ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 51,163 รายการ

          ...เกาะต่างๆ ในอ่าวพังงา ที่เราแล่นเรือผ่านนั้น หากสังเกตบริเวณผนังเพิงผาหรือถ้ำ อาจพบภาพเขียนสีหรือศิลปะถ้ำ ที่มนุษย์ในอดีตได้เขียนหรือวาดเอาไว้ เมื่อครั้งที่แวะเข้ามาพักพิงและใช้พื้นที่เพื่อวัตถุประสงค์ในหลายๆประการ ที่เกาะยางแดงแห่งนี้ แม้จะไม่ปรากฏภาพบุคคลและสัตว์ประเภทต่างๆ ดังที่พบที่เกาะอื่นๆ แต่ที่นี่ปรากฏภาพที่อาจสื่อถึงพืชพันธุ์ธรรมชาติที่อาจเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของมนุษย์ในยุคนั้นได้...           ที่ตั้งและสภาพทั่วไป แหล่งภาพเขียนสีเกาะยางแดง ตั้งอยู่ที่ ตำบลกะไหล อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ในเขตอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา อยู่บนเกาะซึ่งไม่ปรากฏชื่อในแผนที่ทหาร ใกล้กับเกาะทะลุใต้ เป็นเขาหินปูนขนาดเล็ก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะที่อยู่ติดกัน ตัวเกาะมีรูปร่างยาวรี วางตัวตามแนวแกนทิศเหนือ – ใต้ มีความยาวประมาณ ๒๕๐ เมตร กว้างประมาณ ๘๐ เมตร           การเข้าถึงแหล่ง จากอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา เดินทางโดยเรือระยะทางประมาณ ๑๗.๒ กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ ๒๐ – ๒๕ นาที โดยผ่านคลองเกาะปันหยี เกาะปันหยี มาทางทิศใต้ผ่านเขาพิงกัน และมุ่งหน้าทางตะวันตก มุ่งสู่เกาะทะลุใต้ ทางด้านซ้ายหรือด้านทิศใต้เป็นที่ตั้งของเกาะยางแดง ซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเขาพิงกัน และควรเดินทางมาถึงช่วงที่น้ำทะเลขึ้นสูง เพื่อให้เรือสามารถแล่นเลาะเลียบเกาะทางฝั่งด้านทิศตะวันออกที่มีลักษณะเป็นอ่าวขนาดเล็กที่มีสภาพค่อนข้างตื้น ไปยังตำแหน่งทางขึ้นสู่เพิงผาที่ปรากฏภาพเขียนสีได้          ลักษณะและรูปแบบ บริเวณที่ปรากฏภาพเขียนสี เป็นเพิงผาขนาดเล็กและแคบ หันไปทางทิศตะวันออก ลักษณะเป็นโพรงถ้ำขนาดเล็กในแนวนอน ขนาดกว้างประมาณ ๒ เมตร ยาวประมาณ ๗ เมตร และสูงประมาณ ๑ เมตร ทางขึ้นค่อนข้างชันมาก เพิงผาอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ ๓ – ๕ เมตร มีหินงอกหินย้อย และสามารถเข้าไปอยู่ในโพรงถ้ำได้เพียงครั้งละ ๑ – ๒ คนเท่านั้น ที่ผนังของเพิงผาปรากฏกลุ่มภาพเขียนสีแดงเข้ม เป็นภาพลายเส้นคล้ายดอกไม้ ลายเส้นอื่นๆ และร่องรอยภาพสีแดงที่ค่อนข้างลบเลือน          ภาพที่ปรากฏชัดเจนเป็นกลุ่มภาพลายเส้นสีแดงเข้ม มีจำนวน ๕ – ๖ ภาพ อยู่ใกล้กัน ขนาดกลุ่มภาพโดยรวมกว้างประมาณ ๑๐๐ เซนติเมตร สูงประมาณ ๖๐ –๗๐ เซนติเมตร          ภาพที่ปรากฏชัดเจนที่สุด อยู่ด้านล่างสุดของกลุ่มภาพ เป็นภาพลายเส้นโค้งและเส้นตรงประกอบกันคล้ายรูปดอกไม้หรือดอกหญ้าชูขึ้น ขนาดภาพกว้างและยาวด้านละประมาณ ๑๕ เซนติเมตร สูงจากพื้นเพิงผา ๔๐ เซนติเมตร ส่วนภาพอื่นๆ เป็นภาพลายเส้นตรง เส้นตรงปลายแหลม และเส้นโค้งต่างๆ ซึ่งบางภาพเขียนประกอบกันคล้ายภาพเรขาคณิต แต่ไม่มีรูปทรงที่ชัดเจน และที่ผนังด้านในปรากฏร่องรอยสีแดง          สาระสำคัญ เกาะยางแดง มีตำแหน่งที่ตั้งอยู่กลางทะเลในอ่าวพังงา โดยด้านทิศตะวันออกของเกาะเป็นอ่าวขนาดเล็ก ซึ่งมนุษย์ในอดีตสามารถใช้จอดเรือและหลบคลื่นลม และสามารถใช้เพิงผาและถ้ำขนาดเล็กเป็นแหล่งพักพิงชั่วคราว          ทั้งนี้สภาพภูมิประเทศในอดีต เพิงผานี้อาจมีสภาพที่เหมาะสมและมีขนาดใหญ่มากพอที่มนุษย์จะสามารถเข้าไปใช้พื้นที่ด้านในเพื่อประกอบกิจกรรม หรือพิธีกรรม ซึ่งอาจมีการขีดเขียนวาดภาพบนผนังเพิงผาเพื่อถ่ายทอดเรื่องราว วิถีชีวิตความเป็นอยู่ และสภาพแวดล้อมรอบตัว ซึ่งสันนิษฐานว่าอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ – ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว          กลุ่มภาพสีแดงเข้มที่ปรากฏบนผนังเพิงผา สันนิษฐานว่าอาจเป็นกลุ่มภาพเล่าเรื่องแสดงเหตุการณ์หรือบอกเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต โดยมีภาพที่สำคัญเป็นภาพลายเส้นคล้ายดอกไม้ ดอกหญ้า หรือพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ผู้เขียนได้พบเห็นมา หรือเขียนบอกเล่าชนิดของพืชที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการอุปโภคและบริโภคได้          ส่วนภาพลายเส้นอื่นๆ ที่บางภาพเขียนประกอบกันคล้ายภาพเรขาคณิต อาจเป็นการขีดเขียนเพื่อสื่อสาร เขียนภาพประกอบ หรืออาจเป็นภาพที่ยังเขียนไม่แล้วเสร็จ -------------------------------------------------------สำรวจ/เรียบเรียง/กราฟิก : นายธวัชชัย ชั้นไพศาลศิลป์ นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช


ชื่อเรื่อง                                ธมฺมปทวณฺณา ธมฺมปทฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา (ธมฺมปทฺธ) สพ.บ.                                  376/9ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           42 หน้า กว้าง 4 ซม. ยาว 57 ซม.หัวเรื่อง                                 ธรรมเทศนา บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับล่องชาด-ลองรัก ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี



สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)  ชบ.บ.39/1-6  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


อนาคตวํส (อนาคตวงฺษ)  ชบ.บ.78/1-2  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


เลขทะเบียน : นพ.บ.204/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  66 หน้า ; 5 x 58 ซ.ม. : ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 110 (148-158) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : วินยกิจฺจ(วินัยกิจ)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.326/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 22 หน้า ; 4.5 x 57 ซ.ม. : ชาดทึบ-ทองทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 130  (329-337) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : อุณทิสฺสวิชย (อุณหิสวิไชย)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


        ผลงาน: พระยาอนุมานราชธน         ศิลปิน: สนั่น ศิลากรณ์         เทคนิค: ประติมากรรมสำริด (ถอดพิมพ์จากต้นแบบปลาสเตอร์)         ขนาด: กว้าง 52 ซม. สูง 75 ซม.         อายุสมัย: ประติมากรรมต้นแบบปลาสเตอร์ สันนิษฐานว่าปั้นขึ้นราว พ.ศ. 2500 - 2510  รายละเอียดเพิ่มเติม: สนั่น ศิลากรณ์ ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นประติมากรเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ประติมากร กรมศิลปากรและลูกศิษย์รุ่นแรก ๆ ของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้มีส่วนสำคัญในการช่วยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ในการออกแบบและปั้นประติมากรรมอนุสาวรีย์สำคัญหลายแห่งในประเทศ รูปเหมือนพระยาอนุมานราชธน (ปราชญ์คนสำคัญผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์และศิลป์หลายแขนง และอดีตอธิบดีกรมศิลปากร) เป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นเยี่ยมที่การันตีทักษะฝีมือทางประติมากรรมของสนั่น ศิลากรณ์             Title: Phya Anuman Rajadhon         Artist: Sanan Silakorn         Technique: Bronze Casting (casted from prototype plaster model)          Size: 52 × 75 cm.         Year: A prototype approximately sculpted around late 1960s to 1970s         Details: Sanan Silakorn, Thai sculptor whom is praised as a rare gifted skill sculptor of Rattankosin era, The Fine Arts department’s sculptor & early pupil of Corrado Feroci (Silpa Bhirasri; an Italian sculptor who laid down a foundation of academic art study in Thailand), he is also regarded as one of Feroci’s major assistant who contributed a lot on sculpting many valuable pieces of sculptures and monuments in a country. This portrait sculpture of Phya Anuman Rajadhon (a prime scholar and a former Deputy Directors-General of The Fine Arts Department) is considered as one of finest sculpture which guaranteed artist’s extraordinary skill on sculpture.


    - เทพาคือ ชื่อเมืองที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองจะนะ ในเอกสารต่างๆบันทึกชื่อเมืองแห่งนี้ไว้หลายรูปแบบเช่น เมืองเทพา เมืองเทภา เป็นต้น ส่วนในภาษาต่างประเทศได้แก่ Tepa Thepha เป็นต้น และในภาษามลายูท้องถิ่นออกเสียงชื่อเมืองนี้ว่า ตีบอ แต่สำหรับความหมายของคำว่าเทพานั้น รองศาสตราจารย์ประพนธ์ เรืองณรงค์ เห็นว่าเป็นคำมลายูคือ Tipar หมายถึง ไร่ข้าว ทั้งนี้อาณาเขตของเมืองเทพาในอดีตนั้นครอบคลุมพื้นที่ซึ่งเป็นอำเภอเทพาและอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลาในปัจจุบัน       - เทพายุคก่อนประวัติศาสตร์  พื้นที่ด้านตะวันตกและด้านใต้ของเมืองเทพา ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่อำเภอสะบ้าย้อย พบร่องรอยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้แก่  เพิงผาทวดตาทวดยาย ในเขาถ้ำตลอด ตำบลเขาแดง อำเภอสะบ้าย้อย พบโครงกระดูกมนุษย์ผู้ใหญ่ ๑ โครง สภาพไม่สมบูรณ์ มีอุทิศที่ฝังร่วมกับศพได้แก่ ลูกปัดเปลือกหอยและลูกปัดแก้ว เปลือกหอยแครงเจาะรู ๑ ชิ้น ชิ้นส่วนเครื่องมือเหล็กและชิ้นส่วนโลหะสำริด(ต่างหู?) จากการเก็บตัวอย่างถ่านจากชั้นดินต่างๆ เพื่อกำหนดอายุด้วยวิธีคาร์บอน-๑๔ พบว่า ปรากฏช่วงการใช้พื้นที่ทำกิจกรรมอย่างหนาแน่นเมื่อราว ๑๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว  ถ้ำเพิงในเขาคลองโกน ตำบลคูหา อำเภอสะบ้าย้อย พบโครงกระดูกมนุษย์เพศชาย อายุเมื่อเสียชีวิตประมาณ ๓๐ ปี จำนวน ๑ โครง เครื่องมือหิน เศษภาชนะดินเผาเนื้อหยาบสีเทาดำ ส้ม นวล และน้ำตาล ตกแต่งด้วยการขัดมัน กดประทับ และรวมควัน ลูกปัดแก้ว กระดูกสัตว์ และเปลือกหอยน้ำจืด จากการเก็บตัวอย่างถ่านจากชั้นดินต่างๆไปกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ ปรากฏว่าการกำหนดอายุด้วยวิธีคาร์บอน๑๔ มีค่าอายุราว ๙,๖๐๐ ปีมาแล้ว       - เทพาสมัยต้นยุคประวัติศาสตร์ ในช่วงเวลาหลังจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ไปจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ นั้น ร่องรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีของเมืองเทพาในช่วงต้นยุคประวัติศาสตร์ได้ขาดหายไป       - เทพาสมัยอยุธยา (พุทธศตวรรษที่ ๒๐–๒๔)  ปรากฏเรื่องราวของเมืองเทพา ในตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งระบุว่าพระพนมวังและนางเสดียงทองได้แต่งตั้งเจระวังสาเป็นราชาระวังเจลาบู ให้ครองเมืองจะนะเทพา แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าตั้งเมืองอยู่ ณ สถานที่แห่งใด จนกระทั่งสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา มีหลักฐานปรากฏในพงศาวดารเมืองพัทลุงว่าเมืองเทพา มีฐานะเป็นเมืองขึ้นของเมืองพัทลุง        - เทพาสมัยธนบุรี (ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔)  ปรากฏชื่อเมืองเทพาในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ(เจิม) ในเหตุการณ์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชตีเมืองนครศรีธรรมราชแตกในพ.ศ.๒๓๑๒ ว่า “...ฝ่ายเจ้าพระยาจักรีแม่ทัพเรือ เจ้าพระยาพิชัยราชาแม่ทัพบก ยกทัพติดตามเจ้าเมืองนครไปเถิงเมืองเทพา จับจีนจับแขกมาไถ่ถามได้เนื้อความว่าเจ้าเมืองนครหนีไปเมืองตานี...” และปรากฏเรื่องราวเหตุการณ์เดียวกันนี้ในพงษาวดารเมืองสงขลา ฉบับเจ้าพระยาวิเชียรคิรี บุญสังข์ด้วย      - เทพาสมัยรัตนโกสินทร์ เทพาในฐานะเมืองขึ้นของสงขลา (พ.ศ.๒๓๒๕-๒๔๓๙) ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ เมืองเทพามีฐานะเป็นเมืองขึ้นของเมืองสงขลาภายใต้สังกัดของกรมพระกลาโหม โดยไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มของเมืองมลายูประเทศราช เจ้าเมืองมีอำนาจบังคับบัญชาเหมือนกับเมืองจะนะ  เทพาภายใต้มณฑลนครศรีธรรมราช (พ.ศ.๒๔๓๙-๒๔๗๕) ในพ.ศ.๒๔๓๙ มีการจัดตั้งมณฑลนครศรีธรรมราช เมืองเทพาจึงเปลี่ยนฐานะจากเมืองขึ้นของเมืองสงขลามาเป็นอำเภอในสังกัดเมืองสงขลา โดยรวมที่จะแหนซึ่งเคยขึ้นกับเมืองสงขลามาสมทบเรียกว่า “อำเภอเมืองเทภา” โดยแต่งตั้งหลวงต่างใจเป็นนายอำเภอ ส่วนพระดำรงเทวฤทธิ์(เรือง) ผู้ว่าราชการเมืองท่านเดิมให้เลื่อนขึ้นเป็นเหมือนจางวางคือที่ปรึกษา      - เทพาที่บ้านพระสามองค์ สำหรับที่ตั้งเมืองเทพาในช่วงต้นกรุงนั้นไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัด จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงปรากฏหลักฐานว่าบ้านเจ้าเมืองเทพาในพ.ศ.๒๔๓๒ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเทพาตรงกันกับเกาะใหญ่กลางน้ำ (บริเวณบ้านพระสามองค์)      - บ้านเจ้าเมืองเทพา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรเมืองเทพาที่บ้านพระสามองค์ในพ.ศ.๒๔๓๒ ทรงบันทึกเรื่องราวของบ้านเจ้าเมืองเทพาไว้ตอนหนึ่งว่า “...ดูนกเข้าไซแล้วจึงได้ข้ามฟากไปที่พลับพลาหน้าหมู่บ้านที่เป็นเมืองเทพานั้น มีเรือนเจ้าเมืองและราษฎรประมาณสัก ๓๐ หลัง ปลายแหลมวัดที่เกาะสีชังอยู่ข้างแน่นหนากว่ามาก...”  บ้านเจ้าเมืองเทพาบ้านพระสามองค์ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้มีการรื้อถอนไปเมื่อใด แต่ในท้องถิ่นยังคงเหลือหลักฐานคือต้นประดู่ใหญ่สองต้น ซึ่งกล่าวกันว่าเดิมมีศาลาตั้งอยู่หนังหนึ่ง ผู้ใดจะเข้าพบเจ้าเมืองเทพาจะต้องพักคอยในบริเวณนี้ก่อน โดยต้นประดู่ทั้งสองนี้อยู่ห่างจากวัดพระสามองค์ไปทางทิศใต้ประมาณ ๙๐๐ เมตร       - วัดเทพาไพโรจน์  เล่ากันว่าในอดีตนั้นมีพระภิกษุชื่อนวล ธุดงค์มาถึงสถานที่แห่งนี้เมื่อพระนวลฉัน “จังหัน” คือภัตตาหารเช้าซึ่งผู้คนนำมาถวายจำนวนมากแล้ว ปรากฏว่ามีข้าวเหลืออยู่ ท่านจึงเอาข้าวที่เหลือนั้นปั้นเป็นพระพุทธรูปแล้วห่อด้วยดินเหนียวขึ้นได้ชื่อว่า ”พระจังหัน” ต่อมาเมื่อสำเร็จเป็นพระพุทธรูปแล้วก็เก็บดอกไม้มาบูชา และได้นำดอกไม้บูชาที่แห้งเหี่ยวนั้นนำมาปั้นเป็นพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งได้ชื่อว่า "พระเกสร” และในช่วงนั้นธูปเทียนหายากจึงเอาแก่นจันทน์ซึ่งเป็นไม้หอมมาจุดเป็นธูปบูชา และได้เก็บเอาเศษไม้หรือขี้เถ้าจากไม้แก่นจันทร์มาปั้นเป็นพระพุทธรูปอีกองค์ได้ชื่อว่า "พระแก่นจันทน์” รวมเป็นสามองค์  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จทรงบันทึกเรื่องราวของวัดเทพาไพโรจน์ในพ.ศ.๒๔๓๒ไว้ตอนหนึ่งว่า “...มีวัดอยู่วัดหนึ่งเป็นของเก่า แต่พระเทพาเรืองคนนี้มาปฏิสังขรณ์ขอที่วิสุงคามสิมา ได้ให้ใบอนุญาตและเติมท้ายชื่อเดิมซึ่งชื่อว่าวัดเทพา ให้มีเรืองอีกคำหนึ่งชื่อวัดเทพาไพโรจน์ ได้ออกเงินช่วยในการวัดสองชั่ง...”         - เทพาที่บ้านพระพุทธ  พ.ศ.๒๔๔๓ ได้ย้ายเมืองเทพามาตั้งที่บ้านพระพุทธ โดยยังปรากฏหลักฐานคือตีนเสาก่อด้วยปูนของที่ว่าการอำเภอเก่า เรียกชื่อในท้องถิ่นว่า “เสาหลักอำเภอเทพา” ตั้งอยู่ภายในโรงเรียนบ้านพระพุทธ กล่าวกันว่าเมื่อมีการย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งที่บ้านท่าพรุแล้ว อาคารที่ว่าการได้ปรับเปลี่ยนเป็นอาคารเรียนของโรงเรียนบ้านพระพุทธ (ปัจจุบันรื้อถอนไปแล้ว)       - เทพาที่บ้านท่าพรุ พ.ศ.๒๔๗๕ ทางราชการได้ย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งที่บ้านท่าพรุใกล้สถานีรถไฟท่าม่วง และต่อมาจึงได้เปลี่ยนชื่อสถานีรถไฟท่าม่วงเป็นสถานีรถไฟเทพาตามชื่ออำเภอ        - ผู้ว่าราชการเมืองเทพา  สำหรับรายชื่อผู้ว่าราชการเมืองเทพาเท่าที่ปรากฏพบว่าในพ.ศ.๒๔๐๑ (สมัยรัชกาลที่ ๔) นายกล่อมเป็นผู้ว่าราชการเมืองเทพา และในพ.ศ.๒๔๒๘ (สมัยรัชกาลที่ ๕) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ “...ให้นายเรืองมหาดเล็กเวรศักดิ เปนพระดำรงเทวฤทธิ ผู้ว่าราชการเมืองเทพา ขึ้นเมืองสงขลา ถือศักดินา ๑๖๐๐ ตั้งแต่           ณ วันอังคาร เดือนสิบสอง ขึ้นสิบเอจค่ำ ปีรกาสัปตศก ศักราช ๑๒๔๗... และนับเป็นผู้ว่าราชการเมืองเทพาในระบบเจ้าเมืองคนสุดท้ายด้วย -------------------------------------- เรียบเรียงข้อมูลโดย นายสารัท ชลอสันติสกุล นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา


          ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร แนะนำหนังสือออกใหม่ เรื่อง ตู้ลายทอง ภาค ๒ (สมัยรัตนโกสินทร์) เล่มที่ ๑ ของสำนักหอสมุดแห่งชาติ ตู้ลายทอง ตู้ไทยโบราณที่ใช้เก็บหนังสือและพระคัมภีร์ต่าง ๆ ภายนอกลงรักปิดทองประดับตกแต่งเป็นลวดลายอันวิจิตร ด้วยภูมิปัญญาของช่างศิลปะไทย ซึ่งเป็นหนังสือที่เป็นการกลับมาตีพิมพ์ใหม่ในรอบ ๔๐ ปี           หนังสือตู้ลายทอง ภาค ๒ (สมัยรัตนโกสินทร์) เล่มที่ ๑ กรมศิลปากรได้เคยจัดพิมพ์มาแล้วเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๙ ปัจจุบันนำมาจัดพิมพ์ขึ้นใหม่ เป็นครั้งที่ ๒ มีเนื้อหาว่าด้วยตู้ลายทองที่เป็นฝีมือช่างสมัยรัตนโกสินทร์ เลขที่ กท.๑ – กท.๕๐ ที่อยู่ในความดูแลของสำนักหอสมุดแห่งชาติ และสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร มีภาพประกอบ พร้อมทะเบียน ประวัติ รายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับตู้ อาทิ รูปลักษณะ ขนาด สภาพ ฝีมือช่าง ประวัติ ตลอดถึงเรื่องราวประกอบลวดลายศิลปะไทย รวมถึงให้คำอธิบายส่วนต่าง ๆ สิ่งที่ใช้พิจารณาแบ่งสมัยของศิลปะลายไทยที่ใช้ตกแต่งตู้ลายทองก็คือความอ่อนช้อยของเส้นกนก สำหรับสมัยรัตนโกสินทร์ นิยมทำเถาของกนกยาวจากขอบล่างของตู้พุ่งเถากนกขึ้นไปจรดหรือเกือบจรดขอบบนของตู้ ตัวกนกอ้วนสั้นหรือป้อม มีความอ่อนไหวน้อยลง ช่องว่างระหว่างตัวกนกมีความถี่มาก ทำให้ดูราวกับว่าเส้นกนกอยู่ในกรอบหรือเป็นแผงกนก ซึ่งถูกบังคับให้อยู่ในกรอบ จึงทำให้ดูค่อนข้างขึงขังและกระด้าง แต่ก็เป็นความงามที่เป็นลักษณะเฉพาะของลายกนกในสมัยรัตนโกสินทร์           หนังสือตู้ลายทอง ภาค ๒ (สมัยรัตนโกสินทร์) เล่ม ๑ นอกจากความสวยงามของภาพและรูปเล่มแล้ว ยังเป็นประโยชน์ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับอารยธรรม และความเจริญของไทยในด้านอักษรศาสตร์และศิลปะ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับศิลปะลายไทยและการประดิษฐ์ลายรดน้ำ หนังสือเล่มนี้มีจำนวน ๒๒๔ หน้า ปกแข็ง จัดพิมพ์สี่สีทั้งเล่ม ราคา ๗๐๐ บาท ผู้สนใจสามารถซื้อหนังสือได้ที่ร้านหนังสือกรมศิลปากร (อาคารเทเวศร์) หรือสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ https://bookshop.finearts.go.th สอบถามเพิ่มเติม facebook ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร


ชื่อผู้แต่ง          จำนงค์  ทองประเสริฐ ชื่อเรื่อง           ปรัชญาตะวันตก : สมัยกลาง ครั้งที่พิมพ์       พิมพ์ครั้งที่  2 สถานที่พิมพ์     พระนคร สำนักพิมพ์       โรงพิมพ์ไทยสัมพันธ์ ปีที่พิมพ์          2514 จำนวนหน้า      742  หน้า รายละเอียด                          ปรัชญาตะวันตก : สมัยกลาง ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาปรัชญา   เพื่อให้เข้าใจชีวิตและสังคมดีขึ้นมองเห็นว่าสิ่งทั้งหลายที่มีการเกิดดับมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดา  ทำให้เราสามารถควบคุมจิตใจของเราให้อยู่ในกรอบแห่งวินัยอันดีงาม  พร้อมกันนี้ยังได้นำเรื่องบุคคลสำคัญๆที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาในสมัยกลางมานำเสนอมากยิ่งขึ้น  


ชื่อเรื่อง                     บทละครครั้งกรุงเก่า เรื่องนางมโนห์ราและสังข์ทอง ฉบับหอสมุดแห่งชาติผู้แต่ง                       กรมศิลปากรพิมพ์ครั้งที่                 3ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากหมวดหมู่                   วรรณคดีเลขหมู่                      895.9112082 บ129สถานที่พิมพ์               พระนครสำนักพิมพ์                 โรงพิมพ์รุ่งเรืองรัตน์ปีที่พิมพ์                    2508ลักษณะวัสดุ               136 หน้าหัวเรื่อง                     บทละครไทย – รวมเรื่องภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก             หนังสือเล่มนี้ อภิบายเรื่องบทละครครั้งกรุงเก่า นิทานและบทละครเรื่องนางมโนห์รา นิทานและบทละครเรื่องสังข์ทอง  



พระเจดีย์หลวงบนเขาตังกวน  ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา   ประวัติของพระเจดีย์หลวงบนเขาตังกวน            ชื่อเขาตังกวนปรากฏหลักฐานครั้งแรกในแผนที่ภาพกัลปนาวัดเมืองพัทลุงในสมัยอยุธยา ส่วนองค์พระเจดีย์ที่อยู่บนยอดเขาตังกวนมีประวัติการก่อสร้างไม่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใดและใครเป็นผู้สร้าง แต่มีปรากฏข้อมูลหลักฐานการบูรณปฏิสังขรณ์ที่ชัดเจนในเอกสารพงศาวดารเมืองสงขลาที่เขียนขึ้นโดยเจ้าพระยาวิเชียรคิรี (บุญสังข์) ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาลำดับที่ ๕ ระบุไว้ว่า เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๔ เสด็จประพาสเมืองสงขลา ระหว่างวันที่ ๒๐ - ๒๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๐๒ พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปบนเขาตังกวน เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๐๒ เพื่อสักการะพระเจดีย์และทอดพระเนตรทัศนียภาพเมืองสงขลาจากมุมสูง ทรงมีพระราชดำริจะให้มีการบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระเจดีย์ให้มีขนาดสูงใหญ่ขึ้นกว่าของเก่า จากนั้นในวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๔๐๒ ทรงโปรดเกล้าฯให้สมุหพระกลาโหม (ช่วง บุนนาค) เอาตัวอย่างพระเจดีย์มาให้เจ้าพระยาวิเชียรคิรี (บุญสังข์) ถึงทำเนียบผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา           เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๔ เสด็จนิวัติถึงพระนครแล้ว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสามภพพ่าย (หนู เกตุทัต) เป็นข้าหลวงออกไปให้เจ้าพระยาวิเชียรคิรี (บุญสังข์) ดำเนินการบูรณะพระเจดีย์บนยอดเขาตังกวน มีความสูง ๙ วา ๓ ศอก (ประมาณ ๑๘.๗๕ เมตร) โดยได้พระราชทานเงินทั้งสิ้นจำนวน ๓๗ ชั่ง ๔ บาท           ในโอกาสเดียวกันนั้นเจ้าพระยาวิเชียรคิรี (บุญสังข์) ได้สร้างคฤห์ (ซุ้มพระ) ต่อที่ฐานทักษิณ ๒ คฤห์ อยู่ทางด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้ขององค์พระเจดีย์เพื่อเป็นที่ทำการสักการะบูชาพระเจดีย์ พร้อมทั้งก่อสร้างอาคารเก๋งจีนขนาดเล็กอยู่ทั้ง ๔ มุม และมีกำแพงแก้วล้อมรอบ โดยสิ่งดังกล่าวนี้เจ้าพระยาวิเชียรคิรี (บุญสังข์) ทำขึ้นเพื่อน้อมเกล้าฯถวายโดยเสด็จพระราชกุศลเข้าในพระเจดีย์หลวง คิดเป็นเงิน ๑๗ ชั่ง ๓ บาท การบูรณะปฏิสังขรณ์พระเจดีย์องค์นี้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อปีขาล อัฐศก จุลศักราช ๑๒๒๘ (พ.ศ. ๒๔๐๙) โดยปรากฏศิลาจารึกเกี่ยวกับการบูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์อยู่ที่ผนังเหนือแท่นบูชาภายในคฤห์ทางด้านทิศใต้ ซึ่งปัจจุบันศิลาจารึกดังกล่าวได้จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา            เมื่อ พ.ศ.๒๔๒๗ จอมพล สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เสด็จฯ เขาตังกวน และทรงบันทึกถึงเรื่องพระเจดีย์บนเขาตังกวนรวมทั้งสถานที่สำคัญต่างๆของเมืองสงขลาไว้           ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสแหลมมลายูถึงเมืองสงขลา เมื่อวันอังคาร เดือน ๙ แรม ๑๓ ค่ำ (ตรงกับวันอังคารที่ ๔ เดือนกันยายน พ.ศ.๒๔๓๑) เวลาเช้าเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปนมัสการพระเจดีย์บนยอดเขาตังกวนทรงพระราชศรัทธาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างศาลาพระวิหาร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระราชดำริจะสร้างค้างอยู่ จนแล้วเสร็จในปีศก ๑๐๘ (พ.ศ. ๒๔๓๒)            นอกจากนี้ยังได้ก่อสร้างบันไดนาคซึ่งเป็นบันไดที่สร้างขึ้นด้วยหินตั้งอยู่ระหว่างศาลาพระวิหารขึ้นสู่พระเจดีย์หลวงบนยอดเขาตังกวน รวมทั้งประภาคารก่ออิฐถือปูน โดยก่อสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๕ ดังปรากฏข้อความในหนังสือจดหมายระยะทางไปตรวจราชการแหลมมลายู ร.ศ.๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕) ซึ่งประภาคารดังกล่าวสร้างขึ้นเพื่อให้แสงไฟแสดงที่หมายในการนำเรือเข้าร่องน้ำ อ่าว เขตท่าเรือหรือเตือนอันตรายเวลาเดินเรือ ปัจจุบันประภาคารบนเขาตังกวนอยู่ในความดูแลของกองเครื่องหมายทางเรือ กรมอุทกศาสตร์            ในปี พ.ศ.๒๔๔๗ พระยาสุขุมนัยวินิต ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชขอพระราชทานกราบทูลสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภานุรังสีสว่างวงษ์ กรมพระภานุพันธุวงษ์วรเดช เสนาบดีกระทรวงกลาโหม เรื่องขอรับพระราชทานปืนทองเหลืองขนาดย่อม ๆ จำนวน ๒ กระบอก สำหรับไว้ยิงเป็นเครื่องสัญญาณบนยอดเขาพระเจดีย์ เมื่อวันที่ ๔ เดือน มกราคม ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗) ซึ่งจะส่งสัญญาณเพื่อให้ประชาชนทั่วไปทราบในเวลาที่เรือเมล์หรือเรือราชการเข้าออก เพื่อความสะดวกทางการค้าและทางราชการ             พ.ศ. ๒๕๑๑ - ๒๕๑๖ กรมศิลปากร โดยหน่วยศิลปากรที่ ๙ สงขลา ได้ดำเนินการบูรณะพระเจดีย์บนเขาตังกวนและพลับพลาที่ประทับรัชกาลที่ ๔ (ศาลาวิหารแดง)             พ.ศ. ๒๕๒๕ กรมศิลปากร โดยหน่วยศิลปากรที่ ๙ สงขลา ได้ดำเนินการบูรณะโบราณสถานบนเขาตังกวนอีกครั้ง ประกอบด้วย พระเจดีย์หลวง ศาลาวิหารแดง บันไดนาค และบันไดทางขึ้นด้านทิศเหนือ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมฉลองสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี            ในการเฉลิมฉลองเมืองสงขลา ๓๐๐ ปี ซึ่งจัดงานระหว่างวันที่ ๒๐ - ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔ จังหวัดสงขลาได้ทาสีองค์พระเจดีย์และทาสีทองปลียอดพระเจดีย์หลวง ทำบันไดนาคจากเชิงเขาขึ้นตังกวน และเริ่มโครงการขอพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุเพื่อบรรจุ ณ พระเจดีย์หลวงบนเขาตังกวนนี้             ต่อมาเมื่อปี ๒๕๓๙ อันเป็นปีมหามงคลสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ครองราชย์ครบ ๕๐ ปี นายภาณุ อุทัยรัตน์ นายอำเภอเมืองสงขลา ได้รวบรวมเงินบริจาคจากชาวสงขลาผู้มีจิตศรัทธา จำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท ดำเนินการทาสีองค์พระเจดีย์หลวง ขณะเดียวกันสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๑๐ สงขลา ได้บูรณะพลับพลาที่ประทับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน จากนั้นในระหว่างวันที่ ๒๐ - ๒๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๙ นายบัญญัติ จันทร์เสนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากสำนักพระราชวังมาถึงจังหวัดสงขลา เพื่อทำพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในองค์พระเจดีย์หลวงเขาตังกวน โดยมี ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษเป็นประธาน                 การประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน  พระเจดีย์และพลับพลาที่ประทับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวบนเขาตังกวน (ศาลาวิหารแดง) ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติเป็นครั้งแรก ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๒ ตอนที่ ๗๕  เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๘ และได้ประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๒ ตอนที่ ๑๘๐ หน้า ๑๔๗ (ฉบับพิเศษ) วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๒๘ พื้นที่ประมาณ ๓ ไร่ ๑ งาน ๒๕ ตารางวา โดยมีสิ่งสำคัญ ประกอบด้วย พระเจดีย์ , พลับพลาที่ประทับฯ (ศาลาวิหารแดง) , ประภาคาร  และบันไดนาค                 โครงการบูรณะพระเจดีย์บนเขาตังกวน ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ปีงบประมาณ ๒๕๖๕  สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา กรมศิลปากร ได้รับการจัดสรรงบประมาณเป็นจำนวนเงิน ๓,๖๙๔,๐๐๐ บาท (สามล้านหกแสนเก้าหมื่นสี่พันบาทถ้วน) เพื่อดำเนินงานโครงการบูรณะพระเจดีย์บนเขาตังกวน ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา โดยมีขอบเขตการดำเนินงาน คือ การบูรณะซ่อมแซมองค์พระเจดีย์ และองค์ประกอบอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย คฤห์ (ซุ้มพระ) ทางด้านทิศเหนือ – ใต้ , บันไดทางขึ้นสู่องค์พระเจดีย์ , ลานประทักษิณบนฐานพระเจดีย์ , อาคารเก๋งจีนทั้ง ๔ หลัง , กำแพงแก้ว และพื้นลานภายในเขตกำแพงแก้ว ซึ่งจะมีรายละเอียดขั้นตอนในการอนุรักษ์พระเจดีย์บนเขาตังกวนให้รับชมในเร็วๆนี้ นะคะ  ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ เรียบเรียงโดย นางสาวชนาธิป ไชยานุกิจ นักโบราณคดีชำนาญการ  สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา ——————————————————————————————————————————————————————————————————————————————————————————— เรื่องพระเจดีย์หลวงบนเขาตังกวน เพิ่มเติม https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1208053499532811&id=461661324172036&sfnsn=mo


สำนักช่างสิบหมู่ นำเสนอ E – book ความรู้เรื่อง : การเขียนภาพจิตรกรรมประกอบนิทรรศการพิเศษ เรื่อง "เซรามิกแห่งแหลมทองและแดนอาทิตย์อุทัย สานตำนานสายใยไม่เสื่อมคลายในพาณิชยวัฒนธรรมโลก" ณ พระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ภาพจิตรกรรมเรือสำเภาแล่นในท้องทะเล เป็นภาพแสดงท้องทะเลและเรือสำเภาขนส่งสินค้าเดินทางติดต่อค้าขาย มีทั้งเรือสำเภาญี่ปุ่น จีน อยุธยา และยุโรปโดยจัดวาง องค์ประกอบเพื่อสื่อให้เห็นถึงบรรยากาศการเดินทางติดต่อค้าขาย ด้วยเรือสำเภาระหว่างเมืองท่าญี่ปุ่น อยุธยาและยุโรปนำไปติดตั้งสร้างบรรยากาศ ประกอบกับการจัดแสดงภายในนิทรรศการ ผู้เรียบเรียงและออกแบบ นายธรรมรัตน์ กังวาลก้อง จิตรกรปฏิบัติการ สังกัด กลุ่มจิตรกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลด E – book ขั้นตอนการเขียนภาพจิตรกรรมได้จากลิ้งค์ที่แนบด้านล่างนะคะ ------------------------------------------------ https://datasipmu.finearts.go.th/academic/84 ------------------------------------------------ #佐賀県有田焼展覧会バンコク国立博物館 #SagaAritaThaiceramicexhibitionBangkokNationalmuseum #นิทรรศการไทยญี่ปุ่นเซรามิกอาริตะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร


black ribbon.