชียงใหม่แทน ส่วยเหล็กจึงเป็นส่วยสำคัญของรัฐและน่าจะมีผลผลิตสูงในยุคนั้น (สรัสวดี อ๋องสกุล, 2559, 94).- จากองค์ความรู้เฉพาะและสถานะทางสังคมที่พิเศษ ส่งผลให้ให้กลุ่มลัวะบ่อหลวง มีพิธีกรรมที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาดังกล่าว คือ พิธีกรรมเลี้ยงผีบ่อเหล็ก ซึ่งในงานศึกษาของ Hutchinson ซึ่งลงพื้นที่เก็บข้อมูลเมื่อปี พ.ศ. 2475 ระบุว่า ลัวะบ้านบ่อหลวงให้ความสำคัญกับการนับถือผีบ่อเหล็ก การประกอบพิธีกรรมเลี้ยงผีบ่อเหล็กจะกระทำกันที่เหมืองซึ่งอยู่ในพื้นที่แม่โถในช่วงเดือน 5 ของทุก ๆ 3 ปี โดยใช้วัวสีครีมตั้งแต่หัวยันหาง เพื่อให้ผีบ่อเหล็กยอมรับเครื่องเส้นไหว้ และชาวลัวะบ้านบ่อหลวงจะยกครอบครัวไปสกัดแร่เหล็กที่แม่โถในช่วงหลังฤดูการเก็บเกี่ยว (Hutchinson, 1934).- ปัจจุบัน ถึงแม้ลัวะบ้านบ่อหลวง จะเลิกการถลุงเหล็กมาไม่ต่ำกว่า 80 ปีแล้ว แต่พิธีกรรมโบราณเลี้ยงผีบ่อเหล็กยังคงกระทำสืบเนื่องกันอยู่ การสัมภาษณ์นายประเสริฐ ทาหล้า กำนันตำบลบ่อหลวง ได้ให้ข้อมูลว่า พิธีกรรมเลี้ยงผีบ่อเหล็กเป็นเสมือนพันธสัญญาจากบรรพบุรุษ เพื่อตอบแทนผีบ่อเหล็กผู้ดูแลรักษาทรัพยากร ที่ดลบันดาลให้สามารถขุดได้แร่เหล็กได้ในปริมาณมากในอดีต .- การลงพื้นที่เก็บข้อมูลของทีมนักโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ พบว่า การประกอบพิธีกรรมจะกำหนดจัดทุก ๆ 3 ปี การประกอบพิธีกรรมเริ่มต้นโดยผู้เฒ่าชาวลัวะบ้านบ่อหลวงที่เชื้อสายตระกูล "ขุนแก้ว" (ตระกูลผู้นำโบราณของชาวลัวะบ้านบ่อหลวง) ถวายเครื่องเซ่นไหว้ คือ ข้าว ไก่ เหล้า เป็นต้น และบอกกล่าวให้ผีบ่อเหล็ก เตรียมมารับเครื่องสังเวย"ดอกแดง" (วัวตัวผู้ขนสีแดง) ที่จัดไว้ถวาย หลังจากนั้นจะทำการล้มวัวตัวดังกล่าว และแล่เนื้อชิ้นส่วนต่าง ๆ เพื่อนำไปถวายผีบ่อเหล็กที่มาสื่อสารผ่านร่างทรงบนศาลผีที่ตั้งอยู่กลางดง เมื่อเครื่องสังเวยถูกนำมาตั้งบนศาลผีจนครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ร่างทรงชาวลัวะจะเชิญผีบ่อเหล็กลงมาประทับร่างเพื่อสื่อสารและรับการสังเวย ซึ่งผีบ่อเหล็กดังกล่าวมีนามว่า "แสงเมือง" หรือ “แสนเมือง” ผีผู้เป็นใหญ่เหนือผีดูแลบ่อเหล็กทั้งหลาย ทำการสื่อสารโดยใช้ “คำเมือง” ไม่ได้ใช้ภาษาลัวะเหมือนที่ร่างทรงเคยพูดอยู่ก่อนหน้า ทั้งนี้หลังจากผีบ่อเหล็กรับเครื่องสังเวยเรียบร้อยแล้ว ก็จะเปิดโอกาสให้ลูกหลานชาวลัวะสอบถามถึงเรื่องต่าง ๆ เช่น เรื่องความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และความเป็นอยู่ของลูกหลานชาวลัวะในช่วงระยะเวลาอีก 3 ปี นับต่อจากนี้ไป หลังจากนั้นจึงให้พรแด่ผู้มาร่วมพิธีกรรมทุกคน ถือเป็นอันเสร็จพิธี.- ถึงแม้ในปัจจุบันพิธีกรรมเลี้ยงผีบ่อเหล็กของชาวลัวะบ้านบ่อหลวง จะเป็นเพียงประเพณีท้องถิ่นที่กระทำกันเป็นการภายใน แต่ถือเป็นมรดกวัฒนธรรมที่มีคุณค่าและความสำคัญสูงยิ่งทั้งในเชิงโบราณคดีและคติชนวิทยา ที่เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงองค์ความรู้และภูมิปัญญาเรื่องเหล็กจากโลกยุคโบราณที่เป็นพื้นฐานในการก่อให้เกิดรัฐ บ้านเมือง ซึ่งมีกระทำมาต่อเนื่องถึงปัจจุบัน นับเป็นพิธีกรรมโบราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่กี่แห่งในดินแดนล้านนา ควรค่าแก่การอนุรักษ์ สืบทอด และรักษาต่อไป
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)
ชบ.บ.43/1-4
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
คาถาจุนฺทสูกริกสุตฺต (คาถาจุนทสูกริกสูตร)
ชบ.บ.85/1-1ก
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
มหานิปาตวณฺณนา(เวสฺสนฺตรชาตก) ชาตกฎฺฐกถา ขุทฺทกนิกายฎฺฐกถา (ทสพร-กุมาร)
ชบ.บ.106ก/1-7ค
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
เลขทะเบียน : นพ.บ.333/5ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 54 หน้า ; 4 x 54.5 ซ.ม. : รักทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 133 (359-369) ผูก 5 (2565)หัวเรื่อง : มหานิปาตวณฺณนา(ทศชาติ) ชาตกฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา ภูริทัตต์--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ศิลปะรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๕
คณะสตรีอาสาสมัครพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มอบให้เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๗
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ห้องรัตนโกสินทร์ อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
หีบบุหรี่ทำด้วยทองคำลงยา ฝาหีบดุนนูนเป็นรูปมัจฉานุ (บุตรของหนุมานและนางสุพรรณมัจฉา จากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์) ลงยา ๗ สี ที่มุมบนด้านซ้าย มีพระปรมาภิไธยย่อ จ.ป.ร. ประดับเพชรเหลี่ยมกุหลาบ ภายในกล่องมีข้อความเขียนด้วยหมึก “ given to me by the king of Siam, August 6 1897 ”
หีบบุหรี่ใบนี้มีประวัติว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทาน ให้แก่ เซอร์ วิลเลี่ยม คาริงตัน (Sir William Carington) ราชองครักษ์ (ขณะมียศเป็นพันโท) ในสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งรัฐบาลอังกฤษจัดให้มาประจำรับสนองเบื้องพระยุคลบาท ในคราวที่พระองค์เสด็จมาถึงกรุงลอนดอน ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ประทับอยู่ที่กรุงลอนดอนได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสถานที่ต่าง ๆ เช่น พระราชวังบักกิ้งแฮม (Buckingham Palace) โรงเรียนฮาโรว์* (Harrow School) รัฐสภา สวนพฤกษศาสตร์คิวการ์เดน (Kew gardens) เป็นต้น ครั้นเสด็จออกจากกรุงลอนดอน พันโทคาริงตันได้ติดตามส่งพระองค์ถึงเมืองคาเล** ประเทศฝรั่งเศส ดังความในพระราชโทรเลขวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๐ ความตอนหนึ่งกล่าวว่า “...ออกจากลอนดอนเช้าวันนี้เวลา ๕ โมง มีทหารม้าแห่แลมีแถวกาด ออฟออเนอด้วย กินกลางวันที่เมืองคาเลล์ แลลอดแบก็อต กับนายพันโทแคริงตันได้ตามมาส่งฉันถึงที่นี้...”
การเสด็จประพาสยุโรปในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศต่าง ๆ เช่น รัสเซีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม เยอรมนี อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ฯลฯ ด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นทรงมีจุดมุ่งหมายอยู่ ๓ ประการ ได้แก่ ประการแรกทำให้สยามเป็นที่รู้จักแก่นานาประเทศทางยุโรป ประการที่สอง เพื่อได้เรียนรู้วิทยาการต่าง ๆ ในประเทศยุโรป และประการที่สามเพื่อแก้ไขข้อเสียเปรียบทางการค้าและการเมืองระหว่างสยามกับฝรั่งเศส โดยเสด็จออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๐ และเสด็จนิวัตถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๐ รวมระยะเวลาเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรปครั้งที่ ๑ ทั้งสิ้น ๒๕๓ วัน
*ในช่วงเวลานั้น พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากรและหม่อมเจ้าเสฐศิริ (โอรสในพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นนเรศวรฤทธิ์) กำลังทรงศึกษาอยู่
**เมืองคาเล (Calais) เป็นเมืองท่าชายฝั่งของประเทศฝรั่งเศสตั้งอยู่บริเวณช่องแคบโดเวอร์ (Strait of Dover)
อ้างอิง
สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. การเสด็จประพาสยุโรปของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.ศ. ๑๑๖ เล่ม ๒. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๕๑.
ธิดา สาระยา. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว-เจ้าแผ่นดินสยาม. พิมพ์ครั้งที่ ๒. นนทบุรี: เมืองโบราณ, ๒๕๖๑.
องค์ความรู้ : อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
เรื่อง : ปีใหม่ไทยสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ปราสาทพนมรุ้ง
เนื่องในวาระวันปีใหม่ไทย เทศกาลสงกรานต์ ประจำปี ๒๕๖๕ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวที่แวะมาเที่ยวชมปราสาทพนมรุ้ง ศาสนสถานในวัฒนธรรมเขมรโบราณ อายุกว่า ๙๐๐ ปี ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวลัยสำหรับบูชาพระศิวะ เทพเจ้าสูงสุดในศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ท่องเที่ยวเช็คอินขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ที่ประดิษฐานอยู่ภายในปราสาทพนมรุ้งแห่งนี้ เพื่อเสริมความสิริมงคลแก่ชีวิตต้อนรับปีใหม่ไทย อันได้แก่
(ภายในเขตโบราณสถานไม่อนุญาตให้นำพวงมาลัย ดอกไม้ ธูปเทียน น้ำอบ เข้ามาสักการะด้านในโดยเด็ดขาด! รวมไปถึงกระทำการที่เสี่ยงให้เกิดความเสียหายต่อโบราณสถาน ทั้งนี้ในเขตโบราณสถานอนุญาตเพียงการแสดงความเคารพด้วยการยกมือไหว้เพื่อขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น)
(หากต้องการประกอบพิธีบวงสรวง ด้วยเครื่องบวงสรวง ธูปเทียน ฯลฯ ต้องมาขออนุญาตที่ สำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และทำพิธีเฉพาะบริเวณที่อุทยานฯจัดไว้ให้เท่านั้น)
๑. ศิวลึงค์ ประดิษฐานเป็นประธานของปราสาทพนมรุ้ง เป็นตัวแทนขององค์พระศิวะ เทพเจ้าสูงสุดในศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ตั้งอยู่ภายในห้องครรภคฤหะ ณ ปราสาทประธานของปราสาทพนมรุ้ง ดังนั้นการมาขอพรกับศิวลึงค์จึงเชื่อว่าเป็นการขอพรต่อองค์พระศิวะ เทพเจ้าสูงสุดผู้สามารถประทานพระได้ทุกสรรพสิ่ง
๒. หน้าบันโยคะทักษิณามูรติ อยู่บริเวณโคปุระด้านทิศตะวันออกของปราสาทพนมรุ้ง เป็นภาพสลักพระศิวะในปางมหาโยคี หรือ ภาพสลักดังกล่าวอาจเป็นภาพสลักของนเรนทราทิตย์ ผู้สร้างปราสาทพนมรุ้ง ซึ่งออกบวชเป็นโยคีอยู่ที่ปราสาทพนมรุ้งแห่งนี้ก็เป็นได้ ด้านล่างของหน้าบัน พบการสลักภาพคนถูกงูกัด ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องราวในจารึกพบที่ปราสาทพนมรุ้งเนื้อหากล่าวถึง นเรทราทิตย์เป็นผู้วิเศษสามารถรักษาผู้คนที่ถูกงูกัดให้ฟื้นคืนจากความตายได้ ดังนั้นการขอพรสักการะที่หน้าบันดังกล่าว จึงมีความเชื่อว่าช่วยรักษาความเจ็บป่วย หรือโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้
๓. ดอกบัวแปดกลีบ สลักอยู่บริเวณกึ่งกลางของสะพานนาคราชชั้นที่ ๑ และ ๒ ของปราสาทพนมรุ้ง ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ จุดกำเนิด และการบูชา การทำเป็นรูป ๘ กลีบ หมายถึงทิศทั้ง ๘ ทิศ หรือการเป็นศูนย์กลางของทิศทั้ง ๘ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลและจุดกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง ดังนั้นการขอพรกับดอกบัวแปดกลีบจึงเปรียบเสมือนการขอพรต่อเทพประจำทิศทั้ง ๘ ในคติศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ให้ช่วยปกป้องภัยอันตรายต่าง ๆ เหมือนดังการทำหน้าที่ปกป้องพระศิวะนั่นเอง
๔. ประติมากรรมโคนนทิ ตั้งอยู่ภายในมณฑปทิศตะวันออกของปราสาทประธาน โคนนทิเป็นพาหนะของพระศิวะ หันหน้าไปยังศิวลึงค์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะที่ประดิษฐานเป็นประธานของเทวาลัย ในคติศาสนาพราหมณ์ฮินดู วัวถือว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เป็นเนื่องจากเป็นพาหนะของพระศิวะ หรือตัวแทนของการเกษตรกรรม ดังนั้นเชื่อว่าการขอพรกับโคนนทิ สามารถช่วยให้การเพาะปลูก การเกษตรกรรมต่าง ๆ ราบรื่นและอุดมสมบูรณ์
๕. ท้าวกุเวร หรือท้าวเวสสุวรรณ เป็นแท่นหินทรายทรงลูกบาศ ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของปราสาทประธานปราสาทพนมรุ้ง (ใกล้กับท่อโสมสูตร) ตามคติในศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู เป็นเทพประจำทิศเหนือและเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งร่ำรวย ดังการการขอพรสักการะกับท้าวกุเวร จึงเชื่อว่าจะช่วยเสริมความมงคลในด้านการเงิน โชคลาภ และเสริมบารมีความมั่งคั่งร่ำรวย
เรียบเรียงโดย นายพงศธร ดาวกระจาย ผู้ช่วยนักโบราณคดี อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
เอกสารอ้างอิง:
พิสิฐ เจริญวงศ์ และคณะ. ปราสาทพนมรุ้ง. พิมพ์ครั้งที่ ๖. บุรีรัมย์: สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร, ๒๕๕๑.
สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์, หม่อมราชวงศ์. ปราสาทพนมรุ้ง ศาสนบรรพตที่งดงามที่สุดในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๓๙.
เสน่ ประกอบทอง และคณะ. เทพประจำทิศ เทพพาหนะ. พิมพ์ครั้งที่ ๑. นครราชสีมา: โจเซฟ พลาสติกการ์ด(โคราช)แอนด์ ปริ้นท์, ๒๕๔๗.