ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,635 รายการ
องค์ความรู้จากสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่เรื่อง ร่องรอยสุโขทัยในล้านนาจากหลักฐานทางโบราณคดีเรียบเรียงโดย นายสายกลาง จินดาสุ นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่--------------------------------- การนำเสนอข้อมูลครั้งนี้ผู้เขียนต้องขอออกตัวก่อนว่าเนื้อหาอาจจะยาวกว่าทุกครั้งที่เคยเรียบเรียง เนื่องจากเป็นการประมวลข้อมูลเพื่อให้เห็นทั้งภาพกว้างและรายละเอียด ซึ่งครั้งนี้มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมค่อนข้างมาก รวมถึงมีศัพท์เฉพาะทางประวัติศาสตร์ศิลปะตลอดทั้งเนื้อหา ผู้เขียนจึงอยากให้ผู้อ่านค่อยๆทำความเข้าใจและดูภาพประกอบตาม คิดว่าสิ่งที่ผู้เขียนนำมาบอกเล่าในวันนี้คงไม่ยากเกินที่ผู้อ่านทุกท่านจะทำความเข้าใจได้แน่นอน และเรื่องราวที่จะนำเสนอในวันนี้ คือ “ร่องรอยสุโขทัยในล้านนาจากหลักฐานทางโบราณคดี” สุโขทัยและล้านนา คือ สองอาณาจักรยิ่งใหญ่ ที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงและสถาปนาขึ้นในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน สุโขทัยสถาปนาขึ้นก่อนในปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ส่วนล้านนาสถาปนาต่อมาในต้นพุทธศตวรรษที่ 19 ทั้งสองอาณาจักรมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันทั้งในแบบมิตรภาพช่วยเหลือและเป็นคู่แข่งทางการเมืองตามวิถีการก้าวสู่ความเป็นหนึ่ง สิ่งที่เป็นผลพวงตามมาหลงเหลือเป็นหลักฐานทางโบราณคดีจวบจนปัจจุบันสะท้อนออกมาในรูปแบบผังเมือง สถาปัตยกรรม ศิลปกรรม ฯ ครั้งนี้เราจะมาลองคลี่ร่องรอยหลักฐานและแนวคิดของสุโขทัย ที่ทิ้งไว้ในพื้นที่ล้านนา ว่ามีอะไร และปรากฏที่ใดบ้าง ก่อนอื่นถ้าลองลิสต์เรื่องราวที่ปรากฏในเอกสารประวัติศาสตร์ของล้านนามาคร่าวๆ เราพอจะเห็นกรอบความสัมพันธ์ว่าล้านนากับสุโขทัยสัมพันธ์ในเรื่องใด ห้วงเวลาใด ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ กล่าวถึงการสร้างเมืองเชียงใหม่ของพญามังรายว่าได้เชิญพญางำเมืองกับพญาร่วง(พ่อขุนรามคำแหง) มาให้คำปรึกษาในการสร้างเมือง ตำนานมูลศาสนา กล่าวถึง พญากือนาอาราธนาพระสุมนเถระจากสุโขทัยมาจำพรรษาที่เชียงใหม่เพื่อเผยแพร่พุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ กล่าวถึงท้าวยี่กุมกามพาพระยาไสลือไทเข้ามาตีเอาเมืองเชียงใหม่จากพญาสามฝั่งแกน แต่ไม่สำเร็จ ส่วนหลักฐานเชิงประจักษ์ อะไรคืออัตลักษณ์แห่งสุโขทัยที่เป็นสิ่งบ่งชี้ว่า ความเป็นสุโขทัยได้มาตั้งมั่นอยู่ในที่ต่างๆของล้านนาแล้ว เท่าที่ผู้เขียนพอจะวิเคราะห์ได้ อัตลักษณ์ความเป็นสุโขทัยที่เด่นชัดในสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม ประกอบด้วยสิ่งดังนี้1.เจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์2.บัวถลา (องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมเจดีย์)3.เจดีย์ช้างล้อม4.มณฑป5.การขุดคูน้ำล้อมรอบศาสนสถานนอกจากนั้นยังมีหลักฐานสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยมีการพูดถึงมากนักที่น่าจะเป็นอิทธิพลแนวคิดของสุโขทัยที่ปรากฏในล้านนา คือ รูปแบบผังเมืองที่เมืองที่เชียงใหม่อาจได้รับอิทธิพลการวางผังเมืองและระบบน้ำจากสุโขทัย จากการเปรียบเทียบผังเมืองเชียงใหม่และสุโขทัย พบว่ามีความคล้ายคลึงกันอย่างมีนัยยะทั้งในเรื่องรูปแบบ แผนผังและขนาด โดยพบว่าผังเมืองเป็นรูปเกือบสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยทิศตะวันตกของเมืองเป็นภูเขา มีการชักน้ำจากเขาด้านตะวันตกมาสัมพันธ์กับเมือง เมืองสุโขทัยมีการวางระบบชลประทานด้วยการสร้างคันดินกั้นระหว่างเขาเกิดเป็นเขื่อนดินเก็บกักน้ำที่เรียกกันว่า สรีดภงส์ น้ำจากสรีดภงส์ไหลเข้าสู่คูเมืองสุโขทัยบริเวณมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนเมืองเชียงใหม่นั้นชักน้ำจากดอยสุเทพผ่านห้วยแก้วมาเข้าคูเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือคือแจ่งหัวลิน ทั้งสองเมืองมีสระน้ำขนาดใหญ่ที่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ สุโขทัยมีบารายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ เป็นทำนบ 3 ด้าน ระบบชลประทานเหล่านี้ของสุโขทัยน่าจะมีมาแล้วตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ 19 ดังปรากฏคำจารึกจากศิลาจารึกหลักที่ ๑ (พ.ศ.1835) ว่า “เบื้องตะวันออกเมืองสุโขทัยนี้มีพิหาร มีปู่ครู มีทะเลหลวง...เบื้องหัวนอนเมืองสุโขทัยนี้ มีกุฏี พิหาร ปู่ครูอยู่ มี สรีดภงส์...” ถ้าดูในส่วนของเมืองเชียงใหม่จะพบว่าแผนที่โบราณนครเชียงใหม่ พ.ศ.2436 แสดงตำแหน่งสระขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “หนองบัว” ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือนอกเมือง สอดคล้องกับเนื้อความในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ที่กล่าวถึงชัยมงคลข้อหนึ่งในการสร้างเมืองที่เป็นหนองน้ำใหญ่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง ด้านขนาดพบว่าทั้งสองเมืองมีขนาดใกล้เคียงกัน โดยเมืองเชียงใหม่มีขนาดกว้างด้านละประมาณ 1,600 เมตร ส่วนเมืองสุโขทัย กว้าง 1,400 เมตร ยาว 1,810 เมตร เมื่อเทียบเวลาการครองราชย์และช่วงเวลาสร้างเมืองพบว่าพญาร่วงครองราชย์ปี 1822 โดยเวลานั้นมีการย้ายเมืองจากบริเวณวัดพระพายหลวงมาเป็นเมืองสุโขทัยที่มีผังเมืองเป็นรูปเกือบสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาดใหญ่นี้แล้ว โดยเมืองเชียงใหม่ถูกการสถาปนาขึ้นให้หลังไปอีกเล็กน้อยในปี 1839 ทำให้สันนิษฐานได้ว่าเมืองเชียงใหม่อาจได้รับรูปแบบการวางผังเมืองจากสุโขทัย (ในประเด็นนี้ได้มีการเสนอแนวคิดใหม่ในปัจจุบันว่า อาจมีความเป็นไปได้เช่นกันที่ผังเมืองเชียงใหม่จะได้รับอิทธิพลจากทางพม่าหรือจีนด้วยอีกทาง) มาสู่เรื่องหลักฐาน รูปแบบ องค์ประกอบเจดีย์ของสุโขทัย ที่ปรากฏตามที่ต่างๆของล้านนา อัตลักษณ์แรกของสุโขทัยที่จะหยิบยกมากล่าว คือ “เจดีย์แบบพุ่มข้าวบิณฑ์” ที่ถือเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุด เพราะไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร ชนิดที่ว่าไปอยู่ที่ไหน เหมือนมีเสียงตามสายประกาศว่า สุโขทัยมาแล้วจ้า ในล้านนาพบเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ทั้งหมด 4 องค์ คือ เจดีย์ธาตุกลาง ซึ่งเป็นวัดร้างนอกประตูเมืองเชียงใหม่ทิศใต้ เจดีย์วัดพระเจ้าดำ เจดีย์ประจำมุมของวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ และเจดีย์วัดสวนตาล จังหวัดน่าน ปัจจุบันปรากฏสภาพหลงเหลือเพียง 2 องค์ คือ เจดีย์ธาตุกลาง และเจดีย์วัดพระเจ้าดำ เจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ คืองานรังสรรค์ออกแบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของสุโขทัย เพราะเป็นการนำของเก่า คือ องค์ประกอบของปราสาทขอม ล้านนา ผสมผสานเข้ากับการออกแบบใหม่ การนำฐานบัวลูกแก้วอกไก่แบบล้านนา ต่อด้วยฐานบัวลูกฟักแบบขอม เหนือขึ้นไปเป็นเรือนธาตุแบบขอมที่บีบให้สูงเพรียวประดับด้วยกลีบขนุนที่มุม คือการนำอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิมประยุกต์และผนวกเข้ากับส่วนยอดที่เป็นองค์ระฆังแบบดอกบัวตูมซึ่งเป็นการออกแบบใหม่ ทำให้เกิดเป็นเจดีย์รูปแบบใหม่ต่างจากเจดีย์ทุกแบบที่มีในโลก ทั้งนี้เจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ในล้านนาที่มีความเหมือนกับต้นแบบในเมืองสุโขทัยมากที่สุด คือ เจดีย์วัดพระเจ้าดำ โดยมีสัดส่วนและระเบียบเหมือนกับที่มีในสุโขทัย ประกอบกับการพบกำแพงแก้วล้อมรอบวัดเป็นลักษณะเสาระเนียด แบบเดียวกันกับที่ปรากฏที่เมืองศรีสัชนาลัยที่วัดช้างล้อม ต่างเพียงเสาระเนียดของวัดช้างล้อมสร้างด้วยศิลาแลง แต่วัดพระเจ้าดำสร้างด้วยอิฐหน้าวัวก่อเรียงขึ้นรูปเป็นเสากลม จึงกล่าวได้ว่าวัดแห่งนี้มีความเป็นสุโขทัยอย่างแท้จริง ในส่วนเจดีย์วัดธาตุกลางนั้น มีลักษณะที่กลายไปจากต้นแบบพอสมควร คือ เหนือเรือนธาตุเป็นองค์ระฆังแทนที่จะเป็นลักษณะดอกบัวตูมตามแบบเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ และเหนือองค์ระฆังมีบัลลังค์ในผังกลม ซึ่งตามระเบียบเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ไม่มีองค์ประกอบดังกล่าวนี้ ส่วนเจดีย์อีกสององค์ที่ไม่ปรากฏสภาพในปัจจุบันแต่ทราบได้จากภาพถ่ายเก่าคือเจดีย์วัดสวนตาล จังหวัดน่าน และเจดีย์ประจำมุมวัดสวนดอก ซึ่งถูกก่อครอบในสมัยครูบาเจ้าศรีวิชัย ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 25 เมื่อพิจารณาถึงอายุสมัยและเนื้อหาประวัติศาสตร์พบว่า เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์น่าจะมีมาแล้วตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนรัชสมัยพระเจ้าลิไท ของสุโขทัย เนื่องจากปรากฏข้อความในจารึกเขาสุมนกูฎ ที่ระบุว่าพระยาลิไทเสด็จไปปิดทองพระมหาธาตุเมืองพิษณุโลก ในปี พ.ศ.1912 แสดงให้เห็นว่าเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์น่าจะมีมาก่อนต้นพุทธศตวรรษที่ 20 และได้กลายเป็นรูปแบบหลักของเจดีย์ประธานช่วงสมัยพระเจ้าลิไท ในพุทธศตวรรษที่ 20 ซึ่งช่วงดังกล่าวนี้มีเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์และการแพร่เข้ามาของอิทธิพลสุโขทัยในล้านนา คือ การที่พญากือนาอาราธนาพระสุมนเถระจากสุโขทัย มาประดิษฐานศาสนาพุทธแบบลังกาวงศ์ในเมืองเชียงใหม่ ทำให้รูปแบบทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมของสุโขทัยที่เกี่ยวข้องกับศาสนาแพร่หลายเข้าสู่ล้านนาในช่วงเวลานี้ อัตลักษณ์ความเป็นสุโขทัยลำดับสองที่จะขอกล่าวถึง คือ “บัวถลา” ซึ่งเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่มักจะพบในเจดีย์ทรงระฆังแบบสุโขทัย ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่าเจดีย์ทรงระฆังแบบสุโขทัย มีลักษณะอย่างไร เจดีย์ทรงระฆังแบบสุโขทัยเป็นเจดีย์ทรงระฆังที่มีรูปแบบเรียบง่าย ประกอบด้วยฐานเขียงผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสและต่อด้วยบัวคว่ำซ้อนกันหรือที่เรียกว่าบัวถลาซ้อนกันสามชั้น เหนือขึ้นไปเป็นบัวปากระฆัง องค์ระฆังมีขนาดใหญ่ ส่วนบนเป็นปล้องไฉนและปลียอด ในล้านนามีการนำองค์ประกอบสำคัญในเจดีย์สุโขทัยมาประยุกต์ใช้กับเจดีย์ล้านนา คือ การนำบัวถลา (ชุดบัวคว่ำ) มารองรับองค์ระฆังแทนชุดบัวคว่ำ-หงาย เจดีย์ทรงระฆังแบบสุโขทัยที่เหมือนกับต้นแบบในสุโขทัยที่สุดที่พบในล้านนา คือ กู่ม้า จังหวัดลำพูน โดยเป็นเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่อยู่บนฐานเขียงแบบเรียบง่าย องค์เจดีย์รองรับด้วยบัวถลาซ้อน 3 ชั้น กู่ม้านี้กำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่ 19-20 จากการเทียบเคียงกับเครื่องถ้วยล้านนาจากการขุดทางโบราณคดีในพื้นที่ เมื่อพิจารณาร่วมกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ สันนิษฐานได้ว่ากู่ม้าอาจสร้างขึ้นในคราวที่พระสุมนเถระพำนักอยู่ที่เมืองลำพูนก่อนจะไปจำพรรษายังเมืองเชียงใหม่ อีกแห่งคือเจดีย์วัดป่าแดงบุนนาค จังหวัดพะเยา วัดแห่งนี้พบจารึกระบุผู้สร้างคือพญาร่วง ซึ่งน่าจะหมายถึง พญายุธิษฐิระ ที่มาจากเมืองสองแควมาสวามิภักดิ์ต่อพญาติโลกราชและได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าเมืองพะเยา ภายในเจดีย์พบพระพุทธรูปที่ระบุว่าสร้างปี 2019 หลักฐานดังกล่าวจึงยืนยันถึงอิทธิพลสุโขทัยที่มีอย่างต่อเนื่องในต้นพุทธศตวรรษที่ 21 การปรากฏของบัวถลาในล้านนาในเวลาต่อมาเริ่มมีการนำส่วนรองรับองค์ระฆังที่เป็นบัวถลาผสมผสานเข้ากับชุดฐานบัวแบบล้านนา ดังปรากฏในเจดีย์กลุ่มเมืองลำปาง อาทิ เจดีย์วัดพระธาตุลำปางหลวง ที่น่าจะกำหนดอายุได้ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 21 ตามหลักฐานจารึกที่กล่าวถึงการบูรณะพระธาตุลำปางหลวงในปี 2019 และเจดีย์วัดพระแก้วดอนเต้า ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบดูว่าการนำบัวถลาไปเป็นองค์ประกอบเจดีย์ทรงระฆังปรากฏอยู่ที่พื้นที่ใดของล้านนามากที่สุด พบว่าเชียงใหม่คือพื้นที่ที่ปรากฏบัวถลาในเจดีย์มากที่สุด อาทิ บัวถลาในผังกลม ที่วัดป่าพร้าวใน วัดหนองหล่ม วัดแสนตาห้อย วัดกลางเวียง (เวียงท่าท่ากาน) / บัวถลา 8 เหลี่ยม วัดเชษฐา วีดเจดีย์หลวง วัดเชียงมั่น วัดป่าอ้อย วัดอุโมงค์อารยมณฑล / บัวถลา 12 เหลี่ยม พระธาตุดอยสุเทพ วัดชมพู วัดหมื่นพริก วัดหัวข่วง วัดต้นโพธิ์ (เวียงท่ากาน) ฯ ในส่วนของบัวถลาที่ปรากฏในเจดีย์พื้นที่เมืองแพร่นั้น เป็นกรณีพิเศษแยกออกมากล่าวถึงเป็นการเฉพาะ เนื่องจากมีการสร้างรูปแบบเป็นลักษณะโดดเด่นเฉพาะตน โดยขอหยิบยกเจดีย์พระธาตุช่อแฮมาเป็นกรณีศึกษา พระธาตุช่อแฮมีความเป็นสุโขทัยปรากฏในการทำส่วนรองรับองค์ระฆังเป็นบัวถลา ส่วนความเป็นล้านนา คือ การทำส่วนรองรับองค์ระฆังในผังแปดเหลี่ยม หากพิจารณาถึงหลักฐานการมีขึ้นของเจดีย์ทรงระฆังที่มีส่วนรองรับองค์ระฆังในผังแปดเหลี่ยม พบว่าเกิดขึ้นในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 21 สมัยพระเจ้าติโลกราช ปรากฏที่เจดีย์หลวงเมืองเชียงใหม่ ทั้งนี้หากทบทวนการเกิดขึ้นของรูปแบบเจดีย์ในผังแปดเหลี่ยมพบว่าเกิดขึ้นตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 18 ที่รัตนเจดีย์ เมืองหริภุญชัย(ลำพูน)ก่อน จากนั้นจึงมาปรากฏหลักฐานในราวพุทธศตวรรษที่ 19-20 ที่เจดีย์อินทขิล เชียงใหม่ และมาปรากฏหลักฐานอีกครั้งที่อนิมิสเจดีย์ หนึ่งในสัตมหาสถานของวัดเจ็ดยอดในปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ จึงค่อนข้างแน่ชัดว่ารูปแบบการสร้างเจดีย์ในผังแปดเหลี่ยมเกิดขึ้นบริเวณล้านนาฝั่งตะวันตก (แอ่งที่ราบเชียงใหม่-ลำพูน) แต่สิ่งที่เมืองแพร่ปรับปรุงให้มีความเป็นเฉพาะตนคือ การมีหน้ากระดานของชุดบัวถลาแต่ละชุดมีขนาดใหญ่กว่าบัวถลาค่อนข้างมาก บัวถลาในผังแปดเหลี่ยมของวัดพระธาตุช่อแฮ (และในเมืองแพร่) มีพัฒนาการต่อเนื่องจากบัวถลาซ้อน 7 ชั้น สู่ 10 ชั้น ที่เจดีย์วัดพระธาตุจอมแจ้ง ส่วนในพื้นที่เมืองเชียงใหม่พบการทำชั้นบัวถลาเพียง 3 – 5 ชั้น จึงกล่าวได้ว่าเจดีย์ทรงระฆังที่มีส่วนรองรับองค์ระฆังในผังแปดเหลี่ยมซ้อน 7 – 10 ชั้น เป็นรูปแบบเฉพาะของเจดีย์เมืองแพร่ที่ผนวกทั้งความเป็นสุโขทัย ล้านนาฝั่งตะวันตก และความเป็นตัวของตัวเอง ผู้เขียนมีข้อสันนิษฐานประการหนึ่งเกี่ยวกับการทำส่วนรองรับองค์ระฆังเป็นรูปแบบต่างๆ ว่าตั้งแต่ช่วงพญาสามฝั่งแกน – พญาติโลกราช (กลางพุทธศตวรรษที่ 20 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 21) รูปแบบเจดีย์น่าจะเป็นเรื่องสำคัญของสังคมสงฆ์ในเวลานั้นที่ค่อนข้างแบ่งฝักฝ่าย แต่ละนิกายจึงต้องมีรูปแบบทางศิลปกรรมของตนเองที่ชัดเจนและพยายามรักษารูปแบบของตนเองเพื่อแสดงอัตลักษณ์ของนิกาย เมื่อพิจารณาข้อมูลพื้นฐาน เจดีย์แบบดั้งเดิมที่นิยมในพื้นที่เชียงใหม่ ลำพูน เชียงแสน คือเจดีย์ทรงทรงปราสาท (เจดีย์กู่กุด เจดีย์เชียงยืน เจดีย์วัดธาตุเขียว เจดีย์วัดป่าสัก เจดีย์กู่คำ) โดยมีการปรากฏขึ้นของเจดีย์ทรงกลมที่เก่าแก่ที่สุดคือ วัดอุโมงค์เถรจันทร์ เจดีย์องค์นี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับเจดีย์ในพุกามที่เป็นศิลปะลังกา คือ เจดีย์ฉปัฏ ที่สร้างขึ้นต้นพุทธศตวรรษที่ 18 ถ้าพิจารณาตามนี้จะเห็นว่ารูปแบบเจดีย์ในนิกายพื้นเมืองเดิมก่อนการเข้ามาของพระสุมนเถระ คือ เจดีย์แบบปราสาทยอดที่น่าจะได้รับอิทธิพลจากหริภุญชัย และเจดีย์ทรงระฆังแบบลังกาที่ได้รับมาจากพุกาม ซึ่งอย่างหลังนี้ได้ถูกพัฒนาต่อโดยการรักษาส่วนรองรับองค์ระฆังที่เป็นชุดบัวคว่ำ-หงายไว้ แต่ดัดแปลงเปลี่ยนเส้นลูกแก้วทั้งสองเส้นที่คาดที่ท้องไม้ชุดบัวไปเป็นลูกแก้วอกไก่ และเปลี่ยนจากฐานเขียงไปเป็นชุดฐานบัวสองฐานในผังยกเก็จ ซึ่งรูปแบบนี้มีระเบียบสมบูรณ์ครั้งแรกในเจดีย์พระธาตุหริภุญชัย ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าเจดีย์ที่เป็นจุดเปลี่ยนทางรูปแบบที่สำคัญ คือ เจดีย์วัดป่าแดง และเจดีย์หลวงเมืองเชียงใหม่ ถ้าพิจารณาดูจะเห็นว่า พญาติโลกราชเลือกสร้างเจดีย์วัดป่าแดง (พ.ศ.1991) ให้มีส่วนรองรับองค์ระฆังเป็นเป็นบัวถลาและฐานมีช้างล้อมแทนที่จะเป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา เพราะเจดีย์แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมอัฐิพระราชบิดา (พญาสามฝั่งแกน) และพระราชมารดา ซึ่งสองพระองค์น่าจะอุปถัมป์สงฆ์นิกายวัดสวนดอก(ลังกาวงศ์สายรามัญ) ที่สืบองค์ความรู้ทางโบราณคดี กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่*********โบราณโลหะวิทยาเชิงทดลอง (Experimental Archaeometallurgy) :กรณีศึกษาการทดลองถลุงเหล็กสมัยโบราณตามแบบเตาถลุงเหล็กของแหล่งโบราณคดีบ้านนาตุ้ม ตำบลบ่อเหล็กลอง อำเภอลอง จังหวัดแพร่โดย นายพลพยุหะ ไชยรส นักโบราณคดีชำนาญการ เรียบเรียง*********ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณการดำเนินงานโบราณคดีของกรมศิลปากร โครงการโบราณโลหะวิทยาในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565*********กิตติกรรมประกาศ (Acknowledgement) : ขอขอบพระคุณ คุณประพจน์ เรืองรัมย์และคุณเพชร เรืองรัมย์ นายช่างถลุงและตีเหล็กแบบโบราณแห่งบ้านน้ำพี้ ตำบลน้ำพี้ อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ช่วยอนุเคราะห์ข้อมูลเทคโนโลยีการถลุงเหล็กแบบโบราณจากประสบการณ์การการถลุงเหล็กและตีเหล็กมาอย่างยาวนานและเป็นผู้ทดลองสาธิตการถลุงเหล็กในครั้งนี้ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ กรมศิลปากร ขอขอบพระคุณในความเอื้อเฝื้อและความเป็นพันธมิตรทางวิชาการเป็นอย่างสูง*********ข้อตกลงเบื้องต้น (Assumption) : บทความนี้เป็นงานโบราณคดีเชิงการทดลองทางวิทยาศาสตร์ โดยเป็นผลการทดลองนำร่องครั้งที่ 1 โดยมีการควบคุมตัวแปรควบคุมต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่งบประมาณ ระยะเวลาและทักษะเชิงช่างจะเอื้ออำนวย ซึ่งโดยธรรมชาติของการทดลองทางวิทยาศาสตร์จะต้องมีการทดลองซ้ำหลายๆ ครั้ง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่มีความแม่นยำและชัดเจนมากที่สุด (อาจได้ผลลัพธ์ที่ต่างไปจากการทดลองครั้งนี้ได้) โดยการนำเสนอผลการทดลองนี้มีจุดมุ่งหมายหลักที่จะสะท้อนให้ผู้อ่านได้เห็นกระบวนทัศน์ทางโบราณโลหะวิทยาเชิงทดลอง (Experimental Archaeometallurgy) และการประยุกต์ใช้กับงานโบราณคดีจริงของวงการวิชาการโบราณคดีไทย อันเป็นตัวอย่างในการทำงานที่สามารถนำผลการทดลองไปทำการทดลองซ้ำหรือต่อยอดวิจัยในอนาคตต่อไปได้ ******** โบราณโลหะวิทยาเชิงทดลอง (Experimental Archaeometallurgy) เริ่มมีความตื่นตัวในการศึกษาวิจัยตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1950s ภายใต้แนวคิดของนักโบราณคดีสำนักคิดโบราณคดีกระบวนการ (Processaul Archaeology) หรือโบราณคดีใหม่ (New Archaeology) ของโลกตะวันตก ที่เน้นการตรวจสอบสมมุติฐานหรือข้อสันนิษฐานทางโบราณคดีด้วยกระบวนการและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ โดยเริ่มแรกเป็นงานทดลองถลุงโลหะประเภทต่างๆ โดยเฉพาะการถลุงทองแดงและเหล็กทั้งในสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ โดยในปัจจุบันยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความนิยมจากนักโบราณคดีที่มีความสนใจเรื่องการถลุงโลหะจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งนี้ ในประเทศไทยเริ่มมีการศึกษาวิจัยในประเด็นนี้โดยเฉพาะเรื่องการถลุงเหล็กจากนักโบราณคดีไทยรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาถือเป็นประเด็นใหม่ที่ท้าทายการตั้งคำถามและการวิจัยต่อวงวิชาการโบราณโลหะวิทยาของประเทศไทยเป็นอย่างมาก การทดลองถลุงโลหะดังกล่าวข้างต้นมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบคำถามทางด้านกระบวนการถลุงโลหะสมัยโบราณ (Smelting Operation) โดยมีหลักการสำคัญคือการออกแบบงานทดลอง รื้อฟื้น (Reconstruction) และควบคุมตัวแปรต่างๆ ให้มีความสอดคล้องกับหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดค้นพบในแหล่งถลุงโลหะนั้นๆ ให้ได้มากที่สุด เช่น วัสดุในการสร้างเตา แร่ ระบบลม อุณหภูมิ เชื้อเพลิง หรือแม้กระทั่งพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการถลุง เป็นต้น ยังมีการประยุกต์ใช้การเก็บข้อมูลทางโบราณคดีชาติพันธุ์ในกลุ่มคนที่ยังคงรักษาเทคโนโลยีการถลุงโลหะแบบโบราณดั้งเดิมเอาไว้ เพื่อนำข้อมูลมาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนงานทางโบราณโลหะวิทยา นอกจากนี้ยังมีการใช้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ จดหมายเหตุความทรงจำหรือแม้กระทั่งมุขปาฐะ มาประกอบกับหลักฐานทางโบราณคดีอีกด้วย โดยจุดมุ่งหมายสูงสุดคือเพื่อลำดับกระบวนการผลิตมวลโลหะ (Chaîne Opératoire of Ingot) จากก้อนแร่ (Iron Ore) สู่การเป็นมวลโลหะ (Ingot) ซึ่งจะช่วยทำให้เข้าใจถึงพฤติกรรมและอิทธิพลของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมที่มีต่อการพัฒนาเทคโนโลยีการถลุงโลหะสมัยโบราณได้ ในบทความนี้ ผู้เขียนจะนำเสนอผลการทดลองถลุงเหล็กสมัยโบราณตามกระบวนทัศน์ดังกล่าวข้างต้น โดยเป็นการจำลองเตาถลุงเหล็กที่ขุดค้นพบในแหล่งโบราณคดีบ้านนาตุ้ม จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นแหล่งถลุงเหล็กสมัยโบราณแบบทางตรง (Direct Process) แห่งสุดท้ายของดินแดนล้านนา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 23 – 25 (ประมาณ 100 – 200 ปีมาแล้ว) ซึ่งถือเป็นการทดลองถลุงเหล็กสมัยโบราณแบบทางตรงที่ใช้แร่เหล็กฮีมาไทต์ (Hematite/แร่เหล็กสีเลือดนก) ซึ่งเป็นแร่เหล็กที่ไม่เหนี่ยวนำแม่เหล็กเป็นครั้งแรกของกรมศิลปากร โดยเป็นแร่เหล็กที่ใช้ในการทดลองถลุงเป็นแร่เหล็กชนิดและเหมืองแร่เหล็กเดียวกัน (เหมืองแร่เหล็กดอยเหล็ก)กับที่ขุดค้นพบในแหล่งโบราณคดีบ้านนาตุ้มและยังกำหนดตัวแปรควบคุมต่างๆ ในการทดลองให้ใกล้เคียงกับหลักฐานทางโบราณคดีมากที่สุด เช่น เชื้อเพลิง ปริมาณแร่ วัสดุที่ก่อสร้างเตา รูปแบบโครงสร้างเตา เป็นต้น โดยการจำลองเตาจะใช้ขนาดและรูปแบบเดียวกันกับที่ขุดค้นพบในแหล่งโบราณคดีฯ จากการรวบรวมข้อมูลลักษณะทางกายภาพของโครงสร้างเตาถลุงเหล็กจากผลการดำเนินงานทางโบราณคดีของกรมศิลปากรในปี พ.ศ.2561 พ.ศ.2562 และ พ.ศ.2565 พบว่าเตาถลุงเหล็กทั้งหมดที่ขุดค้นพบก่อด้วยดินและมีขนาดเกือบจะเท่ากันทุกเตา เมื่อคำนวณค่าเฉลี่ยแล้วเตาถลุงเหล็กของแหล่งโบราณคดีบ้านนาตุ้มมีลักษณะเป็นรูปทรงวงรี มีความกว้างเฉลี่ยประมาณ 29.75 เซนติเมตร (หรือ 30 เซนติเมตร) ยาวไม่ต่ำกว่า 1 เมตร ผนังมีความหนาประมาณ 10-15 เซนติเมตร มีความสูงไม่ต่ำกว่า 70 เซนติเมตร สัณฐานของเตาถลุงเมื่อมองจากมุมบนจะมีลักษณะเป็นรูปวงรี โครงสร้างแต่ละเตาก่อด้วยดินเผาเรียงตัวในแนวเดียวกัน (ทิศเหนือ – ใต้) มีการเสริมความมั่นคงให้กับผนังเตาแต่ละเตาด้วยการเติมช่องว่างระหว่างเตาที่มีระยะห่างประมาณ 0.5 – 1 เมตร ด้วยการก่อแนวอิฐ แนวหิน หรือใช้ก้อนตะกรันผสมดินเหนียวก่อเติมเต็มช่องว่างระหว่างเตาเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้ผนังเตาทุกเตา สันนิษฐานว่าเตามีลักษณะเป็นทรงสูง (Sharf Furnace) ที่มีส่วนยื่นยาวออกมาทางด้านหน้าเตาเป็นทางระบายตะกรัน พื้นเตามีลักษณะลาดเอียงประมาณ 25 องศา ปล่องเตามีความกว้างไม่ต่ำกว่า 30 เซนติเมตร ที่ปลายก้นเตาด้านตะวันออกของเตามีการเจาะช่องวงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 13 – 15 เซนติเมตร สำหรับเป็นที่ใส่ช่องปลายหุ้มท่อลมดินเผา ปลายปากเตาด้านหน้าเป็นช่องระบายตะกรันออกมีขนาดกว้างประมาณ 10 เซนติเมตร จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่ามีการใช้ก้อนอิฐอุดปากเตาในขณะที่ทำการถลุง โดยพบก้อนอิฐบริเวณด้านหน้าเตาจำนวนหนึ่ง ขั้นตอนการถลุงจะเริ่มจากการอุ่นเตาโดยการเติมถ่านเชื้อเพลิงอัดแน่นภายในห้องถลุงจนถึงปากปล่องเตาและปล่อยให้เชื้อเพลิงเผาไหม้เป็นเวลาประมาณ 15 นาที เมื่อมีเปลวไฟพ่นออกจากปล่องเตาแล้วจึงเริ่มเติมแร่เหล็กลงไป โดยเริ่มต้นที่ 0.5 กิโลกรัม เมื่ออุณภูมิห้องถลุงคงที่แล้ว จึงเริ่มใส่แร่เหล็กครั้งละ 1 กิโลกรัม สลับกับเติมถ่านเชื้อเพลิงครั้งละ 2 กิโลกรัม โดยเว้นระยะการเติมแร่และถ่านเชื้อเพลิงตามลักษณะการยุบตัวของถ่านเชื้อเพลิงที่บริเวณปากปล่องเตา จากการทดลองใช้ระเวลาทิ้งช่วงประมาณ 6 – 10 นาที ในการเติมแร่และถ่านเชื้อเพลิงในแต่ละครั้ง ในช่วงระหว่างการถลุงให้สังเกตสีไฟ การไหลของตะกรันเหลว และการก่อตัวของก้อนเหล็กแข็งหรือกึ่งของแข็งมีตะกรันปะปน (Bloom) ภายในเตาโดยดูได้จากช่องดูไฟที่อยู่ติดกับท่อลมโลหะ หากมีการสะสมตัวของตะกรันเหลวมากจนเกินไปให้รีบเจาะผนังเตาหรือเปิดปากเตาเพื่อระบายเอาตะกรันออกไม่ให้อุดตันช่องลมในห้องเผา เมื่อเติมแร่เหล็กจนครบปริมาณ 30 กิโลกรัมและภายในเตามีการก่อตัวของก้อนเหล็กแข็งหรือกึ่งของแข็งมีตะกรันปะปน (Bloom) (ใช้เหล็กยาวเรียวกระทุ้งเข้าไปในช่องดูไฟจะสัมผัสได้ถึงลักษณะก้อนเหล็กแข็งแน่นเหล็กเรียวยาวไม่สามารถทะลุผ่านได้เมื่อกระทุ้ง) แล้ว ให้ปล่อยให้ถ่านเชื้อเพลิงทำการเผาไหม้ต่อประมาณ 30 – 45 นาที จึงเปิดผนังเตานำเอาก้อนเหล็กแข็งหรือกึ่งของแข็งมีตะกรันปะปน (Bloom) ออกจากเตาแล้วแช่น้ำเย็น ก่อนจะทิ้งไว้ให้เย็นตัวลงแล้วนำไปตีกำจัดมลทินต่อไป จากการทดลองเบื้องต้นพบว่าการถลุงให้ผลผลิตเป็นปริมาณมวลเหล็กเกือบบริสุทธิ์ (Iron Ingot) ในปริมาณที่น่าพอใจ โดยได้มวลเหล็กเกือบบริสุทธิ์ (Iron Ingot) น้ำหนัก 2 กิโลกรัม โดยตีกำจัดมลทินออกจากก้อนเหล็กแข็งหรือกึ่งของแข็งมีตะกรันปะปน (Bloom) น้ำหนัก 11 กิโลกรัม ในการถลุงใช้แร่เหล็กฮีมาไทต์ปริมาณ 30 กิโลกรัม ถ่านเชื้อเพลิงปริมาณ 86.1 กิโลกรัม มีอัตราส่วนแร่และถ่านอยู่ที่ 1 : 2 และอัตราส่วนมวลเหล็กเกือบบริสุทธิ์และแร่เหล็ก อยู่ที่ 15 : 1 ใช้ระยะเวลาในการถลุงประมาณ 4 ชั่วโมง จากการทดลองครั้งนี้สามารถเติมเต็มองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีการถลุงเหล็กสมัยโบราณของแห่ลงโบราณคดีบ้านนาตุ้มให้มีความชัดเจนและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามในการทดลองในอนาคตควรมีการศึกษาประเด็นเรื่องการประยุกต์ใช้ระบบสูบลมแบบโบราณที่ยังมิได้ทดลองในการดำเนินงานครั้งนี้ เนื่องด้วยปัญาด้านวิธีการสร้าง วัสดุ งบประมาณ ระยะเวลา รวมถึงทักษะในการสูบลม อย่างไรก็ตามจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ ข้อมูลทางโบราณคดีชาติพันธุ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่และงานประติมากรรมโบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปรากฏลักษณะร่วมของระบบสูบลมโบราณโดยเป็นลักษณะระบบสูบลมแบบสองสูบ (Double piston bellow) ซึ่งในประเด็นนี้ควรได้รับการจำลองและทดลองทางโบราณคดีอย่างยิ่งในอนาคต*******เอกสารอ้างอิง :จตุรพร เทียมทินกฤตและพลพยุหะ ไชยรส, รายงานการขุดค้นทางโบราณคดีเบื้องต้น แหล่งโบราณคดีบ้านนาตุ้ม ตำบลบ่อเหล็กลอง อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ปี พ.ศ.2562. กรมศิลปากร : สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่, 2562. เอกสารอัดสำเนา.ชิดชนก ถิ่นทิพย์, รายงานการขุดค้นทางโบราณคดีเบื้องต้น แหล่งโบราณคดีบ้านนาตุ้ม ตำบลบ่อเหล็กลอง อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ระยะที่ 2 ภายใต้โครงการโบราณโลหะวิทยาพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ปีงบประมาณ พ.ศ.2565. กรมศิลปากร : สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่, 2565. เอกสารอัดสำเนา.พลพยุหะ ไชยรส. รายงานการสำรวจทางโบราณคดีแหล่งโลหกรรมสมัยโบราณในบริเวณแอ่งที่ราบลองวังชิ้น จังหวัดแพร่ ตามหลักกระบวนงานโบราณโลหะวิทยา (Archaeometallurgy). กรมศิลปากร : สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่, 2561. เอกสารอัดสำเนา. สว่าง เลิศฤทธิ์, 2547. โบราณคดี : แนวคิดและทฤษฎี. กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).Doonan R. C. P. and Dungworth D, 2013. “Experimental archaeometallurgy in perspective”, in Accidental and Experimental Archaeometallurgy. London. 1-11.Forrest, Carolyn, 2008. "The Nature of Scientific Experimentation in Archaeology: Experimental Archaeology from the Nineteenth to the Mid Twentieth Century" in Experiencing Archaeology by Experiment. Oxford: Oxbow Books.Heather Margaret-Louise Miller,2009. Archaeological Approaches to Technology. California: Left Coast Press Inc.Justine Bayley, David Crossley and Matthew Ponting, 2008. Metal and Metalworking : A research framework for Archaeometallurgy. London : English Heritage.Michael Charlton, 2010. “Explaining the evolution of ironmaking recipes – An example from northwest Wales.”in Journal of Anthropological Archaeology. 29, 357.Roberts, Benjamin W. and others, 2014. Archaeometallurgy in Global Perspective : Methods and Syntheses. NewYork : Springer.Stanley J. O'Connor, 1985.. "Metallurgy and Immortality at Candi Sukuh, Central Java" in Indonesia. 39: 57.
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 32/7ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 34 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
ในช่วงเวลานี้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เป็นช่วงเดียวกันที่ซากเรือสำเภากลางอ่าวไทยถูกค้นพบ การค้นพบแหล่งเรือจมลำนี้คล้ายกับการค้นพบแหล่งเรือจมเกาะครามเมื่อปี พ.ศ. 2517 กล่าวคือ ถูกค้นพบโดยเรือประมงโชคแสงชัย จากจังหวัดระยอง เมื่อข่าวการค้นพบได้แพร่สะพัดออกไป แหล่งเรือจมแห่งนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก จนถูกนักล่าสมบัติบุกรุกทำลาย งมนำโบราณวัตถุขึ้นมาอย่างน้อย 3 ครั้ง
ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2534 นักล่าสมบัติงมโบราณวัตถุประเภทเครื่องถ้วยชามสังคโลกและเครื่องเคลือบดินเผาจากเตาแม่น้ำน้อยเกือบ 100 ชิ้น โดยนำไปขายได้เงินเกือบแสนบาท ครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2534 กองเรือป้องกันชายฝั่ง ได้จับกุมเรือประมงไทยพร้อมนักล่าสมบัติชาวไทยที่กำลังลักลอบงมโบราณวัตถุจากเรือกลางอ่าว ยึดโบราณวัตถุประเภทเครื่องถ้วยสังคโลกได้ทั้งหมด 477 ชิ้น เมื่อทราบเช่นนั้น กรมศิลปากรจึงเตรียมดำเนินการสำรวจและขุดค้นแหล่งเรือจมกลางอ่าว โดยขอความร่วมมือกับกองทัพเรือ
แต่ยังไม่ทันได้เริ่มดำเนินการอะไรก็เกิดเหตุขึ้นวันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2535 เมื่อมีนักล่าสมบัติต่างชาตินำโดยนาย Michael Hatcher แล่นเรือเดินสมุทรชื่อ “Australia Tide” ขนาดความยาว 60 เมตร ระวางขับน้ำ 421 ตัน ที่พร้อมด้วยอุปกรณ์ในการดำน้ำลึกที่ทันสมัย ลงไปลักลอบงมโบราณวัตถุจากซากเรือกลางอ่าว ต่อมากองเรือเฉพาะกิจ กองทัพเรือและตำรวจน้ำได้ทราบข่าว จึงเข้าตรวจค้นเรือลำดังกล่าว ในช่วงแรกการไกล่เกลี่ยของทั้งสองฝ่ายยังไม่ลงตัวนัก ฝ่ายเรือออสเตรเลียไทด์ตกลงจะมอบโบราณวัตถุให้เพียงบางส่วน แต่ฝ่ายไทยยังไม่ยอมรับ ขณะเดียวกันฝ่ายเรือออสเตรเลียไทด์ทำท่าทีจะถอนสมอกลับสิงคโปร์ แต่ถูกฝ่ายไทยกีดกันไว้ จนภายหลังจึงยอมมอบโบราณวัตถุทั้งหมดให้แก่ฝ่ายไทย ภายหลังการบันทึกทำทะเบียนโบราณวัตถุทั้งหมดพบว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 10,760 ชิ้น เป็นภาชนะดินเผาที่ผลิตในประเทศร้อยละ 97 แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากเตาแม่น้ำน้อย จ. สิงห์บุรี ประมาณ 3,400 ชิ้น ผลิตภัณฑ์จากเตาป่ายาง จ.สุโขทัย ประมาณ 6,500 ชิ้น เครื่องถ้วยจีน 5 ใบ เครื่องถ้วยอันนัมประมาณ 320 ชิ้น ปืนขนาดเล็ก 3 กระบอก โดยโบราณวัตถุทั้งหมดกองทัพเรือมอบให้แก่กรมศิลปากรเป็นผู้ดูแล
เหตุที่เรือ “Australia Tide” กล้าที่จะเข้ามางมโบราณวัตถุนั้นก็เพราะตำแหน่งที่ตั้งของเรือจมกลางอ่าวอยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะชั้นใน (Exclusive Economic Zone) ซึ่งในแง่กฎหมายทางทะเลบริเวณดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจอธิปไตยของประเทศไทย อย่างไรก็ตามกรณีการลักลอบงมโบราณวัตถุครั้งนี้ทำให้เกิดความตื่นตัวในการปกป้องคุ้มครองแหล่งโบราณคดีใต้น้ำของชาติ โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีมติแก้ไขพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 โดยขยายขอบเขตหวงห้ามการงมโบราณวัตถุในน่านน้ำไทยจากเดิม 12 ไมล์ทะเล ออกไปเป็น 200 ไมล์ทะเลจนถึงขอบเขตเศรษกิจจำเพาะ
อ้างอิง
จารึก วิไลแก้ว. 2535. “มรดกใต้ท้องทะเลไทย เรืออ่าวไทย 1.” นิตยสารศิลปากร 35 (2): 8-33.
สายันต์ ไพรชาญจิตร์. 2535. “ความเคลื่นไหวของโบราณคดีใต้น้ำในประเทศไทยและหลักฐานการพาณิชย์นาวีสมัยกรุงศรีอยุธยา.” นิตยสารศิลปากร 35 (2): 34-70.
ปทฺวาทสปริตฺต (ทฺวาทสปริตฺต-ตติยภาณวาร-ภาณปลาย) ชบ.บ 124/1ข เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 162/3 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
ใบมีดสัมฤทธิ์ (เกอ)
ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ๑,๕๐๐-๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว
ประวัติ [ชิ้นที่ ๑] พระยาอรรคฮาดได้มาจากเมืองเชียงคาน มณฑลอุดร (อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย) ย้ายมาจากห้องกลางกระทรวงมหาดไทย
[ชิ้นที่ ๒] พระพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองเมืองน่านถวาย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๔
[ชิ้นที่ ๓] พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล มอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๘
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ห้องก่อนประวัติศาสตร์ อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ใบมีดยาว ปลายโค้งลงเล็กน้อย มีส่วนเดือยสำหรับเสียบเข้ากับด้ามไม้ ในวัฒนธรรมจีนเรียกอาวุธลักษณะนี้ว่า “เกอ” จัดเป็นอาวุธประเภท หอกหรือง้าว (Dagger-Axe) ในประเทศไทยพบอาวุธลักษณะดังกล่าวกระจายอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำน่าน (จังหวัดน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์) และในพื้นที่ลุ่มน้ำเลย (จังหวัดเลย) ซึ่งน่าจะแพร่เข้ามาผ่านเส้นทางลำน้ำโขง หรือเส้นทางคมนาคมระหว่างบ้านเมืองในพื้นที่ตอนบนของประเทศไทยกับบ้านเมืองทางจีนตอนใต้
เกอ เป็นอาวุธสัมฤทธิ์ ที่ปรากฏหลักฐานตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของจีน ในวัฒนธรรม “เอ้อหลี่โถว” (อายุประมาณ ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว) บริเวณทางตะวันตกมณฑลเหอหนานและทางตอนใต้ของมณฑลส่านซี พบโบราณวัตถุเครื่องสัมฤทธิ์ประเภทต่าง ๆ ทั้งอาวุธ ภาชนะ และเครื่องดนตรี อย่างไรก็ตามอาวุธสัมฤทธิ์ที่พบยังมีจำนวนไม่มากนัก กระทั่งเข้าสู่สมัยราชวงศ์ซัง (๑,๗๐๐–๑,๐๒๗ ปีก่อนคริสตกาล) และราชวงศ์โจว (๑,๐๒๗–๒๕๖ ปีก่อนคริสตกาล) พบว่าเป็นช่วงที่มีการทำอาวุธสัมฤทธิ์เป็นจำนวนมากรวมถึงเกอด้วยเช่นกัน เนื่องจากเป็นช่วงที่เริ่มมีการทำสงครามกันระหว่างรัฐ
ในช่วงเวลาดังกล่าว (ประมาณ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว) พัฒนาการชุมชนในประเทศไทยอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ช่วงยุคเหล็ก (Iron Age) กล่าวคือ เป็นสังคมที่ดำรงชีพโดยการทำเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ที่สืบเนื่องมาจากช่วงยุคสัมฤทธิ์ แต่ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวกับการทำโลหะ เครื่องมือและอาวุธ เช่น หัวขวาน ใบหอก หัวลูกศร ฯลฯ (ส่วนวัตถุประเภทสัมฤทธิ์นั้น ส่วนมากปรากฏเป็นเครื่องประดับ) นอกจากนี้ในช่วงเวลานี้แหล่งโบราณคดีหลายแห่ง ปรากฏโบราณวัตถุที่มาจากท้องถิ่นอื่นหรือต่างวัฒนธรรม แสดงให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์ทางไกลกับชุมชนต่างภูมิภาค เช่น ลูกปัดแก้ว หินคาร์เนเลียน หินอาเกต กลองมโหระทึก เป็นต้น รวมถึง “เกอ” ซึ่งเป็นหลักฐานหนึ่งที่แสดงถึงการติดต่อระหว่างบ้านเมืองในพื้นที่ประเทศไทยปัจจุบันกับบ้านเมืองในวัฒนธรรมจีนมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์แล้ว
อ้างอิง
กรมศิลปากร. จากบ้านสู่เมือง : รัฐแรกเริ่มบนแผ่นดินไทย From Village to Early State : The Transformation of Culture in Our Land. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๖๑.
สุรพล นาถะพินธุ. รากเหง้า บรรพชนคนไทย : พัฒนาการทางวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๕๐.
อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช. ประวัติศาสตร์ศิลปะจีนโดยสังเขป. นนทบุรี: มิวเซียมเพรส, ๒๕๖๒.
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 16/6ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 50 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
แนะนำหนังสือน่าอ่านเรื่อง ประวัติเมืองระยองเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ๓๐๘ วัน ยุทธการฟื้นคืนเอกราชประเทศสยาม ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
เฉลียว ราชบุรี. ประวัติเมืองระยองเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ๓๐๘ วัน ยุทธการฟื้นคืนเอกราชประเทศสยาม ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช. ระยอง: ฟิน คอร์เปอเรชั่น, ๒๕๖๓. ๒๑๕ หน้า. ภาพประกอบ.
เป็นหนังสือที่กล่าวถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กษัตริย์ผู้กอบกู้เอกราชให้กับชาติไทย ซึ่งผู้เขียนได้ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล หลักฐานทางประวัติศาสตร์จากแหล่งต่างๆ เอกสารอ้างอิงอื่นๆมาทำการเรียบเรียงจนทำให้หนังสือเล่มนี้กลายเป็นงานเขียนเกี่ยวกับองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่มีเนื้อหาครบถ้วน และบอกเล่าเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในจังหวัดระยองได้อย่างน่าสนใจ เนื้อหาด้านในประกอบด้วย พระราชพงศาวดารเกี่ยวกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ ๒ พระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ เส้นทางเดินทัพสู่บูรพา ระยองบาทฐานวีรไทย ภารกิจเมื่ออยู่เมืองระยอง ระหว่างทางไปจันทบูร ยึดเมืองจันทบูร ภารกิจที่ตราด คืนไท สู่ไทย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี อนุสรณ์สถานในระยอง พระราชสมัญญานาม “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ฯลฯ
ท
923.1593
ฉ449ป
(ห้องจันทบุรี)
ชื่อผู้แต่ง สลับ วัชระคุปต์
ชื่อเรื่อง อนุสรณ์ยอดพระเครื่อง
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ อักษรบัณฑิต
ปีที่พิมพ์ ๒๕๒๓
จำนวนหน้า ๑๐๖ หน้า
ครอบครัวของผู้เขียนได้รวบรวมงานเขียน คุณสลับ วัชระคุปต์ ผู้ถึงอสัญกรรมเป็นผู้เขียนด้วยตนเอง โดยเริ่มเขียนเมื่ออายุประมาณ ๗๒ ปี ได้บันทึกไว้ในบทว่าด้วย กำเนิดพระพุทธรูปและพระเครื่องสมัยที่ ๗ ว่า “ประสงค์จะเอาไว้แจกในงานศพของตนเอง” ครอบครัวผู้เขียนได้รวบรวมเฉพาะตอนที่สำคัญ หนังสือเรื่อง “ยอดพระเครื่อง” ประวัติ พิมพ์แจกเนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพคุณสลับ วัชระคุปต์ ณ เมรุวัดโสมมนัสวรวิหาร
ชื่อผู้แต่ง สมพร อยู่โพธิ์
ชื่อเรื่อง พระพุทธรูปปางต่างๆ และลักษณะพระพุทธรูปสมัยต่างๆในประเทศไทย
ครั้งที่พิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ ๑๔
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ อมรการพิมพ์
ปีที่พิมพ์ ๒๕๑๗
จำนวนหน้า ๑๒๗ หน้า
หมายเหตุ พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพนางนวล อยู่วิจิตร
รายละเอียด
หนังสือพระพุทธรูปปางต่างๆของนายสมพร อยู่โพธิ์ เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่นิยมขออนุญาตเพื่อนำไปจัดพิมพ์เป็นหนังสือที่ระลึกงานศพเนื้อหาสาระประกอบด้วย กำเนิดการสร้างพระพุทธรูป ลักษณะของพระพุทธรูปปางต่างๆ ๕๖ ปาง พร้อมภาพลายเส้นประกอบ รวมทั้งแผนที่ประเทศอินเดียสมัยโบราณ
เลขทะเบียน : นพ.บ.434/1กห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 16 หน้า ; 5 x 59 ซ.ม. : ทองทึบ-ชาดทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 156 (131-140) ผูก 1ก (2566)หัวเรื่อง : ลำวิสุทธิยา--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.582/ข/2 ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 52 หน้า ; 4.5 x 58 ซ.ม. : ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 188 (365-371) ผูก ข2 (2566)หัวเรื่อง : ทศชาติ--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
วันพญาวัน ---วันพญาวัน หรือวันพระญาวัน เป็นวันเถลิงศกเริ่มต้นจุลศักราชใหม่วันนี้เป็นวันที่มีการทำบุญทางศาสนา ดังจะเห็นได้ว่าตั้งแต่เวลาเช้าตรู่จะมีผู้คนนำเอาสำรับอาหารหวานคาวต่างๆ ไปทำบุญถวายพระตามวัด การถวายภัตตาหารหรือที่เรียกกันอย่างเมืองเหนือว่า ทานขันเข้า (อ่าน "ตานขันเข้า") นี้ บางคนก็จะทำบุญกันหลายสำรับ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษหรือญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้วด้วย ส่วนพระสงฆ์ก็จะรับการทานขันเข้าและทำพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ล่วงลับตามความประสงค์ของชาวบ้าน บางครั้งพระอาจต้องแยกย้ายกันทำพิธีเช่นว่านี้หลายแห่งก็ได้ นอกจากจะมีการทานขันเข้าหรือถวายสำรับอาหารที่วัดแล้ว บางคนอาจนำสำรับอาหารไปมอบให้แก่บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ผู้เฒ่าผู้แก่หรือผู้ที่ตนเคารพนับถือโดยความเคารพอย่างการถวายให้แก่พระสงฆ์ด้วย ซึ่งการทำบุญเช่นนี้ เรียกว่า ทานขันเข้าตนเถ้าตนแก่---หลังจากการทานขันเข้าและการฉันภัตตาหารแล้ว คือเป็นเวลาประมาณ ๐๙.๐๐ นาฬิกา ทายกทายิกาทั้งหลายจะนำทุงหรือธงซึ่งได้เตรียมไว้ตั้งแต่วันก่อนนี้ ไปปักบนเจดีย์ทราย ทั้งนี้มีคติว่าการทานทุ่งนั้นมีอานิสงส์ สามารถช่วยให้ผู้ตายที่มีบาปหนักถึงตกนรกนั้นสามารถพ้นจากขุมนรกได้ โดยที่ชายของทุงจะได้พันตัวของผู้ตกนรกนั้นแล้วดึงพ้นจากขุมนรกขึ้นมา ในการทำบุญอุทิศเจดีย์ทรายและทุงนั้น "ปู่อาจารย์"หรือมัคนายกจะกล่าวนำศรัทธาประชาชนไหว้พระรับศีลแล้วอาราธนาพระปริตร พระสงฆ์จะเจริญพระพุทธมนต์แบบย่อพอควรแก่เวลา จากนั้นปู่อาจารย์จะทำพิธีโอกาสเวนทานด้วยโวหารจนจบพิธีการ---ในวันพระญาวันนี้ บางท่านอาจจะเตรียมไม้ง่ามไปถวายสำหรับค้ำต้นโพธิ์ ไม้ง่ามนี้จะมีกรวยดอกไม้ธูปเทียนและกระบอกบรรจุน้ำและทรายผูกติดกับไม้ง่ามไปด้วย การทานไม้ง่ามนี้ ถือคติว่าเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการจะช่วยกันค้ำจุนพระศาสนาให้ยืนยาวต่อไป ในการไปวัดช่วงเช้าของวันพระญาวันนี้ นอกจากจะได้ ทานวาลุกเจดีย์ หรือทำบุญอุทิศเจดีย์ทรายและทานทุ่งตลอดจนทานไม้ง่ามแล้ว ก็จะมีการแสดงพระธรรมเทศนาต่อไปจนถึงเวลาถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์หลังจากนั้นทายกทายิกายังจะนำเอาน้ำเข้าหมิ่นส้มป้อย คือน้ำอบน้ำหอม ซึ่งปรุงด้วยฝักส้มป่อยและดอกไม้หอมที่ตากแห้งเช่น ดอกสารภีที่เตรียมมาด้วยนั้น สรงน้ำทั้งพระพุทธรูป สถูปเจดีย์ รวมทั้งสรงน้ำพระภิกษุเจ้าอาวาสด้วย และถือเป็นเสร็จพิธีในช่วงเช้าของวัน ส่วนในตอนบ่ายของวันพระญาวันนี้จะมีการไปดำหัวหรือไปคารวะผู้เฒ่าผู้แก่ บิดามารดา ญาติพี่น้องผู้อาวุโสหรือผู้มีบุญคุณหรือผู้ที่เคารพนับถือ เพื่อเป็นการขอขมาลาโทษอันเนื่องจากที่อาจได้ประพฤติในสิ่งที่ไม่สมควรต่อท่านเหล่านั้น การดำหัวนี้อาจนับรวมถึงการดำหัวพระเจ้าคือการไปแสดงความคารวะต่อพระพุทธรูปที่สำคัญประจำเมืองเช่น พระเสตังคมณี หรือพระแก้วขาวในวัดเชียงมั่น พระพุทธสิหิงค์และพระเจ้าทองทิพย์ที่วัดพระสิงห์ พระเจ้าเก้าตื้อที่วัดสวนดอกเชียงใหม่ เป็นต้น นอกจากการดำหัวพระเจ้าแล้วก็อาจจะมีการดำหัวกู่ที่บรรจุพระอัฐิของบรรพบุรุษหรือเจ้านายที่ได้ทำคุณงามความดีไว้ต่อบ้านเมือง การดำหัวนี้ก็อาจกระทำแก่ครูบาอาจารย์ผู้บังคับบัญชาหรือบุคคลสำคัญในชุมชนนั้นๆเช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น ซึ่งการไปดำหัวนี้ หากไปดำหัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของส่วนรวมหรือดำหัวผู้บังคับบัญชาแล้วก็อาจมีการจัดขบวนดำหัวเป็นการเอิกเกริกก็ได้---เครื่องพิธีสำหรับดำหัวนั้นประกอบด้วยเครื่องเคารพซึ่งประกอบด้วยข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียน น้ำขมิ้นส้มป่อยและของบริวารอื่นๆ เช่น มะม่วง มะปราง แตงกวา มะพร้าวอ่อนกล้วย อ้อย ขนม ข้าวด้ม หมากพลู เมี่ยง บุหรี่ หรือจะมีเงินทองใส่ไปด้วยก็ได้ หรืออาจจะมีเสื้อผ้า กางเกง ผ้าซิ่น ผ้าขนหนูหรือของที่ระลึกอื่นๆ จัดตกแต่งใส่พานหรือภาชนะให้เรียบร้อยสวยงาม หรือจะจัดอย่างพานบายศรี พุ่มดอกไม้ทำนองเดียวกันกับการแห่ครัวทาน (อ่าน "คัวตาน") ก็ได้ การไปดำหัวที่ไปเป็นขบวนนี้ มักจะไปในตอนเย็นหรือประมาณ ๑๖.๐๐-๑๗.๐๐นาฬิกา เมื่อขบวนดำหัวไปถึง ผู้เป็นหัวหน้าก็จะเอาพานข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียน และน้ำเข้าหมิ้นส้มป่อยรวมทั้งของที่นำไปดำหัวนั้นไปมอบให้ด้วยความเคารพ และกล่าวขอขมาลาโทษเป็นทำนองว่า "วันนี้ เปนวันเดือนชีปีใหม่ หมู่ลูกหลานทั้งหลายได้มาขอขมาลาโทษและสมาคารวะพ่ออุ้ย แม่อุ้ย แม่นว่าพวกข้าเจ้าทั้งหลายได้ปากล้ำคำเหลือล่วงเกินด้วยประการใดๆ ก็ดีขอพ่ออุ้ยแม่อุ้ย (หรือบอกตำแหน่งผู้บังคับบัญชา) ได้ทื้อสมาลาโทษแก่ฝูงข้าเจ้าทั้งหลายด้วยเทอะ"---ผู้รับการดำหัวจะรับประเคนของแล้วเอาผ้าขาวม้าหรือผ้าสไบพาดบ่าแล้วให้พร ซึ่งมักจะว่า "เอวังโหนตุ ดีแล อัชชะในวันนี้ ก็เป็นวันดีสรีอันประเสิฐล้ำเลิศกว่าวันทั้งหลาย บัดนี้รวิสังกรานต์ปีเก่าก็ล่วงพ้นไปแล้ว ปีใหม่แก้วก็มารอดมาเถิง ลูกหลานทั้งหลายก็บละเสียยังรีต บลีดเสียยังปาเวณี เจ้าทั้งหลายก็ยังได้น้อมนำมายังมธุบุปผาและสุคันโธทกะสัพพะวัตถุนานาทั้งหลาย มาขอสมาคารวะตนตัวผู้ข้า ว่าฉันนี้แท้ดีหลี แม่นว่าเจ้าทั้งหลายได้ปากล้ำคำเหลือ ขึ้นที่ต่ำ ย่ำที่สูงผิดด้วยกายกัมม์ วจีกัมม์ มโนกัมม์ ดั่งอั้นก็ดี ผู้ข้าก็จักอโหสิกัมม์ทื้อแก่สูเจ้าทั้งหลาย แม่นว่าสูเจ้าทั้งหลายจักไปสู่จตุ-ทิสสะอัฐทิสสะวันตกวันออกขอกใต้หนเหนือ ค้าขายวายล่องท่องเที่ยวบ้านเมือง แลอยู่บ้านชองหอเรือนดั่งอั้นก็ดี จุ่งหื้อชุ่มเนื้อเยนใจแล้วหื้อเป็นที่ปิยะมนามักรักจำเริญใจแก่หมู่คนและเทวดา แล้วจุ่งหื้อก้านกุ่งรุ่งเรือง ไพด้วยโภคะธนะธนังเข้าของเงินคำสัมปัตติทั้งหลาย แม่นจักกินก็อย่าหื้อได้ผลาญจักทานก็อย่าหื้อได้เสี้ยง หื้อมีอายุมั่นยืนยาวนั้นแท้ ดีหลีสัพพี ติ โย...อายุ วัณโณ สุขัง พลัง" ในระหว่างที่ทำพิธีและให้พรอยู่นั้น บรรดาผู้ฟังต่างก็จะพนมมือรับพร เมื่อผู้ให้พรกล่าวจบต่างก็จะยกมือจรดเหนือหัวพร้อมกับเปล่งเสียง "สาธุ" พร้อมๆ กัน เสร็จแล้วผู้รับการดำหัวก็จะยกเอาดอกไม้ธูปเทียนไปใส่ในพานใหญ่ที่เตรียมไว้ เอามีอจุ่มลงในน้ำเข้าหมิ้นส้มป่อยแล้วลูบศีรษะของตน เป็นกิริยาว่าได้ดำหัวแล้ว และนำน้ำเข้าหมิ่นส้มป่อยนั้นเทรวมไว้ในขัน ต่อจากนั้นอาจมีการสรงน้ำท่านที่เคารพหรืออาจสนทนากันสักครู่หนึ่ง ฝ่ายที่ไปคารวะก็จะลากลับ แต่หากเจ้าภาพจะเลี้ยงดูผู้ไปคารวะแล้ว การเลี้ยงก็จะเริ่มต้นนับแต่ตอนนี้เป็นต้นไป อนึ่ง การดำหัวนี้ไม่นิยมกระทำก่อนวันพระญาวันและควรกระทำให้เสร็จสิ้นหลังช่วงสงกรานต์ไม่เกินเจ็ดวัน---ในวันนี้ ศรัทธาที่ไม่ไปวัดก็จะไปเตรียมสถานที่เพื่อทำบุญใจบ้านคือบริเวณที่ตั้งของเสาใจบ้านหรือสะดือบ้าน มีการจัดทำรั้วราชวัติ ประดับด้วยต้นกล้วย ต้นอ้อย เป็นต้น รอบสถานที่นั้น และจะเตรียมอาสน์สงฆ์ไว้ด้วย จากนั้นให้โยงฝ่ายร้วงคือด้ายสายสิญจน์จากเสาใจบ้านต่อ ๆ กันไปจนถึงทุกหลังคาเรือน จัดทำแตะไม้ไผ่สานขนาด ๙๐ x ๙๐ เซนติเมตรจำนวน ๙ แผง แล้วใช้ดินเหนียวหรือแป้งข้าวปั้นเป็นรูปสัตว์เช่น ช้าง ม้า เป็ด ไก่ หมู หมา ฯลฯ อย่างละ ๑๐๐ ตัว วางบนแตะนั้น พร้อมทั้งใส่เครื่องบูชาต่างๆ อันประกอบด้วย ข้าวอาหารคาวหวาน ผลไม้ต่างๆ กล้วย อ้อย หมากพลู เมี่ยง บุหรี่และให้ใช้ไม้ทำหอกดาบแหลนหลาวหน้าไม้ปืนธนูวางบนทั้งเก้านั้น เพื่อเตรียมทำพิธีส่งเคราะห์บ้านหรือพิธีส่งนพเคราะห์ทั้งเก้า"วันพระญาวัน (๑) (วันเถลิงศก)." สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 12. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, 2542: 6231-6232. "ปีใหม่ (สงกรานต์)." สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 8. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, 2542: 3834-3841.
#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่านเรื่อง "อาณาจักรหลักคำ" กฎหมายเมืองน่านการผลิตสื่อเพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรมจัดทำโดย นางสาวเมธินี จิตระตรีนิสิตฝึกสหกิจ คณะสังคมศาสตร์ สาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร