ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,763 รายการ
พระพุทธรูปปางมารวิชัย
แบบศิลปะ : อู่ทองรุ่น 3
ชนิด : สำริด
ขนาด : สูง 46 เซนติเมตร ตักกว้าง 22 เซนติเมตร
อายุสมัย : พุทธศตวรรษที่ 20
ลักษณะ :พระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบแสดงปางมารวิชัยประทับบนฐานกระดานแอ่นตรงกลางเป็นร่องเข้าด้านในพระรัศมีเป็นเปลว เม็ดพระศกเล็กแบบหนามขนุน ปรากฏกรอบไรพระศก พระพักตร์รูปไข่ พระขนงโก่งต่อเป็นปีกกา พระเนตรเหลือบต่ำ พระนาสิกโด่งงุ้ม พระโอษฐ์บางแย้มพระสรวลเล็กน้อย พระกรรณยาว พระศอเป็นปล้อง ครองจีวรห่มเฉียงยาวจรดพระนาภีปลายแยกเป็นเขี้ยวตะขาบ ปรากฏขอบสบงที่บั้นพระองค์ ศิลปะอู่ทองรุ่น 3 มีลักษณะผสมระหว่างศิลปะแบบอู่ทอง ได้แก่ การปรากฏกรอบไรพระศก และลักษณะของฐานที่เป็นเอกลักษณ์ของศิลปะอู่ทอง และอิทธิพลศิลปะแบบสุโขทัยเข้าไว้ด้วยกัน
ประวัติ : พบที่กรุพระปรางค์ วัดราชบูรณะ จังหวัดอยุธยา เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2501 ย้ายจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544
สถานที่จัดแสดง : ห้องศาสนศิลป์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี
แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/suphanburi/360/model/02/
ที่มา: hhttp://www.virtualmuseum.finearts.go.th/suphanburi
องค์ความรู้สุพรรณบุรี เรื่อง แหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร
ผู้เรียบเรียง :
นางอภิญญานุช เผ่าพงษ์คล้าย บรรณารักษ์ชำนาญการ
หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : การจัดการโรงพยาบาลใหม่ -- ปีพุทธศักราช 2455 มีการจัดตั้งโรงพยาบาลแห่งใหม่ขึ้นที่จังหวัดสุโขทัย เรื่องราวเกี่ยวกับการจัดตั้งโรงพยาบาลแห่งนี้มีหลักฐานปรากฏอยู่ในเอกสารจดหมายเหตุชุดกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 6 กระทรวงมหาดไทย โดยนอกจากจะกล่าวถึงมูลเหตุของการจัดตั้ง การบริจาคทรัพย์ของผู้มีจิตศรัทธา และการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลแล้ว ในเอกสารจดหมายเหตุชุดนี้กล่าวถึงวิธีการจัดการโรงพยาบาลที่ตั้งขึ้นใหม่ ทั้งในเรื่องการบริหาร ข้อบังคับ และหน้าที่ของแพทย์ประจำโรงพยาบาล ซึ่งน่าสนใจว่า คนเมื่อร้อยกว่าปีก่อนมีแนวคิดในการจัดการโรงพยาบาลที่ตั้งขึ้นใหม่อย่างไร. เมื่อเดือนพฤศจิกายน ร.ศ. 131 (พ.ศ. 2455) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (พระอิสริยยศ-ตำแหน่งในขณะนั้น) ทรงมีลายพระหัตถ์กราบทูลพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงปราจิณกิติบดี ราชเลขานุการ ใจความของลายพระหัตถ์กล่าวถึงการสร้างโรงพยาบาลของเมืองสุโขทัย ซึ่งพระยารามราชภักดี ผู้ว่าราชการเมืองสุโขทัยพร้อมด้วยข้าราชการและราษฎรเมืองสุโขทัย ร่วมกันออกทุนทรัพย์สร้างโรงพยาบาล เพื่อเป็นที่ระลึกในการเสด็จพระราชดำเนินประพาศเมืองสุโขทัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แก่ราษฎรทั่วไป การก่อสร้างโรงพยาบาลเริ่มมาตั้งแต่ ร.ศ. 128 (พ.ศ. 2452) จนแล้วเสร็จเมื่อเดือนตุลาคม ร.ศ. 131 ใช้เงินค่าก่อสร้าง 2,747 บาท 58 สตางค์ และมีกำหนดเปิดให้บริการโรงพยาบาลในวันที่ 2 มกราคม ร.ศ. 131 (เทียบกับปฏิทินปัจจุบันคือปี พ.ศ. 2456) พร้อมกับได้ทรงแนบรายชื่อผู้บริจาคเงิน รายชื่อกรรมการโรงพยาบาล รายการก่อสร้าง บัญชีรายจ่าย วิธีจัดการโรงพยาบาล และแบบแปลนมาพร้อมกับลายพระหัตถ์ฉบับนี้ สำหรับ “วิธีจัดการโรงพยาบาล” ที่แนบมากับลายพระหัตถ์นั้น จำแนกได้เป็นสามส่วนดังนี้. 1. หน้าที่กรรมการและวิธีจัดการกรรมการ กำหนดให้มีสภานายก 1 คน และกรรมการไม่ต่ำกว่า 8 คน ผู้ที่เป็นสภานายกจะต้องเป็นผู้ว่าราชการเมืองโดยตำแหน่ง ส่วนคนที่เป็นกรรมการต้องเป็นผู้มีกำลังทรัพย์เพราะจะมีคนนิยมนับถือ กรรมการมีหน้าที่หลักคือต้องตรวจและแนะนำการงานทุกอย่างของโรงพยาบาล มีอำนาจตรวจสอบบัญชีรายรับรายจ่ายของโรงพยาบาล รวมทั้งเป็นผู้บอกบุญขอรับบริจาคจากราษฎรเพื่ออุดหนุนโรงพยาบาล หากทุนทรัพย์ไม่พอกรรมการต้องออกทุนส่วนตัวคนละไม่ต่ำกว่า 40 บาทต่อปี. 2. ข้อบังคับของโรงพยาบาล เน้นไปที่หมอและคนใช้ของโรงพยาบาล โดยกำหนดให้ต้องมีหมอประจำอยู่โรงพยาบาลไม่ต่ำกว่า 1 คน มีคนพยาบาลหรือคนใช้ไม่ต่ำกว่า 2 คน หมอที่ประจำโรงพยาบาลนั้น ควรเป็นหมอประจำเมืองที่มีหน้าที่รักษาพยาบาลนักโทษและราษฎรอยู่แล้ว (หมอประจำเมืองนี้ต่อมาได้พัฒนามาเป็นนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดในปัจจุบัน - ผู้เขียน) เพื่อจะได้ประหยัดเงิน ส่วนคนใช้ของโรงพยาบาล เสนอให้นำนักโทษที่มีโทษสถานเบามาใช้ในการพยาบาลและรักษาสถานที่ แต่ต้องมีคนใช้ที่ไม่ใช่นักโทษอีก 1 คน เพราะข้อบังคับของเรือนจำไม่อนุญาตให้นักโทษอยู่ตอนกลางคืน. 3. หน้าที่หมอ หมอในโรงพยาบาลแห่งนี้ต้องทำหน้าที่หลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับงานสาธารณสุข เช่น ต้องรักษาพยาบาลราษฎรโดยไม่เลือกชาติและภาษา ต้องพิจารณาจัดยาให้แก่ราษฎรตามอาการในปริมาณที่เหมาะสม ต้องปลูกฝีไข้ทรพิษให้กับราษฎร ถ้าเป็นหมอประจำเมืองก็ต้องไปตรวจรักษาในเรือนจำตามข้อบังคับด้วย เป็นต้น. หลังจากที่มีผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมากร่วมบริจาคเงินจนสามารถนำเงินไปสร้างโรงพยาบาลให้แล้วเสร็จ และเปิดให้บริการเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แก่ราษฎรแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชทานโรงพยาบาลประจำเมืองสุโขทัยแห่งนี้ว่า “ศุโขไทยศุขสถาน” (สะกดตามต้นฉบับ) แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันกลับไม่พบชื่อโรงพยาบาลแห่งนี้อีกแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องสืบค้นเพิ่มเติมกันต่อไปว่าโรงพยาบาลแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ใด และเลิกดำเนินงานหรือย้ายไปที่อื่นเมื่อใด.ผู้เขียน: นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา).เอกสารอ้างอิง: 1. สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารชุดกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 6 กระทรวงมหาดไทย ร.6 ม 12.3/2 เรื่อง โรงพยาบาลเมืองศุโขไทย [ 21 พ.ย. 2455 – 7 ส.ค. 2456 ].2. “แจ้งความกระทรวงมหาดไทย เรื่องบริจาคทรัพย์สร้างโรงพยาบาล.” (2456) ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 30, ตอน ง (12 ตุลาคม): 1528-1532.#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
ชื่อเรื่อง ประชุมสุภาษิตสุนทรภู่ผู้แต่ง พระสุนทรโวหาร (ภู่) ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ ขนมธรรมเนียม ประเพณี คติชนวิทยาเลขหมู่ 398.9 ส798ปวสถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์สามมิตรปีที่พิมพ์ 2514ลักษณะวัสดุ 136 หน้า หัวเรื่อง สุภาษิตและคำพังเพย คติพจน์ -- รวมเรื่องภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก พิมพ์ในงานศพ นางวาศนา (สุธีสร) วัฒนสินธุ์ 26 เมษายน 2514
หอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญชมภาพยนตร์เพื่อการอนุรักษ์ ย้อนรำลึกหนังดังในอดีต สัปดาห์นี้ขอเลื่อนฉายเป็น วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน 2567 เวลา 13.30 น. ณ ห้องจัดแสดง ชั้น 2 หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รับชมภาพยนตร์ เรื่อง: เกาะสวาท หาดสวรรค์ (2512) อมตะภาพยนตร์เพลงของไทย ผลงานของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ หรือ “เสด็จพระองค์ชายเล็ก” แห่งวงการหนังไทย และเป็นบทบาทการแสดงเรื่องสำคัญของคู่ขวัญ “สมบัติ-อรัญญา” เล่าเรื่องราวของเผดิมพงศ์ หนุ่มนักเรียนนอกที่ถูกพ่อตะเพิดให้มาดูแลธุรกิจครอบครัวยังเกาะสวาท ที่นั่นเขาได้ตกหลุมรัก นภาพร ครูสาวแสนสวยบนเกาะ โดยหารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วเธอคือทายาทตระกูลคู่แข่งขันทางธุรกิจที่มีสวนมะพร้าวบนเกาะแห่งนี้เป็นเดิมพัน, บริษัทสร้าง: ละโว้ภาพยนตร์, ผู้อำนวยการสร้าง: หม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา, ผู้กำกับและผู้เขียนบท: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ, นักแสดง: สมบัติ เมทะนี, อรัญญา นามวงษ์, ความยาว 153 นาที, อนุรักษ์ภาพยนตร์โดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักหอสมุดแห่งชาติ โทร. 0 22280 9856 ต่อ 102 หรือติดตามข่าวสารกิจกรรมของสมุดแห่งชาติ ทางเฟซบุ๊ก National Library of Thailand
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน)อย.บ. 75/7หมวดหมู่ พุทธศาสนาประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 36 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 58 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ภาษบาลี อักษรขอม ฉบับล่องชาด ได้รับจาก วัดประดู่ทรงธรรม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา
องค์ความรู้ส่งเสริมการอ่าน เรื่อง ภาษาชอง
ภาษาชองเป็นภาษาที่ใช้โดยกลุ่มชาติพันธุ์ชอง ซึ่งกลุ่มชาวชองในจังหวัดจันทบุรีส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตอนเหนือของจังหวัดจันทบุรี บริเวณอำเภอเขาคิชฌกูฏ และอำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี
ชาวชองมีภาษาพูดของเขาเอง ไม่มีภาษาเขียน ไม่มีการจดบันทึกทางประวัติศาสตร์
ภาษาชองเป็นภาษาที่อยู่ในตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขามอญ–เขมร กลุ่มย่อยเปียริก มีลักษณะการพูดที่เป็นเอกลักษณ์ มีระบบเสียงที่แสดงลักษณะของภาษากลุ่มมอญ-เขมรที่ชัดเจน โดยมีพยัญชนะต้น 22 ตัว (ก ค ง จ ช ซ ญ ด ต ท น บ ป พ ฟ ม ย ร ล อ ว ฮ) พยัญชนะสะกด 11 ตัว (ก ง จ ญ ด น บ ม ย ว ฮ) ตัวสระ 28 ตัว ภาษาชองไม่มีวรรณยุกต์เหมือนภาษาไทย แต่มีลักษณะน้ำเสียงที่โดดเด่น จึงใช้ลักษณะน้ำเสียงแทนวรรณยุกต์ โดยแบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่
1) ลักษณะน้ำเสียงกลางปกติ เช่น กะวาญ = กระวาน, กะปาว = ควาย
2) ลักษณะน้ำเสียงต่ำใหญ่ (เสียงก้องมีลม) เช่น กะว่าย = เสือ, มะง่าม = ผึ้ง
3) ลักษณะน้ำเสียงสูงบีบ (เสียงปกติตามด้วยการกักของเส้นเสียง) เช่น ค้อน = หนู,
ซู้จ = มด
4) ลักษณะน้ำเสียงต่ำกระตุก (เสียงก้องมีลมตามด้วยการกักของเส้นเสียง) เช่น ช์อง = ชอง,
เม์ว = ปลา
ไวยากรณ์ภาษาชองโดยทั่วไปมีลักษณะเรียงคำแบบประธาน – กริยา – กรรม
เช่น ประโยคว่า อูญ ฮอบ ปล็อง ม่อง เม์ว <พ่อ-กิน-ข้าว-กับ-ปลา> = พ่อกินข้าวกับปลา
ลักษณะไวยากรณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ คือการใช้คำปฏิเสธ 2 คำ ประกบหน้าและหลังคำกริยาหรือกริยาวลี
เช่น ย่าย ม่อง ตา พ์าย นั่ก อิฮ อีน กะปิฮ ฮอบ ปล็อง อิฮ
<ยาย-กับ-ตา-สอง- คน-ไม่-มี-อะไร-กิน-ข้าว-ไม่> = สองคนตายายไม่มีอะไรจะกิน เป็นต้น
แม้ว่าในปัจจุบันจะยังมีชาวชองสื่อสารกันด้วยภาษาชองบางส่วน แต่เมื่อคนรุ่นหลังพูดภาษาไทยมากขึ้น ทำให้ภาษาชองกำลังเสี่ยงกับการสูญหายไป จึงมีความพยายามในการอนุรักษ์ฟื้นฟูภาษาชอง เพื่อให้คนรุ่นต่อๆไปเข้าใจและรู้จักภาษาและวัฒนธรรมของตนเองได้ดียิ่งขึ้น มีความภูมิใจในภาษาของตนเองมากขึ้น และเพื่อการคงอยู่ของเอกลักษณ์ วัฒนธรรม รากฐาน ประเพณีชาวชองให้คงอยู่ต่อไป
ผู้อ่านสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือแบบเรียนภาษาชอง หนังสือ‘พะซาช์อง’ ฟื้นวิถีชาติพันธุ์...ผ่านห้องเรียน และหนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดจันทบุรี นอกจากนั้นยังสามารถพบเห็นภาษาชองในหนังสืออื่นนอกเหนือจากนี้อีกด้วย สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
รู้หรือไม่!!
เดิม ภาษาชองนั้นเน้นการพูดเป็นหลัก ระบบเขียนภาษาชองอักษรไทยนั้นได้รับการพัฒนาขึ้นผ่านกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นร่วมกับเจ้าของภาษาที่ต้องการให้มีระบบตัวเขียนของตนเอง เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูภาษาชองและมีการเรียนการสอนภาษาชองในโรงเรียน ในปี พ.ศ.2544 ทีมวิจัยชาวชองร่วมกับนักวิชาการด้านภาษาจากมหาวิทยาลัยมหิดลทดลองผลิตระบบเขียนภาษาชองด้วยตัวอักษรไทย
ระบบเขียนภาษาชองอักษรไทยนี้ผ่านขั้นตอนการพิจารณากำหนดอักษร การทดสอบระบบเขียน และหลักเกณฑ์การใช้ ได้รับการรับรองจากราชบัณฑิตยสภาในปีพ.ศ. 2555
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
เจตน์จรรย์ อาจไธสง. แบบเรียนภาษาชอง. พิมพ์ครั้งที่ 3. จันทบุรี: ต้นฉบับ, 2556.
ณัฐมน โรจนกุล. ระบบเขียนภาษาชอง. [ออนไลน์] สืบค้นเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2568, จาก:
https://www.langarchive-th.org/th/digital-heritage/chong_cdrel0001
‘พะซาช์อง’ ฟื้นวิถีชาติพันธุ์...ผ่านห้องเรียน. เชียงใหม่: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
(สกว.) สำนักงานภาค, 2546.
วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดจันทบุรี. กรุงเทพฯ:
กระทรวงศึกษาธิการ, 2544.
สุวิไล เปรมศรีรัตน์. ชอง. [ออนไลน์] สืบค้นเมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2568, จาก:
https://langrevival.mahidol.ac.th/project/chong-group/
เรียบเรียงโดย: นางสาวทิพวรรณ จันทร์ปัญญา
บรรณารักษ์ปฏิบัติการ
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี