ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,653 รายการ
---ธัมมจักกัปปวัตนสูตร เป็นปฐมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสธัมมจักกัปปวัตนสูตรนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลีปราศจากมลทิน ก็ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะ นับเป็นพระสงฆ์สาวกองค์แรกในพระพุทธศาสนา วันนั้นเป็นวันเพ็ญกลางเดือนอาสาฬหะหรือเดือน 8 เป็นวันที่พระรัตนตรัยครบบริบูรณ์ บังเกิดขึ้นในโลกเป็นครั้งแรก คือมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ครบบริบูรณ์---ธัมมจักกัปปวัตนสูตร มีเนื้อหาแสดงถึงการปฏิเสธส่วนที่สุดสองอย่าง และเสนอแนวทางดำเนินชีวิตโดยสายกลางอันเป็นแนวทางใหม่ให้มนุษย์ มีเนื้อหาแสดงถึงขั้นตอนและแนวทางในการปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงอริยสัจทั้ง 4 คือ อริยมรรคมีองค์ 8 โดยเริ่มจากทำความเห็นให้ถูกทางสายกลางก่อน เพื่อดำเนินตามขั้นตอนการปฏิบัติรู้เพื่อละทุกข์ทั้งปวง เพื่อความดับทุกข์ อันได้แก่นิพพาน ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา---ปฏิปทาทางสายกลางปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ 8 คือปัญญาเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ)ความดำริชอบ (สัมมาสังกัปปะ)เจรจาชอบ (สัมมาวาจา)การงานชอบ (สัมมากัมมันตะ)เลี้ยงชีวิตชอบ (สัมมาอาชีวะ)พยายามชอบ (สัมมาวายามะ)ระลึกชอบ (สัมมาสติ)ตั้งจิตมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ)ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ปฐมเทศนาพระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔มหาวรรค ภาค ๑เข้าถึงได้โดย https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=04&A=355https://th.wikipedia.org/wiki/ธัมมจักกัปปวัตนสูตร#:~:text=ธัมมจักกัปปวัตนสูตร%20หรือเขียนอย่าง,ศาสนา%20วันนั้นเป็นวันเพ็ญภาพ : พระพุทธรูปลีลา แสดงปางประทานอภัย ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านรับมอบจากพระครูศิริคุณาทาน เจ้าอาวาสวัดท่าล้อ เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ จัดแสดง ห้องนิทรรศการชั้นบน ห้องที่ ๖ ห้องพระพุทธรูปไม้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)
ชบ.บ.45/1-1
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
มงฺคลตฺถทีปนี (มงฺคลตฺถทีปนี เผด็จมงคลสูตร)
ชบ.บ.88ก/1-12
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
มหานิปาตวณฺณนา(เวสฺสนฺตรชาตก) ชาตกฎฺฐกถา ขุทฺทกนิกายฎฺฐกถา (มทฺรี-นครกัณฑ์)
ชบ.บ.106ข/1-11
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
เลขทะเบียน : นพ.บ.346/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 38 หน้า ; 4 x 55.5 ซ.ม. : ทองทึบ-ชาดทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 134 (370-377) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : นิพฺพานสุตฺต (นิพพานสูตร)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เจดีย์หมายเลข ๑ หรือวัดปราสาท (ร้าง) ตั้งอยู่นอกเมืองโบราณอู่ทอง ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ใกล้กับวัดท่าพระยาจักร (วัดช่องลม) เดิมมีลักษณะเป็นโคกเนินขนาดใหญ่ ต่อมากรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดแต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗ - ๒๕๐๙ และได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๑๑ ปัจจุบันสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้ดำเนินการบูรณะเสริมความมั่นคงเรียบร้อยแล้ว
หลักฐานจากการดำเนินงานทางโบราณคดี พบว่า เจดีย์หมายเลข ๑ สร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยทวารวดี โดยมีการซ่อมแซมและก่อสร้างเพิ่มเติมในสมัยต่อมา อย่างน้อยอีก ๒ ครั้ง ได้แก่ การซ่อมแซมในสมัยทวารวดี และการก่อสร้างเพิ่มเติมในสมัยอยุธยา นอกจากนี้ ทางด้านทิศเหนือของเจดีย์หมายเลข ๑ ยังพบซากเจดีย์บริวารขนาดเล็ก ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาอีกองค์หนึ่งด้วย
รูปแบบของเจดีย์หมายเลข ๑ เป็นเจดีย์ก่ออิฐสอปูน ปัจจุบันพังทลายเหลือแต่ส่วนฐาน โดยรูปแบบของฐานรองรับองค์เจดีย์ที่สร้างขึ้นในสมัยทวารวดี มักจะประกอบด้วยฐานยกเก็จขนาดใหญ่รองรับเรือนธาตุ เช่นเดียวกับเจดีย์จุลประโทน และเจดีย์วัดพระประโทณเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ฐานส่วนนี้ของเจดีย์หมายเลข ๑ เป็นฐานในสมัยแรกสร้าง ซึ่งในการซ่อมในระยะเวลาต่อมา ได้มีการก่อฐานบัว เจาะช่องท้องไม้ปิดทับฐานเดิม ส่วนเรือนธาตุแม้จะพังทลายมาก แต่ก็ยังสังเกตได้ว่ามีการสร้างเสาติดผนัง
อนึ่ง เมื่อครั้งซ่อมแซมเจดีย์หมายเลข ๑ ในสมัยทวารวดี ยังได้มีการก่อฐานเป็นลานขนาดใหญ่ในผังสี่เหลี่ยมเพิ่มขึ้นมาด้วย โดยฐานนี้เป็นฐานบัววลัย ที่ประกอบด้วยลวดบัวลูกแก้วขนาดใหญ่ เจาะช่องท้องไม้ ตามแบบที่นิยมในศิลปะทวารวดี การก่อฐานเพิ่มเติมจากการก่อสร้างในครั้งแรกพบในเจดีย์สมัยทวารวดีหลายองค์ และในเมืองโบราณอู่ทองก็ยังพบตัวอย่างที่เจดีย์หมายเลข ๒ อีกด้วย
ต่อมาในสมัยอยุธยา สันนิษฐานว่าเจดีย์หมายเลข ๑ คงพังทลาย มีสภาพหักพังเป็นโคกเนิน ไม่เห็นรูปแบบของเจดีย์เดิมที่สร้างและซ่อมแซมในสมัยทวารวดี ทำให้ช่างสมัยอยุธยาก่อสร้างเจดีย์ทับด้านบน โดยไม่สัมพันธ์กับแผนผังของเจดีย์เดิม ลักษณะเช่นนี้มีตัวอย่างเช่น เจดีย์วัดธรรมศาลา จังหวัดนครปฐม รูปแบบของเจดีย์สมัยอยุธยา ปัจจุบันพังทลายเหลือแต่ร่องรอยของฐานในผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีบันไดทางขึ้นด้านหน้า สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นฐานไพทีรองรับเจดีย์ทรงปรางค์ เช่นเดียวกับเจดีย์วัดพระประโทณเจดีย์ จังหวัดนครปฐม
การสร้างเจดีย์สมัยอยุธยาซ้อนทับบนซากเจดีย์สมัยทวารวดี นอกจากจะช่วยเสริมรากฐานในการก่อสร้างและเพิ่มความสูงของเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่แล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเจดีย์องค์เดิมที่มีผลต่อความศรัทธาของผู้คนในท้องถิ่นที่เข้ามาอยู่อาศัยในสมัยอยุธยา ดังปรากฏหลักฐานการก่อสร้างลักษณะเดียวกันนี้ ในเขตพื้นที่เมืองโบราณอู่ทอง เช่น โบราณสถานบนเขาพระ และเขาทำเทียม เป็นต้น
บรรณนุกรม
กรมศิลปากร. โบราณวิทยาเรื่องเมืองอู่ทอง. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศิวพร, ๒๕๒๙.
กรมศิลปากร. รายงานการสำรวจและขุดแต่งโบราณวัตถุสถาน เมืองเก่าอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี. พระนคร : ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศิวพร, ๒๕๐๙.
เชษฐ์ สิงสัญชลี. ศิลปะไทยภายใต้แรงบัลดาลใจจากศิลปะอินเดียแบบปาละ. นนทบุรี : โรงพิมพ์มติชนปากเกร็ด, ๒๕๕๘
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. เจดีย์ในประเทศไทย รูปแบบ พัฒนาการและพลังศรัทธา. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๖๐.
สันติ เล็กสุขุม, โครงการ ออกแบบหุ่นจำลองสันนิษฐานจากซากเจดีย์ที่อำเภออู่ทอง สุพรรณบุรี (เพื่องานจัดทำหุ่นจำลองสันนิษฐาน ติดตั้งในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง), (เอกสารอัดสำเนา).
สันติ เล็กสุขุม, ศิลปะอยุธยา: งานช่างหลวงแห่งแผ่นดิน, กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๔๒.
ชื่อผู้แต่ง กรมพระยาดำรงราชานุภาพ , สมเด็จ
ชื่อเรื่อง ตำนานเรื่องสามก๊ก
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์พระจันทร์
ปีที่พิมพ์ ๒๕๐๕
จำนวนหน้า ๑๑๘ หน้า
หมายเหตุ สำนักงาน ก.ต.ภ. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร้อยตรีตวงสิทธิ์ จารุเสถียร
ต้นตำนานของหนังสือสามก๊กนั้น ทราบว่าเดิมเรื่องสามก๊กเป็นแต่นิทานสำหรับเล่ากันอยู่ก่อน สมัยราชวงศ์ไต้เหม็ง (พ.ศ. ๑๙๑๑ - ๒๑๘๖) มีนักปราชญ์จีน เมืองฮั่งจิ๋วคนหนึ่งชื่อ ล่อกวนตง คิดแต่หนังสือเรื่องสามก๊กขึ้นเป็นหนังสือ ๑๒๐ ตอน ต่อมามีนักปราชญ์จีนหลายคน นักปราชญ์จีนคนหนึ่งชื่อ จิมถ่าง เลื่อมใสในหนังสือเรื่องสามก๊ก ช่วยแก้ไขคำพังโพยของเม่าจงกัง แล้วแต่งคำอธิบายเป็นทำนองคำนำ มองให้เม่าจงกังไปแกะตัวพิมพ์ตีพิมพ์หนังสือเรื่องสามก๊กขึ้น ส่วนตำนานการแปลหนังสือสามก๊กเป็นภาษาไทยมีคำบกเล่าสืบกันมาว่าเมื่อในรัชกาลที่ ๑ มีพระราชดำรัสสั่งให้แปลหนังสือพงศาวดารจีนเป็นภาษาไทย ๒ เรื่อง คือ เรื่องไซฮั่น เรื่อง ๑ กับ เรื่องสามก๊ก เรื่อง ๑
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์
ขอประชาสัมพันธ์และเชิญชวนทุกท่าน
ร่วมรับชมการบรรยายพิเศษ
เรื่อง “เส้นสาย ลายไหม ผ้าไทย เมืองสุรินทร์”
ในวันศุกร์ที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕
ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น.
ผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook Live พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ กรมศิลปากร
ชื่อเรื่อง ที่ระลึกสมเด็จพระสังฆราชสกลสังฆปริณายก องค์ที่ 17 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (ปุ่น ปุณฺณสิริ)ผู้แต่ง กรมศิลปากรประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ ศาสนาเลขหมู่ 294.30922 ท535สถานที่พิมพ์ สุพรรณบุรีสำนักพิมพ์ มนัสการพิมพ์ปีที่พิมพ์ 2516ลักษณะวัสดุ 130 หน้าหัวเรื่อง สงฆ์ – ไทย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น บุญณสิริ)ภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับพระชีวประวัติเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ ตลอดจนพระราชพิธีสถาปนาฯ งานสมโภชที่จังหวัดสุพรรณบุรี และปฏิปทาในขณะดำรงเพศพรหมจรรย์อันจักเป็นแบบฉบับที่ดีของอนุชนรุ่นหลัง
กระเบื้องเชิงชาย ลายเทพนม เมืองกำแพงเพชร..กระเบื้องเชิงชายหรือที่เรียกว่ากระเบื้องหน้าอุด คือกระเบื้องมุงหลังคาแถวล่างสุดของหลังคาแต่ละตับ ส่วนใหญ่ทำเป็นทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว หรือสามเหลี่ยมด้านเท่า ทำหน้าที่กันฝน และสัตว์เข้าไปตามแนวกระเบื้อง..เทพนม ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานพุทธศักราช ๒๕๕๔ หมายถึง ชื่อภาพเทวดาครึ่งตัวประนมมือ ซึ่งลายเทพนมบนกระเบื้องเชิงชายนั้นมักพบในลักษณะโครงสร้างรูปสามเหลี่ยม หันพระพักตร์ตรง ประนมพระหัตถ์เสมอพระอุระ นอกจากนี้ยังพบลายเทพนมในงานศิลปกรรมอื่น เช่น ..งานจิตรกรรม ทำลายเทพนมในพุ่มข้าวบิณฑ์บริเวณหน้าต่างอุโบสถ วัดดวงแข กรุงเทพฯงานประดับสถาปัตยกรรม พบบริเวณหน้าบัน บันแถลง ประตู หน้าต่างของโบราณสถาน เช่น ลายปูนปั้นรูปเทพนมประดับปรางค์วัดจุฬามณี จังหวัดพิษณุโลกเสมาหินชนวนสลักลายพันธุ์พฤกษาและเทพนม พบที่วัดพระนอน จังหวัดกำแพงเพชรลายเทพนมบนเครื่องถ้วยเบญจรงค์..การนำกระเบื้องเชิงชายลายเทพนมมาประดับหลังคาเหนือที่ประดิษฐานรูปพระพุทธเจ้านั้น สันนิษฐานว่าเป็นการแสดงการสักการะพระพุทธเจ้าของเหล่าเทพ หรือเป็นการสื่อถึงเทพประทับในวิมาน โดยแผ่นกระเบื้องเชิงชายเปรียบเสมือนซุ้มวิมานขององค์เทพ หรืออาจเป็นความหมายทางบุคลาธิษฐานในการเปรียบเทียบมนุษย์กับบัวสี่เหล่าของพระพุทธองค์ อันเป็นการแทนภาพของผู้ที่บรรลุโพธิญาณขั้นต้นที่หลุดพ้นจากโคลนตมใต้พื้นน้ำ..จากการศึกษากระเบื้องเชิงชายสมัยอยุธยาประเภทลายเทพนม ของ นายประทีป เพ็งตะโก สันนิษฐานว่า กระเบื้องเชิงชายลายเทพนมนั้นปรากฏตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นตลอดจนถึงอยุธยาตอนปลาย ลักษณะสำคัญคือ เทพนมอยู่เหนือดอกบัวในลักษณะผุด หรือถือกำเนิดจากดอกบัว ในระยะแรกสันนิษฐานว่ามีการทำรูปดอกบัวใต้รูปเทพนมมีก้านมารองรับ จากการพบลวดลายปูนปั้นลักษณะคล้ายคลึงกันประดับปรางค์วัดจุฬามณี จังหวัดพิษณุโลก ส่วนรูปดอกบัวรองรับรูปเทพนมลักษณะแบบไม่มีก้านนั้น เริ่มจากดอกตูม แล้วคลี่คลายมาเป็นดอกบาน รวมถึงมงกุฎแบบมีปุ่มแหลมเหนือกรอบกระบังหน้านิยมทำร่วมกันในสมัยอยุธยาตอนต้น ส่วนกลีบบัวที่กลายเป็นลายพันธุ์พฤกษาอยู่ในราวสมัยอยุธยาตอนกลางและปรับเปลี่ยนเป็นลายกระหนกในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒ โดยลายกระหนกใต้เทพนมนั้นมักทำเป็นกระหนกสามตัวสะบัดพลิ้ว หรือทำลายอย่างอื่นแทนที่รูปดอกบัว ส่วนลักษณะมงกุฎแบบทรงเครื่องใหญ่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓..การกำหนดอายุโดยวิธีการเปรียบเทียบ (Relative Dating) สันนิษฐานว่าลวดลายในกระเบื้องเชิงชายที่พบจากการขุดแต่งวัดช้างรอบ เมืองกำแพงเพชรนั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับกระเบื้องเชิงชายที่พบในโบราณสถานของเมืองพระนครศรีอยุธยา โดยอ้างอิงภาพเปรียบเทียบลายกระเบื้องเชิงชายจากการศึกษาของ นายประทีป เพ็งตะโก ได้แก่..กระเบื้องเชิงชายลายเทพนม (ราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒) ลักษณะทรงสามเหลี่ยมมีหยักที่ขอบนอก ปรากฏรูปเทพนมอยู่เหนือดอกบัว ทำเส้นนูนล้อกับทรงกระเบื้องล้อมรอบเทพนมจำนวนสองเส้น มงกุฎมีการซ้อนชั้นอย่างเรียบ ปลายแหลมสูง สวมกระบังหน้า ดอกบัวรองรับเทพนมไม่มีก้าน กลีบดอกบัวมีลักษณะเรียว และเริ่มมีลักษณะเปลี่ยนเป็นลายกนกบริเวณส่วนปลายกลีบ จากการขุดแต่งวัดช้างรอบ พบกระเบื้องเชิงชายลายเทพนมลักษณะคล้ายกับที่พบจากการขุดแต่งวัดธรรมมิกราช วัดพลับพลาชัย และวัดสุวรรณาวาส จังหวัดพระนครศรีอยุธยา..เอกสารอ้างอิงคณะกรรมการดำเนินงานจัดทำศัพทานุกรมด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์. ศัพทานุกรมโบราณคดี. กรุงเทพฯ : บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด, ๒๕๕๐.ประทีป เพ็งตะโก. กระเบื้องเชิงชายสมัยอยุธยา. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๐. ปริวรรต ธรรมาปรีชากร และคณะ. ศิลปะเครื่องถ้วยในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : บริษัท โอสถสภาจำกัด, ๒๕๓๙.วิบูลย์ ลี้สุวรรณ. พจนานุกรมศัพท์ศิลปกรรมไทย. นนทบุรี : เมืองโบราณ, ๒๕๕๙.สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพุทธศักราช ๒๕๕๔. กรุงเทพฯ : สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, ๒๕๕๔.
ค้นพบ “วิธีการใช้น้ำมันมะพร้าวจุดตะเกียงเจ้าพายุแทนแอลกอฮอล์” ในปี ๒๔๘๗
.
เอกสารจดหมายเหตุชุดจังหวัดจันทบุรี ระบุว่าเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๘๗ ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้แจ้งคณะกรมการจังหวัดจันทบุรีว่า นายสถานีรถไฟสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ได้ค้นพบวิธีการใช้น้ำมันมะพร้าวจุดตะเกียงเจ้าพายุแทนแอลกอฮอล์ขึ้นสำเร็จ จึงขอให้จังหวัดเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนทราบต่อไป โดยมีคำแนะนำวิธีการใช้ดังนี้
.
---- ให้เทน้ำมันมะพร้าวใส่จานแอลกอฮอล์ ซึ่งติดอยู่ที่โคนเสาไส้ตะเกียงเจ้าพายุประมาณเศษสองส่วนสามของจาน
---- ฉีกเศษผ้า ชุบน้ำมันมะพร้าวให้ชุ่มเอาวางในจานแอลกอฮอล์ ให้บางส่วนของผ้าพ้นขึ้นมาจากน้ำมันเล็กน้อย
---- เอาไม้ขีดไฟจุดที่ผ้าซึ่งมีน้ำมันหล่อเลี้ยง พอเสาไส้ตะเกียงมีความร้อนได้ที่ จึงทำการสูบ
ผลที่ได้จากการใช้น้ำมันมะพร้าวแทนแอลกอฮอล์จุดตะเกียงนี้ กรมวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองปรากฏว่าใช้แทนกันได้ดี แต่ใช้เวลานานกว่าแอลกอฮอล์เล็กน้อย
.
• ความเป็นมาของตะเกียงเจ้าพายุ
ตะเกียงเจ้าพายุดวงแรกของโลก ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ.๑๘๙๕ โดยนาย Meyenberg, Wendorf และ Henlein ได้ทำการจดลิขสิทธิ์ “ตะเกียงไอ (Vapourlamp)” เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ค.ศ.๑๘๙๕ ตะเกียงประเภทนี้นอกจากใช้ในบ้านเรือนแล้ว ยังใช้เป็นโคมไฟตามถนนหนทาง รวมถึงประภาคารเพื่อส่องแสงเจิดจ้าฝ่าความมืดผ่านมหาสมุทรเพื่อแจ้งเตือนเรือถึงภัยจากหินโสโครก
.
• หลักการทำงานของตะเกียงเจ้าพายุ
เกิดจากหลักการเปล่งแสงของวัสดุ อันเนื่องมาจากพลังงานความร้อน (Incandescent)
เหมือนกับหลอดไฟไส้ร้อนและสว่างจ้าจากกระแสไฟฟ้านั่นเอง แต่เจ้าพายุนั้นจะให้ความร้อนกับไส้ไหม (Rayon)
ที่ทำมาจากสาร ceramic พวก Thorium Oxide, Cerium Oxide และ Magnesium Oxide ซึ่งสารทั้ง ๓ ตัวนี้ จะมีคุณสมบัติพิเศษ คือเปล่งแสงได้สว่างที่สุดเมื่อได้รับความร้อน โดยแสงนั้นจะสว่างจ้ากว่าเปลวไฟจากน้ำมันถึง ๖ เท่า
.
การให้ความร้อนกับไส้ไหมนี้ กระทำโดยพ่นน้ำมันก๊าดที่มีความดันผ่านหัวฉีด และผสมกับอากาศ
และจุดให้เปลวน้ำมันก๊าดนี้ "พ่น" ผ่านไปยังไส้ไหมที่เคลือบ Oxide ไว้ โดยไส้ไหมของเจ้าพายุ จะไม่ไหม้เป็นจุณเพราะสาร ceramic ที่เคลือบไส้นี้มีจุดหลอมเหลว
สูงถึง ๒,๕๕๐ องศา แต่เปลวจากไอน้ำมันก๊าดที่เผาไส้นั้นจะร้อนเพียง ๑,๔๐๐ องศาเท่านั้น
ผู้สนใจสามารถค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี และระบบสืบค้นเอกสารจดหมายเหตุ https://archives.nat.go.th
ผู้เรียบเรียง
นางสาวสุจิณา พานิชกุล นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี
------------------------------
อ้างอิง :
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี. เอกสารกระทรวงมหาดไทย ชุดจังหวัดจันทบุรี จบ ๑.๒.๔/๓๑๗ เรื่องการใช้น้ำมันมะพร้าวธรรมดาแทนแอลกอฮอล์จุดตะเกียงเจ้าพายุ (๑๓ กุมภาพันธ์ - ๒๙ มีนาคม ๒๔๘๗).
ตะเกียงเจ้าพายุ. เข้าถึงได้จาก https://www.thailandoutdoor.com/.../Lantern/lantern.html สืบค้นเมื่อ ๑ กันยายน ๒๕๖๕.
หลักการทำงานของตะเกียงเจ้าพายุ. เข้าถึงได้จาก https://www.facebook.com/shopoutdoorlife สืบค้นเมื่อ ๑ กันยายน ๒๕๖๕.