ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,557 รายการ
ชื่อเรื่อง ฌาปนกิจฺจานิสํสกถา (อานิสงส์เผาศพ)สพ.บ. 175/1กประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 22 หน้า กว้าง 4.7 ซ.ม. ยาว 54.9 ซ.ม. หัวเรื่อง อานิสงส์เผาศพบทคัดย่อ/บันทึกเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ภาษาบาลี-ไทย ฉบับลานดิบ-ล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดพยัคฆาราม อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี
ชื่อเรื่อง หัตถังคุลีชาดก (หัตถังคุลีชาดก)สพ.บ. 121/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 28 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 5ุ7 ซ.ม. หัวเรื่อง ปัญญาสชาดก ชาดก
บทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดประสพสุข ต.ทับตีเหล็ก อ.เมืองฯ จ.สุพรรณบุรี
องค์ความรู้เรื่องพระมาลัย
พระมาลัยที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร
พระมาลัย คือ พระอรหันตสาวกในพระพุทธศาสนา ปรากฏในคัมภีร์พระมาลัยสูตร กล่าวถึง พระอรหันต์ชาวลังการูปหนึ่งนามว่า “พระมาลัยเทวเถระ” อาศัยอยู่บ้านกัมโพช แคว้นโลหะชนบท ทวีปลังกา เป็นพระอรหันต์ผู้มีฤทธิ์ สามารถไปยังนรกและสวรรค์ เพื่อนำความที่พบเห็นมาเทศนาแก่มนุษย์ ทำให้เกิดความเชื่อในเรื่องบาปบุญคุณโทษ
ความเชื่อเรื่องพระมาลัยสันนิษฐานว่าเกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศพม่าราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ – ๑๘ และได้แพร่หลายเข้ามาในประเทศไทยผ่านทางล้านนาและสุโขทัยราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐ ต่อมาได้แพร่กระจายไปทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งเห็นได้จากการแต่งวรรณกรรมพระมาลัย เช่น คัมภีร์มาลัยต้น มาลัยปลาย ในภาคเหนือ คัมภีร์มาลัยหมื่น มาลัยแสน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พระมาลัยคำหลวง พระมาลัยกลอนสวด นิทานพระมาลัย ในภาคกลาง และ พระมาลัยคำกาพย์ในภาคใต้
จากคติความเชื่อเรื่องพระมาลัยจึงทำให้เกิดการสร้างสรรค์งานประติมากรรมและจิตรกรรมต่าง ๆ ซึ่งในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ได้จัดแสดงโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพระมาลัย ได้แก่ สมุดไทย เรื่อง พระมาลัย เขียนด้วยตัวอักษรขอม ภาษาบาลี ด้วยหมึกสีดำลงบนสมุดไทยขาว ศิลปะรัตนโกสินทร์ กำหนดอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๕ ได้รับมอบจากวัดราชพฤกษ์ศรัทธาราม และประติมากรรมรูปพระมาลัย ซึ่งเป็นรูปพระภิกษุ ครองจีวรลายดอกพิกุลห่มเฉียง นั่งขัดสมาธิราบบนฐานบัว มือซ้ายอยู่ในลักษณะถือวัตถุ สันนิษฐานว่าถือตาลปัตรหรือพัด ศิลปะรัตนโกสินทร์ กำหนดอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๕ พระครูวิมลวชิรคุณ เจ้าอาวาสวัดคูยาง จังหวัดกำแพงเพชร เป็นผู้มอบให้ โดยลักษณะงานประติมากรรมเช่นนี้น่าจะมีความหมายถึงพระมาลัยเทศนาโปรดสัตว์ หรือพระมาลัยปางโปรดสัตว์ เนื่องจากตาลปัตรเป็นเครื่องหมายของการแสดงธรรม
เอกสารอ้างอิง
เด่นดาว ศิลปานนท์. พระมาลัยในศิลปกรรมไทย. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๔๖.
ถ้ำภูผาเพชร เป็นถ้ำขนาดใหญ่อยู่ในเทือกเขาบรรทัด เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสตูล และเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานธรณีสตูล และที่สำคัญก็คือเป็นแหล่งโบราณคดีที่มีร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์โบราณ เมื่อหลายพันปีก่อน แหล่งโบราณคดีถ้ำภูผาเพชร ตั้งอยู่ หมู่ ๙ บ้านควนดินดำ ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล ตั้งอยู่บนเขาหินปูนในเขตเทือกเขาบรรทัดมีลำน้ำ ๒ สายไหลโอบภูเขา ได้แก่ คลองลำโลนไหลผ่านทางทิศเหนือ และคลองระเกดไหลผ่านทางทิศใต้ ที่มาของชื่อ “ถ้ำภูผาเพชร” หรือ “ถ้ำเพชร” มาจากหินงอก หินย้อยภายในถ้ำที่มีความระยิบระยับคล้ายกับเพชร จากการศึกษาทางด้านโบราณคดีโดยสำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา พบว่าถ้ำภูผาเพชรเป็นแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญ โดยสำรวจพบหลักฐานทางโบราณคดีทั้งหมด ๔ จุด ได้แก่ จุดที่ ๑ เพิงผาทางเข้าถ้ำภูผาเพชร ปากถ้ำหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีลักษณะเป็นเพิงผากว้าง จากการสำรวจพบเครื่องมือหินกะเทาะ หน้าเดียวแบบสุมาตราลิทซ์ (Sumatralith) กำหนดอายุได้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว ชิ้นส่วนกรามสัตว์ เปลือกหอย กระดองเต่า เป็นต้น จุดที่ ๒ ห้องพญานาคพันภายในถ้ำ จากการสำรวจพบชิ้นส่วนกะโหลก ศีรษะของมนุษย์และกระดูกรยางค์ ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ ร่องรอยก้นภาชนะดินเผาที่ถูกหินปูนยึดเกาะอยู่และเปลือกหอย จุดที่ ๓ ทางขึ้นปากปล่องถ้ำฝั่งทิศเหนือ จากการสำรวจพบชิ้นส่วน ภาชนะดินเผากระจายอยู่ทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อหยาบ มีการตกแต่งผิวเป็นลายเชือกทาบ ลายขูดขีด เป็นต้น จุดที่ ๔ เพิงผาหน้าปากปล่องถ้ำด้านทิศเหนือ จากการสำรวจพบ ชิ้นส่วนภาชนะดินเผา เครื่องมือหินกะเทาะ ขวานหินขัดมีคมด้านเดียว เป็นต้น นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานโบราณวัตถุที่ชาวบ้านเก็บได้จากถ้ำภูผาเพชร ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลมะนัง ได้แก่ ภาชนะดินเผาก้นกลม จำนวน ๒ ใบ และภาชนะดินเผาฐานทรงกระบอกปากผายออก จำนวน ๒ ใบ ตกแต่งผิวด้านนอกด้วยการขัดมันและกดประทับลายเชือกทาบ และยังพบหลักฐานประเภทกระดูกสัตว์ เช่น เต่า เปลือกหอย บรรจุอยู่ในภาชนะดินเผาอีกด้วย จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบและสภาพภูมิศาสตร์ที่มีความเหมาะสม ต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์ จึงสรุปได้ว่าแหล่งโบราณคดีภูผาเพชรเป็นแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยใช้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งพิธีกรรมเกี่ยวข้องกับการฝังศพ ที่สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดสตูลได้เป็นอย่างดี-----------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา-----------------------------------------------------
เลขทะเบียน : นพ.บ.141/4ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 50 หน้า ; 4.5 x 50.5 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 84 (334-339) ผูก 4 (2564)หัวเรื่อง : ปุณฺณปทสังคหะ--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.89/8ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 48 หน้า ; 4.6 x 50 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา มีฉลากไม้ชื่อชุด : มัดที่ 52 (103-117) ผูก 8 (2564)หัวเรื่อง : ธมฺมปทวณฺณนา ธมฺปทฎฺฐกถา ขุทฺทกนิกายฎฐกถา (ธรรมบท)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)
เลขที่ ชบ.บ.10/1-6
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
ชื่อเรื่อง : ประชุมพงศาวดาร เล่ม 24 (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 40 (ต่อ)-41) ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2511สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว จำนวนหน้า : 348 หน้าสาระสังเขป : ประชุมพงศาวดารขององค์การค้าคุรุสภาจัดพิมพ์ขึ้น โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงรวบรวม มีรายละเอียด ดังนี้ ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 40 (ต่อ) เรื่องจดหมายเหตุของคณะพ่อค้าฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภาคที่ 1 และประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 41 เรื่องจดหมายเหตุของคณะพ่อค้าฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภาค 2 (ต่อจากภาคที่ 1 ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 40)
จารึกปุษยคีรี : ชื่อภูเขาศักดิ์สิทธ์แห่งเมืองอู่ทอง
ศิลาจารึกปุษยคีรี (หนังสือจารึกในประเทศไทย เล่มที่ ๑ เรียกว่า จารึกเขาปุมยะคีรี เลขทะเบียน รบ.๓) พบบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จารึก ๑ ด้าน ๑ บรรทัด ด้วยอักษรหลังปัลลวะ ภาษาสันสกฤต เป็นชื่อเฉพาะ แปลว่า “ปุษยคิริ” (ปุษย หมายถึง ดอกไม้ และ คิริ หมายถึง ภูเขา) พิจารณาจากรูปแบบอักษรสามารถกำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๔ (ราว ๑,๒๐๐ – ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว) นักวิชาการได้ศึกษาและตีความจารึกดังกล่าว มีประเด็นสำคัญในการศึกษา แบ่งเป็น ๓ ประเด็น ดังนี้
๑. คำอ่านและคำแปลจารึก นักวิชาการได้อ่านและแปลจารึกแผ่นนี้เป็น ๒ แนวทาง ได้แก่ อ่านว่า “ปุมฺยคิริ” แปลว่า ปุมยคิริ หรือ เขาปุมยะ และ “ปุษยคิริ” แปลว่า ปุษยคิริ หรือ เขาปุษยะ ทั้งนี้ หากแปลว่า “ปุษยคิริ” น่าจะตรงกับการเทียบเคียงรูปแบบตัวอักษรสมัยหลังปัลลวะ และการแปลความหมายในภาษาสันสกฤตมากกว่า
๒. การตีความชื่อเขาปุษยคีรีกับหลักฐานด้านภูมิศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดีในเมืองโบราณอู่ทอง โดยนักวิชาการส่วนใหญ่ตีความว่าชื่อ “ปุษยคีรี” ที่ปรากฏในจารึกดังกล่าว หมายถึงเขาทำเทียม ตั้งอยู่บริเวณด้านทิศตะวันตกของเมืองโบราณอู่ทอง ซึ่งพบโบราณสถานสำคัญในสมัยทวารวดีจนถึงสมัยอยุธยา รวมทั้งมีการขุดค้นพบโบราณวัตถุสำคัญจำนวนมากในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้คงเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองอู่ทองมายาวนาน ตั้งแต่สมัยทวารวดี จนถึงสมัยอยุธยา โดยอาจเกี่ยวข้องกับความเชื่อท้องถิ่นผสมผสานกับความเชื่อที่แพร่หลายเข้ามาจากวัฒนธรรมอินเดีย และอาจเป็นภูเขาที่ใช้เป็นหลักหมาย (landmark) ในการเดินทางของนักเดินทาง
๓. ความสัมพันธ์กับการรับวัฒนธรรมอินเดีย มีผู้เสนอว่า การพบจารึกปุษยคีรีในดินแดนไทย เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชของอินเดียมายังประเทศไทย เนื่องจากมีความพ้องกับชื่อภูเขาศักดิ์สิทธ์ ได้แก่ ปุษฺปคีรี ในรัฐโอริสสา ซึ่งเชื่อว่าพระเจ้าอโศกมหาราช (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๗๐ – ๓๑๑) ทรงสถาปนา และเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางการติดต่อกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะเวลาต่อมา ทั้งนี้ในเมืองโบราณอู่ทองยังไม่พบหลักฐานที่มีอายุเก่าไปถึงช่วงเวลาดังกล่าวที่จะช่วยสนับสนุนแนวคิดนี้ อย่างไรก็ตาม ชื่อเขาปุษยคิริ ในอินเดียคงเป็นชื่อมงคลที่ส่งอิทธิพลมาถึงการเรียกชื่อสถานที่สำคัญในวัฒนธรรมทวารวดี ให้มีความเกี่ยวข้องกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของพระพุทธศาสนา ก็เป็นได้ จารึกปุษยคีรี จึงเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงสถานที่สำคัญที่ตั้งอยู่บริเวณเมืองโบราณอู่ทอง ในวัฒนธรรมทวารวดี ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๔ ซึ่งสัมพันธ์กับการรับวัฒนธรรมและความเชื่อจากอินเดียในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ภูเขาปุษยคีรีอาจเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของคนในท้องถิ่นตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัยอยุธยา
เอกสารอ้างอิง
กรมศิลปากร, จารึกในประเทศไทย เล่ม ๑ (อักษรปัลลวะ อักษรหลังปัลลวะ พุทธศตวรรษที่ ๑๑ – ๑๔), กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๕๙.
นพชัย แดงดีเลิศ, จารึกทวารวดี : การศึกษาเชิงอักขรวิทยา, วิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกภาษาไทย, บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๒.
รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล, “ปุษยคิริ : เขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองอู่ทองที่ถูกลืมเลือน”, วารสารดำรงวิชาการ, ๑๓,๑ (มกราคม-มิถุนายน ๒๕๕๗), หน้า ๑๓๓ – ๑๕๘.
ที่มาของสำเนาภาพจารึก
กรมศิลปากร, จารึกในประเทศไทย เล่ม ๑ (อักษรปัลลวะ อักษรหลังปัลลวะ พุทธศตวรรษที่ ๑๑ – ๑๔), กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๕๙, หน้า ๓๑๐.
ชื่อผู้แต่ง อ.อนันตคุณานุภาพ
ชื่อเรื่อง สัญญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ เอี่ยมสุทธา
ปีที่พิมพ์ ๒๔๙๙
จำนวนหน้า ๖๓๒ หน้า
หนังสือเล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อต้องการหาทุนทรัพย์ มาช่วยเหลือการศึกษาของพระภิกษุสามเณรจังหวัดนครพนม ซึ่งได้มาศึกษาอยู่ในพระนครและธนบุรี ด้วยเหตุนี้หนังสือเล่มนี้จึงเป้นหนังสือการกุศลหนังสือ สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์เล่มนี้ เป็นหนังสือเกี่ยวกับการสร้างนักพูดเหมาะสมแก่ผู้ยังใหม่เป็นอย่างยิ่ง หลักการและแนวทางที่เบาสมอง จงฝึกหัดและฝึกฝนตาม แล้วท่านจะต้องเป็นนักพูดที่เรืองนามแน่
พระสทาศิวะ
ศิลปะอยุธยา ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๑ – ๒๒ หรือประมาณ ๔๐๐ – ๕๐๐ ปีมาแล้ว
หินทราย
สูง ๑๑๓ เซนติเมตร
พบที่วัดหน้าพระเมรุ ย้ายมาจากอยุธยาพิพิธภัณฑสถาน (ปัจจุบันคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)
แผ่นหินสลักภาพเทวรูป ๕ เศียร ประกอบด้วยเศียรล่าง ๔ เศียร เศียรบน ๑ เศียร มี ๑๐ กร ปรากฏพระเนตรที่ ๓ กลางพระนลาฏ พระหัตถ์ถืออาวุธต่างๆ กัน ได้แก่ บาศ (เชือกบ่วง) ตรีศูล วัชระ อัคนิ (เปลวไฟ) ด้านหลังของแผ่นหินสลักลายเส้นเป็นเทวรูปแบบเดียวกับประติมากรรมด้านหน้า เป็นรูปพระสทาศิวะ ซึ่งหมายถึงพระศิวะซึ่งปรากฏอยู่ตลอดกาล เทวรูปนี้เป็นศิลปกรรมอยุธยาที่ยังคงอิทธิพลของศิลปะลพบุรีหรือศิลปะเขมรโบราณในประเทศไทย อาทิ ผ้านุ่งที่ทิ้งชายผ้าด้านหน้าเป็นรูปสามเหลี่ยม
ปัจจุบันรูปพระสทาศิวะ จัดแสดงในห้องประวัติศาสตร์และโบราณคดีอยุธยา อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
กรมศิลปากร. ศิลปะถ้ำพญานาค กระบี่. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2533. มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับถ้ำพญานาคอันเป็นแหล่งศิลปะถ้ำที่มีภาพเขียนอยู่ในสมัยประวัติศาสตร์ซึ่งมีความน่าสนใจอยู่มากในแง่ของเทคนิควิธีการเขียนภาพ ภาพส่วนใหญ่จะเขียนได้สัดส่วนและเหมือนจริง ตลอดจนรูปแบบของภาพที่เขียน ส่วนมากเป็นเรือมีลักษณะต่างกันหลายแบบ อันเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเดินเรือ การค้าขายทางทะเลในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี และยังมีข้อมูลของรายชื่อแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในจังหวัดกระบี่ ข้อมูลเกี่ยวกับจังหวัด ตลอดจนแผนที่การเดินทาง และเส้นทางในการไปเยี่ยมชมแหล่งศิลปะถ้ำ