ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,656 รายการ


พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์.  ชุมนุมพระนิพนธ์.  กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2522.         รวบรวมพระนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ โดยแยกเป็นบันทึกส่วนพระองค์ กวีนิพนธ์ คำขวัญ คำนำและคำนิยม คำไว้อาลัย คำกราบบังคมทูล พระราชดำรัสและสุนทรพจน์ สื่อสารมวลชน การเมือง การปกครอง การต่างประเทศและสหประชาชาติ ปรัชญา หลักภาษา และวรรณคดี ซึ่งเป็นประมวลเฉพาะพระนิพนธ์ที่เป็นภาษาไทย


องค์ความรู้ทางโบราณคดี เรื่อง : เมืองโบราณในแอ่งที่ราบเชียงราย โดย : สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่            แอ่งที่ราบเชียงรายเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวโยนหรือชาวยวน​​ และเป็นถิ่นกำเนิดของพญามังราย​ ปฐมกษัตริย์ของอาณาจักรล้านนา​ ซึ่งในบริเวณนี้มีการตั้งถิ่นฐานมาก่อนพุทธศตวรรษที่​ 19​ แล้ว            ในตำนานพื้นเมืองต่าง ๆ ของล้านนากล่าวถึงการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในแอ่งที่ราบแห่งนี้​ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่​ 12​ รวมทั้งในตำนานท้าวฮุ่ง - ท้าวเจือง​ ก็ทำให้เห็นภาพของกลุ่มบ้านเมืองบริเวณนี้ในช่วงพุทธศตวรรษที่​ 17            จากการศึกษาภาพถ่ายดาวเทียมของ​ อาจารย์ทิวา​ ศุภจรรยา​ และจากการสำรวจทางโบราณคดีของกรมศิลปากร​ พบเมืองโบราณในแอ่งแอ่งเชียงรายมากกว่า​ 120​ เมือง​ และบริเวณที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นเมืองโบราณอีกประมาณ​ 40​ แห่ง             เมืองเหล่านี้กระจายตัวอยู่ตามแนวขอบของแอ่งที่ราบ​ หรือบริเวณที่เป็นเชิงเขา​ แต่ไม่ห่างจากแม่น้ำสายหลักมากนัก​ โดยพื้นที่เหล่านี้จะไม่ได้รับผลกระทบในฤดูน้ำหลาก​ และยังสะดวกต่อการติดต่อคมนาคมและการค้ากับเมืองอื่น ๆ             เมืองใหญ่/เมืองสำคัญแต่ละแห่ง​ มักมีระยะห่างจากเมืองใหญ่อีกแห่งที่ใกล้ที่สุด​ ค่อนข้างเป็นระยะแน่นอน​ คือ​ 30​ หรือ​ 60​ กิโลเมตร​ โดยมีชุมชนเล็กๆ​ (ที่เรียกในตำนานต่าง ๆ ว่า​ บ้าน)​ กระจายตัวอยู่ตามเส้นทางสัญจร              ดังนั้น​ จึงกล่าวได้ว่าบ้านเมืองในแอ่งที่ราบเชียงรายนี้​ มีพัฒนาการ​ ความเจริญ​ ความมั่งคั่ง ในระดับที่ทำให้พญามังรายสามารถรวบรวมกำลังคน ข้ามไปยังแอ่งที่ราบเชียงใหม่เพื่อขยายบ้านเมือง​ และก่อร่างสร้างอาณาจักรล้านนาขึ้นมาได้              ซึ่งในปัจจุบัน​ เมืองโบราณเหล่านี้ยังไม่ได้รับการศึกษาทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบ​ ซึ่งจะทำให้ทราบถึงความสำคัญและอายุสมัย​ อันจะสนับสนุนเรื่องราวในตำนานต่าง ๆ ได้ ** ที่มาของชื่อชาวโยน หรือชาวโยนก ติดตามได้จากลิงค์นี้ https://www.facebook.com/1440813319503278/posts/2980207115563883/?d=n - เรียบเรียงโดย - นางสาวนงไฉน  ทะรักษา นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่


อารยธรรมวิวัฒน์ ลพบุรี – ศรีรามเทพนครEvolving Civilization : From Lopburi to Ayutthaya Periods------------------------------------------------------------------------------------------------------ ระยะเวลา  : ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน จนถึง 30 มิถุนายน 2564 (ขยายเวลาจัดแสดงถึง 30 กันยายน 2564)สถานที่     : พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)                 เวลา 09.00 – 16.00 น. (ปิดวันจันทร์ – อังคาร) เรื่องย่อ     : สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้กำหนดจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “อารยธรรมวิวัฒน์ ลพบุรี-ศรีรามเทพนคร”                 แสดงให้เห็นอิทธิพลของศิลปะลพบุรี (เขมรในประเทศไทย) ที่ส่งผลต่อบ้านเมืองไทยในสมัยต่อมาโดยเฉพาะศิลปะอยุธยา และยังคง                ตกทอดมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์  โดยนิทรรศการนี้ได้เลือกนำโบราณวัตถุชิ้นสำคัญมาจัดแสดง คือ ชิ้นส่วนประติมากรรมพระโพธิสัตว์               สำริดจากบ้านโตนด อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นประติมากรรมที่จัดอยู่ในกลุ่มประโคนชัย (ศิลปกรรมที่ได้รับอิทธิพลเขมร                พบมากบริเวณที่ราบสูงโคราช) โดยการประกอบชิ้นส่วนประติมากรรมที่พบ ติดตั้งบนหุ่นจำลองขนาดเท่าจริงตามรูปแบบการสันนิษฐาน                และการบูรณาการทางด้านวิชาการระหว่างนักวิชาการหลายแขนง ทั้งภัณฑารักษ์ นักวิทยาศาสตร์ นายช่างศิลปกรรม และนักวิชาการ                ช่างศิลป์ เป็นการนำเสนอความรู้เกี่ยวกับรูปแบบของศิลปกรรมในพื้นที่ราบสูงโคราช ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผลการศึกษาในการจัดทำข้อมูล                เพื่อการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย ที่ได้เริ่มอย่างเป็นทางการตั้งแต่พุทธศักราช 2560 เป็นต้นมา                 หนึ่งในภารกิจคือ การติดตามทวงคืนประติมากรรมในกลุ่มประโคนชัย จำนวน 18 รายการจากพิพิธภัณฑสถานในประเทศสหรัฐอเมริกา                 ประกอบกับพุทธศักราช 2564 ห้องจัดแสดงศิลปะลพบุรี ในอาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครอยู่ระหว่างการ                ปรับปรุงการจัดแสดง ทำให้โบราณวัตถุศิลปะลพบุรีถูกจัดเก็บไม่สามารถให้คนเข้าชมได้ แต่มักมีนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และ                ผู้สนใจ แสดงความประสงค์ที่จะเข้าชมโบราณวัตถุเหล่านั้นอยู่เสมอ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจึงนำโบราณวัตถุดังกล่าว                มาจัดนิทรรศการหมุนเวียนให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้ศึกษาหาความรู้ได้อย่างกว้างขวางและครอบคลุมยิ่งขึ้น



มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศล ซึ่งสมเด็จพระเจ้าภคีนีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพรรณวดี ทรงบำเพ็ญในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๗ ครบ ๔๙ ปี


          นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ ได้รายงาน ผลการขุดแต่งทางโบราณคดีโบราณสถานวัดส้มสุก ตำบลมะลิกา อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็น แหล่งโบราณสถานขนาดใหญ่ที่สุดในแอ่งที่ราบฝาง พบหลักฐานยืนยันอิทธิพลวัฒนธรรมสุโขทัย ที่แพร่หลายเข้าสู่ดินแดนล้านนาโบราณเมื่อกว่า ๖๐๐ ปีมาแล้ว          อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่าในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ กรมศิลปากรได้ดำเนินโครงการขุดแต่งโบราณสถานวัดส้มสุก ตำบลมะลิกา อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ต่อจากระยะแรกเมื่อปี ๒๕๕๘ ในขณะนี้ มีโบราณสถานที่ดำเนินการขุดค้นแล้ว ได้แก่ เจดีย์ประธานทรงระฆังมีช้างล้อมรอบฐาน วิหารขนาดใหญ่ ซึ่งพบร่องรอยการปฏิสังขรณ์ ๓ ครั้ง ซุ้มประตูโขงและอาคารใหญ่น้อยอีกประมาณ ๑๐ หลัง พบโบราณวัตถุสำคัญ ได้แก่ พระพิมพ์เนื้อชินมีจารึกคาถา “จะภะกะสะ” ซึ่งเป็นคาถาที่ปรากฏในคัมภีร์วิชรสารัตนสังคหะ รจนาโดย พระรัตนปัญญาเถระภิกษุในนิกายวัดสวนดอกเมื่อ พ.ศ. ๒๐๗๘ นอกจากนั้นยังพบจารึกอักษรฝักขามบนแผ่นอิฐหน้าวัวและอิฐรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีทั้งที่จารเป็นอักษร ๑ – ๒ ตัว และเป็นข้อความหรือภาพลายเส้นเป็นลวดลายต่าง ๆ มากกว่า ๒๐๐ ก้อน จนอาจกล่าวได้ว่าวัดส้มสุกเป็นวัดที่มีจารึกมากที่สุดในประเทศไทย เบื้องต้น นักโบราณคดีได้จำแนกจารึกบนก้อนอิฐที่พบออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มที่เขียนเป็นข้อความ ส่วนใหญ่ระบุชื่อบุคคลที่อาจหมายถึงผู้ปั้นหรือผู้บริจาคอิฐก้อนนั้น ๆ และกลุ่มที่เขียนเป็นตัวอักษร ๑ - ๒ ตัว ซึ่งส่วนใหญ่พบบนอิฐหน้าวัว ที่ประกอบกันเป็นเสาอาคาร มีข้อสังเกตว่าในเสาต้นเดียวกันส่วนใหญ่จะเป็นการจารึกตัวอักษรตัวเดียวกัน เบื้องต้นนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับการให้รหัสสำหรับการก่อสร้าง หรือเทคนิคการผลิต หรืออาจหมายถึงกลุ่มบุคคล กลุ่มข้าวัด หัววัด หรือศรัทธาวัดแต่ละหมู่บ้าน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันซ่อมสร้างวัดโบราณแห่งนี้ขึ้น อย่างไร ก็ตามจารึกทั้งหมดยังอยู่ระหว่างการศึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณ ซึ่งจะมีสรุปรายงานผลการศึกษาทั้งหมดอย่างเป็นทางการต่อไป           การขุดแต่งโบราณสถานวัดส้มสุก เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรและชุมชน ในตำบลมะลิกา ที่ต้องการอนุรักษ์และพัฒนามรดกทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าของท้องถิ่น โดยในปีงบประมาณเดียวกันนี้ กรมศิลปากรยังได้อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมอีก ๑.๑ ล้านบาท สำหรับการขุดค้นและดำเนินการทางโบราณคดีให้ครบถ้วน เพื่อขยายผลการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดีให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น อีกทั้งจะนำไปสู่การต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ชาวอำเภอแม่อายได้ต่อไปในอนาคต



องค์ความรู้ : อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เรื่อง : แผ่นทองคำรูปดอกบัวแปดกลีบ สัญลักษณ์มงคล ณ ปราสาทเมืองต่ำ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๑ - ๒๕๓๒ กรมศิลปากรทำการขุดแต่งปราสาทเมืองต่ำ ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ได้พบโบราณวัตถุสำคัญหลายรายการ ที่น่าสนใจคือ “แผ่นทองคำรูปดอกบัวแปดกลีบ” โดยแผ่นทองคำนี้พบอยู่ในตำแหน่งเดิมยังไม่ถูกเคลื่อนย้าย (In situ) บริเวณห้องโถงกลางค่อนไปทางมุขหลังด้านทิศตะวันตกของโคปุระหรือซุ้มประตูกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออก โบราณวัตถุดังกล่าวพบอยู่ใต้แผ่นหินทรายปูพื้น สกัดเป็นหลุมสี่เหลี่ยมขนาด ๑๐ x ๑๐ เซนติเมตร ใช้หินทรายขนาดพอดีกันปิดทับไว้ จากการขุดค้นเมื่อเปิดแผ่นหินทรายที่ปิดไว้ออก พบแผ่นทองคำรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด ๗.๗ x ๗.๗ เซนติเมตร ดุนลายเป็นรูปดอกบัวแปดกลีบ ตรงกึ่งกลางเกสรทำเป็นวงกลมซ้อนกัน ๒ วง ใต้แผ่นทองแผ่นใหญ่มีแผ่นทองขนาดเล็กกว้าง ๑.๘ เซนติเมตร น้ำหนัก ๐.๔ กรัม ไม่มีลวดลาย และพบเศษโลหะชำรุดสนิมกัดผุกร่อนอีก ๒ ชิ้นด้วย ลักษณะแผ่นทองที่พบมีความคล้ายคลึงกับแผ่นทองจากพลับพลาเปลื้องเครื่องปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ แผ่นทองคำพบที่ปราสาทพิมาย จังหวัดนครราชสีมา และแผ่นทองคำพบที่ปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ โดยดุนลายเป็นรูปดอกบัวแปดกลีบ แต่แตกต่างกันที่ขนาดและการตกแต่งในรายละเอียด สันนิษฐานว่าแผ่นทองคำเหล่านี้เป็นของที่บรรจุไว้เพื่อความเป็นมงคล ซึ่งจะอยู่ตามตำแหน่งต่าง ๆ ของอาคาร นอกจากนี้ยังพบว่าในวัฒนธรรมเขมรโบราณยังมีการทำแท่งหินรูปสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ เจาะช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ตรงกลางรายรอบด้วยช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ตื้นๆ เรียงกันเป็นระยะ สำหรับบรรจุวัตถุมงคลไว้ใต้ฐานรูปเคารพ หรือในส่วนของยอดปราสาทลักษณะคล้ายการวางศิลาฤกษ์ในปัจจุบันอีกด้วย การสลักดุนลวดลายเป็นดอกบัวแปดกลีบ สันนิษฐานว่าหมายถึงการจำลองผังของจักรวาล อันประกอบด้วยทิศสำคัญทั้ง ๘ ทิศ หรืออาจบ่งบอกถึงความสะอาดบริสุทธิ์ ที่มีความเป็นสิริมงคลของดอกบัว โดยบริเวณกลางห้องโถงใกล้ที่พบแผ่นทอง ณ ปราสาทเมืองต่ำ มีภาพสลักดอกบัวแปดกลีบบนแผ่นหินทราย ปูพื้นอีกเช่นกัน นอกจากนี้ที่สะพานนาคราชช่วงที่ ๑ และช่วงที่ ๒ ของปราสาทพนมรุ้ง ก็พบภาพดอกบัวแปดกลีบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าศาสนสถานทั้ง ๒ แห่งนี้ให้ความสำคัญกับดอกบัว ซึ่งเป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ เมื่อผู้มาสักการะเทพเจ้าได้เดินผ่านดอกบัวนี้ก็เปรียบเสมือนการได้ชำระล้าง ได้รับความเป็นมงคล และได้สักการะเทพประจำทิศทั้ง ๘ ไปในคราวเดียวกันด้วย แผ่นทองคำที่พบ ณ ปราสาทเมืองต่ำคงทำขึ้นและถูกบรรจุไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งสร้างปราสาท ซึ่งคงมีอายุร่วมสมัยกันในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ หรือเมื่อ ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว ปัจจุบันแผ่นทองคำดังกล่าวเก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย จังหวัดนครราชสีมา เรียบเรียงโดย: นายกฤษณพงศ์ พูนสวัสดิ์ นักโบราณคดี อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เอกสารอ้างอิง: กรมศิลปากร, สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๙ นครราชสีมา. ปราสาทเมืองต่ำ. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๔๐. พิสิฐ เจริญวงศ์ และคณะ. ปราสาทพนมรุ้ง. พิมพ์ครั้งที่ ๖. บุรีรัมย์: อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง กรมศิลปากร, ๒๕๕๑. สามารถ ทรัพย์เย็น และคณะ. รายงานการขุดแต่งโบราณสถานปราสาทเมืองต่ำ และการขุดตรวจเพื่อค้นหาแหล่งชุมชนโบราณบริเวณโดยรอบปราสาทเมืองต่ำ. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๓๖.




ชื่อเรื่อง                                บทสวดมนต์วนฺทิตฺวา (วนฺทิตฺวา) สพ.บ.                                  258/1ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           36 หน้า กว้าง 6 ซ.ม. ยาว 58 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                           ชาดก                                           เทศน์มหาชาติ                                           คาถาพัน บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากวัดทุ่งอุทุมพร ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี



เลขทะเบียน : นพ.บ.152/2ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  54 หน้า ; 4.5 x 53 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 93 (1-16) ผูก 2 (2565)หัวเรื่อง : สทฺทสารตฺชาลินี(ศัพท์สัททสารัตถชาลินี)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เสด็จพระราชดำเนินทรงงานในพื้นที่ภาคเหนือ : ตอนที่ ๑ เชียงใหม่ตลอดระยะเวลา ๗๐ ปี ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติ พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อรับทราบปัญหาและทรงหาแนวทางการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติและประชาชน ทรงอุทิศพระวรกายบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการในการพัฒนาประเทศเพื่อความผาสุก ความเจริญรุ่งเรือง และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพสกนิกรชาวไทย๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๔ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในโอกาสนี้ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่เสด็จพระราชดำเนินทรงงานในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้ ภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่


black ribbon.