ค้นหา


รายการที่พบทั้งหมด 37,153 รายการ


นราธิปประพันธ์พงศ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ.  ชุมนุมปาฐกถา แสดงที่สามัคยาจารยสมาคม.       พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๑๒.  ๒๕๓ หน้า.      หนังสือเล่มนี้รวบรวมปาฐกถาในระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ที่ ทรงแสดงที่สามัคยาจารยสมาคมไว้ทั้งสิ้น ๖ เรื่อง ได้แก่ เรื่องศาสนา เป็นหลักธรรมสำคัญของมนุษย์ที่จะต้องนับถือและเลือกนับถือศาสนาใดก็ได้ตามแต่จะศรัทธา แต่จะนับถือตามบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ทวด   เรื่องมูลเหตุแห่งการสร้างวัดในประเทศยามเพื่อเป็นที่เก็บอัฐิธาตุของวงศ์ตระกูลควรจะสร้างเป็นเจดียวัตถุอุทิศต่อพระศาสนา  ปาฐกถาพิเศษ เรื่องสัมโมทนียกถาในเรื่องปาลิเม็นตฺ ชน ๓ พวกในปาลิเม็นตฺ คือ การเลือกสมาชิกปาลิเม็นตฺ มีวาระ ๕ ปี  เรื่อง ภาษาไทยกับคำประพันธ์ ซึ่งแสดงความเห็นไว้ว่ารากเหง้าภาษาไทยเราคล้ายคลึงกับจีนมาก เช่นม้า จีนก็ว่าม้า เงิน จีนก็ว่างึน เก้าสิบ จีนว่า เก้าสับ เป็นต้น เรื่อง มติสาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแสดงออกทางการเมืองอย่างสาธารณะ เช่น ทางสมุด เอกสารสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โรงกาแฟ เป็นต้น  และเรื่องสยามพากย์ เกี่ยวกับการสร้างคำในภาษาไทยที่มีการผันเสียง การผสมคำ การเสียงในภาษาไทย  ซึ่งทุกเรื่องล้วนแต่น่าอ่านทั้งสิ้น


 ย้อนรำลึกเหตุการณ์ “พุทธปรินิพพาน" ล่วงผ่านพุทธศาสนกาล ๒๕๖๔ ปี    ++ พระยามารกราบบังคมทูลขอโปรดเสด็จดับขันธ์ ปฐมบทสู่การปรินิพพาน  ในวันเพ็ญเดือนมาฆะ(เดือน ๓) ก่อนพุทธปรินิพพาน ๓ เดือน พระยาวัสวดีมาร มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี กราบทูลขอให้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน ดังปรากฏความในมหาปรินิพพานสูตรว่า “...ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บัดนี้ พรหมจรรย์ของพระผู้มีพระภาคสมบูรณ์แล้ว กว้างขวาง แพร่หลาย รู้กันโดยมาก เป็นปึกแผ่น จนกระทั่งเทวดาและมนุษย์ประกาศได้ดีแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้ เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค ฯ ------------------------------------------------------------------------ ++ พระพุทธเจ้าทรงปลงพระชนมายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี  ครั้งนั้นพระพุทธเจ้าได้ตอบแก่พระยามารว่า  “...ดูกรมารผู้มีบาป ท่านจงมีความขวนขวายน้อยเถิด ความปรินิพพานแห่งตถาคตจักมีไม่ช้า โดยล่วงไปอีกสามเดือนแต่นี้ ตถาคตก็จักปรินิพพาน...ดูกรอานนท์  วันนี้เมื่อกี้นี้ ตถาคตมีสติสัมปชัญญะปลงอายุสังขารแล้ว ที่ปาวาลเจดีย์ ฯ...” และเมื่อทรงปลงพระชนมายุสังขารแล้ว “ ...ได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ และขนพองสยองเกล้าน่าสะพรึงกลัว ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือลั่น...” ----------------------------------------------------------------------- ++  นายจุนทกัมมารบุตร ถวายสุกรมัทวะ   เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จถึงเมืองปาวา นายจุนทกัมมารบุตร นิมนต์พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์รับถวายภัตตาหาร ณ เรือนของตน ครั้งนั้นได้จัดโภชนาหารอันประณีตชื่อว่า “สุกรมัทวะ” ถวายแด่พระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ ในครั้งนั้นพระพุทธเจ้ามีพระดำรัสให้ถวายสุกรมัทวะแด่พระองค์เพียงผู้เดียว ส่วนเหลือเท่าใดให้นำไปฝังเสียทั้งหมด “...พระผู้มีพระภาครับสั่งกะนายจุนทกัมมารบุตรว่า ดูกรนายจุนทะ ท่านจงฝังสุกรมัททวะที่ยังเหลือเสียในหลุม เรายังไม่เห็นบุคคลในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ซึ่งบริโภคสุกรมัททวะนั้นแล้ว จะพึงให้ย่อยไปด้วยดีได้นอกจากตถาคต...” -------------------------------------------------------------------- ++ ทรงประชวรลงพระโลหิต ++ หลังจากเสวยภัตตาหารซึ่งนายจุนทกัมมารบุตรถวายแล้ว ก็ทรงประชวรถึงกับพระบังคล(ขับถ่าย)เป็นเลือด ดังปรากฏความว่า “...ลำดับนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเสวยภัตตาหารของนายจุนทกัมมารบุตรแล้ว ก็เกิดอาพาธอย่างร้ายแรง มีเวทนากล้าเกิดแต่การประชวรลงพระโลหิต ใกล้จะนิพพาน ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคทรงมีพระสติสัมปชัญญะ ทรงอดกลั้นเวทนาเหล่านั้นไว้ มิได้ทรงพรั่นพรึง ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า มาไปกันเถิดอานนท์ เราจักไปยังเมืองกุสินารา...” ------------------------------------------------------------------------ ++ ทรงกระหายน้ำระหว่างทางไปกุสินารา ++ ในระหว่างทางเสด็จไปเมืองกุสินารา พระพุทธเจ้าทรงกระหายน้ำ จึงกล่าวแก่พระอานนท์ว่า “..ดูกรอานนท์ เธอจงช่วยนำน้ำมาให้เรา เราระหาย จักดื่มน้ำ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อกี้นี้ เกวียนประมาณ ๕๐๐ เล่ม ข้ามไปแล้วน้ำนั้นน้อย ถูกล้อเกวียน บดแล้ว ขุ่นมัวไหลไปอยู่ แม่น้ำกกุธานทีนี้อยู่ไม่ไกล มีน้ำใสจืด เย็น ขาว มีท่าราบเรียบ น่ารื่นรมย์ พระผู้มีพระภาคจักทรงดื่มน้ำในแม่น้ำนี้ และจักทรงสรงสนานพระองค์...” พระพุทธเจ้าทรงดำรัสสั่งถึง ๓ ครั้ง พระอานนท์จึงไปตักน้ำมาถวายตามรับสั่ง และเมื่อถึงแม่น้ำก็พบว่าน้ำที่ขุ่นมัวนั้นกลับใสสะอาดอย่างอัศจรรย์ด้วยฤทธานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า  ------------------------------------------------------------------------ ++ ปุกกุสมัลลบุตรถวายผ้าสิงคิวรรณ ++  ระหว่างทางไปเมืองกุสินารา ปุกกุสมัลลบุตรเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และสนทนาธรรมเรื่องบรรพชิตย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมอันสงบ หลังได้ฟังพุทธาธิบายแล้วเกิดความเลื่อมใสปวารณาตนเป็นอุบาสก มีพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ และในกาลนั้นได้น้อมถวาย “ผ้าสิงคิวรรณ” ดังปรากฏความว่า “...ลำดับนั้น ปุกกุสมัลลบุตรสั่งบุรุษคนหนึ่งว่า ดูกรพนายท่านจงช่วยนำคู่ผ้าเนื้อละเอียดมีสีดังทองสิงคี ซึ่งเป็นผ้าทรงของเรามา บุรุษนั้นรับคำปุกกุสมัลลบุตรแล้ว นำคู่ผ้าเนื้อละเอียดมีสีดังทองสิงคี ซึ่งเป็นผ้าทรงของเขามาแล้ว ปุกกุสมัลลบุตร จึงน้อมคู่ผ้าเนื้อละเอียดมีสีดังทองสิงคี ซึ่งเป็นผ้าทรงนั้น เข้าไปถวายแด่พระผู้มีพระภาค…” ----------------------------------------------------------------------- ++ ทรงไสยาสน์ ณ อัมพวัน ริมฝั่งน้ำกกุธานที ++  ก่อนถึงเมืองกุสินารา พระพุทธเจ้าทรงสรงน้ำในแม่น้ำกกุธานที และทรงไสยาสน์ ณ อัมพวัน                  ดังปรากฏความว่า “...ครั้นแล้วเสด็จลงสู่แม่น้ำกกุธานที ทรงสรงแล้ว เสวยแล้ว เสด็จขึ้น เสด็จไปยังอัมพวัน ตรัสเรียกท่านพระจุนทกะมารับสั่งว่า ดูกรจุนทกะ เธอจงช่วยปูผ้าสังฆาฏิซ้อนกันเป็นสี่ชั้นให้เรา เราเหน็ดเหนื่อยนัก จักนอนพัก...”  ------------------------------------------------------------------------ ++ ทรงไสยาสน์ใต้ต้นรังคู่ ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา++  เมื่อออกจากอัมพวันริมฝั่งแม่น้ำกกุธานีแล้ว “...ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จไปยังฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำหิรัญวดี เมืองกุสินารา และสาลวันอันเป็นที่แวะพักแห่งพวกเจ้ามัลละ ครั้นแล้วรับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ เธอจงช่วยตั้งเตียงให้เรา หันศีรษะไปทางทิศอุดร ระหว่างไม้สาละทั้งคู่ เราเหน็ดเหนื่อยแล้ว จักนอน ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว ตั้งเตียงหันพระเศียรไปทางทิศอุดรระหว่างไม้สาละทั้งคู่ พระผู้มีพระภาคทรงสำเร็จสีหไสยาโดยพระปรัสเบื้องขวา ทรงซ้อนพระบาทเหลื่อมพระบาท มีพระสติสัมปชัญญะฯ…” ------------------------------------------------------------------------ ++ ทรงตรัสสังเวชนียสถาน ++  พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “...ดูกรอานนท์ สังเวชนียสถาน ๔ แห่งเหล่านี้ เป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธา...ดูกรอานนท์ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา จักมาด้วยความเชื่อว่าพระตถาคตประสูติในที่นี้ก็ดี พระตถาคตตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้ก็ดี พระตถาคตทรงยังอนุตรธรรมจักรให้เป็นไปในที่นี้ก็ดี พระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในที่นี้ก็ดี ก็ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เที่ยวจาริกไปยังเจดีย์ มีจิตเลื่อมใสแล้ว จักทำกาละลง ชนเหล่านั้นทั้งหมดเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ…” ---------------------------------------------------------------------- ++ พระอานนท์แจ้งข่าวแก่มัลลกษัตริย์ ++   ในครั้งนั้นพระพุทธเจ้ามีพระดำรัสให้พระอานนท์เข้าไปแจ้งข่าวแก่เหล่ามัลลกษัตริย์แห่งเมืองกุสินารา ดังปรากฏความว่า “...จงไปเถิดอานนท์ เธอจงเข้าไปใน เมืองกุสินารา แล้วบอกแก่พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า ดูกรวาสิฏฐะทั้งหลายพระตถาคตจักปรินิพพานในปัจฉิมยามแห่งราตรีในวันนี้ พวกท่านจงรีบออกไปกันเถิดๆ พวกท่านอย่าได้มีความร้อนใจในภายหลังว่า พระตถาคตได้ปรินิพพานในคามเขตของพวกเรา พวกเราไม่ได้เฝ้าพระตถาคตในกาลครั้งสุดท้าย ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปในเมืองกุสินาราลำพังผู้เดียว...”  ------------------------------------------------------------------------ ++ โปรดสุภัทธปริพาชก ++  ครั้งนั้นสุภัททปริพาชก เดินทางมายังสาลวโนทยาน และกล่าวกับพระอานนท์เพื่อขอโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระอานนท์กล่าวว่า “...อย่าเลย สุภัททะ ท่านอย่าเบียดเบียนพระตถาคตเลย พระผู้มีพระภาคทรงลำบากแล้ว แม้ครั้งที่สอง แม้ครั้งที่สาม...” พระผู้มีพระภาคทรงได้ยินถ้อยคำท่านพระอานนท์เจรจากับสุภัททปริพาชก จึงตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า “...อย่าเลยอานนท์ เธออย่าห้ามสุภัททะ สุภัททะจงได้เฝ้าตถาคต สุภัททะจักถามปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งกะเรา จักมุ่งเพื่อความรู้ มิใช่มุ่งความเบียดเบียน อนึ่ง เราอันสุภัททะถามแล้ว จักพยากรณ์ข้อความอันใดแก่สุภัททะนั้น สุภัททะจักรู้ทั่วถึงข้อความนั้นโดยฉับพลันทีเดียวฯ...” และเมื่อได้ฟังธรรมแล้ว “...พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านอานนท์มารับสั่งว่า ดูกรอานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงให้สุภัททปริพาชกบวชเถิด...” นับเป็นพระพุทธสาวกองค์สุดท้ายที่ได้บรรพชาต่อหน้าพระพุทธเจ้า ------------------------------------------------------------------------ ++ ตรัสพระธรรมและวินัยจักเป็นศาสดา ++ “...ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า ดูกรอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ปาพจน์มีพระศาสดาล่วงแล้วพระศาสดาของพวกเราไม่มี ก็ข้อนี้ พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น ธรรมและวินัยอันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา…” ------------------------------------------------------------------------ ++ ปัจฉิมโอวาท ++  “...ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาพวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิดฯ นี้เป็นพระปัจฉิมวาจาของพระตถาคตฯ…” ------------------------------------------------------------------------ ++ พุทธปรินิพพาน ++  เมื่อจะเข้าสู่พระปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงเข้าฌานและสมาบัติไปตามลำดับจนถึงนิโรธสมาบัติ “...แล้วก็กลับเข้ารูปาวจรสมาบัติทั้ง ๔ แลอรูปาวจรสมาบัติทั้ง ๔ โดยอนุโลมแลปฏิโลม กลับไปกลับมาโดยปคุณานุโยคอันรวดเร็วถึง ๒๔ แสนโกฏิสมาบัติ...เมื่อออกจากจตุต์ถฌานในวาระเปนที่สุด ก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานในสมัยกาลระหว่างนั้น ในวันวิศาขบุณมีราตรีปัจจุสสมัย... ขณะนั้นอันว่าปฐวีกัมปนาการก็บังเกิดปรากฎพิฦกพึงกลัวทั่วโลกธาตุทั้งปวง อีกทั้งห้วงมหรรณพก็กำเริบตีฟองคนองคลื่นครืนครั่น นฤนาทสนั่นในมหาสมุทสาคร ทั้งหมู่มัจฉาชาติมังกรผุดดำกระทำให้ศัพท์สำนานนฤโฆษ ครุวณาดุจเสียงปริเทวกถาแซร่ซร้อง โสกาดุรกำสรด ทั้งขุนเขาพระสิเนรุราชบรรพตก็น้อมยอดโอนอ่อน มีอาการปานประหนึ่งว่ายอดหวายอันอัคคีลน อเนกมหัศจรรย์ก็บันดานทั่วเมทนีดลสกลนภากาศ ปางเมื่อพระบรมโลกนารถ เข้าสู่พระปรินิพพาน...” ------------------------------------------------------------------------ ++ สังเวคกถาแห่งท้าวสหัมบดีพรหม++ สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จักต้องทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลก แต่พระตถาคตผู้เป็นศาสดาเช่นนั้น หาบุคคลจะเปรียบเทียบมิได้ในโลก เป็นพระสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระกำลัง ยังเสด็จปรินิพพานฯ ------------------------------------------------------------------------ ++ สังเวคกถาแห่งพระอินทร์++ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา บังเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป               ความเข้าไปสงบสังขารเหล่านั้นเป็นสุขฯ ------------------------------------------------------------------------ ++ สังเวคกถาแห่งพระอนุรุธะ ++ ลมอัสสาสะปัสสาสะของพระมุนีผู้มีพระทัยตั้งมั่น คงที่ ไม่หวั่นไหว ทรงปรารภสันติ ทรงทำกาละ  มิได้มีแล้ว พระองค์มีพระทัยไม่หดหู่ ทรงอดกลั้นเวทนาได้แล้ว ความพ้นแห่งจิตได้มีแล้ว เหมือนดวงประทีปดับไปฉะนั้นฯ ------------------------------------------------------------------------ ++  สังเวคกถาแห่งพระอานนท์ เมื่อพระสัมพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยอาการอันประเสริฐทั้งปวงเสด็จปรินิพพานแล้ว ในครั้งนั้นได้เกิดความอัศจรรย์น่าพึงกลัว และเกิดความขนพองสยองเกล้าฯ -------------------------------------------------------------- เรียบเรียงโดย นาย สารัท ชลอสันติสกุล นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา กราฟฟิค โดย นันธ์ทิกา นิชรานนท์ เจ้าหน้าที่กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา


องค์ความรู้ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน พิราพ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒จัดทำโดย นายปารเมศ อภัยฤทธิรงค์ นักอักษรศาสตร์ปฏิบัติการ กลุ่มภาษาและวรรณกรรม  สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์


          กรมศิลปากร โดยหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช ขอเชิญชมนิทรรศการออนไลน์ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๔ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงกับพระราชกรณียกิจด้านการสาธารณสุขและสังคมสงเคราะห์” ตลอดเดือนสิงหาคม ๒๕๖๔           ผู้สนใจสามารถติดตามชมนิทรรศการ ผ่านช่องทาง Facebook Page : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และที่เว็บไซต์ http://www.finearts.go.th/narama9 ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร


          ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระองค์ทรงสนพระทัยต่อเทคโนโลยีและศิลปวิทยาการสมัยใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่รับอิทธิพลมาจากชาวต่างชาติที่เข้ามาในช่วงเวลานั้น เทคโนโลยีที่น่าสนใจอีกประการในสมัยนั้น คือ ระบบประปา โดยมีหลักฐานว่าระบบการส่งน้ำประปาที่ทันสมัยเกิดจากที่สมเด็จพระนารายณ์โปรดให้วิศวกรชาวฝรั่งเศส เปอร์เซีย และอิตาลี เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างระบบระบายน้ำ มีการวางท่อประปาที่ใช้ท่อดินเผาซึ่งมีลักษณะเป็นท่อวงกลมทรงกระบอก ปลายด้านหนึ่งมีขนาดที่เล็กกว่าปลายอีกด้านหนึ่งเพื่อให้สวมกันเป็นท่อยาวในการลำเลียงน้ำเข้ามาใช้ในพระราชวังหรือสถานที่สำคัญ ดังเช่นหลักฐานที่พบในพระราชวังทั้งในเมืองละโว้และกรุงศรีอยุธยา          โดยเมืองละโว้ หรือลพบุรี พบหลักฐานว่ามีการนำน้ำใช้ในพระราชวังจาก 2 แหล่ง คือ - น้ำจากทะเลชุบศร นำเข้ามาโดยใช้วิธีการต่อท่อผ่านประตูน้ำปากจั่นไหลลงมาสระแก้ว (อยู่ในบริเวณสวนสัตว์ลพบุรี) และต่อมายังอ่างแก้ว จากนั้นมีการวางท่อต่อตรงเข้าสู่เมืองลพบุรี - น้ำจากห้วยซับเหล็ก ซึ่งเป็นน้ำสะอาดเกิดจากแรงธรรมชาติไหลลงมาจากซอกเขาที่อยู่ในระดับสูงน้ำไหลแรงเข้ามาใช้ในเมือง เนื่องจากระยะทางค่อนข้างไกลจึงมีการดำเนินการเป็นสองช่วง ช่วงแรกทำเป็นลำรางชักบังคับน้ำจากลำห้วยซับเหล็กยาวทอดจนมาถึงบริเวณท่าศาลา ช่วงที่สองตั้งแต่ท่าศาลาจนถึงตัวเมืองลพบุรี โดยวิธีการฝังท่อดินเผาลงดิน ระหว่างเส้นทางแนวท่อน้ำเข้าสู่เมืองลพบุรี มีการสร้างท่อ (ปล่อง) ระบายความดันของน้ำไว้เป็นระยะๆ          ระบบประปาเมืองลพบุรีใช้หลักการถ่ายเทน้ำจากที่สูงสู่ที่ต่ำ จากหลักฐานอ่างเก็บน้ำและแนวท่อน้ำพบว่ามีลักษณะสัมพันธ์กับแนวกำแพงและกลุ่มอาคารพระที่นั่งต่างๆ โดยเฉพาะตึกที่ใช้เป็นสถานที่เลี้ยงต้อนรับทูตต่างประเทศในช่วงเวลานั้น           ส่วนกรุงศรีอยุธยาพบมีการกล่าวถึงระบบประปาในพระราชพงศาวดารว่า มีระหัดสำหรับวิดน้ำตั้งอยู่ทางด้านเหนือของพระราชวังริมแม่น้ำลพบุรี จากการขุดแต่งพระราชวังโบราณเมื่อ พ.ศ. 2527 พบแนวท่อน้ำประปาดินเผาจากบริเวณเป็นที่ตั้งของระหัดน้ำ วางทะลุกำแพงเข้ามาในเขตพระราชฐาน โดยระบบประปาใช้หลักการ คือ การยกระดับน้ำขึ้นมาเก็บไว้ยังถังน้ำประปาในที่สูงเพื่อการแจกจ่ายตามท่อน้ำประปาดินเผาไปใช้ในที่ต่างๆ และจากการขุดแต่งทางโบราณคดีพระราชวังโบราณเมื่อ พ.ศ. 2560 พบร่องรอยของระบบประปา บริเวณทางทิศเหนือของพระที่นั่งสุริยาสน์อัมรินทร์ โดยพบเป็นแนวท่อประปาดินเผา 2 แนว สันนิษฐานว่าแนวหนึ่งใช้สำหรับนำน้ำเข้ามาใช้และอีกแนวใช้สำหรับปล่อยน้ำทิ้งเนื่องจากพบร่องรอยที่สันนิษฐานว่าเป็นปล่องระบายความดัน นอกจากนี้บนท่อประปาบางชิ้นยังพบจารึกอักษรไทย ภาษาไทยสมัยอยุธยาตอนปลาย อ่านได้เบื้องต้นความว่า “หามรุก” และ “ยกามํเสั้ายม” จากภาพรวมของหลักฐานสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่า ท่อประปาคงทำขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายในช่วงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช /---------------------------------------------------------------เรียบเรียงโดย นางสาววีณา บุญเชิญ ผู้ช่วยนักโบราณคดี อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา---------------------------------------------------------------








ชื่อเรื่อง                    บทกล่อมเด็กครั้งที่พิมพ์                 -ผู้แต่ง                       -ผู้แต่งเพิ่ม                  -ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือท้องถิ่นISBN/ISSN                 -หมวดหมู่                   ประเพณี ขนมธรรมเนียมเลขหมู่                      398.8 บ123สสถานที่พิมพ์               พระคร  สำนักพิมพ์                 โรงพิมพ์แพร่การช่างปีที่พิมพ์                    2514ลักษณะวัสดุ               19 ซ.ม. 54 หน้า : ไม่มีภาพประกอบหัวเรื่อง                     บทกล่อมเด็ก                                                  ภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก         บทกล่อมเด็ก เป็นเพลงที่แม่ร้องกล่อมลูกหรือปลอบเด็ก แต่ในสมัยใหม่ไม่ค่อยมีคนนิยมหรือสนใจ อันอาจเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและอาชีพการงานทุกวันนี้ ฉะนั้นบทกล่อมเด็กและปลอบเด็กจึงเลือนลางไปจากความทรงจำ


เลขทะเบียน : นพ.บ.176/3ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  28 หน้า ; 4.5 x 57.5 ซ.ม. : ลานดิบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 99 (67-73) ผูก 3 (2565)หัวเรื่อง : สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม(พระอภิธรรมสังคิณี - พระปัฎฐาน)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (ปุคฺคลปญฺญตฺติ-มหาปัฎฐาน)  ชบ.บ.48/1-5  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ปฐมสมฺโพธิ (ปถมสมฺโพธิ)  ชบ.บ.89/1-12  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


เลขทะเบียน : นพ.บ.231/1คห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  32 หน้า ; 5 x 59 ซ.ม. : ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 113 (180-193) ผูก 1ค (2565)หัวเรื่อง : ขีรธารกถา(แทนน้ำนมแม่)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม