ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,653 รายการ

ผู้แต่ง : บริษัทศิวกรการช่าง ปีที่พิมพ์ : 2536 สถานที่พิมพ์ : เชียงใหม่ สำนักพิมพ์ : ม.ป.พ.      พระเจดีย์หลวงเป็นสถานที่นับได้ว่ามีความสำคัญที่สุดอีกแห่งของภาคเหนือหรือดินแดนล้านนาในอดีต มีประวัติการก่อสร้างที่ยาวนานเกือบ 600 ปี เป็นที่เคารพนับถือของบรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จนในปีพ.ศ. 2533 รัฐบาลภายใต้การนำของอดีตนายกรัฐมนตรี พลเอกชาติชาย ชุณหะวัน บรรดานักวิชาการ พุทธศาสนิกชนชาวเชียงใหม่และใกล้เคียง ร่วมแรงร่วมใจกัน รณรงค์ให้มีการบูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์หลวง รัฐบาลได้มอบหมายให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการศึกษาและออกแบบเพื่อบูรณปฏิสังขรณ์



ผู้เขียน:  หอจดหมายเหตุเเห่งชาติ จันทบุรี คำอธิบาย: บัญชีสืบค้นเอกสารจดหมายเหตุชุดมณฑลจันทบุรี เอกสารต้นฉบับเก็บรักษาไว้ที่หอจดหมายเหตุเเห่งชาติ จันทบุรี เพื่อให้บริการเเก่ผู้ค้นคว้าทั่วไป ครั้งที่พิมพ์ : 1, ธันวาคม 2554 ,



ดาวน์โหลดเอกสาร


วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน 2559 นางวิรยาร์ ชำนาญพล หัวหน้ากลุ่มระบบสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม กล่าวเปิดการอบรม "ระบบคลังข้อมูลดิจิทัล กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม" แก่เจ้าหน้าที่สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์และหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ณ ห้องอบรมคอมพิวเตอร์ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม ตึกธนาลงกรณ์ ชั้น 8 ในการนี้บริษัทบุ๊คโดส จำกัด จัดส่งวิทยากรเพื่อให้ความรู้ พร้อมด้วยนางสาวสรินยา ร่างสม นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ นายต่อพงศ์ เหลืองชัยวัฒนา นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ นางสาวตรีชฏา แสนศรีชัย นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ นายณัฐภัทร สุขวิลัย นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ และนายอภิญญา รุ่งพิทักษ์มานะ นักจัดการงานทั่วไป ร่วมอบรมในครั้งนี้


ขวานหินขัด (Polished Stone Axes)      แบบศิลปะ/อายุสมัย     สมัยก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว ๓,๕๐๐ – ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว                          วัสดุ     หินทราย                       ประวัติ    พบที่บ้านเพี้ยสุข ตำบลราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์                    ขวานหินขัดไม่มีบ่า สำหรับใช้งานในลักษณะสับตัด เป็นเครื่องมือที่พบมากในแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ สมัยสังคมเกษตรกรรมระยะแรก             Style/Origin     Prehistoric period, 1,500 – 500 B.C.)                   Material     Sandstone             Provenance     Ban Peasuk, Ram sub-district, Mueang district,                                      Surin Province                       Polished Stone Axes were used for chopping and cutting, and were mostly found in the early peasant communities of the Prehistoric period (1,500 – 500 B.C.)                     ขวานหินขัดหรือ ขวานฟ้าคือ เครื่องมือเครื่องใช้ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ผลิตขึ้นเมื่อประมาณ ๔,๕๐๐ – ๓,๕๐๐ ปีมาแล้ว มีลักษณะเป็นก้อนหินที่มีการกะเทาะขัดแต่งให้เกิดความคม วิธีสังเกตว่าเป็นขวานหินหรือก้อนหินธรรมชาติ                    ๑. รูปทรง  เครื่องมือหินจะมีการขัดแต่งด้านใดด้านหนึ่งให้เกิดเป็นสันคม                    ๒. จำนวนรอยกะเทาะ สำหรับเครื่องมือหินกะเทาะ จะแยกจากหินธรรมชาติค่อนข้างยาก เพราะร่องรอยที่เกิดจากการกะเทาะนั้นอาจคล้ายกับการแตกโดยธรรมชาติ แต่สามารถสังเกตจากทิศทางของแรงอันเกิดจากการกะเทาะ ซึ่งจะมีแนวกะเทาะแตกไปในทิศทางเดียวกัน                      ๓. พื้นผิว สำหรับเครื่องมือหินขัด สังเกตได้ง่ายจากพื้นผิวที่มีลักษณะมันวาว เรียบลื่น เนื่องจากมีการขัดฝนเพื่อลบรอยขรุขระ   ขั้นตอนการทำขวานหินขัด   ๑. ใช้ค้อนที่ทำจากหินมากะเทาะหินให้เป็นรูปทรงตามที่ต้องการ              ๒. ขัดผิวขวานหินให้มัน โดยใช้ทรายหรือผงเศษหินโรยบนหิน จากนั้นใช้หินทราย ไม้ กระดูกหรือหนังสัตว์ช่วยขัด  ความเชื่อเกี่ยวกับขวานหินขัด                     ความเชื่อเรื่องขวานฟ้าถูกนำไปเชื่อมโยงกับเรื่อง เมขลากับรามสูร ซึ่งเป็นเกร็ดตอนหนึ่งจากรามเกียรติ์ มีเนื้อเรื่องดังนี้                     “นางฟ้าองค์หนึ่งนามว่า เมขลา มีหน้าที่คอยพิทักษ์รักษามหาสมุทร นางมีดวงแก้ววิเศษดวงหนึ่งซึ่งได้รับการประทานมาจากพระนารายณ์ทำให้มีอิทธิฤทธิ์ เมื่อเหาะไปแห่งหนใดเมขลาก็ถือดวงแก้ววิเศษนี้ติดตัวไปด้วยเสมอ เมื่อเจ้ายักษ์รามสูรเห็นแสงแวววาวของดวงแก้ววิเศษก็นึกอยากได้รีบเหาะติดตามหมายจะชิงมาเป็นของตน เมขลาถือดวงแก้วล่อหลอกเหาะหนี ฝ่ายรามสูรก็ควงขวานเพชรไล่ติดตามอย่างไม่ลดละ พอเข้าใกล้รามสูรจึงขว้างขวานในมือใส่ แต่แสงประกายของดวงแก้วทำให้รามสูรตาฟ้าฟาง ขวานจึงพลาดเป้าแล่นแฉลบไปตามหมู่เมฆ บางครั้งก็ลงมาถึงพื้นดินเกิดเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น”           เหตุการณ์ในเรื่องเมขลารามสูรนี้ ก็คือตำนานที่มาของปรากฏการณ์ธรรมชาติ อันได้แก่ ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่านั่นเอง คนสมัยโบราณเชื่อกันว่า เมื่อฟ้าผ่า ณ จุดใด ขวานรามสูรหรืออีกนัยหนึ่งคือ ขวานที่เทวดาขว้างมาจากฟ้าก็จะตก ณ จุดนั้น จึงเรียกว่า ขวานฟ้า   ตัวอย่างการประกอบขวานหินขัดเข้ากับด้ามของชนเผ่าโวลา   ๑. ใช้ขวานหินแต่งไม้เพื่อทำเป็นด้ามขวาน     ๒. นำขวานหินมาทดลองสวมเข้ากับด้ามไม้ และใช้ตอกมัดขวานหินกับด้ามให้แน่น   ๓. นำขวานหินประกอบเข้ากับด้ามไม้   ตัวอย่างการใช้งานขวานหินขัดของชนเผ่าโวลา (Wola) ในปาปัวนิวกินี   ๑. ใช้ถากไม้ทำด้ามหอก   ๒. ใช้ตัดไม้   ๓. ใช้แล่เนื้อ   ขวานหินขัดในวันนี้           ถึงแม้ขวานฟ้าหรือขวานหินขัดจะเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ของคนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ แต่คนในสมัยปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่นับถือในเรื่องเหนือธรรมชาติจะมีความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของขวานฟ้า ดังตัวอย่างต่อไปนี้                    ๑. นักมวยคาดเชือกในสมัยโบราณ ถือกันว่าขวานฟ้าเป็นเครื่องรางของขลัง มักจะใส่ไว้ในซองมือระหว่างพันหมัดด้วยด้ายดิบก่อนการชกมวย                    ๒. ใช้เป็นเครื่องมือรักษาโรค กดที่บวม และบดเป็นยา ในบ่อนไก่บางแห่งยังใช้ขวานฟ้าบด เพื่อใช้รักษาตาไก่ที่แตกเป็นแผล                    ๓. หากวางขวานฟ้าไว้ในยุ้งข้าว ข้าวจะไม่พร่อง หรือวางไว้ที่ลานตากข้าวเปลือก ไก่ป่าจะไม่เข้ามาจิกกิน                    ๔. ใช้ป้องกันคุณไสย ทำน้ำมนต์ ล้างอาถรรพ์ ใช้ไล่ผีโดยเอาขวานฟ้าซุกไว้ใต้ที่นอนคนที่ถูกผีเข้าสิง                    ๕. หากเก็บไว้ในบ้านสามารถป้องกันฟ้าผ่าได้                      ๖. นำขวานฟ้าใส่ไว้ในโอ่งน้ำจะทำให้น้ำเย็นและนำความร่มเย็นมาสู่ครอบครัว    ที่มาและภาพประกอบ พัชรี สาริกบุตร. เทคโนโลยีสมัยโบราณ: เครื่องมือหิน งานโลหะ เครื่องปั้นดินเผา แก้ว และลูกปัดแก้ว.                       กรุงเทพฯ:ภาควิชาโบราณคดี, คณะโบราณคดี, มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๓ ศิลปากร, กรม. นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์. กรุงเทพฯ : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง           จำกัด (มหาชน), ๒๕๕๐ http://intarch.ac.uk/journal/issue14 http://kids.britannica.com/elementary/art-88824/Thousands-of-years-ago-Stone-Age-humans-used-sticks-and http://www.astroeducation.com/content/context/ramasura-mekhala-myths-of-thunder-lightning/ https://www.gotoknow.org/posts/466960


วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๒ เวลา ๐๙.๓๐ น. คณะครูนักเรียนและผู้ปกครองโรงเรียนบ้านฝาผนังวังจาน อ. พล จ. ขอนแก่น จำนวน ๕๔ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น โดยมีนางแพรว ธนภัทรพรชัย และนักศึกษาฝึกประสบการณ์ ๕ คน คือ นางสาวรมินทร์กร พูนนาม นายสัมฤทธิ์ ภูดวง นางสาวพาทินธิดา สุขเสริม นายวัชรวิทย์ ปัญญะพงษ์ และนางสาวบุศรา ถามณีศรี เป็นวิทยากรนำชม


จัดแสดงหลักฐานทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ได้แก่ โบราณศิลปวัตถุจากโบราณสถานสำคัญในจังหวัดสุพรรณบุรี ทั้งสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม ฯลฯโดยเฉพาะหลักฐานประเภทพระพิมพ์ หรือพระเครื่องที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก เช่น พระพิมพ์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พระพิมพ์วัดพระรูป พระพิมพ์วัดบ้างกร่าง และพระพิมพ์วัดชุมนุมสงฆ์ เป็นต้น



วันอนุรักษ์มรดกไทย   ระหว่างวันที่ 1-2 เมษายน 2561   ณ ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี



ข้อมูลที่บอกลักษณะเด่น ลักษณะเฉพาะที่มีในนิทรรศการที่จัดแสดง                การจัดแสดงโบราณวัตถุศิลปวัตถุภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา แบ่งเป็น 3 อาคารจัดแสดง  อาคารแรกจัดแสดงโบราณวัตถุประเภทเครื่องทอง พระพิมพ์ และพระพุทธรูป  ส่วนอาคาร 2 จัดแสดงภาชนะดินเผาสมัยต่างๆ และอาคาร 3 จัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน             อาคารแรกถือเป็นอาคารจัดแสดงหลักของพิพิธภัณฑ์ โดยชั้นล่างเน้นการจัดแสดงโบราณวัตถุประเภทพระพุทธรูปซึ่งมีทั้งสมัยทวารวดี ลพบุรี สุโขทัย และอยุธยา  พระพุทธรูปชิ้นสำคัญคือ เศียรพระจากวัดธรรมิกราช ซึ่งคาดว่าน่าจะสร้างขึ้นก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาหรือในช่วงต้นของกรุงศรีอยุธยา และพระพุทธรูปศิลาขาวขนาดใหญ่ ศิลปะสมัยทวารวดี ซึ่งเคยประดิษฐานอยู่ที่บริเวณฐานพระเจดีย์ วัดพระเมรุ (ร้าง) จังหวัดนครปฐม  นอกจากนั้นยังจัดแสดงงานเครื่องไม้ต่างๆ เช่น บานประตูแกะสลักรูปเทวดา จากวัดพระศรีสรรเพชญ์ หน้าบันรูปนารายณ์ทรงครุฑ จากวัดแม่นางปลื้ม  และครุฑโขนเรือ ซึ่งเป็นหัวเรือพระที่นั่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา             ส่วนการจัดแสดงชั้นบนเน้นโบราณวัตถุที่พบจากกรุวัดมหาธาตุ และกรุวัดราชบูรณะ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ฝั่ง  ทางฝั่งซ้ายมือหรือฝั่งทิศตะวันตกจัดแสดงพระบรมสารีริกธาตุจากวัดมหาธาตุ อยุธยา ซึ่งพบบรรจุอยู่ภายในผอบหินที่ฝังลึกลงไปในดินถึง 17เมตร  ส่วนห้องจัดแสดงทางฝั่งขวามือหรือฝั่งทิศตะวันออกจัดแสดงโบราณวัตถุจากกรุวัดราชบูรณะ ซึ่งส่วนใหญ่ได้คืนจากการติดตามจับกุมผู้ร้ายที่ลักลอบขุดกรุวัดราชบูรณะเมื่อ พ.ศ. 2500ประกอบด้วย เครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชูปโภคทองคำ เครื่องทรงถนิมพิมพาภรณ์ พระปรางค์ทองคำ พระเจดีย์ทองคำ เครื่องราชบรรณาการ และเครื่องอุทิศต่างๆ ในสมัยอยุธยาตอนต้น         พระบรมสารีริกธาตุ                    พระแสงขรรค์ชัยศรี   


          ไข้ทรพิษ (Smallpox) หรือฝีดาษ เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้เกิดตุ่มหนองพุพองขึ้นทั่วทั้งตัว ติดต่อผ่านการสัมผัสหรือหายใจ จึงสามารถระบาดได้อย่างรุนแรงและรวดเร็ว ในสมัยอยุธยาปรากฏหลักฐานการระบาดของไข้ทรพิษหลายครั้ง แม้แต่พระมหากษัตริย์หลายพระองค์ก็ประชวร หรือสวรรคตด้วยโรคนี้ ซึ่งโรคไข้ทรพิษนี้ ซิมอง เดอ ลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนาราชณ์มหาราชระบุไว้ว่า คือโรคห่าของชาวสยามนั่นเอง           ล่วงมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ โรคไข้ทรพิษยังมีการระบาดอยู่บ่อยครั้ง และคร่าชีวิตราษฎรเป็นจำนวนมากทุกปี เมื่อหมอบรัดเล มิชชันนารีชาวอเมริกัน เดินทางมายังสยามในสมัยรัชกาลที่ ๓ จึงพยายามทดลองปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ โดยได้รับการสนับสนุนจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และบุคคลสำคัญท่านอื่นๆ จนสามารถปลูกฝีในหมู่ราษฎรได้สำเร็จ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้มีหมอและมิชชันนารีจำนวนหนึ่งออกปลูกฝีให้แก่ราษฎรทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมือง โดยใช้หนองฝีที่ส่งมาจากต่างประเทศ           จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการจัดตั้งสถานผลิตหนองฝีของรัฐบาล และมอบหมายให้เทศาภิบาลปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษแก่ราษฎรตามหัวเมือง ทำให้ขยายการปลูกฝีได้อย่างกว้างขวาง ครั้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ จึงมีการประกาศพระราชบัญญัติจัดการป้องกันไข้ทรพิษ เพื่อบังคับให้ราษฎรทุกคนต้องปลูกฝี ทำให้จำนวนราษฎรที่ได้รับการปลูกฝีมีเพิ่มขึ้นปีละหลายหมื่นคน จนถึงหลายแสนคนในเวลาต่อมา           ความสำเร็จของการจัดการกับไข้ทรพิษเป็นผลมาจากวิธีป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพ คือการปลูกฝีที่เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ เป็นผู้คิดค้นขึ้น และได้รับการยอมรับไปทั่วโลก นำไปสู่การปลูกฝีเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคแก่ประชากรให้มากที่สุด จนกระทั่งโรคนี้หมดไปจากสังคมไทยและสังคมโลกในที่สุด ภาพ :  นายแพทย์แดน บีช แบรดลีย์ หรือหมอบรัดเล ผู้ริเริ่มการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษในสยาม ด้วยวิธีการของเอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ ภาพ : การปลูกฝีแก่ราษฎรในสมัยรัชกาลที่ ๕ ภาพ : ราษฎรในหัวเมืองรอรับการปลูกฝี ภาพ : เด็กที่เป็นโรคไข้ทรพิษ ภาพ : เด็กที่ได้รับการปลูกฝีที่แขนเรียบเรียงโดย นายธันวา วงศ์เสงี่ยม นักอักษรศาสตร์ชำนาญการ กลุ่มประวัติศาสตร์



black ribbon.