ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 53,253 รายการ


ชื่อเรื่อง                                    มหานิปาตวณฺณนา (เวสฺสนฺตรชาตก) ชาตกฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา (หิมพานต์-นครกัณฑ์)สพ.บ.                                       สพ.บ.421/11ขหมวดหมู่                                  พระพุทธศาสนาภาษา                                       บาลี-ไทยอีสานหัวเรื่อง                                     พุทธศาสนา                                                ชาดก                                                เทศน์มหาชาติ ประเภทวัสดุ/มีเดีย                    คัมภีร์ใบลานลักษณะวัดุ                                42 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 58 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก              เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับชาดทึบ-ทองทึบ-ล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


         จารึกอักษรฝักขาม เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง           ในโอกาสเดือนมหามงคล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สิริพระชนมายุครบ ๙๐ พรรษา ทางเพจคลังกลางฯ ขอเสนอจารึกทรงใบเสมาในห้องคลังหิน ไม่มีประวัติระบุแน่ชัด โดยเนื้อหาเป็นการกล่าวเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าพระองค์นั้น ด้วยอักษรฝักขาม ความว่า           “สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ชาติแลประชาชนไทย ด้วยทรงไปบำเพ็ญพระราชกรณียกิจคราเสด็จฯ ตามติดเบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระมหากษัตราธิราชเจ้านวมินทร ได้ทรงยลยินทุกข์สุขปวงประชา จึงทรงพระเมตตาดับทุกข์ ช่วยปลดชีวิตให้สดใสตามนัยวิวิธประสงค์จำนงฉะนี้           ทรงช่วยให้ราษฎรมีอาชีพเสริมเพิ่มเติมรายได้ไม่ขาด ชาวนาชาวไร่สามารถทางหัตถกิจ สิ่งประดิษฐ์ในครัวเรือน           ทรงช่วยคนยากไร้ไข้เจ็บเหมือนพี่น้องปกป้องรักษาพยาบาลจนอาการโรคหายไม่วายอาทร           ทรงช่วยแนะนำพร่ำสอนให้บิดามารดาที่ลูกมาก ยากเข้ารับการศึกษามีวิชาความรู้ พระราชทานทุนแก่ผู้ใฝ่ดี           เพียงสามข้ออ้างนี้เหลือหลาย สมเด็จพระนางเจ้าฯ มุ่งหมายช่วยไทยตลอดกาลนาน ไซร้พิสูจน์ชาวไร่ชาวนาพูดทั่วหล้า อบอุ่นพระคุณปกฟ้า ราษฎรซร้อง สุขเกษม ฯ”           อนึ่ง อักษรฝักขามถือเป็นอักษรที่ใช้กันในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย โดยดัดแปลงไปจากอักษรสุโขทัย และถูกลดบทบาทลงภายหลังอักษรสยามขึ้นไปมีอิทธิพลในช่วงรัชกาลที่ ๕ ทำให้อักษรฝักขามไม่เป็นที่นิยมใช้           แต่อย่างไรก็ดี ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๕ ยังมีการใช้อักษรฝักขามในงานจารึกอยู่บ้าง เช่น จารึกบนฆ้องที่วัดพระธาตุหริภุญไชย จังหวัดลำพูน (พ.ศ. ๒๔๐๓) และจารึกวัดเชตุพน จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๔๕๙) ดังนั้น จารึกหลักนี้จึงเป็นการนำรูปแบบอักษรฝักขามกลับมาใช้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๖           นอกจากนี้ ยังมีความน่าสนใจในส่วนของศักราชที่ระบุอยู่บริเวณส่วนบนของจารึกที่จารข้อความว่า “๑๙๐๑ ศก” ซึ่งหากตีความว่าตัวเลขดังกล่าวหมายถึงปีมหาศักราช เมื่อแปลงเป็นพุทธศักราชแล้วจะตรงกับปีพ.ศ. ๒๕๒๒ แตกต่างไปจากขนบจารึกอักษรฝักขามที่นิยมระบุศักราชด้วยปีจุลศักราช           ภาพที่ ๑ จารึกอักษรฝักขามในห้องคลังหิน คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ภาพที่ ๒ จารึกระบุปีศักราช ๑๙๐๑ ภาพที่ ๓ เนื้อหาในจารึก เน้นข้อความคำว่า “เหมือน” แสดงลักษณะการจาร “หม” ติดกันตามขนบอักษรฝักขาม               เผยแพร่โดย ศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์ / ภาพ-เทคนิคภาพโดย อริย์ธัช นกงาม ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร


          วันพฤหัสบดีที่ ๘ กันยายน ๒๕๖๕ เวลา ๑๐.๐๐ น. นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีเปิดและแถลงข่าวโครงการอนุรักษ์เอกสารโบราณวัดเบญจมบพิตร กิจกรรมสำรวจ อนุรักษ์ ลงทะเบียน จัดเก็บเอกสารโบราณ และกิจกรรมกรมศิลป์ร่วมมือคณะสงฆ์ร่วมใจ อนุรักษ์ สืบสาน อ่านแปล ใบลาน ณ วัดเบญจมบพิตร เขตดุสิต กรุงเทพฯ           อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า เอกสารโบราณเป็นองค์ความรู้ที่บรรพชนได้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ประกอบด้วยเนื้อหาสาระที่หลากหลาย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ ตลอดจนสรรพวิทยาการด้านต่าง ๆ เช่น พงศาวดาร  ตำราเวชศาสตร์ ตำราไสยศาสตร์ ตำราโหราศาสตร์ และวรรณคดี อีกทั้งเป็นเครื่องแสดงอัตลักษณ์ของชุมชนได้เป็นอย่างดี การดูแลรักษาเอกสารโบราณ นอกจากจะต้องใช้ความรู้ ความเข้าใจอย่างถูกต้อง เหมาะสมตามหลักวิชาการแล้ว สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ วัดและองค์กรท้องถิ่น ตลอดจนประชาชน จำเป็นต้องเห็นคุณค่าของเอกสารโบราณ และมีส่วนร่วมในการดูแลรักษา รวมเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป            โครงการอนุรักษ์เอกสารโบราณวัดเบญจมบพิตร เป็นการดำเนินการต่อเนื่องมาจากการดำเนิน การโครงการอนุรักษ์เอกสารโบราณวัดไก่เตี้ย ซึ่งเป็นวัดต้นแบบในการอนุรักษ์ที่เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กร กรมศิลปากรกับคณะสงฆ์ และประชาชน สร้างการรับรู้อย่างเป็นรูปธรรม เกิดภาคีเครือข่ายจิตอาสาภาคประชาชน คณะสงฆ์ตระหนักรู้ และสอดรับนโยบายอนุรักษ์ สืบสาน มรดกภูมิปัญญาของบรรพชนจากรุ่นสู่รุ่น อีกทั้งมีผลโดยตรงต่อการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา เพราะเอกสารโบราณ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนที่เรียกว่าพระไตรปิฎก ดังนั้นองค์กรคณะสงฆ์จึงถือเป็นภาคีเครือข่ายอันดับแรกในการอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติอันสำคัญนี้            การเปิดโครงการอนุรักษ์เอกสารโบราณวัดเบญจมบพิตร จึงเป็นก้าวต่อไปที่มั่นคงยิ่งขึ้นอันเกิดจากต้นแบบวัดไก่เตี้ยที่สามารถสร้างการรับรู้และเกิดภาคีเครือข่ายหลากหลายองค์กรดังที่กล่าวแล้ว และสิ่งที่คาดว่าจะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้           ๑. การทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงเอกสารโบราณได้อย่างง่ายและใช้เอกสารโบราณอย่างถูกวิธี อันเกิดจากการจัดระบบตามหลักวิชาการ และอาจให้บริการในแหล่งเอกสารโบราณได้โดยตรง เนื่องจากวัดเบญจมบพิตรมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระวิหารสมเด็จ ส.ผ.(เสาวภา ผ่องศรี) และมีศักยภาพในการเป็นคลังปัญญาของผู้คน อันเป็นการสนองพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชทานนามพระวิหารสมเด็จฯ ไว้แต่แรกว่า “หอพุทธสาสนสังคหะ”           ๒. คาดว่า มีคัมภีร์ใบลานฉบับหลวงที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ ชนชั้นสูงในราชสำนักที่เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ซึ่งนิยมการสร้างคัมภีร์ถวายไว้ในพระพุทธศาสนา ถือเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาและปรารถนาพระนิพพานในอนาคตกาล ตามคติความเชื่อของผู้คนในยุคสมัย           ๓. เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ชาติไทยจากเอกสารหลักฐานชั้นต้นได้อย่างตรงไปตรงมา และชัดเจนโดยลายลักษณ์อักษร โดยเฉพาะคัมภีร์ใบลานเป็นหลักฐานที่จารสืบต่อกันมา ถึงจะมีความคลาดเคลื่อนโดยกาลเวลา แต่เนื้อหามิได้เปลี่ยนแปลง เป็นที่คาดหวังว่าคัมภีร์ใบลานวัดเบญจมบพิตรจะเป็นคัมภีร์ที่ตกทอดมาอย่างสมบูรณ์ มีการชำรุดเสียหายเป็นส่วนน้อย เนื่องจากมีพระวิหารเป็นที่เก็บรักษาและได้รับการดูแลอยู่เนืองๆ            ๔. จากการประเมินคาดว่ามีปริมาณคัมภีร์ใบลานอยู่ในพระวิหารสมเด็จ ส.ผ.(เสาวภา ผ่องศรี) ไม่ต่ำกว่า ๓๒๐ มัด มีตู้พระธรรมอยู่ ๒๙ ตู้ ส่วนที่ใส่คัมภีร์ใบลานไว้ในตู้พระธรรมมีประมาณ ๙ ตู้  ข้อมูลดังกล่าว อาจประเมินการดำเนินงานได้ว่า ปริมาณคัมภีร์ใบลานวัดเบญจมบพิตรมีมากกว่าคัมภีร์ฯ วัดไก่เตี้ย ถึง ๘ เท่า ถ้าเทียบการทำงานวัดไก่เตี้ยแล้วเสร็จ ใช้เวลา ๙ วัน ดังนั้นวัดเบญจมบพิตรจะใช้เวลาในการทำงาน คำนวณแบบคณิตศาสตร์ ต้องใช้เวลาถึง ๗๒ วัน จึงแล้วเสร็จ โดยมีกำลังพลในการทำงานเท่ากัน ทั้งนี้ยังไม่รวมอุปสรรคปัญหาหน้างาน และปัจจัยภายนอกอีกด้วย           ๕. ท้ายที่สุดสร้างการรับรู้ให้ผู้คนอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ประชาชนให้ความสนใจ และมาใช้ประโยชน์จากการศึกษาค้นคว้า ต่อยอด องค์ความรู้ในเอกสารโบราณ ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด คือต้องการดูต้องได้ดู ต้องการใช้ต้องได้ใช้ เพื่อความสุขใจของทุกๆ คน           การดำเนินโครงการอนุรักษ์เอกสารโบราณวัดเบญจมบพิตร โดยกลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ระหว่างวันที่ ๘ – ๑๕ กันยายน ๒๕๖๕ ประกอบด้วย การแนะนำ สาธิตการอนุรักษ์ใบลานเบื้องต้น การอนุรักษ์ทำความสะอาดใบลาน อ่านปกใบลาน ตามหาชื่อเรื่อง ศึกษาฉบับใบลานสืบสานพวกพ้อง เปลี่ยนสายสนอง และการห่อผ้าคัมภีร์ใบลาน ซึ่งการดำเนินโครงการนอกจากจะสามารถสร้างการรับรู้และเกิดภาคีเครือข่ายหลากหลายองค์กรแล้ว ยังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากพระวิหารสมเด็จ ส.ผ. (เสาวภา ผ่องศรี) วัดเบญจมบพิตร เป็นคลังปัญญาที่เก็บคัมภีร์ใบลานและตู้พระธรรมจำนวนมาก โครงการดังกล่าวจะทำให้ประชาชนเข้าถึงเอกสารโบราณได้ง่ายและใช้เอกสารโบราณอย่างถูกวิธี อันเกิดจากการจัดระบบตามหลักวิชาการ สร้างการรับรู้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ประชาชนให้ความสนใจ และมาใช้ประโยชน์จากการศึกษาค้นคว้าต่อยอดองค์ความรู้ในเอกสารโบราณได้เป็นอย่างดี


          กรมศิลปากร กำหนดถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ณ วัดชุมพลนิกายาราม ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในวันเสาร์ที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ เวลา ๑๐.๐๐ น. และขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคปัจจัยโดยเสด็จพระราชกุศลได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป                                                        ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินให้กรมศิลปากร ตามที่ขอพระราชทานไปทอดถวายที่ชุมนุมสงฆ์  ณ วัดชุมพลนิกายาราม ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในวันเสาร์ที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ เวลา ๑๐.๐๐ น. โดยจะมีพิธีสมโภชองค์กฐิน ในวันศุกร์ที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ เวลา ๑๘.๐๐ น. และการแสดงโขน เรื่อง “รามเกียรติ์ ตอนศึก โรมคัลทศกัณฐ์พ่าย” ในเวลา ๑๙.๐๐ น. ณ โรงเรียนวัดชุมพลนิกายาราม           กรมศิลปากร ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคทรัพย์ หรือสิ่งของ โดยเสด็จพระราชกุศลในการ ถวายผ้าพระกฐินพระราชทานกรมศิลปากร ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ได้ที่  กลุ่มคลังและพัสดุ  สำนักบริหารกลาง  กรมศิลปากร  (ชั้น ๓)  เลขที่ ๘๑ /๑  ถนนศรีอยุธยา แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพฯ หรือโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารออมสิน สาขาหน้าพระลาน เลขที่บัญชี ๐ ๕ ๐ ๕ ๗ ๐ ๓ ๔ ๕ ๕ ๙ ๐ ชื่อบัญชี  การกุศลกรมศิลปากร ประเภทเงินฝากออมทรัพย์  ทั้งนี้ กรมศิลปากรจะได้รวบรวมนำเข้าสมทบถวายบำรุงพระอารามหลวงวัดชุมพลนิกายาราม ต่อไป สอบถามเพิ่มเติมโทร. ๐ ๒๑๖๔ ๒๕๐๑ ต่อ ๓๐๕๕ , ๓๐๖๓           วัดชุมพลนิกายาราม เดิมชื่อว่าวัดชุมพล สันนิษฐานว่าสร้างใน พ.ศ. ๒๑๗๕  สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา ในบริเวณนิวาสสถานเดิมของพระบรมราชชนนี เพื่อเป็นพระอารามสำหรับพระราชวังบางปะอิน ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงผาติกรรมพระนารายณ์ราชนิเวศน์ พร้อมกับปฏิสังขรณ์วัดเสนาสนาราม วัดกวิศราราม และวัดชุมพล พร้อมทั้งพระราชทานนามพระอารามเสียใหม่ว่า  “วัดชุมพลนิกายาราม” และอัญเชิญพระราชสัญลักษณ์ประจำพระองค์ประดิษฐาน ณ หน้าบันพระอุโบสถ หน้าบันวิหาร และเบื้องหลังพระประธานในพระอุโบสถ  ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดระเบียบพระอารามหลวงเสียใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ วัดชุมพลนิกายารามถูกจัดเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดชุมพลนิกายารามเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๗๘  และได้กำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน วัดชุมพลนิกายารามและสะพานข้ามคลองบ้านเลน จำนวน ๒๐ไร่ ๒ งาน ๙๑ ตารางวา เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๗


ชื่อเรื่อง                               สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม(สงฺคิณี-มหาปัฏฐาน) สพ.บ.                                  อย.บ.4/7ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           42 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 57 ซม.หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                           ชาดก             บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๕ วันปิยมหาราชน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหรือสมเด็จพระปิยมหาราช (รัชกาลที่ ๕).พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ เสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือครั้งแรกอย่างเป็นทางการเมื่อรัตนโกสินทรศก ๑๒๐ พุทธศักราช ๒๔๔๔ เพื่อทรงตรวจราชการทอดพระเนตรสภาพบ้านเมือง และพระราชทานพระแสงศัสตราประจำเมือง เพื่อใช้ในการพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาประจำปี เสด็จโดยเรือพระที่นั่งจากพระราชวังบางปะอินล่องตามลำน้ำเจ้าพระยาต่อด้วยลำน้ำน่าน แวะประทับและปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามหัวเมืองรายทางสองฝั่งลำน้ำอันได้แก่ เมืองอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี สรรพยา สรรคบุรี ชัยนาท มโนรมย์ อุทัยธานี พยุหคีรี นครสวรรค์ บางมูลนาค บ้านขะมัง พิจิตร พิษณุโลก พิชัย ตรอนตรีสินธุ์ อุตรดิตถ์ สุดทางเสด็จที่เมืองฝาง แล้วเสด็จกลับโดยเรือพระที่นั่งตามเส้นทางเดิมจนถึงพระราชวังบางปะอิน.ระหว่างประทับหัวเมืองต่าง ๆ ได้มีพระราชหัตถเลขาพระราชทานแก่ที่ประชุมผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร ความในพระราชหัตถเลขาบอกเล่าถึงพระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติและเส้นทางการเสด็จในสถานที่ต่าง ๆ วิถีชีวิตของราษฎร และพระบรมราชวินิจฉัยในเรื่องต่าง ๆ ความตอนหนึ่งในพระราชหัตถเลขา กล่าวว่า.(ฉบับที่ ๑๗) เมืองอุตรดิฐ วันที่ ๒๓ ตุลาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๐ “...คั่น ได้มาถึงพลับพลาเมืองอุตรดิฐเวลาบ่าย ๑ โมงเศษ เจ้านครน่าน๒ซึ่งลงมาโดยทางเรือ เจ้านครลำปาง๓ เจ้านครเมืองแพร่๔ซึ่งมาทางบก แลข้าราชการหัวเมืองคอยรับอยู่ที่ตพานน้ำ พลับพลานี้ตั้งอยู่ที่ใต้วัดเตาหม้อริมทางที่จะขึ้นพระแท่น ปลูกบนฝั่งซึ่งมีต้นไม้ร่มรื่นล้วนแต่ไม้ผล ต้นส้มโอใหญ่ซึ่งกำลังมีลูกติด ต้นลำไยแลมะม่วงเปนต้น พื้นดินทำเปนถนนสวนสนุก ที่พลับพลาก็ทำเปนที่สบายตกแต่งพร้อมด้วยเครื่องประดับต่าง ๆ มีรูปภาพซึ่งทำด้วยกล้วยไม้แลเห็ดตะไคร่น้ำหญ้า เปนรูปแผนที่แลรูปพระต่าง ๆ พอดูได้ช่างคิดดี เจ้านายเมืองข้างเหนือได้นำบุตรหลานมาหา บัวไหลภรรยาเจ้าเมืองแพร่ได้นำแพรปักดิ้นสำหรับคลุมพระราชยาน แลผ้าสำหรับคลุมพระแท่นศิลาอาศน์ ซึ่งเขาได้วัดไปเย็บไว้แต่เมื่อลงไปกรุงเทพ ฯ ครั้งก่อน เพื่อจะคอยให้เวลาที่จะขึ้นมานมัสการพระแท่นซึ่งได้กำหนดไว้แล้ว ๆ ได้ถ่ายรูปพร้อมพระบรมวงษานุวงษ์ ข้าราชการทั้งในกรุงแลหัวเมือง พวกจีนที่ท่าอิฐแห่เครื่องบูชาอันตกแต่งด้วยกิมฮวยแลธูปเทียนเปนอันมากมาให้ ครั้นเวลาบ่าย ๕ โมง ได้ลงเรือเล็กขึ้นไปตามลำน้ำ ซึ่งเรือลูกค้าจอดเรียงรายขึ้นไปเกือบ ๒๐๐ ลำ จนสุดหัวหาดข้างเหนือ แล้วขึ้นตพานอันใช้ไม้ขอนสักเปนทุ่นรับขึ้นไปจนถึงหาด ตั้งแต่ต้นตพานนั้น พวกจีนเรี่ยรายกันดาดปรำตลอดถนนตลาดยาว ๓๐ เส้น ใช้เสา ๓ แถวกว้างใหญ่เต็มถนน ในตลาดนั้นมีเรือนแถวฝากระดาน ๒ ชั้น แต่ใหญ่ ๆ กว่าที่กรุงเทพฯ ที่แล้วก็มาก ที่ยังทำอยู่ก็มี เปนร้านขายของอย่างครึกครื้น ที่เปนบ้านเรือนแลห้างก็มีบ้าง เขาว่าตลาดบกที่นี่ดีกว่าที่ปากน้ำโพซึ่งฉันยังไม่ได้เห็น แต่ตลาดเรือนั้น ที่นี่สู้ปากน้ำโพไม่ได้ การซึ่งตลาดติดได้ใหญ่โต เพราะพวกเมืองแพร่มาลงที่ท่าเสาเหนือท่าอิฐขึ้นไปคุ้งหนึ่ง พวกเมืองน่านลงมาทางลำน้ำ พวกข้างเหนือแลตวันออกลงข้างฟากตวันออก แต่มาประชุมกันค้าขายแลกเปลี่ยนอยู่ที่หาดนั้น แต่ก่อนมาสินค้าข้างล่างขึ้นมายังไม่สดวกดังเช่นทุกวันนี้ แต่บัดนี้พวกลูกค้ารับช่วงกันเปนตอนๆ พวกที่นี่ลงไปเพียงปากน้ำโพ พวกปากน้ำโพรับสินค้าจากกรุงเทพ ฯ เปนการสดวกดีขึ้น เมื่อเดินไปสุดตลาดแล้วลงเรือกลับมาพลับพลา เวลาค่ำแต่งประทีปสว่างทั่วไปตามฝั่งน้ำแลถนน ได้มีการเลี้ยงเจ้านายแลข้าราชการทั้งในกรุงแลหัวเมืองที่พลับพลา...”.ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานสัญญาบัตรและเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่ข้าราชการและเจ้าผู้ครองนครต่างๆ ด้วย.วันที่ ๒๓ ตุลาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๐ (พ.ศ.๒๔๔๔) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประทับพลับพลาที่ประทับแรมเมืองอุตรดิตถ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่ข้าราชการ คือช้างเผือกชั้นที่ ๒ จุลวราภรณ์ เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้านครเมืองน่าน (เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นที่ ๒ ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก ท.ช. (จุลวราภรณ์))วันที่ ๒๕ ตุลาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๐ ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้านครเมืองน่าน (เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้น ทุติยจุลจอมเกล้า ท.จ.).ภาพถ่ายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฉายพระรูปร่วมกับพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการและเจ้าเมืองประเทศราช เจ้าเมืองล้านนาที่มาเฝ้ารับเสด็จ ณ พลับพลาที่ประทับเมืองอุตรดิตถ์ หน้าพลับพลารับเสด็จหน้าวัดวังเตาหม้อ (วัดท่าถนน) พ.ศ. ๒๔๔๔ เมื่อคราวเสด็จมณฑลฝ่ายเหนือ โดยแถวหน้านับจากซ้าย-ขวา คนที่ ๕ คือ เจ้าพิริยเทพวงศ์ เจ้าผู้ครองนครแพร่คนที่ ๖ คือ เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปางคนที่ ๗ คือ พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน เมื่อครั้งเป็นเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชคนที่ ๘ คือ สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมาคนที่ ๙ คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ คนที่ ๑๐ คือ สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดชคนที่ ๑๑ คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ.เอกสารอ้างอิงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. พระราชหัตถเลขาคราวเสด็จมณฑลฝ่ายเหนือ ในรัชกาลที่ ๕. กรมศิลปากร : พระนคร. ๒๕๐๘. เข้าถึงได้โดย https://www.finearts.go.th/nakhonsithammaratlibrary/view/20146-พระราชหัตถเลขาคราวเสด็จมณฑลฝ่ายเหนือ-ในรัชกาลที่-5?fbclid=IwAR0M7HhbFRgghWJIx4ICjK3PNl75d2abptShtkH6dW2kEC3SIV55mS-bVgkราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๑ หน้า ๖๑๙ วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๑๒๐ เข้าถึงได้โดย http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2444/032/618.PDFสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ตามรอยเสด็จประพาสเมืองอุตรดิตถ์ จากพระราชหัตถเลขาคราวเสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือครั้งแรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. เข้าถึงได้โดย https://www.facebook.com/NationalArchivesofThailand/posts/pfbid02Qn8z5boRWiqbDXTRFJVYWBJXrH6eeqFptYs5aGyL1gxk8UbGzzUPJ5MgDsPV5EhLlhttps://commons.wikimedia.org/.../File:King_chula_Utt...


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           49/2ประเภทวัดุ/มีเดีย                       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                              98 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 57 ซม.หัวเรื่อง                                        พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนสุตฺต (ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนสูตร) ชบ.บ 114/1ก เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 159/4เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)


          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป จัดอบรมศิลปะในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน ให้แก่เด็กและเยาวชน ตลอดจนประชาชนผู้สนใจ ใน 3 ทักษะ ได้แก่ การวาดการ์ตูน วาดสีน้ำ และวาดเส้น ระหว่างวันที่ 19 – 30 เมษายน 2566 วันพุธ – อาทิตย์ (หยุดวันจันทร์ – อังคาร) โดยจัดอบรม 3 หลักสูตร  ได้แก่ 1. การวาดการ์ตูน เรียนพื้นฐานการวาดการ์ตูน โดยฝึกการสังเกต และนำเอาลักษณะเด่นของสิ่งต่างๆ มาถ่ายทอดลงในผลงานศิลปะสร้างสรรค์ เพื่อเสริมสร้างและต่อยอดจินตนาการ ป.1 – ป.3 (รอบเช้า) เวลา 9.00 – 12.00 น. ครูอุ๋ง สุธีรา รุ่งเรืองเสาวภาคย์ ครูจิว ดินหิน รักพงษ์อโศก (รอบบ่าย) เวลา 13.00 – 16.00 น. ครูกอล์ฟ สุทธาสินีย์ สุวุฒโฑ ป.4 – ป.6 (รอบเช้า) เวลา 9.00 - 12.00 น. ครูลี่ ศันสนีย์ รุ่งเรืองสาคร (รอบบ่าย) เวลา 13.00 – 16.00 น. ครูเบศร์ ภูเบศร์ สินอำพล   2. การวาดสีน้ำ เรียนพื้นฐานการวาดภาพสีน้ำ ตั้งแต่การผสมสี การวางโครงร่างของภาพ โดยสอดแทรกการลงสีด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น การระบายสีเปียกบนเปียก เปียกบนแห้ง และการระบายเคลือบ ป.4 – ป.6 (รอบบ่าย) เวลา 13.00 – 16.00 น. ครูเล็ก ณรงค์เดช ศุขสายชล ม.1 ขึ้นไป – บุคคลทั่วไป (รอบบ่าย) เวลา 13.00 – 16.00 น. ครูเก๋ พัชรินทร์ อนวัชประยูร   3. การวาดเส้น พื้นฐานการวาดภาพลายเส้นแบบต่างๆ การวาดเส้นจากหุ่นนิ่ง การให้น้ำหนักและแสงเงา ม.1 ขึ้นไป – บุคคลทั่วไป (รอบเช้า) เวลา 9.00 - 12.00 น. ครูบี อัจจิมา เจริญจิตร ตนานนท์           เปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ - 31 มีนาคม 2566 (การรับสมัคร สมัครและชำระค่าลงทะเบียนได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพมหานคร ** ไม่รับโอนเงิน ไม่รับสมัคร หรือรับจองทางออนไลน์ใดๆ ทั้งสิ้น **) เอกสารที่ใช้ในการสมัคร 1. รูปถ่าย 1 นิ้ว จำนวน 1 ใบ 2. สำเนาทะเบียนบ้าน หรือสำเนาบัตรประชาชนของผู้เข้ารับการอบรม 3. ค่าลงทะเบียนคนละ 1,700 บาท ต่อคอร์ส (รวมอุปกรณ์ที่ใช้ในการอบรมแล้ว)             สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ฝ่ายวิชาการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพมหานคร โทร. 085 205 9740 หรือที่ Facebook: The National Gallery Thailand


ชื่อผู้แต่ง          วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ชื่อเรื่อง           วิศวกรรมสาร ( ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๕  ตุลาคม ๒๕๑๙) ครั้งที่พิมพ์       - สถานที่พิมพ์     กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์       วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่พิมพ์          ๒๕๑๙ จำนวนหน้า      ๕๖   หน้า รายละเอียด                     จัดพิมพ์ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ทางวิชาการในด้านวิศวกรรมศาสตร์ เป็นสื่อกลางในการแสดงความคิดเห็น และเผยแพร่ข่าวสารทางวิศวกรรมศาสตร์ เนื้อหาประกอบด้วย บทบรรณาธิการ ความแตกต่างของตัวอักษรไทย เป็นต้น พร้อมภาพประกอบ


เลขวัตถุ ชื่อวัตถุ ขนาด (ซม.) ชนิด สมัยหรือฝีมือช่าง ประวัติการได้มา ภาพวัตถุจัดแสดง 44/2553 (20/2549) หินลับ เนื้อสีขาว ลักษณะแบน ขัดผิว 4 ด้าน ด้านหนึ่งมีลักษณะเหมือนบ่า ย.10.6 ก.6.2 หนา 3.1 หิน สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย อายุราว 2,500-2,000 ปีมาแล้ว   ได้จากบ้านเขาเพิ่ม อำเภอบ้านนา จ.นครนายก เมื่อประมาณ พ.ศ. 2539


เลขทะเบียน : นพ.บ.426/6ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 18 หน้า ; 4 x 59 ซ.ม. : ล่องชาด-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 153  (109-119) ผูก 6 (2566)หัวเรื่อง : พระธัมสังคิณี--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.570/2                             ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 54 หน้า ; 4.5 x 54 ซ.ม. : ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 186  (347-356) ผูก 2 (2566)หัวเรื่อง : ลำปาฏิโมกข์--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


black ribbon.