ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,004 รายการ
โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านเทคนิคการบริหารจัดการหนังสือและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับทางราชการ
รายการโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น
คัดสรรทั้งสิ้น ๑๕ รายการ ดังนี้
กลุ่มประติมากรรมใบเสมาในวัฒนธรรมทวารวดี
๑.
ใบเสมาหินทรายจำหลัก
จำหลักภาพพุทธประวัติ ตอน พิมพาพิลาป
ศิลปะทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖
ทำจากหินทราย สูง ๑๙๐ ซม. กว้าง ๖๘ ซม. หนา ๒๓.๕ ซม.
พบได้จากการขุดค้นที่เมืองฟ้าแดดสงยาง บ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์
สลักภาพเล่าเรื่องไว้ที่ด้านหน้าเพียงด้านเดียว จำหลักภาพนูนต่ำ เรื่องราวของพุทธประวัติ เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์เพื่อโปรดพระบิดาและประยูรญาติ เหตุการณ์ในภาพสันนิษฐานว่าเป็นเหตุการณ์ตอนที่พระพุทธองค์เทศนาโปรดพระนางยโสธราหรือพระนางพิมพาที่พระตำหนัก พระนางยโสธราได้แสดงความเคารอย่างสูงด้วยการสยายพระเกศาเช็ดพระบาทพระพุทธองค์ โดยการสยายพระเกศารองรับพระบาทของพระพุทธเจ้านั้น คือการแสดงความเคารพสูงสุดในวัฒนธรรมอินเดียโบราณ เป็นโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยม(Master piece) ชิ้นหนึ่งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น
๒.
ใบเสมาหินทรายจำหลัก
จำหลักภาพพุทธประวัติ ตอน ราหุลกุมารทูลขอราชสมบัติ
ศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๖
ทำจากหินทราย สูง ๑๖๐ ซม. กว้าง ๗๔ ซม. หนา ๒๔ ซม.
พบได้จากการขุดค้นที่เมืองฟ้าแดดสงยาง บ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์
จำหลักภาพนูนต่ำ สันนิษฐานว่าเป็นพุทธประวัติ ตอน พระราหูลทูลขอพระราชสมบัติจากพระพุทธเจ้า ลักษณะพระพุทธรูปยืนในท่าตริภังค์ (ยืนเอียงตน) แสดงความอ่อนช้อยอันเป็นลักษณะที่ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะอินเดีย
๓.
ใบเสมาหินทรายจำหลัก
จำหลักภาพชาดก ตอน กุลาวกชาดก
ศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๖
ทำจากหินทราย สูง ๘๓ ซม. กว้าง ๙๒ ซม. หนา ๒๑ ซม.
พบได้จากการขุดค้นที่เมืองฟ้าแดดสงยาง บ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์
จำหลักภาพนูนต่ำ ชาดก ตอน พระพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นมาฆะมานพ ชายหนุ่ม ผู้หมั่นสร้างบุญกุศลร่วมกับภรรยา คือ นางสุจิตรา สุธรรมมา สุนันทา ส่วนนางสุชาดา ภรรยาอีกนางหนึ่ง ไม่ได้ร่วมสร้างกุศลใดๆเมื่อนางสิ้นชีวิตจึงไปเกิดเป็นนกยาง ในขณะที่มาฆะมานพพร้อมภรรยาทั้งสามเมื่อสิ้นชีวิตได้ไปเกิดเป็นพระอินทร์และเทพธิดาบนสวรรค์
๔.
ใบเสมาหินทรายจำหลัก
จำหลักภาพชาดก เรื่อง เวสสันดรชาดก
ศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๖
ทำจากหินทราย สูง ๑๕๐ ซม. กว้าง ๘๐ ซม. หนา ๒๔ ซม.
พบได้จากการขุดค้นที่เมืองฟ้าแดดสงยาง บ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์
จำหลักภาพนูนต่ำ หนึ่งในทศชาติชาดก พระชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนที่จะบรรลุเป็นพระสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยพระพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นเจ้าชายเวสสันดรและได้ทรงบำเพ็ญทานบารมี ใบเสมาสลักเป็นตอนที่พระเวสสันดรชาดกทรงสนทนากับพระนางมัทรี โดยมีกัณหาและชาลีบรรทมอยู่
๕.
ใบเสมาหินทรายจำหลัก
ศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๖
ทำจากหินทราย สูง ๑๖๙ ซม. กว้าง ๘๕ ซม. หนา ๒๐ ซม.
พบได้จากการขุดค้นที่เมืองฟ้าแดดสงยาง บ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์
จำหลักภาพนูนต่ำ พุทธประวัติ ตอน โสตถิยพราหมณ์ถวายหญ้าคา โสตถิยพราหมณ์เป็นชายตัดหญ้า ได้พบกับพระพุทธเจ้าแล้วเกิดความศรัทธา จึงถวายหญ้าคาจำนวน ๘ กำ และพระพุทธเจ้าได้ทรงปูรองเป็นอาสนะประทับบำเพ็ญเพียรใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์
กลุ่มประติมากรรมพระโพธิสัตว์และเทวรูปในวัฒนธรรมขอม
๑.
พระวัชรธร
ศิลปะลพบุรี แบบบายน พุทธศตวรรษที่ ๑๘
ทำจากหินทราย หน้าตักกว้าง ๓๗ ซม. สูง ๕๗ ซม.
พบจากการขุดแต่งกู่สันตรัตน์ บ้านกู่โนนเมือง ตำบลกู่สันตรัตน์ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
พระวัชรธรเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในบางนิกายของมหายาน ถือว่าเป็นองค์อาทิพุทธหรือผู้ให้กำเนิดพระพุทธเจ้าองค์อื่น สลักเป็นรูปเทพบุรุษประทับนั่งขัดสมาธิราบบนฐานกลีบบัว พระหัตถ์ขวาทรงถือวัชระพระหัตถ์ซ้ายถือกระดิ่ง โดยหันทางส่วนด้ามที่ทำเป็นรูปกลีบบัวออกมาข้างหน้า พระหัตถ์ทั้งสองซ้อนกันอยู่ระดับพระนาภี(สะดือ) สวมกุณฑล(ตุ้มหู) และศิราภรณ์ทรงมงกุฎมีกระบังหน้า มักพบประดิษฐานอยู่ใน
อโรคยศาลหรือโรงพยาบาลสมัยโบราณ ร่วมสมัยกับศิลปะเขมรแบบบายน
๒.
พระพุทธรูปนาคปรก
ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๘
ทำจากหิทราย หน้าตักกว้าง ๔๖ ซม. สูง ๑๐๐ ซม.
พบจากการขุดแต่งกู่สันตรัตน์ บ้านกู่โนนเมือง ตำบลกู่สันตรัตน์ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
พระพุทธรูปนาคปรกประทับนั่งบนขนดนาค ๓ ชั้น ปลายสอบเข้าหากันด้านล่าง ด้านหลังเศียรพระพุทธองค์มีนาคแผ่พังพาน ๗ เศียร พระพุทธรูปสวมเทริดกระบังหน้าลายพรรณพฤกษา มีทรงกรวยทรงสูงครอบอุษณีษะ ประทับนั่งขัดสมาธิราบ (พระหัตถ์ทั้งสองข้างหักหายไป แต่ยังมีร่องรอยของการประสานพระหัตถ์อยู่เหนือพระเพลา) ลักษณะศิลปะขอมแบบบายน
๓.
เทวรูปพระศิวะ
ศิลปะลพบุรี แบบนครวัด พุทธศตวรรษที่ ๑๗
ทำจากหินทราย สูง ๑๗๕ ซม. ฐาน ๓๘ ซม.
พบจากการขุดแต่งกู่น้อย เมืองนครจำปาศรี บ้านโพธิ์ทอง ตำบลพระธาตุ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
พระศิวะหรือพระอิศวร เป็นเทพของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ผู้มีหน้าที่ทำลายโลกเพื่อให้เกิดการสร้างขึ้นใหม่ เป็นเทพสูงสุดในลัทธิไศวนิกาย มีพระเนตรที่สามกลางพระนลาฏ พระพักตร์ขรึม มีไรพระมัสสุ สวมกุณฑล(ตุ้มหู) สวมกรองศอ สวมเทริดกรอบกระบังหน้าลายพรรณพฤกษา มีกรวยทรงกระบอกครอบอุษณีษะ ลักษณะการนุ่งผ้าสั้น มีชายห้อยรูปคล้ายหางปลา ๒ ชั้น ร่วมสมัยกับศิลปะเขมรแบบบาปวนและแบบนครวัด
๔.
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
ศิลปะแบบคลังร่วมสมัยบาปวน พุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘
ทำจากสำริด สูง ๓๐ ซม.
พบที่กู่น้อย เมืองนครจำปาศรี อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เป็นประติมากรรมรูปบุคคล ถือดอกบัว หรือหม้อน้ำ มีรูปพระพุทธเจ้าอมิ-ตาภะอยู่บนมุ่นมวยผม เป็นพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนานิกายมหายานแห่งความเมตตากรุณา เป็นผู้คุ้มครองพระพุทธศาสนาอยู่ในยุคปัจจุบัน
๕
พระนารายณ์ทรงครุฑ
ศิลปะแบบคลังร่วมสมัยบาปวน พุทธศตวรรษที่ ๑๘
ทำจากหินทราย สูง ๕๕ ซม. กว้าง ๒๘ ซม.
พบที่กู่แก้ว บ้านหัวสระ ตำบลดอนช้าง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
เทวรูปพระนารายณ์ เป็นเทพของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เทพผู้มีหน้าที่ในการปกป้องและคุ้มครองโลก เป็นเทพสูงสุดในลัทธิไวษณพนิกาย จะอวตารลงมาปราบทุกข์เข็ญเมื่อยามโลกเดือดร้อน ประทับนั่งบนหลังครุฑซึ่งเป็นพาหนะของพระนารายณ์
กลุ่มพระพิมพ์ในวัฒนธรรมทวาราวดี
๑.
พระพิมพ์ดินเผา
ศิลปะทวาราวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕
ทำจากดินเผา สูง ๑๕ ซม. กว้าง ๗.๕ ซม.
พบจากการขุดแต่งโบราณสถาน ในบริเวณที่ดินของนายทองดิน ปะวะภูตา บ้านนาดูน อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
พระพิมพ์ดินเผารูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านหน้าทำเป็นพระพุทธรูปนั่งสมาธิบนฐานบัวคว่ำบัวหงายเหนือบัลลังก์รูปสี่เหลี่ยม แผ่นหลังทำเป็นรูปซุ้มบัลลังก์ สันนาฐานว่าเป็นพระพิมพ์ดินเผาที่แสดงภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติ ตอน ยมกปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี ซึ่งเป็นปาฏิหาริย์ตอนหนึ่งที่นิยมทำเป็นพระพิมพ์ดินเผาสมัยทวาราวดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะที่เมืองนครจำปาศรี อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม เดิมสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการไปสักการะสังเวชนียสถานทั้ง ๔ ในประเทศอินเดีย ภายหลังมีการสร้างขึ้นเพื่อสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา
๒.
พระพิมพ์ดินเผา
ศิลปะทวาราวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕
ทำจากดินเผา สูง ๘.๓ ซม. กว้าง ๑๓.๕ ซม.
พบจากการขุดแต่งโบราณสถาน ในบริเวณที่ดินของนายทองดิน ปะวะภูตา บ้านนาดูน อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
พระพิมพ์ดินเผารูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านหน้าทำเป็นภาพพระพุทธองค์ประทับยืนเอียงพระวรกายเล็กน้อยบนฐานบัว พระพักตร์ค่อนข้างกลม พระเกศาขมวดเป็นรูปวงกลม รัศมีทรงบัวตูม ประภามณฑลมีลักษณะคล้ายเปลวไฟ พระหัตถ์ขวาแสดงวิตรรกมุทรา (ปางแสดงธรรม) มีใบไม้แทรกเป็นลายอยู่บนพื้นหลัง ด้านข้างมีรูปบุคคล ๒ คน แต่งกายคล้ายบุคคลชั้นสูงยืนพนมมือหันหน้าเข้าหาพระพุทธองค์ เหนือรูปบุคคลทั้งสองทำเป็นรูปสถูปจำลอง ด้านบนสุดเหนือสถูปทำเป็นรูปวงกลม มีรัศมีโดยรอบ พระพิมพ์ดินเผานี้เป็นรูปแบบหนึ่งที่พบในวัฒนธรรมทวาราวดีในโบราณสถานในเขตอำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
๓.
พระพิมพ์ดินเผา
ศิลปะทวาราวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕
ทำจากดินเผา สูง ๗.๗ ซม. กว้าง ๗.๓ ซม.
พบจากการขุดแต่งโบราณสถาน ในบริเวณที่ดินของนายทองดิน ปะวะภูตา บ้านนาดูน อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
พระพิมพ์ดินเผารูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทำเป็นภาพพระพุทธรูปประทับนั่งสมาธิในแนวตั้งเรียงกัน จำนวน ๙ แถว แถวละ ๖ องค์ รวมทั้งหมด ๕๔ องค์ สร้างขึ้นตามคติเกี่ยวกับพระอดีตพุทธเจ้า
๔.
พระพิมพ์ดินเผา
ศิลปะทวาราวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕
ทำจากดินเผา สูง ๒๒.๕ ซม. กว้าง ๑๔ ซม.
พบที่โบราณสถานอุ่มญาคู เมืองกันทรวิชัย อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม
พระพิมพ์ดินเผาปางสมาธิ มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร อยู่บนฐานบัวหงายที่มีกลีบซ้อนกัน ๒ ชั้น พระองค์ประทับนั่งหลับพระเนตร พระเศียรก้มลงเล็กน้อย พระองค์มีประภามณฑลล้อมรอบคล้ายเปลวไฟมีขอบจีวรพาดผ่านข้อพระกรและพระโสภี ลักษณะทางศิลปะแสดงถึงอิทธิพลของศิลปะปาละแบบอินเดียที่อาจส่งผ่านเข้ามาทางพม่า
๕.
พระพิมพ์ดินเผาปางสมาธิ
ศิลปะทวาราวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕
ทำจากดินเผา สูง ๑๔.๑ ซม. กว้าง ๘.๘ ซม.
พบที่เมืองฟ้าแดดสงยาง บ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์
พระพิมพ์ดินเผารูปทรงโค้งมน ตอนกลางเป็นภาพพระพุทธเจ้านั่งขัดสมาธิราบบนฐานบัว ครองจีวรห่มเฉียงคลุมพระอังสาซ้าย ทาสีแดงบนส่วนที่เป็นจีวรให้เห็นเด่นชัด พระพักตร์มีลักษณะเป็นแบบพื้นเมือง ลักษณะพระพักตร์และพุทธสรีระที่สันทัดสูงโปร่งแสดงถึงความเป็นพื้นเมืองอย่างขัดเจน อาจเป็นรูปแบบพระพิมพ์ดินเผาที่นิยมผลิตขึ้นเฉพาะที่เมืองฟ้าแดดสงยาง เนื่องจากไม่ปรากฏพระพิมพ์ดินเผาลักษณะเดียวกันที่เมืองโบราณแห่งอื่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
โครงการหอสมุดแห่งชาติสู่สถานศึกษาและชุมชน ครั้งที่ ๑
ณ โรงเรียนวิเชียรมาตุ ๒ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง
เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๓
วัสดุ สำริด
อายุสมัย สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (ประมาณ 2,500 – 1,800 ปีมาแล้ว)
สถานที่พบ พบที่แหล่งโบราณคดีบ้านดอกล้ำ อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด
ขวานสำริด ส่วนปลายแบนกลมมน ส่วนกลางคอดเรียว ตกแต่งลายเป็นเส้น 3 เส้น สันนิฐานว่าใช้เทคนิคการหล่อแบบไล่ขี้ผึ้ง (lost wax casting) โดยปั้นหุ่นรูปขวานแล้วหุ้มด้วยดินหุ่น เมื่อเทสำริดแทนขี้ผึ้ง แล้วปล่อยให้เย็นตัว จึงทุบดินหุ่นออก แล้วขัดแต่งผิวให้สวยงาม
กล่าวถึงประวัติบุคคลสำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรีในอดีตที่เคยสร้างชื่อเสียงและทำคุณประโยชน์นานัปการแก่ประเทศชาติและจังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบด้วย
๑. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว)
๒. สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๑๗ (ปุ่น ปุณณสิริ)
๓. พระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ)
๔. เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)
๕. พลโทพระยาเฉลิมอากาศ ( สุณี สุวรรณประทีป)
๖. นายมนตรี ตราโมท
สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว)
สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) พระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๓ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงเป็นต้นราชวงศ์สุพรรณภูมิ และเคยเป็นเจ้าเมืองปกครองเมืองสุพรรณมาก่อน รวมถึงทรงมีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติในฐานะพระเชษฐาของพระมเหสีในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์ (ระหว่าง พ.ศ. ๑๙๑๓ –๑๙๓๑) ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระมหากษัตริย์มีพระปรีชาสามารถในการรบ สามารถขยายดินแดนไปหัวเมืองทางเหนือ อาทิ เมืองพิษณุโลก กำแพงเพชร และเมืองเชียงใหม่ จนทำให้กรุงศรีอยุธยามีความมั่นคงเป็นปึกแผ่นเป็นอันมาก ในปี ๑๙๓๑ พระองค์เสด็จสวรรคตพระเจ้าทองลันพระราชโอรสเสด็จขึ้นครองราชย์แทนแต่อยู่ได้เพียง ๗ วัน พระราเมศวรครองเมืองลพบุรีทรงสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์แทน ซึ่งเป็นการกลับมาปกครองของราชวงศ์อู่ทองอีกครั้ง
วันที่ ๒๑-๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๑ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา จัดโครงการเครือข่ายเพื่อการอนุรักษ์เบื้องต้นเอกสารโบราณ ในพื้นที่อีสานตอนล่าง ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.นาฝาย อ.เมือง จ.ชัยภูมิและวัดธาตุ ต.บ้านเป้าอ.เกษตรสมบูรณ์จ.ชัยภูมิ
เศียรธรรมิกราช
จากวัดธรรมิกราช ควรมีอายุอยู่ในช่วงเวลาใด?
เศียรพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่เรียกว่า "เศียรธรรมิกราช" เพราะพบที่วัดธรรมิกราชพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา เป็นเศียรพระพุทธรูปสำริดที่มีขนาดใหญ่สุดและมีความสำคัญมากที่สุดองค์หนึ่งในประเทศไทย
เศียรพระธรรมิกราช สูงประมาณ ๒.๐๐ เมตร กรอบพระพักตร์สี่เหลี่ยม(กรามใหญ่) พระขนงเชื่อมต่อกันเป็นปีกกาและเป็นสันนูน พระเนตรเปิดกว้างเหลือบลงต่ำเล็กน้อย ไม่แสดงดวงพระเนตร พระนาสิกค่อนข้างใหญ่ พระโอษฐ์แบะกว้าง แนวเส้นพระโอษฐ์เกือยเป็นเส้นตรง ริมพระโอษฐ์หนา พระเศียรมีขมวดพระเกศาเป็นเม็ดเล็กอย่างมากและทรงสูงแบบหนามขนุน มีอุษณีษะไม่สูงมากนักและที่อุษณีษะแสดงเม็ดพระศกด้วยเช่นกัน ระหว่างพระนลาฏกับพระศกมีขอบที่เรียกว่าไรพระกปรากฎอยู่ด้วยแต่เป็นแนวเล็กๆ เท่านั้น
นักวิชาการหลายท่านให้ความเห็นว่าเศียรพระธรรมิกราชนี้มีมาก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และเชื่อว่ามีอายุอยู่ในราวครึ่งแรกพุทะศตวรรษที่ ๑๘ โดยเชือมโยงกับตำนานในพงศาวดารเหนือที่กล่าวถึงพระนามของกษัตริย์คือพระเจ้าธรรมิกราช(พ.ศ. ๑๗๐๘-๑๗๔๘) พระราชโอรสของพระเจ้าสายน้ำผึ้ง ผู้สร้างวัดมุขราช หรือ วัดธรรมิกราช นอกจากนี้อาจารย์ น. ณ ปากน้ำยังให้ความเห็นเกี่ยวกับเศียรธรรมิกราชไว้ด้วย ซึ่งเรียกเศียรพระดังกล่าวว่า "หลวงพ่อแก่" เพราะพระพักตร์นั้นดูเคร่งเครียด สูงอายุ แสดงอำนาจและพลังอันเข้มแข็ง เป็นสมัยการนับถือพุทธศาสนาแบบมหายานร่วมสมัยกับอาณาจักรนครหลวงของขอม จัดเป็นแบบอู่ทองทั่วไป ศิลปะช่วงก่อนสมัยอยุธยา
ข้อสังเกตประการสำคัญที่ว่าเศียรธรรมิกราชไม่ใช่ศิลปะแบบเขมรแต่เป็นศิลปะแบบไทยแล้วก็คือ ส่วนของพระเศียรที่ทำเป็นอุษณีษะและมีขมวดพระเกศาเป็นเม็ดเล็กทรงสูง ลักษณะดังกล่าวไม่มีปรากฎในศิลปะเขมร กล่าวคือในศิลปะสมัยนครวัดนิยมทำเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องที่มีเทริดหรือกระบังหน้าและมงกุฎทรงกรวยครอบอยู่ ส่วนในสมัยบายนไม่นิยมเทริดแล้ว แต่บางครั้งมีการทำเป็นมงกุฎซึ่งทำเป้นชั้นๆ ประดับด้วยลายกลีบบัว หรือไม่มีมงกุฎแต่ทำเป็นอุษณีษะทรงเตี้ยๆ พระพุทธรูปในศิลปะเขมรจนถึงสมัยบายนนั้นไม่พบว่ามีการทำพระรัศมี
อย่างไรก็ดี ศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ ได้นำเสนอแนวคิดที่ต่างออกไป โดยเชื่อว่าเศียรธรรมิกราชจัดอยู่ในสมัยอยุธยาตอนต้น เป็นสายที่มีวิวัฒนาการมาจากศิลปะเขมรและศิลปะลพบุรี จัดเป็นศิลปะอู่ทองรุ่นที่ ๒ ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ทั้งนี้เทียบเคียงกับรูปแบบที่ใกล้เคียงกันมากที่สุดและมีหลักฐานการสร้างคือ พระพุทธรูปบุทองที่พบจากกรุวัดมหาธาตุ พระนครศรีอยุธยา อยู่ในช่วงต้นพุทะศตวรรษที่ ๒๐ ลงมาจนถึงกลุ่มพระพุทธรูปแบบอู่ทอง ๒ ที่พบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะที่สร้างในสมัยสมเด็จเจ้าสามพระยา ที่พระพุทธรูปแบบอู่ทอง ๒ เริ่มพบน้อยลงแล้ว
ที่มา: หนังสือ พุทธปฏิมา งานช่างพลังแห่งศรัทธา ของ ศ.ดร. ศักดิ์ชัย สายสิงห์