ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,748 รายการ

สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 130/6 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 166/5 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


กรมศิลปากร ได้ดำเนินการจัดทำไฟล์แผ่นภาพมรดกศิลปวัฒนธรรม ประจำปี ๒๕๖๖ เรื่อง ภูมิบริรักษ์ : ครุฑ ยักษ์ นาค จำนวน ๘ แบบ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลความรู้เรื่องราว ความสำคัญเกี่ยวกับ รูปเคารพ ครุฑ ยักษ์ นาค ที่มีความเชื่อมโยงในงานโบราณคดี ประวัติศาสตร์ วรรณกรรมและสถาปัตยกรรมขอเชิญชวนทุกท่านส่งความสุขให้แก่กันในช่วงเทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๖ ค่ะเข้าถึงได้โดย https://www.finearts.go.th/chiangmailibrary/view/37645-กรมศิลปากร-ได้ดำเนินการจัดทำไฟล์แผ่นภาพมรดกศิลปวัฒนธรรม-ประจำปี-๒๕๖๖-เรื่อง-ภูมิบริรักษ์---ครุฑ-ยักษ์-นาค-จำนวน-๘-แบบ


          กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โดยหอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙  สำนักหอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญชมการแสดงดนตรี “เพลงรักในบทเพลงพระราชนิพนธ์” โดยวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์  ในวันเสาร์ที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๕.๓๐ น. ณ ห้องจัดแสดง ชั้น ๒ หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ สำนักหอสมุดแห่งชาติ           หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และห้องสมุดดนตรีทูลกระหม่อมสิรินธร สำนักหอสมุดแห่งชาติ ร่วมกับวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ จัดการแสดงดนตรี “เพลงรักในบทเพลงพระราชนิพนธ์” โดยอัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์มาบรรเลงและขับร้อง เพื่อเผยแพร่พระอัจฉริยภาพด้านดนตรีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ บทเพลงที่บรรเลงและขับร้อง อาทิ ความฝันอันสูงสุด เตือนใจ แสงเดือน ไร้เดือน Oh I say เทวาพาคู่ฝัน still on my mind  ไร้รักไร้ผล ดวงใจ ความรัก สุริยันจันทรา และโยสลัม นอกจากนี้ ยังมีบทเพลงรักอื่นๆ ที่มีชื่อเสียง เช่น รักไม่รู้ดับ สุดที่รัก มั่นใจไม่รัก ฝากรัก ศรรัก ขอพบในฝัน ธารน้ำรัก และรักหนึ่งในดวงใจ             ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าชมการแสดงดนตรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในวันเสาร์ที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๕.๓๐ น. ณ ห้องจัดแสดง ชั้น ๒ หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ลงทะเบียนหน้างานได้ตั้งแต่เวลา ๑๓.๐๐ น. เป็นต้นไป ณ บริเวณ ชั้น G หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ถนนสามเสน แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพฯ  


         ลับแลศิลา          ศิลปะจีน พุทธศตวรรษที่ ๒๔- ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕          สมบัติเดิมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร          ตั้งอยู่ด้านข้างอาคารพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ทางทิศเหนือ และทิศใต้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร          ลับแลศิลา ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สูง ๑๙๘ เซนติเมตร กว้าง ๑๕๐ เซนติเมตร สลักจากหินสีเขียว ล้อมรอบด้วยกรอบสี่เหลี่ยม ด้านล่างรองรับด้วยฐานสิงห์ ภายในแผ่นศิลาเขียวแบ่งพื้นที่ในแนวตั้งออกเป็นสามส่วน แสดงเรื่องราววรรณกรรมจีน เรื่อง ไป่เหริ่นถาง แปลว่า “ศาลแห่งร้อยขันติธรรม” พร้อมทั้งแทรกสัญลักษณ์มงคล อาทิ รูปสลักชายอุ้มเด็ก หรือ ขันทีถือถาดผลท้อ ซึ่งในคติจีนหมายถึง “โซ่ว” แปลว่า ความมีอายุยืน          ลับแล เป็นสิ่งที่นิยมใช้ตกแต่งเรือนที่อยู่อาศัยของชาวจีน ปรากฏทั้งอาคารพระราชวัง วัด บ้านเรือนขุนนาง คหบดี โดยใช้เป็น “ผนังกันผี” และเป็น “ผนังบังตา” กล่าวคือ ผนังกันผีจะตั้งอยู่บริเวณประตูทางเข้าเรือน ผู้ที่จะผ่านเข้า-ออก นั้น จะต้องเดินอ้อมผ่านผนังทางด้านซ้ายหรือขวา ไม่สามารถเดินตรงเข้ามา ซึ่งชาวจีนเชื่อว่าผีหรือสิ่งอัปมงคลจะมีเส้นทางเดินเป็นเส้นตรง ดังนั้นจึงต้องตั้งผนังบังเอาไว้ ส่วนการเป็นผนังบังตานั้นหมายความว่า เป็นผนังที่กั้นให้เกิดความเป็นส่วนตัวภายในเรือน และยังแบ่งสัดส่วนพื้นที่ในเรือนได้ชัดเจน (ในคำอธิบายตามความเชื่อจีนกล่าวว่า ช่วยปกป้องความเป็นสิริมงคลให้หมุนเวียนอยู่ภายในบ้าน) โดยอาจมีภาพวาดหรือภาพแกะสลักบนลับแลก็ได้          ในสังคมไทยมีการนำลับแลมาประยุกต์ใช้เช่นกัน เชื่อว่าน่าจะได้รับอิทธิพลจากชาวจีนผ่านการค้าแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะในสมัยรัตนโกสินทร์ พบการติดตั้งลับแลทั้งในเขตพระราชวังและวัด เช่น ผนังบังตาด้านในประตูกำแพงแก้ววัดทองธรรมชาติ กรุงเทพฯ นอกจากนี้จิตรกรรมฝาผนังตามวัดหลายแห่งวาดลับแลไว้อยู่ตามฉากอาคารเรือนและปราสาท ส่วนลับแลศิลาชิ้นนี้ตั้งอยู่ด้านหน้าประตูทางเข้า*ไปสู่ท้องพระโรงพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ของพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว สันนิษฐานว่าลับแลนี้น่าจะนำเข้ามาติดตั้งในคราวพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรงดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่          สำหรับวรรณกรรมเรื่องไป่เหริ่นถาง เป็นเรื่องราวที่เกิดในสมัยพระจักรพรรดิถังเกาจง (พ.ศ. ๑๑๗๑ - ๑๒๒๖) จักรพรรดิองค์ที่ ๓ แห่งราชวงศ์ถัง มีที่มาโดยสังเขปคือ ผู้เฒ่าคนหนึ่งนามว่า “จางกงอี้” เป็นผู้ที่สามารถปกครองครอบครัวใหญ่ ซึ่งมีจำนวนสมาชิกมากถึง ๙๐๐ คน ได้อย่างสงบสุข และสามัคคีกันเป็นอย่างดี จักรพรรดิถังเกาจงทรงทราบความ ได้เชิญจางกงอี้ มาถามถึงแนวทางในการปกครอง จางกงอี้จึงหยิบกระดาษและเขียนความว่า “เหยิ่น” ซึ่งแปลว่าขันติธรรม และได้เขียนแนวทางไว้รวมทั้งหมด ๑๐๐ ข้อปฏิบัติ** ใจความสำคัญของขันติธรรมนั้นอยู่ที่การปฏิบัติตน อาทิ ความซื่อสัตย์ ความกตัญญู มีความกล้าหาญ มีความอดกลั้น ฯลฯ จักรพรรดิถังเกาจงพอพระทัยต่อคำอธิบายนี้จึงได้พระราชทานป้ายเขียนว่า “ศาลแห่งร้อยขันติธรรม” แก่ผู้เฒ่าจางกงอี้ ไว้ประดับในศาลบรรพบุรุษตระกูลจาง ให้เป็นแนวทางปฏิบัติสืบกันต่อไป             *ซึ่งประตูทางเข้าและกำแพงล้อมรอบนั้นถูกรื้อออกไปในสมัยหลัง          **อ่านหลักขันติธรรมทั้งร้อยข้อได้ใน ฉัตรชัย ลีลหานนท์. “ของชิ้นเอกในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ: ศาลแห่งร้อยขันติธรรม.” ศิลปากร ๕๔, ๒ (มีนาคม – เมษายน ๒๕๕๔): ๑๐๙-๑๒๗.   อ้างอิง  ฉัตรชัย ลีลหานนท์. “ของชิ้นเอกในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ: ศาลแห่งร้อยขันติธรรม.” ศิลปากร ๕๔, ๒ (มีนาคม – เมษายน ๒๕๕๔): ๑๐๙-๑๒๗. มาลินี คัมภีรญาณนนท์. “มรดกวัฒนธรรมจีน: บังตา (หยิ่งปี้) และผนังกั้นผี (เจ้าปี้) บนจิตรกรรมฝาผนัง.” ในหนังสือรวมบทความทางวิชาการจากการประชุมทางวิชาการนานาชาติ เรื่อง “มรดกวัฒนธรรม: ไทยกับเพื่อนบ้าน.” กรุงเทพฯ: ธรรมสาร, ๒๕๔๙. ศานติ-นวรัตน์ ภักดีคำ. “ลับแลสลักศิลาอย่างจีนข้างพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร.” ศิลปวัฒนธรรม ๒๙, ๑๑ (กันยายน ๒๕๕๑): ๑๕๒-๑๖๑.


ชื่อเรื่อง : ประชุมคำพากย์รามเกียรติ์ ภาค 1 ภาค 2 ภาค 3 และภาค 4 ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ นายอรรถ ค้อคงคา ต.ม., ต.ช. ณ สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2512 ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2512 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี จำนวนหน้า : 428 หน้า สาระสังเขป : หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นด้วยการรวบรวมประวัติส่วนตัว การศึกษา การทำงาน และครอบครัว รวมถึงคำไว้อาลัยนายอรรถ ค้อคงคา และเริ่มต้นด้วยประชุมคำพากย์รามเกียรติ์ ภาค 1 พากย์สามตระ ภาค 2 ชุดสีดาหาย ภาค 3 ตอนพระรามได้ขีดขิน ภาค 4 ตอนหนุมานถวายแหวน


ชื่อผู้แต่ง           อนุสรณ์ โสภา  สัมพันธารักษ์ ชื่อเรื่อง             อนุสรณ์ โสภา  สัมพันธารักษ์ ครั้งที่พิมพ์         - สถานที่พิมพ์     กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์        อมรินทร์การพิมพ์ ปีที่พิมพ์            ๒๕๒๘ จำนวนหน้า       ๒๐๘ หน้า    อนุสรณ์ โสภา  สัมพันธารักษ์ เนื้อหาในหนังสือได้กล่าวถึงความรู้เกี่ยวกับโรคไต การทำงานของไต ไตเป็นอวัยวะรูปถั่วขนาดเล็ก ๆ เท่ากับกำปั้นสองอันอยู่สองข้างของกระดูกสันหลัง ตรงระดับชายโครง ไตมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการมีชีวิตของมนุษย์ ทำหน้าที่ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายและจัดระดับน้ำในร่างกายให้พอดี นอกจากนี้ยังมีความสำคัญในการทำให้เลือดมีภาวะเป็นด่างนิดหน่อย ทำให้ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติและเกี่ยวข้องในการสร้างเม็ดเลือดแดง อีกด้วย


เลขทะเบียน : นพ.บ.449/9ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 12 หน้า ; 5 x 55 ซ.ม. : ล่องชาด-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 158  (149-162) ผูก 9 (2566)หัวเรื่อง : เวสฺสนฺตรชาตก--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


องค์ความรู้ สำหรับกิจกรรมส่งเสริมการอ่านผ่านออนไลน์ เรื่อง “28 เมษายน วันราชาภิเษกสมรส รัชกาลที่ 9” วันที่ 28 เมษายน เป็นวันคล้ายวันราชาภิเษกสมรส พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นับเป็นอีกวันหนึ่ง ที่สำคัญยิ่ง ที่ทั้งสองพระองค์ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2493 อันเป็นครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทยแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ที่ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ย้อนหลังไปเมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ที่เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ จากนั้นพระองค์ได้เสด็จไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างที่ประทับอยู่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ได้รับบาดเจ็บที่พระเนตร เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2491 ทรงได้รับการถวายการรักษาที่โรงพยาบาลในเมืองโลซานน์ มีหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ที่ทรงพบก่อนหน้านั้นถวายการพยาบาลอยู่ด้วย ต่อมาได้ทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาในพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ (ขณะนั้นคือ พันเอก หม่อมเจ้านักขัตรมงคล เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน) กับ หม่อมหลวงบัว กิติยากร (สนิทวงศ์) เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 ณ เมืองโลซานน์ และเมื่อเสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนคร ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในวังสระปทุม ทั้งยังทรงให้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยอีกด้วย ในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ทรงลงพระปรมาภิไธยในสมุดทะเบียนสมรสเป็นพระองค์แรก และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ได้ลงนามในสมุดเป็นบุคคลที่สองในฐานะคู่สมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ขณะนั้นเจ้าสาวยังมีอายุเพียง 17 ปีเศษ ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จึงต้องได้รับความยินยอมจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครองก่อนตามกฎหมาย ดังนั้นหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร พระบิดาของเจ้าสาวจึงต้องลงพระนาม แสดงความยินยอมและรับรู้ในการจดทะเบียนสมรสครั้งนี้ด้วย ต่อมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ พระอัครมเหสี เป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์แก่สมเด็จพระราชินีในโอกาสนี้ด้วย นอกจากนี้ในงานพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผู้เข้าร่วมพิธีจะได้รับพระราชทานของที่ระลึก คือ หีบเงินเล็ก ซึ่งบนฝาหีบประดับด้วยอักษรพระบรมนามาภิไธย ภอ และพระนามาภิไธย สก นับแต่นั้นเป็นต้นมา พระราชปณิธานและพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่มีต่ออาณาประชาราษฎร์ ก็ได้ถ่ายทอดมายังสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และทรงงานร่วมกันต่อเนื่องมามิได้ขาด อ้างอิง : บุญเติม แสงดิษฐ. วันสำคัญ : พัชรการพิมพ์. 2541. สโมสรไลออนส์ เมืองเอก กรุงเทพฯ. เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี : โรงพิมพ์กรุงเทพฯ (1984). 2539. ผู้เรียบเรียง : นายประพนธ์ รอบรู้ นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี




องค์ความรู้ : สำนักหอสมุดแห่งชาติ เรื่อง พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ โดย นายจุง ดิบประโคน นักภาษาโบราณชำนาญการพิเศษ




         หนังสือเรื่อง ในบ่วงมนตรา          ผู้เขียน  :  ปิยะพร ศักดิ์เกษม  ในบ่วงมนตรา...วังวนแห่งบาปที่คอยหล่อเลี้ยงกิเลสมนุษย์ผู้เปราะบาง อ่อนแอ หากแต่มนุษย์ยังมีความเข้มแข็ง และเปี่ยมด้วยสติปัญญา เพื่อจะก้าวหน้าพ้นมนตราแห่งความชั่วร้าย "จารวีย์" หญิงสาวที่มีสัมผัสที่หก บางครั้งจะเห็นภาพเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับคนใกล้ชิด คนที่รัก หรือคนที่จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในอนาคตได้ และเมื่อเธอได้เห็นภาพอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นกับญาติคนเดียวที่เปรียบเสมือนพ่อของเธอซึ่งเป็นสถาปนิกและกำลังจะเดินทางไปทำงานยังต่างจังหวัด เธอจึงขอตามไปด้วยโดยหวังว่าจะได้ช่วยเหลือป้องกันอะไรได้บ้าง และ ณ สถานที่แห่งนั้น เธอได้เข้าไปมีส่วนรับรู้และเกี่ยวข้องกับสถานการณ์และเหตุการณ์แปลกประหลาด และอันตรายอย่างยิ่งที่เนื่องมาจากกิเลสของคนหลายคน อันนำไปสู่ความตายและความเร้นลับที่ดำมืดมานาน ทั้งยังได้สัมผัสถึงพลังเหนือธรรมชาติในรูปแบบที่ไม่เคยพานพบมาก่อน ที่สำคัญ เธอเท่านั้นที่จะสามารถช่วย เขาผู้ชายที่เธอได้รู้ด้วยสัมผัสพิเศษของเธอแล้วว่า เขาคือคนที่สำคัญยิ่งสำหรับเธอในอนาคต เมื่อใดที่มนุษย์ตกอยู่ใต้อำนาจกิเลส มนตราชั่วร้ายก็จะยิ่งมีอำนาจมากขึ้น และความดีความบริสุทธิ์ของจิตใจเท่านั้นที่จะเอาชนะมันได้   ห้องบริการ 1 หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ เลขหมู่ :  895.913 ป622น


black ribbon.