ค้นหา


รายการที่พบทั้งหมด 38,917 รายการ


           นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช เมื่อแรกสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ในความดูแลของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก โดยใช้พื้นที่ของพระวิหารพระพุทธชินสีห์และพระวิหารพระศรีศาสดา เป็นที่จัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุประเภทต่าง ๆ ต่อมากรมศิลปากรได้ประกาศจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช เมื่อพุทธศักราช 2504 และได้ก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช เมื่อพุทธศักราช 2557 จากนั้นสำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย จึงได้ดำเนินโครงการจัดแสดงนิทรรศการถาวร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช โดยเริ่มดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงมาเป็นลำดับตั้งแต่ปี 2561 กระทั่งแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปีนี้             การจัดแสดงนิทรรศการถาวรภายในอาคารได้รวบรวมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่มีประวัติเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธชินราช และวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร พิษณุโลก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งโบราณวัตถุเหล่านี้เป็นสิ่งของที่มีผู้ถวายแด่พระพุทธชินราชเป็นพุทธบูชา ทั้งพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ และประชาชนทั่วไป แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธชินราช เช่น สังวาลประดับองค์พระพุทธชินราช และสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ ต้นไม้เงินต้นไม้ทองที่ถวายโดยพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ภาพ : สังวาลพระพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก (ของเดิม)ภาพ : สายสะพายนพรัตนราชวราภรณ์ภาพ : พานพุ่มดอกไม้เงินดอกไม้ทอง รัชกาลที่ 6 ภาพ : ต้นไม้เงินต้นไม้ทอง ร.9นอกจากนี้ยังมีโบราณวัตถุที่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดีในเขตจังหวัดพิษณุโลกและโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธชินราชจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งอื่น ๆ แบ่งการจัดแสดงออกเป็น 9 ส่วน ได้แก่            1. ส่วนจัดแสดงราช-ราษฎร์ศรัทธาบูชาพระพุทธชินราช จัดแสดงเรื่องราวพระราชศรัทธาของพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนความศรัทธาของประชาชนผ่านหลักฐานที่เป็นสิ่งของต่าง ๆ ซึ่งนำมาถวายพระพุทธชินราช เช่น ต้นไม้เงินต้นไม้ทอง เครื่องแก้วเจียระไน เครื่องตามประทีป เป็นต้น            2. ส่วนจัดแสดงย้อนอดีตกาลโบราณคดีและประวัติศาสตร์พิษณุโลก นำเสนอพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของพิษณุโลก ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ตลอดจนความสำคัญของเมืองพิษณุโลกในช่วงระยะเวลาต่าง ๆ รวมถึงบทบาท สถานะของเมืองพิษณุโลกที่มีความสัมพันธ์กับสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา            3. ส่วนจัดแสดงวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร เมืองพิษณุโลก และพระพุทธชินราช จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา การบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร เมืองพิษณุโลก การเสด็จพระราชดำเนินมานมัสการพระพุทธชินราชของพระมหากษัตริย์ ตำนานประวัติและพุทธศิลป์ของพระพุทธชินราช            4. ส่วนจัดแสดงพุทธบูชาราชรัตนาภรณ์ จัดแสดงสังวาลประดับองค์พระพุทธชินราช และสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ ซึ่งพระมหากษัตริย์ถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธชินราช เพื่อแสดงถึงความสำคัญและความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธชินราชของพระมหากษัตริย์ไทย            5. ส่วนจัดแสดงกลองมโหระทึก จัดแสดงโบราณวัตถุประเภทกลองมโหระทึกที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร พิษณุโลกได้เก็บรักษาไว้             6. ส่วนจัดแสดงพุทธศิลปงาสลัก จัดแสดงโบราณวัตถุประเภทงาช้างและงาช้างแกะสลัก ที่ประชาชนถวายพระพุทธชินราชเป็นพุทธบูชา            7. ส่วนจัดแสดงพุทธพิมพปฏิมา จัดแสดงโบราณวัตถุประเภทพระพุทธรูปบุเงินบุทอง พระพุทธรูปแก้ว ที่ประชาชนถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธชินราช            8. ส่วนจัดแสดงโบราณวัตถุประเภทเครื่องไม้ จัดแสดงโบราณวัตถุประเภทเครื่องไม้ ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร พิษณุโลกได้เก็บรักษาไว้ เช่น ยานมาศ ตู้พระธรรม ดาวประดับเพดานพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก เป็นต้น            9. ส่วนจัดแสดงโบราณวัตถุที่ประชาชนถวายพระพุทธชินราชเป็นพุทธบูชา เช่น เครื่องแก้วเจียระไน เครื่องถ้วยลายคราม เครื่องเบญจรงค์ เครื่องทองเหลือง เป็นต้น            พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช เปิดให้บริการโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมเข้าชม ทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา 08.30 – 16.00 น. (ปิดวันจันทร์ – วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์)



ชื่อเรื่อง: ตำนานพระพุทธบาทสี่รอย ผู้แต่ง: พระธนา ฐิตสีโล ปีที่พิมพ์: พ.ศ. ๒๕๔๐ สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์: วัดราชาธิวาส จำนวนหน้า: ๓๒ หน้า เนื้อหา: เป็นการบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องราว ประวัติศาสตร์ ตำนานของวัดพระพุทธบาทสี่รอยที่ ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ บอกเล่าผ่านคณะญาติโยมที่ร่วมเดินทางไป ๕ คนพร้อมกับพระอีก ๒ รูป โดยเนื้อหาภายในจะแบ่งเป็น ๒ เรื่องใหญ่ได้แก่ ๑.ตำนานความเป็นมาของพระพุทธบาทสี่รอย และ ๒.ประวัติความเป็นมาของพระพุทธบาทสี่รอยในสมัยที่ท่านพรชัย ปิยะวัณโณ เข้ามาบุกเบิกพัฒนา เลขทะเบียนหนังสือหายาก: ๒๙๔.๓๑๓๕ ต๓๕๙ เลขทะเบียนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์: E-book ๒๕๖๗_๐๐๐๒   หมายเหตุ: หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ของหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗ จัดทำโดย: นางสาวสุพิชชา ปั้นชาวนา นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สาขาสารสนเทศศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ชื่อเรื่อง                     ตำราไสยศาสตร์ (เสียเคราะห์)  สพ.บ.                       440/1หมวดหมู่                   พุทธศาสนาภาษา                       บาลี-ไทยอีสานหัวเรื่อง                     ไสยศาสตร์                              เวทย์มนต์ประเภทวัสดุ/มีเดีย       คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ               146 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 38.5 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก                              เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ไม่มีไม้ประกับ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


***บรรณานุกรม***  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสรอบแหลมมลายู เล่ม 1 พระราชนิพนธ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนคร  โรงพิมพ์คุรุสภา 2507



     วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๙ คณะครูและนักเรียนโรงเรียนชุมชนพบพระ อ.พบพระ จ.ตาก จำนวน ๑๔๐ คน เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง โดยมีนายสุเทพ อังกาบ เจ้าพนักงานพิพิธภัณฑ์ชำนาญงานและนางพรพิมล พ่วงแผน เจ้าพนักงานพิพิธภัณฑ์ชำนาญงาน ปฏิบัติหน้าที่วิทยากรนำชม



ผ้าป่าแถวแห่งเดียวในโลก ทอดกลางสายฝน สาธุชนผู้มีจิตศรัทธา ใฝ่บุญเหนียวแน่น ไม่ถอยหนีนายธานีธัญญาโภชน์ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร  นายรุ่งชัย ใบกว้างรองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร นายนลิน ตั้งประสิทธิ์รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชรนายมนต์ ชัยรุ่งชาญชัยประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดกำแพงเพชร นายดนัย ยอดนิลท้องถิ่นจังหวัดกำแพงเพชร นายรวีโรจน์ ส่องศรีประชาสัมพันธ์จังหวัดกำแพงเพชร นางรัชนี อัศวสุธีรคุณ นางธีรยา ธรรมสุคติ นางชมดี สุทธะมุสิก คณะเหล่ากาชาดจังหวัดกำแพงเพชร นางจันทร์จิรา ยอดนิลผู้อำนวยการกองสาธารณสุข ตัวแทนเทศบาลเมืองกำแพงเพชร และหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานราชการทุกภาคส่วน สำนักงานจังหวัดกำแพงเพชร องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ได้ร่วมพิธีทอดผ้าป่าแถวในงานประเพณีเนื่องในวันสารทไทยเทศกาลวันสารทไทยตรงกับ (แรม 15 ค่ำ เดือน 10) ปีนี้ตรงกับวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ชาวเมืองกำแพงเพชร จะทำบุญตักบาตรเนื่องในวันสารทไทย ผลไม้ที่นิยมกล้วยไข่คู่กับกระยาสารทไปทำบุญตักบาตร จึงเป็นที่มาของการจัดงานประเพณีสารทไทยกล้วยไข่เมืองกำแพง ตั้งแต่ปี 2524 เป็นต้นมา ในปีนี้หลังจากทำบุญภาคเช้าแล้ว ภาคค่ำก็มีพิธีทอดผ้าป่าแถว บริเวณวัดพระแก้ว ภายในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ถือเป็นแห่งเดียวในประเทศไทย และเป็นเอกลักษณ์แห่งเดียวในโลกนี้เนื่องจากประเพณีการนุ่งห่มของพระสงฆ์ กล่าวคือ สมัยพุทธกาล พระสงฆ์ทั้งหลายต้องเก็บเศษผ้าที่ชาวบ้านทิ้งแล้ว เพราะเปรอะเปื้อนด้วยของไม่สะอาด เป็นต้น จากที่ต่าง ๆ เอามาซัก ตัด เย็บย้อม ทำผ้านุ่งห่มดูเป็นเรื่องที่ลำบากพอสมควร ชาวบ้านบางท่านประสงค์จะถวายผ้าแต่พระสงฆ์ก็รับไม่ได้ เพราะพระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาตให้รับเพราะเกรงว่าจะเป็นการรบกวนชาวบ้าน และฟุ่มเฟือยเกินไปเมื่อเป็นเช่นนี้ ชาวบ้านจึงคิดหาวิธีที่จะให้พระสงฆ์มีผ้านุ่งห่มอย่างเพียงพอ โดยการนำผ้าไปทิ้งไว้ตามที่ต่าง ๆ พระสงฆ์ไปพบเข้าพิจารณาดูแล้วไม่มีเจ้าของหวงแหน จึงนำมาทำเป็นผ้านุ่งห่ม นี่เป็นมูลเหตุของการทอดผ้าป่า โดยจุดประสงค์รวม ๆ ก็คือ อุปถัมภ์พระสงฆ์ให้มีผ้านุ่งห่มนั่นเอง ต่อมาพระพุทธองค์ ทรงเห็นความจำเป็นและความลำบากของพระสงฆ์ในเรื่องผ้านุ่งห่ม จึงทรงอนุญาตให้พระสงฆ์รับผ้าจากผู้มีจิตศรัทธาได้ฉะนั้น การทอดผ้าป่า จึงเป็นแต่สมัยพุทธกาลประเทศไทยเราก็คงรับประเพณีนี้มาพร้อม ๆ กับการยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา แต่คงเป็นกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาที่ไม่เด่นชัดนัก จนมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ประเพณีการทอดผ้าป่าจึงได้รับการรื้อฟื้นขึ้นใหม่จนเป็นที่นิยมปฏิบัติของ ชาวพุทธไทยเราตราบเท่าทุกวันนี้ต่อมาในงานประเพณีสำคัญ เทศกาลวันสารทไทย (แรม 15 ค่ำ เดือน 10) งานประเพณีสารทไทยกล้วยไข่เมืองกำแพง ได้จัดพิธีทอดผ้าป่าแถว บริเวณวัดพระแก้ว ภายในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรทางสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร ได้จัดเตรียมสถานที่ โดยปักหลักสำหรับพาดพุ่มผ้าป่าแถว ไว้เป็นแถว ๆ รวมประมาณ 172 หลัก จำนวนเลขก็เท่ากับจำนวนพระสงฆ์  สำหรับสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาก็จะพากันจัดพุ่มผ้าป่า (ของใช้ต่าง ๆ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือผ้า) นำไปทอดผ้าป่าแถว บริเวณวัดพระแก้ว ภายในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร เมื่อไปถึงก็ไปจับสลากแล้วนำพุ่มผ้าป่าไปวางไว้ตามหลัก  (ไม่มีการเรียงลำดับไว้ให้) แล้วเอาสลากที่จับไปติดไว้ที่พุ่มผ้าป้าของตนให้พระสงฆ์เดินดูแล้วมองเห็นได้ง่าย เมื่อถึงเวลาประมาณ 20.00 น. พระสงฆ์มาพร้อมกัน เมื่อเสร็จพิธีทางสงฆ์แล้ว พระสงฆ์ จะเดินไปตามแถวผ้าป่า เพื่อชักพุ่มผ้าป่าที่ติดเลขตรงกับเลขของท่าน โดยแสดงเลขสลากให้เจ้าของพุ่มผ้าป่าให้เห็นด้วย  เป็นประเพณีการทอดผ้าป่าแถวของเมืองกำแพงเพชรที่มีเอกลักษณ์ควรอนุรักษ์ อย่างยิ่งแม้ว่าในปีนี้จะมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง สาธุชนผู้มีจิตศรัทธา ก็ไม่ได้หวั่นไหว สู้ตากสายฝนถวายกองผ้าป่าจนแล้วเสร็จพิธี ถือเป็นบุญอันในยิ่งใหญ่เป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสร่วมในพิธีทางศาสนาภายวัดพระแก้ว อุทยานประวัติศาสตร์ ที่มีอายุยืนยามมากว่า 700 ปี  


ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ - ครบกำหนดรื้อถอนอาคารรุกล้ำกำแพงดินแล้วแต่สถานการณ์ยังนิ่ง ผู้ว่าฯ ยันสั่งแล้วต้องดำเนินการ เทศบาลเผยเจ้าของอาคารอุทธรณ์กลับต้องนำเสนอจังหวัดอีกรอบก่อนดำเนินการต่อ ด้านศิลปากรบอกต้องอุทธรณ์กับส่วนกลางเท่านั้น แต่ไม่รู้เจ้าของอาคารดำเนินการหรือยัง ส่วนธนารักษ์แจงความเห็นแตก “รื้อหมด-รื้อเฉพาะที่ล้ำ” รอชี้ขาดในที่ประชุมติดตามความคืบหน้า 17 ก.พ. นี้ วันนี้ (17 ก.พ.) หม่อมหลวง ปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในการประชุมติดตามและเร่งรัดการแก้ไขปัญหา กรณีเอกชนก่อสร้างอาคารบริเวณแนวกำแพงเมือง-คูเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ อาคารศูนย์ราชการกระทรวงการคลังจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวเข้าร่วมประชุม การประชุมดังกล่าวเป็นการติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับการแก้ปัญหากรณีที่เอกชน 2 ราย ก่อสร้างรุกล้ำพื้นที่แนวกำแพงดิน ซึ่งนับตั้งแต่มีการเปิดเผยเรื่องราวผ่านทางสื่อมวลชน หน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวได้มีการประชุมหารือ และกำหนดมาตรการแก้ไข โดยล่าสุด ได้มีการออกคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างในพื้นที่ที่เป็นปัญหาทั้ง 2 แห่ง ได้แก่ อาคารโรงแรม บริเวณตรงข้ามโรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง ของนางสาวเพ็ญสินี พรหมเศรณี และอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น จำนวน 4 คูหา ข้างร้านเต้ยติ่มซำ ของนายวลัญช์ชัย เกียรตินิยมรุ่ง ในที่ประชุมได้มีการพิจารณากรณีที่ นางสาวเพ็ญสินี พรหมเศรณี ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดย นายณภัทร ประเสริฐดี ผู้อำนวยการส่วนควบคุมอาคารและผังเมือง สำนักการช่าง เทศบาลนครเชียงใหม่ แจ้งต่อที่ประชุมว่า เรื่องการยื่นอุทธรณ์ของนางสาวเพ็ญสินี อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการอุทธรณ์ระดับจังหวัด ส่วนนายวิเศษ เพชรประดับ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ แจ้งว่า ทางสำนักได้แจ้งให้ นางสาวเพ็ญสินี ทราบแล้วว่าการยื่นอุทธรณ์นั้นต้องยื่นไปที่กรมศิลปากร แต่การยื่นอุทธรณ์นั้นจะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าว ขณะที่ ว่าที่ ร.ต.ยงยุทธ เรืองภัทรกุล ธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ ได้รายงานต่อที่ประชุมว่า เนื่องจาก นางสาวเพ็ญสินี ได้แจ้งมาในคำร้องอุทธรณ์ ว่า ยินดีที่จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เปลี่ยนแปลงต่อเติมใหม่จากอาคารของเดิมที่มีอยู่ และจะปรับสภาพอาคารที่มีอยู่แล้วให้อยู่ในสภาพเดิมก่อนการเช่า ประกอบกับผู้ตรวจราชการ นางสาวจินตนา กิจจำนง ได้ให้ความเห็นภายหลังการเข้าตรวจสอบพื้นที่ ว่า ควรจะพิจารณาเรื่องการรื้อถอนให้รอบคอบ เนื่องจากหารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกทั้งหมดแล้ว ในอนาคตหากไม่มีการปรับปรุงพื้นที่ก็อาจมีปัญหาถูกรุกล้ำอีก ธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ จึงได้ทำหนังสือขอให้กรมธนารักษ์ประสานกับกรมศิลปากร เพื่อหารือว่าจะขอปรับสภาพอาคารที่มีการก่อสร้างไปโดยไม่ได้รับอนุญาตให้กลับคืนอยู่ในสภาพเดิม ก่อนที่จะมีการจัดให้เช่า จะสามารถทำได้หรือไม่ แม้ที่ประชุมจะยังไม่มีข้อสรุปในกรณีดังกล่าว อย่างไรก็ตามแนวทางที่ที่ประชุมเห็นพ้องต้องกัน ก็คือ จะรอให้คณะกรรมการอุทธรณ์ระดับจังหวัดพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้เสร็จสิ้นก่อน เมื่อคณะกรรมการมีมติอย่างไรก็จะดำเนินการตามแนวทางนั้น ขณะที่สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงคำสั่งต่างๆ ของกรมศิลปากรนั้นเป็นอำนาจของอธิบดี แต่ในเบื้องต้นหน่วยงานเห็นควรให้ปฏิบัติตามคำสั่งที่ได้ออกไปแล้ว เช่นเดียวกับ หม่อมหลวง ปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ที่ได้ให้ความเห็นว่าควรปล่อยให้เรื่องดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมาย นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางการฟื้นฟูสภาพแนวกำแพงดินในส่วนที่ยังคงสภาพอยู่ โดยสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ ได้เสนอพื้นที่ช่วงถนนกำแพงดิน บริเวณตรงข้ามวัดช่างฆ้องจนถึงสี่แยกถนนกำแพงดินตัดกับถนนลอยเคราะห์ ให้เป็นพื้นที่สำหรับทำการบูรณะฟื้นฟูแนวกำแพงดินส่วนที่ยังคงสภาพ ซึ่งยังคงมีเหลืออยู่ในบริเวณดังกล่าว เพื่อให้เป็นจุดตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าบริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งของกำแพงดินเมืองเชียงใหม่ ทั้งนี้ ที่ประชุมให้ความสนใจในแนวทางดังกล่าว และมีความเห็นว่า ให้สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ไปศึกษาถึงแนวทางในการพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าว โดยอาจจะใช้วิธีการประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอนุรักษ์ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งกับประชาชนส่วนที่ยังอยู่ในพื้นที่ ส่วนธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ และสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่จะดูในส่วนของการแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ และให้เทศบาลนครเชียงใหม่ดูแลในส่วนของการก่อสร้างและงบประมาณ ซึ่งในส่วนของงบประมาณอาจจะขอความร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดด้วย โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 17 กุมภาพันธ์ 2554 15:40 น http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9540000021498