ค้นหา


รายการที่พบทั้งหมด 35,967 รายการ

เลขทะเบียน : นพ.บ.125/3ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  52 หน้า ; 4.5 x 51.5 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา  มีฉลากไม้  ชื่อชุด : มัดที่ 72 (248-256) ผูก 3 (2564)หัวเรื่อง : เอกนิปาต (นิไสเอกนิปาต)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม



     "ข้าว วิถีไทย สายใยวัฒนธรรมแห่งแผ่นดิน"       : เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการทำนาในอดีต เครื่องมือเครื่องใช้ในระยะเตรียมดิน ชิ้นที่ ๓ "ไถ" ในส่วนของเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนาจะแบ่งออกเป็น ๔ ประเภทตามการใช้งาน ดังนี้      ๑. เครื่องมือเครื่องใช้ในระยะเตรียมดิน      ๒. เครื่องมือเครื่องใช้ในช่วงเก็บเกี่ยว      ๓. เครื่องมือเครื่องใช้ในการขนส่งข้าว      ๔. เครื่องมือเครื่องใช้ในการแปรรูปข้าว         เครื่องมือทำนาไถดินเพื่อปลูกข้าวหรือพืชต่าง ๆ ทำด้วยไม้และเหล็ก รูปร่างคล้ายตัวอักษร "ง" ประกอบด้วยคันไถ หางยาม ผาล และหัวหมู      ไถมี ๒ ชนิด คือ ไถวัวและไถควาย      ไถวัว คือ ไถที่เทียมด้วยวัว ใช้วัว ๒ ตัวคู่กัน ไถวัวมักมีคันไถยาวและงอนขึ้นไปจนถึงแอกบนคอวัว      ไถควาย คือ ไถที่เทียมด้วยควาย ใช้ควายตัวเดียวลากไถ มีแอกน้อยคล้องอยู่ที่ปลายคันไถ และมีเชือกคร่าว ล่ามไปคล้องกับคอมหรือโกกที่คอควาย      ไถใช้ได้หลายลักษณะ เช่น ไถพลิกหน้าดินเพื่อเตรียมหว่านข้าวหรือหว่านเมล็ดพืช ไถกลบเพื่อให้ขี้ไถปิดเมล็ดข้าว หรือเมล็ดพืชที่หว่านไว้ เป็นต้น          นางสาวภัทรา เชาว์ปรัชญากุล ภัณฑารักษ์ชำนาญการ      พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย เรียบเรียง/เผยแพร่ ที่มา/แหล่งข้อมูล      - วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดสุพรรณบุรี      - วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดร้อยเอ็ด      - วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดแพร่      - วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดพัทลุง      - วิบูลย์ ลี้สุวรรณ : พจนานุกรมหัตถกรรม เครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้าน      - รองศาสตราจารย์วัฒนะ จูฑะวิภาต : ศิลปะพื้นบ้าน      - สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่มที่ ๓ โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว      - สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่มที่ ๑๓ โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว      - สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่มที่ ๒๒ โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


ตำรายาแผนโบราณ ชบ.ส. ๔๖ เจ้าอาวาสวัดบุญญฤทธยาราม ต.บ้านบึง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี มอบให้หอสมุด ๒๒ ก.ค. ๒๕๓๕เอกสารโบราณ (สมุดไทย)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.24/1-2 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)



เสถียร  พันธรังสี.  พุทธประวัติที่ค้นพบใหม่.  พิมพ์ครั้งที่ ๑.  พระนคร : ก้าวหน้า,  ๒๕๐๖.        ๖๑๙ หน้า.                พระพุทธเจ้าเกิดในราชวงศ์ศากยะ บุตรของพระเจ้าสุทโธทนะกับนางมหามายา ประสูตรใต้ต้นสาละที่เมืองลุมพินี  กำเนิดได้ ๗ วันพระมารดาก็สิ้นพระชนม์ เสกสมรสกับนางยโสธรา ออกจากวังไปเป็นปริพพาชก เพื่อต้องการรู้จักโลกให้กว้างขวางมากขึ้นโดยมุ่งตรงไปเมืองเวสาลี และพบกับปริพพาชก๕ คน คืออัญญาโกณฑัญญะ  วัปปะ มหานาม ภททิยะ และอัสสชิ มุ่งสู่กรุงราชคฤห์ ผ่านแม่น้ำคงคาเข้าสู่มคธ เข้าเขตปัญจคีรีนครก็เสด็จตรงไปยังเชิงปัณฑวบรรพต อันเป็นขุนเชาที่เห็นว่าเป็นที่ราบมีต้นไม้ใหญ่เหมาะแก่การพัก เมื่อเสด็จออกจากนครราชคฤห์ก็บำเพ็ญเพียรด้วยการฝึกจิตทำลมหานใจเข้าออกหรืออานาปานสติ และการบำเพียรทางร่างกายด้วยการละกิเลศราคะให้เหือดหายนไปเองด้วยการทรมานร่างกายด้วยวิธีต่าง ๆ แต่ยังไม่พอพระทัยก็คิดหาวิธีใหม่ จึงเสด็จไปทางใต้ถึงตำบลคยาในอุรุเวลาเสนานิคมได้พบกับปริพพาชกทั้ง ๕ และเริ่มอดอาหาร จนร่างกายซูมผอมเกรงว่าจะเสียเวลาก็กลับมายบริโภคอาหารอีกครั้ง วันหนึ่งนางสุชาดานำอาหารและเครื่องสังเวยไปถวาย ก็เสวย  ปริพพาชกทั้ง ๕ ก็หนีจากไปเพราะเห็นว่าผิดสัญญาที่บำเพ็ญเพียรมา ต่อมามีกำลังกายดีขึ้นทรงเรียกจิตที่เสื่อมไปกลับมากระทั่งถึงขั้น “ตรัสรู้” อริสัจจธรรม  



กรมศิลปากร.  ที่ระลึกในพิธีเปิดวังเจ้าเมืองพัทลุง ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง.  กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2536.          วังเจ้าเมืองพัทลุงเป็นอาคารทรงไทย เดิมเป็นบ้านพักของพระยาอภัยบริรักษ์ (น้อย จันทโรจวงศ์) ต่อมาทายาทได้ยกวังเจ้าเมืองพัทลุงให้เป็นโบราณสถานของชาติ นอกจากประวัติและแผนที่เมืองพัทลุงแล้วยังมีประวัติสกุลจันทโรจวงศ์ด้วย


           กรุงธนบุรีศรีมหาสมุท (๑) ชื่อเดิมว่า เมืองบางกอก เป็นเมืองที่เคยเป็นตลาดการค้าขนาดใหญ่และมีความเจริญ รุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ภายหลังจากที่กรุงศรีอยุธยาล่มสลายเมื่อพ.ศ.๒๓๑๐ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนศรีมหาสมุทรแห่งนี้เป็นราชธานีแห่งใหม่ กรุงธนบุรีมีอายุครบรอบ ๒๕๐ ปีแห่งการสถาปนาเป็นราชธานีของไทย เมื่อพ.ศ.๒๕๖๐ มีความสำคัญและเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยไม่แพ้ราชธานีใด เพราะการก่อกำเนิดของราชธานีแห่งนี้เกิดขึ้นจากความเสียสละและจิตใจอันกล้าหาญเด็ดเดี่ยวยิ่งของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ผู้ทรงอุทิศทั้งแรงกายและแรงใจของพระองค์ด้วยความวิริยะอุตสาหะ พระองค์ทรงตรากตรำทั้งพระวรกายและทรงทุ่มเทแรงใจเพื่อนำพาเหล่าบรรพชนผู้กล้าหาญเข้ากรำศึกกับข้าศึกศัตรูทั้งจากภายในและภายนอก เพื่อให้ได้มาซึ่งการดำรงอยู่ของคนไทยจนนำไปสู่การตั้งราชธานีแห่งใหม่และกอบกู้เสถียรภาพของชาติไทยให้กลับคืนมาได้อีกครั้ง           พระมหากรุณาธิคุณอันเป็นที่ประจักษ์ชัดของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็คือการสถาปนาศูนย์กลางอำนาจของราชอาณาจักรไทยขึ้นสืบต่อจากกรุงศรีอยุธยาที่ถูกพม่าทำลายจนพินาศย่อยยับได้สำเร็จ และกลายเป็นหลักแหล่งมั่นคงที่เป็นรากฐานให้กรุงเทพมหานครได้เติบโตตามมาจนมีอายุสองร้อยกว่าปีในปัจจุบัน ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียเลือดเนื้ออันเกิดจากความรักชาติและความเสียสละของพระยาตากอย่างแท้จริง ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันแต่เพียงว่าท่านคือผู้กอบกู้เอกราช เพราะพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่นอกเหนือกว่านั้นคือพระราชปณิธานและวีรกรรมอันมุ่งมั่นที่สร้างชาติบ้านเมืองให้กลับมาหยัดยืนสืบแทนอยุธยาให้ได้อีกครั้ง หากปราศจากพระองค์ท่าน ประเทศไทยในวันนี้จะเป็นเช่นไรก็คงเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการได้           ภายหลังจากที่ทรงปราบดาภิเษก พระราชภารกิจสำคัญลำดับแรกของพระเจ้าตากสินมหาราชก็คือการสร้างชาติบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น แต่การกอบกู้ชาติบ้านเมืองของพระองค์ในระยะแรกเริ่มเต็มไปด้วยความยาก ลำบากแสนสาหัส ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวของประชาชนและสภาพบ้านเมืองที่ถูกข้าศึกทำลายจนย่อยยับจนเกิดสภาวะจลาจลไปทั่วทุกหนแห่งในขณะนั้น การที่จะทำให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพเพื่อให้ผู้คนเกิดความเชื่อมั่นที่จะกลับเข้ามาดำเนินชีวิตตามปกติอีกครั้งจึงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยปัญหาภายในซับซ้อนหลายด้าน ประกอบกับภาวะศึกสงครามก็ยังไม่ได้สงบลงอย่างแท้จริง ยังคงมีทั้งศึกภายนอกและศึกภายในมาจากทุกภูมิภาค มีการตั้งตนเป็นใหญ่ของผู้นำชุมนุมต่างๆ ได้แก่ ชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) ชุมนุมเจ้าเมืองพิษณุโลก (เรือง) ชุมนุมเจ้าพิมาย (กรมหมื่นเทพพิพิธ) และชุมนุมเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช (หนู) ดังนั้นการจะสร้างชาติบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง ในลำดับแรกพระองค์จึงทรงต้องปราบปรามชุมนุมที่ต่างฝ่ายก็พยายามจะแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจเพื่อตั้งตนขึ้นมาเป็นใหญ่เสียก่อน ซึ่งต้องใช้ทั้งสรรพกำลังและต้องสูญเสียเลือดเนื้อมิใช่น้อย            สิ่งที่สร้างความยากลำบากเพิ่มมากขึ้นก็คือเหตุแห่งทุพภิกขภัย หรือภัยแห่งการขาดแคลนอาหารภายในบ้านเมืองที่เกิดขึ้นจากภาวะสงคราม เกิดข้าวยากหมากแพงและขาดแคลนอาหารอย่างหนัก เพราะราษฎรพากันทิ้งไร่ทิ้งนาในระหว่างศึกสงคราม ดังนั้นในยามที่ว่างเว้นจากการกรำศึกเพื่อกอบกู้เอกราช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ยังทรงต้องแก้ปัญหาปากท้องทั้งของราษฎรและกองทัพ พระองค์ทรงเริ่มชักจูงให้ราษฎรค่อยๆ อพยพกลับสู่กรุงธนบุรีเพื่อกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการสร้างชาติ เหตุผลหนึ่งที่ทรงเลือกเมืองธนบุรีนั้น เพราะแต่เดิมเมืองธนบุรีเป็นชุมชนที่มีความสำคัญทั้งทางด้านยุทธศาสตร์และการค้า และเป็นชุมชนขนาดใหญ่มาตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยาตอนต้น เป็นเมืองเกษตรกรรมและอาชีพหลักของประชาชนคือการทำสวนผลไม้ หมู่บ้านส่วนใหญ่ที่อยู่ริมน้ำปลูกเป็นกระท่อมไม้ไผ่เรือนยกสูงเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม โดยปลูกบ้านเป็นแนวยาวไปตามแนวทางน้ำ ถัดเข้าไปตอนในจึงเป็นที่นาหรือป่าละเมาะ ลักษณะการทำสวนของเมืองธนบุรีซึ่งเป็นแบบยกท้องร่อง เป็นลักษณะการทำสวนแบบชาวจีนในมณฑลกวางตุ้งและมณฑลกวางสี จึงมีความเป็นไปได้ว่าชาวจีนตอนใต้ได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานตามปากแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว           ในเมืองธนบุรีมีการทำเกษตรกรรมที่ให้ผลผลิตดี สินค้าสำคัญของธนบุรีที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นประเภทผลไม้และหมาก(๒) แต่ในขณะนั้นการทำไร่ทำนาก็ยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรเพราะฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล สภาวะการขาดแคลนดังกล่าวนี้ปรากฏตรงกันอยู่ในบันทึกของชาวต่างชาติหลายฉบับ เช่นที่ปรากฏข้อความในบันทึกของคณะบาทหลวงฝรั่งเศส ว่า“..เมื่อข้าพเจ้าได้ไปในเมืองไทยได้เห็นราษฎรพลเมืองซึ่งได้รอดพ้นมือพม่าไปได้นั้น ยากจนเดือดร้อนอย่างที่สุด ในเวลานี้ดูเหมือนดินฟ้าอากาศจะช่วยกันทำโทษพวกเขา ฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล ชาวนาได้หว่านข้าวถึง ๓ ครั้งก็มีตัวแมลงคอยกินรากต้นข้าวและรากทุกอย่าง โจรผู้ร้ายก็ชุกชุมมีทั่วไปทุกหนแห่ง เพราะฉะนั้นถ้าจะไปไหนก็ต้องมีอาวุธติดตัวไปด้วยเสมอ..”(๓)           สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อรับซื้อข้าวสารจากเรือสำเภาของชาวต่างชาติในราคาสูงเพื่อนำมาแจกจ่ายแก่ราษฎร ชาวบ้านที่เคยหลบหนีออกไปอยู่ตามป่าเขาจึงเริ่มอพยพกลับเข้ามาในกรุงธนบุรีเพิ่มมากขึ้น แม้แต่ชาวต่างชาติที่ได้ร่วมรู้เห็นเหตุการณ์ในช่วงนี้ก็ยังได้บันทึกไว้เช่นกันว่า “..ภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ พระยาตากได้แสดงให้เห็นถึงพระเมตตากรุณาของพระองค์ ความขัดสนไม่ได้ทำให้อดอยากต่อไปอีกนานนัก เพราะพระองค์ทรงเปิดพระคลังหลวงเพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์ ชาวต่างชาติได้ขายผลิตผลซึ่งไม่มีในประเทศสยามให้โดยต้องใช้เงินสดซื้อ ทรงใช้พระเมตตากรุณาของพระองค์เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงความถูกต้องในการเข้ายึดครองอำนาจ ทรงลบล้างเรื่องการกดขี่ ความปลอดภัยทั้งในเรื่องชีวิตและทรัพย์สินได้ฟื้นคืนกลับมา..”(๔)           ส่วนในพระราชพงศาวดารก็ได้บันทึกไว้เมื่อวันอาทิตย์ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๓ ว่า “ข้าวสารเป็นเกวียนละ ๒ ชั่ง อาณาประชาราษฎรขัดสน จึงทรงพระกรุณาให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยทำนาปรัง”(๕) แม้กระทั่งระดับเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์(๖) ซึ่งเป็นแม่ทัพก็ยังต้องมาคุมทำนาพื้นที่ฝั่งซ้ายขวา กินเนื้อที่กว้างให้เป็นทะเลตมเพื่อป้องกันข้าศึก และในเวลาต่อมาเมื่อบ้านเมืองได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ กรุงธนบุรีจึงได้เริ่มมีการติดต่อค้าขายทั้งกับชาติตะวันออกและตะวันตก ทางตะวันออกพระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้ส่งเรือสำเภาไปค้าขายถึงเมืองจีนตลอดจนอินเดียใต้ แต่กว่าที่จะเปิดการค้ากับราชสำนักจีนได้นั้นพระเจ้าตากต้องส่งพระราชสาสน์ไปเมืองจีนถึง ๔ ครั้ง(๗) เพื่อให้จีนรับรับรองฐานะความเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ของสยาม-------------------------------------------------------------เรียบเรียงโดย นางสาวเสาวลักษณ์ กีชานนท์ นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มแปลและเรียบเรียง สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์-------------------------------------------------------------เชิงอรรถ ๑ ปรากฏชื่ออยู่ในกฎหมายตราสามดวงว่า “เมืองธนบุรียศรีมหาสมุทร”ซึ่งแปลว่า“เมืองแห่งทรัพย์อันเป็นศรีแห่งสมุทร” ๒ จุมพฎ ชวลิตานนท์. การค้าส่งออกของอยุธยาระหว่างพ.ศ.๒๑๕๐-๒๓๑๐.วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.๒๕๓๑. หน้า๔๓. ๓ ศิลปากร,กรม. ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๙. หน้า ๘๗ ๔ สมศรี เอี่ยมธรรม. ประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา ฉบับตุรแปง. (กรุงเทพฯ : หจก.อรุณการพิมพ์) ๒๕๕๙. น. ๒๒๓. ๕ พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม).(กรุงเทพ : มปท. มปป.) ๒๕๐๖. น. ๔๐. ๖ ภายหลังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท หรือวังหน้าในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ๗ ณัฏฐภัทร จันทวิช. ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาตอนปลายและธนบุรีจากจดหมายเหตุจีน. วารสารศิลปากร ๒๕ (พค.-กค.๒๕๒๓) น.๕๕. --------------------------------------------------------------


พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเอก บริบูรณ์ จุละจาริตต์ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์  วัดเทพศิรินทราวาส  วันที่ ๑๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๐๙


          จังหวัดกำแพงเพชรมีแหล่งโบราณคดีซึ่งปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับกลุ่มชนและพัฒนาการทางวัฒนธรรมนับแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยกำหนดอายุราว ๖,๐๐๐ – ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว แหล่งโบราณคดีเหล่านี้ ได้แก่           แหล่งโบราณคดีเขากะล่อน บ้านหาดชะอม ตำบลพุทรา อำเภอขาณุวรลักษบุรี ตั้งอยู่ห่างจากแม่น้ำปิงไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๒ กิโลเมตร และอยู่ห่างจากเมืองโบราณดงแม่นางเมืองขึ้นมาทางเหนือประมาณ ๒๐ กิโลเมตร สำรวจพบเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕ หลักฐานทางโบราณคดีในแหล่ง อาทิ ขวานหินขัด หินลับ ภาชนะดินเผา ลูกปัดหิน กำไลหิน ลูกกลิ้งดินเผา ลูกกระสุนดินเผา เป็นต้น แหล่งโบราณคดีเขากะล่อนนี้น่าจะมีอายุอยู่ในราวสมัยหินใหม่ กำหนดอายุประมาณ ๖,๐๐๐ – ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว            แหล่งโบราณคดีมอเสือตบ บ้านคลองเมือง ตำบลโกสัมพี อำเภอโกสัมพีนคร ลักษณะของแหล่งโบราณคดีเป็นเนินดิน ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิง อยู่นอกเขตคูน้ำคันดินเมืองโบราณบ้านคลองเมืองไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๕๐๐ – ๘๐๐ เมตร โดยพบหลักฐานทางโบราณคดี อาทิ ขวานหินขัด ภาชนะดินเผา แวดินเผา ลูกกระสุนดินเผา ผนังเตาถลุงโลหะ เครื่องมือเหล็ก ลูกปัดหินคาร์เนเลียน ฯลฯ นอกจากนี้ยังพบเศษตะกรันหรือขี้แร่เป็นจำนวนมาก สันนิษฐานในเบื้องต้นว่า เป็นตะกรันของแร่ทองแดงและเหล็กซึ่งน่าจะมาจากภูเขาสูงทางด้านทิศตะวันตก มีอายุอยู่ในราวสมัยหินใหม่ กำหนดอายุประมาณ ๖,๐๐๐ – ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว            แหล่งโบราณคดีบ้านโค้งวิไล อำเภอคลองขลุง เป็นแหล่งโบราณคดีสมัยโลหะ หลักฐานทางโบราณคดีที่พบ ได้แก่ ภาชนะดินเผา แวดินเผา เครื่องมือเหล็ก เป็นต้น อายุประมาณ ๒,๐๐๐ – ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว            แหล่งโบราณคดีถ้ำเขียว อำเภอเมืองกำแพงเพชร จากการสำรวจพบหลักฐานทางโบราณคดี เช่น ขวานหินขัด ลูกปัดหิน ลูกปัดแก้ว เป็นต้น แหล่งโบราณคดีถ้ำเขียวนี้เป็นแหล่งโบราณคดีสมัยโลหะ หรือกำหนดอายุราว ๔,๐๐๐ – ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว           แหล่งโบราณคดีบ้านคลองลาน อำเภอคลองลาน หลักฐานทางโบราณคดีที่พบ ได้แก่ ภาชนะดินเผา แวดินเผา ฯลฯ แหล่งโบราณคดีบ้านคลองลาน เป็นแหล่งโบราณคดีสมัยโลหะ หรือกำหนดอายุราว ๔,๐๐๐ – ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว           แหล่งโบราณคดีบ้านคอปล้อง และบ้านชายเคือง ตำบลระหาน อำเภอบึงสามัคคี แหล่งโบราณคดีดังกล่าว สำรวจพบเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๖ จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบ เช่น หินดุ แวดินเผา ลูกกระสุนดินเผา ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน เครื่องมือสำริด เครื่องมือเหล็ก ฯลฯ สันนิษฐานว่า เป็นแหล่งโบราณคดีสมัยโลหะ หรือกำหนดอายุราว ๔,๐๐๐ - ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว /// แหล่งโบราณคดีบ้านหนองกอง ตำบลนาบ่อคำ อำเภอเมืองกำแพงเพชร พบหลักฐานทางโบราณคดี เช่น ลูกปัดหินคาร์เนเลียน ลูกปัดหินโมรา เป็นต้น สันนิษฐานว่า เป็นแหล่งโบราณคดีในสมัยโลหะ ซึ่งรู้จักการใช้เครื่องมือเหล็ก หรือกำหนดอายุประมาณ ๒,๐๐๐ – ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว---------------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร---------------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง - กรมศิลปากร. นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร. กรุงเทพฯ : รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗), ๒๕๕๗.


      “ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง” เป็นหนังสือรวมบันทึกเหตุการณ์หรือจดหมายเหตุรายวันที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย - จีนจากเอกสารหยวนสื่อ หมิงสือลู่และชิงสือลู่ เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับไทย ซึ่งกรมศิลปากรเคยจัดพิมพ์รวมอยู่ในหนังสือประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑๓