ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,437 รายการ
เครื่องมือเครื่องใช้ในพิธีกรรมตอน พับสา พับสา หรือ ปั๊บสา เป็นสมุดที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อบันทึกเรื่องราวจนกลายเป็นเอกสารของชาวล้านนา ที่มีความสำคัญรองจากคัมภีร์ใบลาน พับสา ทำขึ้นจากต้นปอสา หากทำจากต้นข่อย จะเรียกชื่อว่า สมุดข่อย ในการทำสมุดมักทำความหนาและความกว้างให้เพียงพอต่อการบันทึกข้อความ พับสา แบ่งออกเป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๑. พับสาลั่น มีลักษณะเป็นกระดาษสาแบบยาว พับซ้อนกันไปมาเป็นขั้น ๆ วิธีใช้ คือ เปิดพับขึ้นไปทีละด้าน สามารถบันทึกข้อความได้ทั้งสองด้าน มักทาเคลือบปกด้วยยางรักสีดำทั้งด้านหน้าปกและด้านหลังตัวเล่ม ขนาดตัวเล่ม ความกว้างไม่ต่ำกว่า ๔ นิ้ว ความยาวไม่ต่ำกว่า ๘ นิ้ว ทำให้สามารถบันทึกข้อความได้ประมาณ ๕ - ๘ บรรทัด ๒. พับสาก้อม มีลักษณะไม่ต่างจากพับสาลั่นนัก แต่สามารถพกพาไปตามที่ต่าง ๆ ได้ เนื่องจากพับสาก้อมมีขนาดเล็กกะทัดรัดกว่าพับสาลั่น โดยมีความกว้างประมาณ ๓ นิ้ว ยาวไม่เกิน ๖ นิ้ว แต่ละหน้าสามารถบันทึกได้ สูงสุด ๕ บรรทัด ๓. พับหัว ใช้การเย็บหน้ากระดาษด้วยเชือกปอหรือฝ้ายในส่วนหัวของตัวเล่ม ทำให้มีลักษณะคล้ายสมุดฉีกในปัจจุบัน สามารถเปิดอ่านได้ทั้งสองหน้าพร้อมกัน คือ เปิดขึ้นไปด้านบนโดยตลอด พับหัวมีหลายขนาด ส่วนมากมักมีความกว้าง ๕ นิ้วหรือความยาวมากกว่า ๕ นิ้ว พับหัวจึงบันทึกได้หลายบรรทัดขึ้นอยู่กับความกว้างของตัวเล่ม การใช้ประโยชน์จากพับสานั้น ส่วนใหญ่จะเป็นบันทึกของชาวบ้าน ซึ่งบันทึกข้อความที่เป็นตำนานความเชื่อ ไสยศาสตร์ ยันต์ คาถา ตำรา และมีเพียงส่วนน้อยที่บันทึกเรื่องเกี่ยวกับศาสนา เช่น คำถวายทานต่าง ๆ หรือกรรมฐาน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการใช้งานในพิธีกรรมทางศาสนาของชาวบ้าน ผู้เรียบเรียง : นางสาวอริสรา คงประเสริฐ นักจดหมายเหตุภาพ :๑. หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่. ภาพพิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดเกตการาม๒. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม. ๒๕๖๓. สมุดไทย : บันทึกภูมิปัญญาและวัฒนธรรมสยาม.กรุงเทพฯ : ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.อ้างอิง : ๑. พงศธร บัวคำปัน. ๒๕๕๙. การศึกษาวิเคราะห์คำสอนในพับสาคำขับไทลื้อ ฉบับน้อยพรหม เมืองยอง.วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกศึกษา, มหาวิทยาลัยศิลปากร.๒. ก่องแก้ว วีระประจักษ์. ๒๕๕๓. การทำสมุดไทยและการเตรียมใบลาน. กรุงเทพฯ: สหประชาพานิชย์.๓. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม. ๒๕๖๓. สมุดไทย : บันทึกภูมิปัญญาและวัฒนธรรมสยาม.กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.๔. Tipitaka (DTP). ๒๕๕๙. “สมุดไทย...ทรงไว้ซึ่งสรรพศาสตร์และอัจฉริยภาพเชิงศิลป์” อยู่ในบุญ. ๑๕ (๑๖๙) : ๖๒ - ๖๖.
แหล่งเรือจมบางกะไชย ๒ เป็นแหล่งเรือจมสำเภาโบราณในสมัยอยุธยา ที่กองโบราณคดีใต้น้ำในดำเนินการขุดค้นศึกษามาอย่างต่อเนื่องถึง ๕ ครั้ง (ปีงบประมาณ ๒๕๓๗, ๒๕๔๒, ๒๕๔๓, ๒๕๔๔ และ ๒๕๔๕) ทั้งยังพบหลักฐานโบราณวัตถุสำคัญมากมายหลากหลายประเภท กองโบราณคดีใต้น้ำจึงขอนำเสนอความรู้จากหลักฐานสำคัญประเภทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเรือ ซึ่งก็คือ สมอไม้ ของเรือบางกะไชย ๒ ที่มาของข้อมูล : กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร https://www.facebook.com/100069197290106/posts/291975493119025/?d=n
เฉลวและขุนเพ็ด จิตรกรรมสีฝุ่นบนตู้พระธรรม
สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓
สมบัติเดิมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่บนพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ภาพวิถีชีวิตบนตู้พระธรรมเขียนด้วยสีฝุ่นเรื่องรามเกียรติ์ ตอนหนุมานสืบข่าวนางสีดาที่กรุงลงกา ตอนล่างของเป็นภาพชุมชนนอกกำแพงเมืองกรุงลงกา มีภาพเด็กชายห้อยขุนเพ็ดที่เอวสองคน และมีการประดับเฉลวที่ชานหลังคา
เฉลว (ตะเหลว ตะแหลว ตำแหลว) เป็นเครื่องจักสานชนิดหนึ่งทำด้วยตอก นำมาขัดเป็นมุม ๆ ตั้งแต่ ๕ มุมขึ้นไป มีทั้งแบบ “เฉลวขนาดเล็ก” สำหรับปักใบตองที่ปิดปากหม้อยา ซึ่งเชื่อว่าสามารถปัดเป่าผีร้ายหรือป้องกันนักสิทธิ์ วิทยาธรมิให้มาแย่งเอาฤทธิ์ของว่านยาในหม้อนั้น รวมทั้งเป็นเครื่องหมายแสดงว่าหม้อยาใบนี้ปรุงไว้อย่างเฉพาะกรรมวิธีไม่ต้องการให้ใครมายุ่งเกี่ยว และ “เฉลวขนาดใหญ่” ใช้ปักไว้บนเสาหรือแขวนไว้อยู่ชานหลังคา เป็นเครื่องหมายป้องกันสิ่งชั่วร้ายหรือผีปีศาจ มิให้เข้ามากล้ำกราย
อีกทั้งเฉลวยังเป็นเครื่องหมายเกี่ยวข้องกับด่านเก็บภาษีดังปรากฏในนิราศนรินทร์ ของนายนรินทร์ธิเบศร์ (อิน) ช่วงที่เดินทางผ่านย่านคลองด่าน (ปัจจุบันคือบริเวณปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ) ไปยังวัดนางนอง ความว่า
๏ มาด่านด่านบ่ร้อง เรียกพัก พลเลย
ตาหลิ่งตาเหลวปัก ปิดไว้
นอกจากนี้ในบางกลุ่มชาติพันธุ์ทางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือยังเชื่อว่าเฉลวเป็นเครื่องหมายที่แบ่งแยกระหว่างพื้นที่ของคนเป็นกับผู้วายชนม์ ซึ่งพระยาอนุมานราชธนได้กล่าวไว้ในจดหมายถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ลงวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ความตอนหนึ่งกล่าวว่า “...ที่ประเพณีชาวพายัพและอีศานมีปักเฉลว ในเมื่อยกศพออกจากบ้านไปแล้ว ก็คงเป็นกั้นรั้วกันไม่ให้ผีกลับเข้ามาได้...”
ส่วน “ขุนเพ็ด” คือรูปจำลองของลับเพศชายขนาดต่าง ๆ ส่วนใหญ่แกะสลักจากไม้ (กรณีใช้เป็นของแก้บนที่ศาลเจ้า จะเรียกว่า “ดอกไม้เจ้า”) การห้อยขุนเพ็ดทำโดยเจาะรูที่โคน และร้อยเชือก หรือสายสร้อยผูกไว้ที่เอว เชื่อกันว่าเป็นเครื่องรางที่ป้องกันเสนียดจัญไรสำหรับเด็กชาย บางครั้งก็เรียกปลัดขิก หรือทองระอา หากเป็นเครื่องแต่งกายของเจ้านายจะเรียกว่า “ทองพระขุน” การประดับขุนเพ็ดมีหลักฐานกล่าวถึงชัดเจนตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย ปรากฏในเอกสารคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม กล่าวว่าในงานย่านป่าขันเงินที่นิยมขายเครื่องโลหะต่าง ๆ มีขุนเพ็ดจำหน่ายด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้การที่เด็กห้อยขุนเพ็ดนั้น ประการหนึ่งอาจมาจากความเชื่อที่ต้องการทำให้ผีเกลียดชังเพื่อไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับเด็ก ดังที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ว่า “...เด็กผูกขุนเพ็ดก็ดี ฤๅที่คนทำขุนเพ็ดไปถวายเจ้าก็ดี ก็น่าจะมาโดยคติอันเดียวกัน โดยประสงค์จะให้ผีชังเด็กนั้น แลให้เจ้าชังคนที่เอาขุนเพ็ดถวาย ไม่ต้องการเอาไปเมืองผี มิใช่ถวายเพราะเจ้าจะชอบพอขุนเพ็ดอย่างใด...”
ทั้งเฉลวและขุนเพ็ด เป็นตัวอย่างของเครื่องรางหรือวัตถุที่ป้องกันสิ่งชั่วร้ายหรือโรคภัยไข้เจ็บ ตามความเชื่อของคนไทยว่าผีร้ายเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคภัยแก่มนุษย์ เช่น ผีห่า-อหิวาตกโรค และโรคแม่ซื้อที่เกิดกับเด็กเล็ก เป็นต้น สามารถชมตัวอย่างเครื่องรางเหล่านี้กับเรื่องราวของการรักษาโรคด้วยผีหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ ได้ในนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พ.ศ. ๒๕๖๕ เรื่อง อาโรคยปณิธาน ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๕
อ้างอิง
กรมศิลปากร. อาโรคยปณิธาน. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์, ๒๕๖๕.
นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าฯ กรมพระยา, บันทึกเรื่องความรู้ต่าง ๆ เล่ม ๕. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: มูลนิธิเสถียรโกเศศ-นาคะประทีป, ๒๕๕๒.
ชื่อเรื่อง อาทิกมฺมปาลิ(ปาราชิกปาลิ)มหาวิยงฺคปาลิ(ปาราชิกัณฑ์)
สพ.บ. อย.บ.2/10กประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 48 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ลานดิบ ร่องชาด ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
ลองแม่ข่า คลองแม่ข่า น้ำแม่ข่า หรือ แม่น้ำข่า เป็นเส้นทางน้ำโบราณของจังหวัดเชียงใหม่ หนึ่งในชัยภูมิที่พญามังรายทรงเลือกที่จะสร้างเมืองเชียงใหม่เมื่อกว่า ๗๐๐ ปีก่อน มีความยาวประมาณ ๓๐ กิโลเมตร ทำหน้าที่เป็นคูเวียงชั้นนอกที่โอบล้อมเมือง และเป็นทางระบายน้ำล้นลงสู่แม่น้ำปิงช่วยการป้องกันน้ำท่วม สายน้ำแห่งนี้เป็น ๑ ใน ๗ ศุภนิมิตรมงคล ในการเลือกพื้นที่สร้างเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในพงศาวดารโยนก ความว่า “มีกวางเผือกสองตัวแม่ลูกมาแต่ป่าใหญ่หนเหนือเข้าอาศัยอยู่ในที่ชัยภูมิ นี้มีคนเป็นอันมากมากระทำสักการบูชาเป็นชัยมงคลประการหนึ่ง อนึ่งมีฟานเผือกสองตัวแม่ลูกเข้าอาศัยในชัยภูมิ ที่นี้ต่อสู้ฝูงสุนัขทั้งหลายของนายพรานทั้งหลายได้สุนัขพ่ายไปเป็นชัยมงคลประการที่สอง อนึ่งเราทั้งหลายได้เห็นมหาเศวตมุสิกะหนูเผือกตัวใหญ่กับบริวาร ๔ ตัวออกจากชัยภูมินี้เป็นชัยมงคลประการที่สาม อนึ่งพื้นภูมิสถานที่อันจะตั้งพระนครนี้สูงเบื้องตะวันตกเอียงหาตะวันออกเป็นชัยมงคลประการที่สี่ อนึ่งอยู่ที่นี่เห็นน้ำตกและเขาอุสุจบรรพตคือดอยสุเทพไหลลงมาเป็นลำน้ำไหลขึ้นไปหนเหนือแล้วเลี้ยวไปหนตะวันออก แล้ววนลงไปทิศใต้ แล้วไปทิศตะวันตกโอบล้อมเวียงกุมกาม ลำน้ำนี้เป็นนครคุณเกี้ยวกอดเมืองอันนี้ไว้เป็นชัยมงคลประการที่ห้า อนึ่งแม่น้ำนี้ไหลแต่ดอยลงมาที่ขุนน้ำได้ชื่อว่าแม่ขานไหลไปตะวันออกแล้วจึงไปทิศใต้เทียบข้างแม่พิงค์ไปได้ชื่อว่าแม่โท อนึ่งหนองใหญ่มีอยู่หนตะวันออกเฉียงเหนือแห่งชัยภูมิคือหนอีสานดังนี้ ท้าวพระยานานาประเทศจักมาบูชาเป็นชัยมงคลประการที่หก อนึ่งแม่น้ำระมิงค์อันเป็นแม่น้ำใหญ่ไหลมาแต่มหาสระซึ่งพระพุทธเจ้าได้มาอาบยังดอยสลุง ไหลมาเป็นขุนน้ำแม่ระมิงค์กรายไปตะวันออกเวียงเป็นชัยมงคลประการที่เจ็ดรวมเป็นชัยมงคล ๗ ประการ” อีกทั้งปรากฏ ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ความว่า “...อยู่ที่นี่ หันน้ำตกแต่อุชุปัตตาดอยสุเทพ มาเป็น แม่น้ำไหลไปหนเหนือ แล้วไหลดะไปหนวันออก แล้วไหลไปใต้ แล้วไหลไปวันตกเกี้ยวเวียงกุมกาม แม่น้ำนี้เป็นนครคุณเกี้ยวเมืองอันนี้...” แต่จากการขยายตัวของชุมชนเมือง ทำให้เกิดปัญหาด้านสภาพแวดล้อม คุณภาพน้ำต่ำเกินค่ามาตรฐาน ความทรงจำด้านประวัติศาสตร์ของสายน้ำถูกกลืนหายไปกับความเจริญที่รุกคืบเข้ามาอย่างรวดเร็ว ระบบนิเวศเสื่อมโทรม จนในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ แนวคิดในการฟื้นฟูคลองแม่ข่าจึงเกิดขึ้น โดยอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ขุดลอกคลอง รณรงค์สร้างความร่วมมือของภาคประชาชนในการดูแลรักษาแหล่งน้ำ การจัดการระบบบัดน้ำเสียในเขตพื้นที่เมือง การปรับปรุงภูมิทัศน์เปิดพื้นที่เพื่อสาธารณประโยชน์ของชุมชน รวมทั้งเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยว อันเป็นการปลุกสายน้ำแห่งนี้ให้มีชีวิตเช่นครั้งอดีต#คลองแม่ข่า#เอกสารจดหมายเหตุ#หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถเชียงใหม่#สำนักศิลปากรที่๗ผู้เรียบเรียง : นายวีระยุทธ ไตรสูงเนิน นักจดหมายเหตุชำนาญการ ภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่. ภาพส่วนบุคคล ชุด นายบุญเสริม สาตราภัย.อ้างอิงพลโท ดำรงค์ คงเดช. ๒๕๖๔. การบูรณาการความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูสภาพลำน้ำคลองแม่ข่า จังหวัดเชียงใหม่. วารสารทหารพัฒนา ปีที่ ๔๕ (ฉบับที่ ๓ กันยายน - ธันวาคม ๒๕๖๔) : หน้า ๑.สำนักงานจังหวัดเชียงใหม่. ๒๕๖๑. แผนแม่บทคลองแม่ข่า (๒๕๖๑ - ๒๕๖๕). เชียงใหม่.อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และ เดวิด เค. วัยอาจ. ๒๕๔๗. ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่ : สำนักพิมพ์ซิลค์เวอร์มกรมศิลปากร. ๒๕๐๔. พงศาวดารโยนก ฉบับหอสมุดแห่งชาติ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์รุ่งเรืองรัตน์. สรัสวดี อ๋องสกุล. ๒๕๕๗. ประวัติศาสตร์ล้านนา. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์.
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 32/1ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 82 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 54.5 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 161/5 เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)
พระพิมพ์ดินเผาภาพพระพุทธเจ้าขนาบข้างด้วยรูปบุคคล สมัยทวารวดี
พระพิมพ์ดินเผาภาพพระพุทธเจ้าขนาบข้างด้วยรูปบุคคล จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
พระพิมพ์ดินเผา ขนาดกว้าง ๓ เซนติเมตร ยาว ๔.๓ เซนติเมตร ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านบนโค้งมน ด้านหน้าค่อนข้างลบเลือนมาก จากการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบกับพระพิมพ์ที่มีสภาพสมบูรณ์ สันนิษฐานว่ามีภาพพระพุทธเจ้าแสดงวิตรรกมุทรา (ปางแสดงธรรม) นั่งห้อยพระบาทอยู่ตรงกึ่งกลาง ขนาบข้างด้วยรูปบุคคลยืนตริภังค์ (ยืนเอียงสะโพก) ที่อาจเป็นพระโพธิสัตว์หรือเทวดา ด้านล่างมีรูปธรรมจักรหันด้านสันออกมาด้านหน้าขนาบข้างด้วยรูปสถูป ด้านบนมีภาพพระพุทธเจ้าแสดงปางสมาธิเรียงกัน ๓ องค์ กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๕ (ประมาณ ๑,๑๐๐ – ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว)
พระพิมพ์รูปแบบคล้ายคลึงกันนี้พบจากแหล่งโบราณสมัยทวารวดีหลายแห่ง เช่น วัดพระเมรุ พระปฐมเจดีย์ และที่ตำบลพระประโทน จังหวัดนครปฐม โดยเฉพาะที่เจดีย์หมายเลข ๓ เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ยังพบพระพิมพ์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก แตกต่างเพียงพระพุทธเจ้านั่งขัดสมาธิราบแทนนั่งห้อยพระบาท นอกจากนี้ยังพบพระพิมพ์ดินดิบศิลปะศรีวิชัยรูปแบบคล้ายคลึงกันนี้ตามแหล่งโบราณคดีที่ตั้งอยู่บริเวณภาคใต้ของประเทศไทยอีกด้วย เช่น ถ้ำเขาอกทะลุ และถ้ำคูหาสวรรค์ จังหวัดพัทลุง และควนสราญรมย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้น แสดงถึงความสัมพันธ์และการติดต่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกันระหว่างศิลปะทวารวดีและศรีวิชัย ซึ่งเจริญขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน
นักวิชาการสันนิษฐานคติการสร้างออกเป็น ๒ แนวทาง คืออาจสร้างขึ้นเพื่อแสดงถึงเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง “สัทธรรมปุณฑริกสูตร” แก่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายบนเขาคิชฌกูฏ หรือยอดเขาแร้ง ใกล้กรุงราชคฤห์ ตามคัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตรของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน หรืออาจแสดงถึงเหตุการณ์ในพุทธประวัติตอนแสดงมหาปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี ตามคัมภีร์ชาดกอรรถกถาภาษาบาลี ของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทก็เป็นได้
เอกสารอ้างอิง
ธนกฤต ลออสุวรรณ. “การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่า จีน: กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขา โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖.
นิติพันธุ์ ศิริทรัพย์. “พระพิมพ์ดินเผาสมัยทวารวดีที่นครปฐม”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๔.
สุรสวัสดิ์ สุขสวัสดิ์, ม.ล. “การศึกษาพระพิมพ์ภาคใต้ของประเทศไทย”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหา บัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๘.
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 15/7ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 42 หน้า : กว้าง 4.7 ซม. ยาว 56 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
ชื่อผู้แต่ง ชาดก
ชื่อเรื่อง จันทกุมารชาดกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระจันทบุรีนฤนาถ ทรงแปล จากภาษาบาลี
ครั้งที่พิมพ์ พิมพ์ครั้งที่สี่
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์
ปีที่พิมพ์ ๒๕๓๐
จำนวนหน้า ๖๖ หน้า
พระบามสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พิมพ์พระราชทานในงานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ นายแพทย์หม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์ กิติยากร ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์วัดเทพศิรินทราวาส หนังสือเรื่อง “จันทกุมารชาดก” พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระจันทบุรีนฤนาถ ทรงแปล จากภาษาบาลี แล้วประทานแก่บัณฑิตยสภาให้พิมพ์ไว้ในหนังสือนิบาตชาดก เล่ม ๒๑
ชื่อผู้แต่ง พระธรรมโสภณ
ชื่อเรื่อง สันโดษทำให้ไทยล้าหลังหรือ?
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพมหานคร
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์ไทยเขษม
ปีที่พิมพ์ ๒๕๑๙
จำนวนหน้า ๑๖๑ หน้า
เจ้าภาพได้จัดพิมพ์หนังสือ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ รองอำมาตย์ตรี ชัย เรืองศิลป์ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม กล่าวถึง ประวัติผู้วายชนต์ คุณความดี บทความเรื่อง สันโดษทำให้ไทยล้าหลังหรือ ซึ่งมีการเขียนตามสำเนาความแห่งพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้ มีอยู่ สันโดษ ทำคนผู้มีสันโดษนั้นให้ต้องเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติเฉพาะหน้าในกรณีนั้น สันโดษตามพระพุทธเจ้าตรัสไว้นี้เป็นสันโดษในทรัพย์สินหน้าที่การงาน ปศุสัตว์และบุคคล เรื่องสังคมไทยในศตวรรษที่ ๒๔ ที่คุณชัย เรืองศิลป์ ได้แต่งไว้นี้ เป็นเรื่องที่ให้ความรู้ในประวัติศาสตร์แห่งชาติไทยในตอนนั้นเป็นอย่างดี
เลขทะเบียน : นพ.บ.431/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 46 หน้า ; 5 x 57 ซ.ม. : ทองทึบ-ชาดทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 156 (131-140) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : พระวินัยย่อ--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม