ค้นหา


รายการที่พบทั้งหมด 38,917 รายการ

ชุดภาพร่างจิตรกรรมฝาผนังพระพุทธรัตนสถาน ของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี 100 ปี ศิลปสู่สยาม สุนทรีศิลปแห่งนวสมัย พระพุทธรัตนสถาน เป็นอาคารทรงไทยประเพณีที่ตั้งอยู่ในสวนศิวาลัย เขตพระราชฐานชั้นกลาง พระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นพระวิหารสำหรับประดิษฐาน ‘พระพุทธบุษยรัตนจักรพรรดิพิมลมณีมัย’ หรือ ‘พระแก้วขาว’ พระพุทธรูปที่สร้างด้วยแก้วผลึกสีขาว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) โปรดให้อัญเชิญมาจากเมืองจำปาศักดิ์ ประเทศลาว เมื่อ พ.ศ. 2354 ภายในพระพุทธรัตนสถานเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบไทยประเพณี เล่าประวัติของพระพุทธบุษยรัตน์ฯ และการอัญเชิญลงมายังกรุงเทพมหานคร สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พระพุทธรัตนสถานได้รับความเสียหายจากการโจมตีทางอากาศ ทำให้ชายคา ฝาผนัง รวมทั้งงานจิตรกรรมระหว่างช่องหน้าต่างชำรุดเสียหาย พ.ศ. 2504 สำนักพระราชวังได้มอบหมายให้กรมศิลปากรเขียนภาพขึ้นใหม่ โดยมี ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ออกแบบและควบคุมงานเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง ศาสตราจารย์ศิลป์ ออกแบบภาพจิตรกรรมฝาผนังระหว่างช่องหน้าต่างด้วยมุมมองแบบใหม่ โดยใช้หลักทัศนียวิทยา (Perspective) ในการเขียนภาพให้เหมือนกันกับที่สายตาของมนุษย์มองเห็น แตกต่างจากงานจิตรกรรมฝาผนังด้านบนเหนือช่องหน้าต่างแบบไทยประเพณีที่เขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นมุมมองแบบอุดมคติ คล้ายกับนกที่มองลงมาจากท้องฟ้า (Bird’s eye view) ภาพจิตรกรรมที่ท่านออกแบบเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) ในช่วง พ.ศ. 2488 – 2499 รวมทั้งสิ้น 8 ช่อง ต่อมาในปี 2536 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริให้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังระหว่างช่องหน้าต่างขึ้นใหม่เป็นแบบไทยประเพณี ให้สอดคล้องกับรูปแบบของภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านบนเหนือช่องหน้าต่าง โดยเขียนเรื่องประวัติศาสตร์ของพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 – 9 แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2547 ชุดภาพร่างจิตรกรรมฝาผนัง พระพุทธรัตนสถาน ฝีมือศาสตราจารย์ศิลป์ ที่จัดแสดงอยู่ในนิทรรศการพิเศษ “100 ปี ศิลปสู่สยาม สุนทรียศิลปแห่งนวสมัย” จึงเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญของท่านในด้านการทำนุบำรุงงานศิลปะของชาติไทย เนื่องจากเป็นต้นแบบและหลักฐานการมีอยู่ของภาพจิตรกรรมฝาผนังระหว่างช่องหน้าต่าง พระพุทธรัตนสถาน ที่เขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2504 ซึ่งในปัจจุบันถูกแทนที่ด้วยงานจิตรกรรมที่เขียนขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. 2547 ภาพร่างชุดนี้มีทั้งหมด 19 ภาพ แบ่งเป็น 1. ภาพลายเส้นปากกาลงสีน้ำ เรื่องพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อ พ.ศ. 2489 จำนวน 6 ภาพ 2. ภาพลายเส้นปากกาลงสีน้ำ เรื่องการบูรณปฏิสังขรณ์ พระพุทธรัตนสถาน เมื่อ พ.ศ. 2492 จำนวน 4 ภาพ 3. ภาพลายเส้นปากกาลงสีน้ำ เรื่องพระราชพิธีทรงผนวช พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อ พ.ศ. 2499 จำนวน 5 ภาพ 4. ภาพลายเส้นปากกา เรื่องพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 4 ภาพ ชุดภาพร่างจิตรกรรมฝาผนังพระพุทธรัตนสถาน ของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี จัดแสดงอยู่ในนิทรรศการพิเศษ “100 ปี ศิลปสู่สยาม สุนทรียศิลปแห่งนวสมัย” ระหว่างวันที่ 18 มกราคม – 9 เมษายน 2566 ณ อาคารนิทรรศการ 4 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป เปิดให้เข้าชมวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา 9.00 – 16.00 น. (ปิดวันจันทร์ – วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์)


28 เมษายน 2565 วันคล้ายวันประสูติปีที่ 159 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) กับพระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย ทรงเป็นพระบรมวงศ์ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในงานช่างและศิลปะหลากหลายแขนง ทรงควบคุมงานด้านจิตรกรรมและสถาปัตยกรรมของราชสำนักสยาม ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) จนเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ทรงได้รับพระสมัญญานามว่า “สมเด็จครู” และ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” พ.ศ. 2450 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้ออกแบบพระอุโบสถ กำแพงแก้ว และสะพานนาคหน้าพระอุโบสถวัดราชาธิวาส ซึ่งชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก นอกจากจะทรงออกแบบงานสถาปัตยกรรมแล้ว ภายในพระอุโบสถยังปรากฏภาพจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องเวสสันดรชาดกครบทั้ง 13 กัณฑ์ ซึ่งพระองค์ทรงเป็นผู้ออกแบบ และโปรดให้ คาร์โล ริโกลี (Carlo Rigoli) จิตรกรชาวอิตาเลียน เป็นผู้ขยายแบบและลงสีด้วยเทคนิคเฟรสโก (การเขียนสีบนผนังปูนเปียก) ผลงานที่ปรากฏอยู่ด้านล่าง เป็นภาพร่างต้นแบบจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดราชาธิวาส จากคลังของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเขียนด้วยสีฝุ่นบนแผ่นไม้ ภาพร่างดังกล่าวเป็นต้นแบบจิตรกรรมฝาผนังของพระอุโบสถด้านทิศเหนือ ผลงานชิ้นนี้นับเป็นต้นเค้าของการเขียนภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องทางพุทธศาสนาที่ใช้หลักทัศนียวิทยา (Perspective) และการเขียนองค์ประกอบต่างๆ ทั้งคน สัตว์ และธรรมชาติอย่างสมจริง แตกต่างจากงานจิตรกรรมแบบไทยประเพณีที่เขียนภาพเป็น 2 มิติ และนิยมเขียนรูปคนแสดงท่าทางอย่างนาฏยลักษณ์ นอกจากขรัวอินโข่งที่เป็นผู้ริเริ่มการเขียนภาพจิตรกรรมไทยอย่างตะวันตกแล้ว ก็มีสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ที่ทรงนำเอาศิลปะตะวันตกซึ่งแพร่หลายในสยาม ณ ขณะนั้น มาประยุกต์ใช้กับงานช่างไทยได้อย่างกลมกลืน ลงตัว และมีเอกลักษณ์ ผลงาน: ภาพร่างต้นแบบจิตรกรรมฝาผนัง ภายในพระอุโบสถวัดราชาธิวาส ศิลปิน: สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เทคนิค: สีฝุ่นบนแผ่นไม้ ขนาด: 70.5 x 100 ซม.


เลขวัตถุ ชื่อวัตถุ ขนาด (ซม.) ชนิด สมัยหรือฝีมือช่าง ประวัติการได้มา ภาพวัตถุจัดแสดง 38/2553 (15/2549) ขวานหินขัด เหลือไม่เต็มใบ ย.4.8 ก.3 หิน สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย อายุราว 2,500-2,000 ปีมาแล้ว   ได้จากบ้านเขาเพิ่ม อำเภอบ้านนา จ.นครนายก เมื่อประมาณ พ.ศ. 2539


เลขทะเบียน : นพ.บ.479/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 56 หน้า ; 4 x 55 ซ.ม. : รักทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 162  (195-204) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : ฉลองน้ำส่าง--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


องค์ความจากหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ เรื่อง "ศิลปกรรมแห่งสายน้ำ : เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์"เรียบเรียงโดย นางสาวจิรัฐิติกาล จักรคำ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สาขาสารสนเทศศาสตร์และบรรณรักษศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ กระบวนพยุหยาตราชลมารค [พะ-ยุ-หะ-ยาด-ตรา-ชน-ละ-มาก] หมายถึง ริ้วกระบวนเรือที่จัดขึ้นในการที่พระเจ้าอยู่หัวในสมัยโบราณเสด็จพระราชดำเนินไปในการต่าง ๆ ทั้งเป็นการส่วนพระองค์และที่เป็นการพระราชพิธี ซึ่งได้ประกอบกันมาแต่โบราณตั้งแต่สมัยสุโขทัย กระบวนพยุหยาตราชลมารคนี้ได้จัดสืบทอดต่อมาทั้งในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรีและในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์จวบจนถึงปัจจุบัน  การจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคนี้กล่าวได้ว่าได้วิวัฒนาการมาจากการจัดกระบวนทัพเรือ ในยามที่ว่างศึก เพื่อเป็นการฝึกซ้อมเรียกระดมกองทัพ โดยที่เรือเหล่านี้จะตกแต่งอย่างสวยงาม มีการประโคมดนตรีไปในกระบวนเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนานอีกด้วย (เรือพระราชพิธี, ๒๕๔๒)ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับเรือพระที่นั่งมาตั้งแต่รัชกาลพระมหาจักรพรรดิ คือ เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ รัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ. ๒๑๓๓ - ๒๑๔๘) มีเรือพระที่นั่งสุพรรษวิมานนาวา ซึ่งทรงใช้เพื่อเสด็จไปเมืองเพชรบุรีและสามร้อยยอด (กรมศิลปากร, ๒๕๕๘)  ปัจจุบัน เรือพระราชพิธีนับเป็นมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติจัดเก็บอยู่ในโรงเก็บเรือพระราชพิธี ปากคลองบางกอกน้อย ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ กรมศิลปากร ยกฐานะโรงเก็บเรือพระราชพิธีขึ้นเป็น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ซึ่งเรือพระราชพิธีที่จัดเก็บอยู่ในพิพิธภัณฑแห่งชาติฯ ขณะนี้มีด้วยกันรวม ๘ ลำ  (เรือ วัฒนธรรมชาวน้ำลุ่มเจ้าพระยา, ๒๕๔๕) ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ที่ถือว่ามีความงดงามในเชิงศิลปกรรม และเป็นเรือพระที่นั่งที่สำคัญที่สุดลำหนึ่งของชาติไทยหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่


หอพระสมุดวชิรญาณ.  โคลงกวีโบราณ.  พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2467.





          กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ “เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ผ่านสนธิสัญญาเบาว์ริง” วิทยากร นางภาวิดา สมวงศ์ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์เอกสาร สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และนางสาวทรายทอง ทองเกษม นักจดหมายเหตุชำนาญการ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ผู้ดำเนินรายการ นางกมลชนก พรภาสกร นักวิชาการโสตทัศนศึกษา กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๖ เวลา ๑๑.๐๐ - ๑๑.๔๕ น.            ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร


นิตยสารรายสองเดือน กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ปีที่ ๖๖ ฉบับที่ ๖ พฤศจิกายน - ธันวาคม ๒๕๖๖ SILPAKORN JOURNAL Vol.66 No. 6 November - December 2023 ISSN 0125-0531


องค์ความรู้ชุด อิทธิพลจีนในภาคใต้ตอนบน EP. ๒ ตอน เหมืองสร้างเมือง        เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชาวจีนและวัฒนธรรมจีนในประเทศไทย ปรากฏในหลักฐานทางโบราณคดีมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และปรากฏอยู่อย่างสม่ำเสมอเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ผ่านข้าวของเครื่องใช้ โบราณวัตถุต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานศิลปกรรม สถาปัตยกรรม วรรณกรรม และความเชื่อ ทั้งนี้เอกสารทางประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่ามีชาวจีนจำนวนมากเดินทางเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในดินแดนประเทศไทยผ่านการค้าขาย และเป็นแรงงานในทุกภาคส่วน สำหรับภาคใต้ตอนบน ปรากฏหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการเข้ามาของชาวจีนและอิทธิพลวัฒนธรรมจีน อย่างเด่นชัดผ่านเครื่องถ้วยจีน ดังนำเสนอแล้วใน EP.๑ ซึ่งสะท้อนตัวตนคนจีนผ่านการแลกเปลี่ยนสินค้า และค่านิยมความเชื่อที่แฝงมากับลวดลายบนเครื่องถ้วย อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมมองหนึ่ง ชาวจีนผู้เป็นแรงงานสำคัญมาทุกยุคทุกสมัย ยังปรากฏร่องรอยหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ผ่านร่องรอยการทำเหมืองแร่ เป็นฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนาบ้านเมืองจากป่าสู่เหมือง จากเหมืองสู่เมือง และก้าวข้ามเส้นกั้นแห่งสถานะทางสังคม จากกุลีสู่เจ้าเมือง และเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการพัฒนาหมู่บ้านของชาวเหมือง โดยเฉพาะเหมืองดีบุกซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีอย่างล้นเหลือในภาคใต้ตอนบน ให้เป็นเมืองทางเศรษฐกิจ ดังในปัจจุบัน  หลักฐานเอกสารที่กล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการทำเหมืองดีบุกในประเทศไทย ปรากฏการผ่านสัญญาการค้าระหว่างสยามและโปรตุเกสในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. ๒๐๕๙ โดยกล่าวถึงการยินยอมส่งออกสินค้าหลายชนิดรวมถึงดีบุก เมื่อถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๑๙๙ – ๒๒๓๑) ปรากฏว่าราชสำนักสยามยินยอมให้ฮอลันดาได้รับสัมปทานดีบุกในพื้นที่เขต ชุมพร ไชยา บ้านดอน และกาญจนดิษฐ์ ส่วนฝรั่งเศสได้รับสัมปทานดีบุกที่ภูเก็ต ด้วยความต้องการแร่ดีบุกเพิ่มมากขึ้นของตลาดโลก ทำให้ชาวจีนโพ้นทะเลหลั่งไหลมาจากเกาะปีนังจำนวนมาก เข้ามาเป็นกุลีในเหมืองแร่บริเวณหัวเมืองทางภาคใต้ต่อมาชาวจีนเหล่านั้นจีนได้เปลี่ยนแปลงสถานะจากกุลีจีนขึ้นเป็นนายเหมือง      การทำเหมืองแร่สมัยนั้นเป็นการทำบนไหล่เขา และมีการทำเหมืองแร่ทั้งทางบกและทางทะเล เช่น เหมืองแล่น เป็นการทำเหมืองแร่ที่มีวิธีการไม่ซับซ้อนมากนัก คือการใช้เครื่องมือขุดหน้าดินแล้วใช้แรงน้ำฉีดหน้าดินน้ำจะพาหน้าดินที่มีแร่ไปตามราง แร่ที่มีน้ำหนักจะจมลงแล้วจึงทำการกู้แร่ ซึ่งเหมืองแล่นต่อไปจะพัฒนาเป็น เหมืองสูบ คือเมื่อขุดไปหาจุดที่ต่ำที่สุดแล้วตั้งหัวสูบไว้แล้วสูบแร่ขึ้นไปตามรางแร่เพื่อกู้แร่ เหมืองหาบ เป็นการทำเหมืองที่ใช้กำลังคนในการแบกหาบเอาหน้าดินไปล้างในรางแล่นแร่เช่นเดียวกับเหมืองแล่น โดยแรงงานส่วนใหญ่เป็นกุลีจีนที่เข้ามารับจ้างสมัยนั้น เหมืองอุโมงค์ เป็นการทำเหมืองโดยการขุดดินเป็นอุโมงค์เพื่อหาสายแร่ แรงงานส่วนใหญ่เป็นกุลีจีน เหมืองฉีด มีวิธีการคล้ายเหมืองแล่นคือการฉีดน้ำไปยังหน้าดินแล้วปล่อยให้น้ำไหลไปสู้รางกู้แร่ เหมืองเรือขุด มักจะขุดในพื้นที่ที่เปิดหน้าดินแล้วและจะมีต้องมีน้ำในหลุมมากจึงมักขุดในพื้นที่ชายฝั่งทะเล   ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ มีผู้คนจากพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะชาวจีนที่อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งค้าขายและทำเหมืองแร่ดีบุก จากกุลีชาวจีนก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในเหมืองแร่มากขึ้นซึ่งต่อมาได้ดำเนินกิจการเหมืองแร่ให้เจริญรุ่งเรืองไปพร้อมกับการนำอิทธิพลจีนเข้าสู่ภาคใต้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งยังได้รับการไว้วางใจจากส่วนกลางให้เป็นผู้ประมูลผูกขาดการส่งภาษีอากรดีบุก ชาวจีนที่ประกอบการเหมืองแร่มีส่วนสำคัญต่อการวางรากฐานบ้านเมืองปรากฏอิทธิพลจีนอย่างเด่นชัด คือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง) จางวางกำกับราชการเมืองระนองคนแรก ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นชาวจีนฮกเกี้ยนอพยพมาจากประเทศจีน เริ่มต้นทำการค้าขายและเกษตรกรรมที่เกาะปีนัง ต่อมาเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยที่เมืองพังงา แล้วย้ายมาที่เมืองระนอง จึงได้ทำกิจการเหมืองแร่ดีบุกแล้วได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้คอซู้เจียง ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองระนอง นับว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเมืองให้มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งสร้างศาลาว่าการเมืองสำหรับชำระคดีความ ถนนหนทาง หรือแม้แต่ด้านการทำนุบำรุงศาสนาด้วยการสร้างวัดสุวรรณคีรีทาราม หรือวัดสุวรรณคีรีวิหาร ริมคลองหาดส้มแป้น การปราบอั้งยี่ที่นำไปสู่การสร้างกำแพงรอบจวนเจ้าเมืองระนอง (ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานที่อยู่ในความดูแลของสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช) และจัดวางระบบเหมืองแร่จีนให้ดียิ่งขึ้น ถือเป็นผลงานที่สามารถสะท้อนให้เห็นว่าคนจีนเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเมืองผ่านกิจการเหมืองแร่ที่รุ่งเรือง       ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ความนิยมใช้แร่ดีบุกในอุตสาหกรรมเริ่มลดลงจากการเริ่มมีการนำพลาสติกเข้ามาใช้มากขึ้นประจวบกับการขยายตัวเศรษฐกิจโลกทำให้ความนิยมของแร่ดีบุกลดลง ประกอบกับราคาที่ตกต่ำลงทำให้เหมืองแร่ดีบุกส่วนใหญ่ต้องยุติกิจการไป แต่อย่างไรก็ตามชาวจีนที่ที่เข้ามาทำเหมืองแร่ดีบุกก็ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญหนึ่งในการขับเคลื่อนความเจริญให้เกิดขึ้นในภาคใต้ของประเทศไทย ถึงแม้ว่าจะมีสิ่งที่คอยบ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ดีบุกในอดีตอยู่ไม่มากนัก แต่โบราณสถานที่เป็นผลพวงจาการเข้ามาของแรงงานชาวจีนก็มีอิทธิพลในการสร้างสรรค์ความเจริญของเมืองได้เป็นอย่างดี สมกับคำที่ว่า “เหมืองสร้างเมือง”      เรียบเรียง ทัศพร กั่วพานิช นักวิชาการวัฒนธรรม      กราฟฟิค ทัศพร กั่วพานิช นักวิชาการวัฒนธรรม      ตรวจทาน สิริยุพน ทับเป็นไทย นักโบราณคดีปฏิบัติการ      แหล่งข้อมูลอ้างอิง กรมศิลปากร. ประวัติและผลงานของชาวต่างชาติในประเทศไทย เล่ม ๔. กรุงเทพฯ: อัมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ จำกัด, ๒๕๖๖. กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่. ๑ ทศวรรษ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ๑๒๑ ปี อุตสาหกรรมเหมืองแร่ไทย. กรุงเทพฯ: กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, ๒๕๕๕. จังหวัดระนอง. สมุดภาพเมืองระนอง. นนทบุรี: สำนักพิมพิมพ์ต้นฉบับ, ๒๕๖๑. ณัฐวิทย์ พิมพ์ทอง. “มหาลัยเหมืองแร่ ตะกั่วป่า.” เมืองโบราณ ปีที่๔๔, ฉบับที่๒ (เมษายน -มิถุนายน ๒๕๖๑): ๔๒. พวงทิพย์ เกียรติสหกุล. “กิจการเหมืองแร่ในมณฑลภูเก็ต พ.ศ. ๒๔๐๐ – ๒๔๗๕,” วารสารอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ๑๙, ๑ – ๒ (๒๕๔๐): ๗๑ – ๙๑ มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา. นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, ๒๕๕๔. ศุภการ สิริไพศาล. ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยในปริทรรศน์ประวัติศาสตร์. ลำดับที่ ๘ พัฒนาการของกลุ่มทุนและเครือข่ายธุรกิจท้องถิ่นในภาคใต้ของประเทศไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน. กรุงเทพฯ: ศักดิ์โสภาการพิมพ์, ๒๕๖๐. สำนักงานจังหวัดระนอง. แผนที่มรดกทางวัฒนธรรมเมืองเก่าระนอง. กรุงเทพฯ: เทสโก้, ๒๕๖๒. หน่วยศิลปากรที่ ๘ นครศรีธรรมราช. รายงานการศึกษาวิจัยเพื่อจัดทำแผนแม่บท: โครงการอนุรักษ์เมืองประวัติศาสตร์ภูเก็ต. ม.ป.ท.: สำนักพิมพ์สมาพันธ์, ๒๕๓๗.



ออบหลวง          ออบหลวง คือช่องแคบขนาดใหญ่ มาจากคำว่าออบ หรือ อ๊อบ หมายถึง ข่องแคบ และคำว่า หลวง หมายถึง ขนาดใหญ่ โดยมีสายลำน้ำแม่แจ่มหรือแม่น้ำสลักหิน ไหลผ่านไปตามร่องน้ำเลาะแนวภูเขาและบรรจบแม่น้ำปิง บริเวณบ้านสบแจ่ม อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ประมาณร้อยละ 70 ของพื้นที่เป็นป่าเต็งรัง พรรณไม้สำคัญที่พบ ได้แก่ เหียง พลวง เต็ง รัง และมีป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา และป่าสนเขา           จากสภาพป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ มีเขาสูงชันสลับซับซ้อน ที่ราบและทุ่งหญ้ามีน้อย จึงมักพบสัตว์ป่า ได้แก่ อีเก้งธรรมดา หมูป่า ชะนี ชะมด กระต่ายป่า นกกางเขนบ้าน นกกางเขนดง และงูชนิดต่าง ๆ อีกทั้งในลำน้ำแม่แจ่มมีปลาหลายชนิด อาทิ ปลาพลวง ป่าจิ้งจอก (ปลาสร้อย) และปลาค้อ (ปลาแค้)           ลักษณะทางกายภาพอันสวยงามของออบหลวง เกิดจากสายน้ำที่ไหลกัดเซาะแนวหินจนเป็นรูปร่างดูแปลกตา โดยเฉพาะช่องแคบที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 32 เมตร และส่วนที่แคบที่สุด ประมาณ 2 เมตร เป็นจุดที่ผู้คนต่างแวะเวียนเข้ามาชม นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติออบหลวง คือ บ่อน้ำพุร้อนเทพพนม และน้ำตกแม่เตี๊ยะ ซึ่งสามารถท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาลเรียบเรียง : นายวีระยุทธ ไตรสูงเนิน นักจดหมายเหตุชำนาญการภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่            - ชุด ภ หจช ชม สบ ๒ นายบุญเสริม สาตราภัย            - ชุด ภ หจช ชม ชม สศก๗ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ #เอกสารโสตทัศนจดหมายเหตุ #อุทยานแห่งชาติออบหลวงอ้างอิง สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช.  ๒๕๖๕.  อุทยานแห่งชาติออบหลวง.  (Online). https://nps.dnp.go.th/parksdetail.php?id=126&name=อุทยานแห่งชาติออบหลวง,  ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๕.


ชื่อเรื่อง                                ตำราไสยศาสตร์(เสียเคราะห์) สพ.บ.                                  442/1ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           18 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 40 ซม.หัวเรื่อง                                 ไสยศาสตร์ บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ รักทึบ ล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


           นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ได้กล่าวถึงกรณีสถาบันศิลปะแห่งนครชิคาโก (The Art Institute of Chicago)  สหรัฐอเมริกา แจ้งความประสงค์ส่งคืนโบราณวัตถุให้กับกรมศิลปากร จำนวน 1 รายการ ได้แก่ ชิ้นส่วนเสาติดผนัง สลักจากหินทรายรูปพระกฤษณะยกเขาโควรรธนะ (Fragment of a Pilaster with Krishna lifting Mount Govardhana) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสถาปัตยกรรมประเภทปราสาทหิน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 17 หรือประมาณ 900 ปี ทั้งนี้กรมศิลปากรได้มอบหมายให้สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติตรวจสอบข้อมูลโบราณวัตถุดังกล่าว พบว่าเป็นชิ้นส่วนเสาติดผนังด้านซ้ายของกรอบประตูมณฑปด้านทิศตะวันออกของปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งคาดว่าถูกลักลอบนำออกไปจากประเทศไทยราวปี พ.ศ. 2508 ก่อนที่กรมศิลปากรจะเริ่มโครงการบูรณะปราสาทพนมรุ้ง              ก่อนหน้านี้ ดร. Nicolas Revire ผู้เชี่ยวชาญ ด้านศิลปะและโบราณคดีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสถาบันศิลปะแห่งนครชิคาโก ได้เดินทางไปที่อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และพบหลักฐานที่เชื่อมั่นได้ว่าเสาติดผนังรูปพระกฤษณะยกเขาโควรรธนะที่สถาบัน ฯ ได้รับบริจาคเมื่อปี พ.ศ. 2509 นั้นมาจากปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ สถาบันฯ จึงมีความห่วงกังวลว่า โบราณวัตถุดังกล่าวอาจมีที่มาที่ขัดต่อกฎหมาย จึงมีความประสงค์ส่งมอบคืนให้แก่รัฐบาลไทย โดยสถานะปัจจุบัน คณะกรรมการบริหารทรัพย์สิน (Board of Trustees ) ของสถาบันศิลปะแห่งนครชิคาโกได้อนุมัติให้ถอดโบราณวัตถุรายการนี้ออกจากทะเบียนของสถาบันฯ แล้วตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา และได้ประสานกรมศิลปากรถึงขั้นตอนการเตรียมการส่งคืนสู่ประเทศไทย  โดยนายพนมบุตร จันทรโชติ เปิดเผยว่า ได้รายงานเรื่องดังกล่าวต่อนางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อทราบในเบื้องต้นด้วยแล้ว             โดย รมว. สุดาวรรณ มีความเห็นว่า แม้โบราณวัตถุดังกล่าวจะไม่ได้อยู่ในรายการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศ เป็นการเสนอคืนของสถาบันศิลปะแห่งนครชิคาโก ก็ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ประเทศไทยจะได้รับโบราณวัตถุสำคัญกลับคืนมา ซึ่งสามารถนำมาเติมเต็มชิ้นส่วนที่ขาดหายไปของโบราณสถานให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ในนามของกระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย จึงขอแสดงความชื่นชมและขอบคุณสถาบันศิลปะแห่งนครชิคาโกเป็นอย่างยิ่ง ที่ตระหนักถึงจรรยาบรรณในการครอบครองโบราณวัตถุที่มีที่มาถูกต้องและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะให้ความสำคัญในการต่อต้านการค้าโบราณวัตถุที่ผิดกฎหมาย              นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวสรุปว่า การส่งคืนโบราณวัตถุครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือของทั้งสองประเทศ และเราหวังว่าสิ่งนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความร่วมมือที่จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และความร่วมมือทางวัฒนธรรมร่วมกันต่อไป     เสาติดผนัง เสาติดผนังแสดงภาพพระกฤษณะยกเขาโควรรธนะ วัสดุ   หินทราย ขนาด  สูง 95 ซม.  กว้าง 30.4 ซม.  หนา 19.3 ซม. สถานที่เก็บรักษา  สถาบันศิลปะชิคาโก (The Art Institute of Chicago) สหรัฐอเมริกา รูปแบบศิลปะ/อายุสมัย  พุทธศตวรรษที่ 17 (ประมาณ 900 ปี)สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติตรวจสอบข้อมูลโบราณวัตถุดังกล่าว พบว่าเป็นชิ้นส่วนเสาติดผนังด้านซ้ายของกรอบประตูมณฑปด้านทิศตะวันออกของปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์  


Messenger