ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,088 รายการ

ชื่อเรื่อง                                สตฺตปฺปกรณภิธมฺมเทสนา (เทศนาสังคิณี-มหาปัฏฐาน)สพ.บ.                                  130/3ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           42 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 56 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 ธรรมเทศนา  บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจากวัดประสพสุข    ต.ทับตีเหล็ก อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี


เลขทะเบียน : นพ.บ.70/ก/2ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  52 หน้า ; 5 x 57.5 ซ.ม. : ทองทึบ ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 45 (29-34) ผูก 1 (2564)หัวเรื่อง : มหานิปาตวณฺณนา (ทสชาติ) ชาตกฎฐกถา (ชนก-สุวณฺณสาม) --เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.101/3กห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  48 หน้า ; 3.5 x 54 ซ.ม. : ทองทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 60 (170-178) ผูก 1 (2564)หัวเรื่อง : เทวทูตสุตฺต (เทวทูตสูตร) --เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.131/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  36 หน้า ; 5.5 x 56 ซ.ม. : ทองทึบ ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 77 (302-308) ผูก 1 (2564)หัวเรื่อง : พิมฺพาเถรีวตฺถุ (พิมฺพาเถรี)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม



สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.6/1-2 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


เสนอว่าด้วยอาวุธประจำเมืองที่สำคัญ คือ ปืนใหญ่เหล็กของฮอลันดา (Finbanker of Dutch Pattern)  ซึ่งสันนิษฐานว่าแต่เดิมเคยตั้งประจำการอยู่ที่ป้อมรูปดาวของเมืองพัทลุงที่เขาชัยบุรี ----------------------------------------------------------------------------------- ปืนใหญ่เหล็กของฮอลันดา (Finbanker of Dutch Pattern) พบที่เมืองพัทลุงที่เขาชัยบุรี จังหวัดพัทลุง ปืนใหญ่เหล็กของฮอลันดา (Finbanker of Dutch Pattern)           กิจการอุตสาหกรรมหล่อปืนในสวีเดนที่มีชื่อมากตั้งอยู่ที่เมือง Finspang มณฑล Ostergotland ลงทุนโดยนักค้าแร่ชาวฮอลันดาชื่อนายหลุยส์ เดอ เกียร์ ที่มองเห็นผลกำไรจากการค้าปืนใหญ่กับบริษัท V.O.C. ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ โรงหล่อปืนแห่งเมืองนี้ดำเนินงานโดยชาวสวีเดนชื่อนายวัลลูน และนายวิลเลียม เดอ เบซ ปืนใหญ่ที่หล่อขึ้นที่ Finspang ถูกนำเข้าประเทศฮอลันดาโดยนายหน้าค้าอาวุธสองคนที่เมือง Amsterdam  ชื่อนายอีลาส ทริป ซึ่งเป็นพี่เขยของนายหลุยส์ เดอ เกียร์ และนายควินจัน ไบรอัน โดยขายให้กับหอการค้าของบริษัท V.O.C. (Vereenigde Oostindische Compagnie) เมือง Amsterdam  ทั้งนี้ปืนเหล็กที่ส่งมาจำหน่ายที่บริษัท V.O.C. มักพบจารึกรูปตัว F ที่เพลาปืนด้านซ้ายและขวา และเมื่อบริษัท V.O.C.  เมือง Amsterdam ได้รับปืนแล้วจะมีการทดสอบการยิง เมื่อปืนกระบอกใดผ่านการยิงทดสอบจะมีการจารึกสัญลักษณ์รูปประภาคารหรือที่เรียกว่า Amsterdam light house เพื่อเป็นการรับรองในการผ่านการทดสอบการยิงของปืนแต่ละกระบอก (proof firing) ส่วนน้ำหนักของปืน มักพบจารึกอยู่บนแหวนเสริมความแข็งแรงของปืนท้ายกระบอกในรูปของตัวเลขอารบิคและตัวอักษร A เช่น 2306A หมายถึงปืนกระบอกนี้หนัก 2610 Amsterdam Pound (1 Amsterdam Pound เท่ากับ 0.49409 กิโลกรัม) ปืนกระบอกนี้จึงหนักราว 1,139.371 กิโลกรัม  ปืนใหญ่พบที่เมืองพัทลุงที่เขาชัยบุรี           สันนิษฐานว่าทางราชการน่าจะเป็นผู้จัดหามาประจำการที่เมืองแห่งนี้ตั้งแต่สมัยอยุธยาและเรียกชื่อปืนเหล่านี้ว่า ปืนบะเรียม ปืนมะเรียม ปืนเปรียม ปืนเบรียม หรือ ปืนบ้าเหลี่ยม ซึ่งมีความหมายอย่างกว้างสำหรับเรียกปืนใหญ่ที่หล่อด้วยเหล็กหรือสำริด ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศตามแถบยุโรป  เมื่อเมืองพัทลุงที่เขาชัยบุรีร้างไปในช่วงหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ปืนเหล่านี้ก็ถูกทิ้งไว้จนกระทั่งพ.ศ.๒๔๐๓ พระยาพัทลุง (ทับ ณ พัทลุง) มีบัญชาให้รื้ออิฐกำแพงเมืองชัยบุรี และย้ายปืนประจำเมืองมาไว้ที่เมืองพัทลุง ครั้นถึงพ.ศ.๒๔๗๗ นายถัด พรหมมานพ ครูใหญ่โรงเรียนพัทลุงในขณะนั้น ให้นักเรียนลูกเสือลากปืนใหญ่ทั้งสองกระบอกนี้มาไว้ที่โรงเรียนพัทลุง และคงตั้งอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน ปืนใหญ่กระบอกที่ ๑ ขนาด ยาว ๒๕๘  เซนติเมตร            เส้นผ่านศูนย์กลางปากกระบอกปืน   ๒๓  เซนติเมตร            เส้นผ่านศูนย์กลางปากกระบอกปืน(ด้านใน) ๑๑.๕ เซนติเมตร            เส้นผ่านศูนย์กลาง(แหวนเสริมความแข็งแรงวงที่๑)   ๒๕  เซนติเมตร            เส้นผ่านศูนย์กลาง(แหวนเสริมความแข็งแรงวงที่๒)   ๓๑  เซนติเมตร            เส้นผ่านศูนย์กลาง(แหวนเสริมความแข็งแรงวงที่๓)   ๓๕  เซนติเมตร            เส้นผ่านศูนย์กลาง(แหวนเสริมความแข็งแรงวงที่๔)   ๔๐  เซนติเมตร            เส้นผ่านศูนย์กลาง(แหวนเสริมความแข็งแรงวงที่๕ : ท้ายปืน)   ๔๓  เซนติเมตร            เส้นผ่านศูนย์กลางเพลาปืน     ๙  เซนติเมตร            ความยาวเพลาปืน     ๙  เซนติเมตร            เส้นผ่านศูนย์กลางรูชนวน  ๑.๕  เซนติเมตร ตราประทับ Amsterdam light house น้ำหนักปืน 2322 Amsterdam Pound ที่เก็บรักษา หน้าเสาธงโรงเรียนพัทลุง (ฝั่งตะวันตก) อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ปืนใหญ่กระบอกที่ ๒ ขนาด ยาว ๒๕๘  เซนติเมตร           เส้นผ่านศูนย์กลางปากกระบอกปืน   ๒๓  เซนติเมตร           เส้นผ่านศูนย์กลางปากกระบอกปืน(ด้านใน) ๑๑.๕ เซนติเมตร           เส้นผ่านศูนย์กลาง(แหวนเสริมความแข็งแรงวงที่๑)   ๒๕  เซนติเมตร           เส้นผ่านศูนย์กลาง(แหวนเสริมความแข็งแรงวงที่๒)   ๓๑  เซนติเมตร           เส้นผ่านศูนย์กลาง(แหวนเสริมความแข็งแรงวงที่๓)   ๓๕  เซนติเมตร           เส้นผ่านศูนย์กลาง(แหวนเสริมความแข็งแรงวงที่๔)   ๔๐  เซนติเมตร           เส้นผ่านศูนย์กลาง(แหวนเสริมความแข็งแรงวงที่๕ : ท้ายปืน)   ๔๓  เซนติเมตร           เส้นผ่านศูนย์กลางเพลาปืน     ๙  เซนติเมตร           ความยาวเพลาปืน     ๙  เซนติเมตร           เส้นผ่านศูนย์กลางรูชนวน  ๑.๕  เซนติเมตร ตราประทับ Amsterdam light house น้ำหนักปืน 2306 Amsterdam Pound ที่เก็บรักษา หน้าเสาธงโรงเรียนพัทลุง (ฝั่งตะวันออก) อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ------------------------------------------------------------------------------------- เรียบเรียงโดย  นายสารัท  ชลอสันติสกุล  นักโบราณคดีชำนาญการ l กลุ่มโบราณคดี   สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา ขอบคุณข้อมูลจาก ๑.ศิริรัจน์ วังศพ่าห์, ปืนใหญ่โบราณในประวัติศาสตร์ไทย, กรุงเทพฯ : สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม, ๒๕๕๐ #ปืนใหญ่ #เมืองพัทลุงเก่าเขาชัยบุรี #โบราณคดีพัทลุง




พระครูคณานัมสมณาจารย์ (บี๊).  ตำรากงเต็กและตำรากฐิน ของพระสงฆ์อนัมนิกาย.  กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2528.          พิธีกงเต๊ก คือการทำบุญให้แก่ผู้ตายตามพิธีของนักบวชนิกายจีน และญวน มีการสวดและเผากระดาษที่ทำเป็นรูปต่าง ๆ มี บ้านเรือน คนใช้ เป็นต้น เพื่อส่งบุญไปเพิ่มให้แก่ผู้ตายในเมืองนรก เพื่อผ่อนหนักเป็นเบาในผลบาปที่ได้ทำไว้


//แม่โถ​ ร่องรอยแหล่งโลหกรรมของเมืองเชียงใหม่ ใจกลางเทือกเขาสูง// #บ่อเหล็กแม่โถ #โบราณโลหะวิทยาดินแดนล้านนา . โดย​: นายยอดดนัย​ สุขเกษม​ นัก​โบราณคดี​ปฏิบัติ​การ สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ . - ในห้วง​ 1-2​ ปีที่ผ่านมา​ ดอยแม่โถ อ.ฮอด​ จ.เชียงใหม่​ เป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งท่องเที่ยวบนยอดดอยสูงที่มีทุ่งหญ้า​สะวันนา​ และวิวทิวทัศน์​ที่​สวยงาม​ แต่รู้หรือไม่​ว่าดอยแม่โถแห่งนี้ยังซ่อนหลักฐาน​ความรุ่งเรืองทางภูมิปัญญา​ของอดีต​ ในฐานะ​แหล่งผลิตเหล็ก​โบราณ​ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอาณาจักรล้านนาเอาไว้อีกด้วย . - การค้นพบดังกล่าว​ เริ่มต้นราวปี​ พ.ศ.​ 2561​ เป็น​ต้นมา​ เมื่อสำนัก​ศิลปากร​ที่​ 7​ เชียงใหม่​ ได้เบาะแสจากหลักฐาน​ทางประวัติศาสตร์​ จึงได้เข้าไปสำรวจในพื้นที่บ้านแม่โถ​ จนพบกลุ่มแหล่ง​โลห​กรรมโบราณ​ขนาดใหญ่​  ประกอบด้วย​ 1. แหล่งถลุง​เหล็ก​ 2.​ ร่องรอยเหมืองแร่​ และ 3.​ ร่องรอยชุมชนผลิตเหล็ก​ จำนวนรวมไม่ต่ำกว่า​ 15​ แหล่ง​ กระจายตัวอยู่ตามสันเขา​ ครอบคลุมพื้นที่กว่า​ 3 ตารางกิโลเมตร . - ในเบื้องต้น​ ผู้ศึกษา​ได้นำตัวอย่างถ่านที่ตกค้างในก้อนตะกรันไปศึกษา​ค่าอายุทางวิทยา​ศาสตร์​ ด้วยวิธี​ AMS​ Dating พบว่า​ มีอายุกิจกรรมอยู่ในช่วงครึ่งหลัง​ของพุทธศตวรรษ​ที่​ 22​ ทั้งนี้เมื่อวิเคราะห์​ร่วมกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์​จะพบว่า​ ตรงกับช่วงที่กองทัพพม่าเข้ายึดเมืองเชียงใหม่​ครั้งที่สอง ในปี​ พ.ศ.​ 2157 โดย​ อนอคเปตลุน​ กษัตริย์​ราชวงศ์​ตองอูตอนปลาย​ หรือที่เอกสารล้านนาจดบันทึกในนาม​ "พระเจ้าสุทโธธรรมราชา" (แท้จริงนามของ​ อนอคเปตลุน​ คือ​ มหาธรรมราชา)​ . - จากขนาดและจำนวนของแหล่งโบราณคดี​ ที่สะท้อนถึงกิจกรรมการผลิตเหล็กในปริมาณมหาศาล​  ประกอบกับค่าอายุทางวิทยา​ศาสตร์​ และเหตุการณ์​ที่เกิดขึ้นทางประวัติศาสตร์​ สามารถตั้งข้อ​สันนิษฐาน​เบื้องต้นได้ว่า​ บริเวณ​บ้านแม่โถ​ น่าจะเป็น​แหล่งผลิตทรัพยากร​เหล็กให้กับเมืองเชียงใหม่มาแล้วแต่เดิม​ ต่อมาเมื่อพม่าเข้ายึดครองเมืองเชียงใหม่​ ในครั้งที่​ 2​ สมัยกษัตริย์​อนอคเปตลุน​ ซึ่งมีนโยบายสร้างจักรวรรดิพม่าให้ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับบุเรงนอง​ น่าจะมีความต้องการทรัพยากรเหล็กอย่างมหาศาล​ ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของกลุ่มชุมชนถลุงเหล็กขนาดใหญ่​ กระจายตัวทั่วพื้นที่สันเขาล้อมรอบบ่อเหล็ก​แม่โถ​ มีการผลิตเหล็กอย่างต่อเนื่อง​​จนเกิดเป็นชั้นตะกรันทับถมหนาหลายเมตร​ อย่างไรก็ตามบ่อเหล็กแม่โถน่าจะมีการเข้าไปใช้สอยหาทรัพยากรแร่เหล็กต่อมาอีกหลายยุคสมัย​ จนกระทั้งสิ้นสุดเมื่อราว​ 100​ ปีที่ผ่าน​มา​ ตามความทรงจำของกลุ่มคนลัวะบ้านบ่อหลวง . - ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้นยังไม่ถือเป็นข้อสรุป​ จำเป็นต้องมีการขุดค้นทางโบราณคดี​ต่อไปในอนาคต​  . - ท้ายที่สุดนี้ ​ในนามของสำนักศิลปากร​ที่​ 7​เชียงใหม่​ ​ขอขอบคุณ​เจ้าหน้าที่อุทยาน​แห่งชาติ​แม่โถทุกท่าน​ กำนันตำบลบ่อหลวง​ กำนันตำบลบ่อสลี​ และองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อสลี​ ที่กรุณาให้ควา​มอนุเคราะห์และสนับสนุนการศึกษา​ทางโบราณคดี​ใน​ครั้งนี้​ จนเริ่มเห็นภาพประวัติ​ศาสตร์ที่สำคัญ​ของดินแดน​ล้านนาชัดเจนมากยิ่งขึ้น​ และหวังเป็น​อย่างยิ่งว่า ​จะได้ร่วมกันสร้างสรรค์​องค์​ความรู้​ในโอกาส​ต่อไป


สุวคนธ์ ผดุงอรรถ.  บรรณานุกรมเกี่ยวกับวิวัฒนาการและนโยบายทางวัฒนธรรมของไทย.  กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2524.         เนื้อหาแบ่งออกเป็น 2 ภาค ภาคที่ 1 คือ A selection and annotated bibliography on the evolution of cultural policies in Thailand เป็นภาษาอังกฤษมีทั้งหมด 52 รายการ และภาคที่ 2 คือ บรรณานุกรมเกี่ยวกับวิวัฒนาการและนโยบายทางวัฒนธรรมของไทยเป็นภาคภาษาไทยมีทั้งหมด 49 รายการ


พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเอก หลวงสถิตยุทธการ ม.ป.ช., ม.ว.ม., ต.จ.ว. (สถิต สถิตยุทธการ) ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๑๔  


      พระนครคีรี เป็นพระราชวังในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช รัชกาลที่ ๔ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในพุทธศักราช ๒๔๐๒ ด้วยทรงเห็นภูมิสถานของเมือง เพชรบุรีเป็นที่เหมาะสมในการจะสร้างพระราชฐานที่ประทับ โดยให้สร้างขึ้นบนเขาสมณะ ภายหลังพระราชทานนามว่า เขามหาสวรรค์ นับเป็นครั้งแรกในกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีการสร้างพระราชวังขึ้นบนเขา เป็นพระราชฐานในหัวเมืองที่สำคัญที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาประทับอยู่เสมอตลอดรัชสมัย       พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ พระที่นั่งองค์แรกของพระราชวังพระนครคีรี ก่อพระฤกษ์เมื่อ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนแปด ปีมะแม เอกศก จุลศักราช ๑๒๒๑ (ตรงกับวันที่ ๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๐๒) เป็นพระที่นั่งองค์ใหญ่ที่สุด และเป็นพระที่นั่งองค์ประธาน       ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบยุโรปผสมไทย และจีน ผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีมุขยื่นออกไปด้านข้างสองด้านทั้งซ้ายและขวา ภายในแบ่งเป็นห้องต่างๆ       ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ปรับเปลี่ยนเป็นห้องรับรองการประทับสำหรับพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศ ดังนี้ ท้องพระโรงหน้าดัดแปลงเป็นห้องเสวยพระกระยาหาร และห้อง ท้องพระโรงหลังเป็นห้องพักผ่อนพระอิริยาบถ และห้องพระบรรทม มุขด้านทิศตะวันออกดัดแปลงเป็นห้องทรงพระสำราญ และมุขด้านทิศตะวันตกดัดแปลงเป็นห้องสรง ห้องแต่งพระองค์ของพระราชอาคันตุกะ       ปัจจุบันใช้เป็นสถานที่จัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและเครื่องเรือนต่างๆ และพระที่นั่งองค์นี้ยังเคยเป็นสถานที่ที่ใช้รับรองพระราชอาคันตุกะ คือ ดยุคโยฮัน อัลเบิร์ต ผู้สำเร็จราชการแห่งราชรัฐบรันชวิก และเจ้าหญิงอลิซาเบธ แห่งสโตลเบิร์ก-รอซซาล่า พระชายา ในคราวเสด็จฯ ประพาสเมืองเพชรบุรี    


องค์ความรู้ : อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เรื่อง : เรื่องราวการอุทิศสิ่งของถวายแด่เทวาลัยพนมรุ้ง ปราสาทพนมรุ้ง สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๘ เป็นศาสนสถานบูชาพระศิวะ เทพเจ้าสูงสุดในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย การสร้างปราสาทพนมรุ้งบนยอดภูเขาเป็นการจำลองวิมานที่ประทับของศิวะบนเขาไกรลาส นอกจากการสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระศิวะแล้ว ปราสาทแห่งนี้ยังถูกใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมตามประเพณีของศาสนาฮินดูอีกด้วย เช่น การบูชาเทพเจ้าด้วยการสังเวยเครื่องบัตรพลีต่าง ๆ การสรงน้ำศิวลึงค์ซึ่งเป็นรูปเคารพแทนองค์พระศิวะในห้องครรภคฤหะของปราสาทประธาน เป็นต้น ในการสร้างศาสนสถานถวายแด่เทพเจ้าในวัฒนธรรมเขมรโบราณ ผู้สร้างจะอุทิศทรัพย์สิน และสิ่งของต่าง ๆ เป็นเครื่องบูชาแด่เทวสถานนั้น ๆ ในส่วนของปราสาทพนมรุ้ง “นเรนทราทิตย์” เจ้านายเชื้อสายราชวงศ์มหิธรปุระองค์สำคัญผู้สร้างปราสาทแห่งนี้ ได้ทำนุบำรุงศาสนาฮินดู โดยปฏิบัติตามความเชื่อของลัทธิไศวนิกายแบบปาศุปตะ ท่านได้อุปถัมภ์ พราหมณ์ ดาบส โยคี ถวายทรัพย์สิน ที่ดิน ข้าทาส รวมถึงสิ่งของมีค่าเป็นเครื่องบูชาแด่ปราสาทพนมรุ้งจำนวนมาก เรื่องราวในจารึกพบที่ปราสาทพนมรุ้ง กล่าวถึงสิ่งของที่กลุ่มชนชั้นสูงได้อุทิศถวายแด่เทวาลัยพนมรุ้งเป็นจำนวนมาก สำหรับเลี้ยงข้าพระประจำเทวาลัยซึ่งทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยต่าง ๆ เช่น จารึกพนมรุ้ง ๓ กล่าวถึงการถวายน้ำนม จารึกพนมรุ้ง ๔ กล่าวถึงการถวายข้าวสุก จารึกพนมรุ้ง ๘ กล่าวถึงสิ่งของสำหรับบริโภค เช่น กองข้าว ข้าวเปลือก น้ำผึ้ง วัว (ให้น้ำนม) เครื่องเทศ เช่น จันทร์แดง กานพลู ของหอมสำหรับพิธีกรรม เช่น การบูร ไม้จันทร์ จารึกพนมรุ้ง ๙ กล่าวถึงการถวายราชยานขนาดใหญ่แด่เทพเจ้า (พระศิวะ) แห่งภูเขาใหญ่ (พนมรุ้ง หมายถึง ภูเขาใหญ่) นอกจากสิ่งของแล้วยังปรากฏการกัลปนาถวายที่ดินด้วย โดยบริเวณรอบเขาพนมรุ้งพบหลักหินกระจายเป็นจำนวนมากอยู่ทุกทิศ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นขอบเขตที่ดินที่ถูกถวายแด่ศาสนสถาน ซึ่งที่กล่าวมาเหล่านี้ล้วนถวายแด่ “พระกมรเตงชคตวนัมรุง” หรือ “เทพแห่งปราสาทพนมรุ้ง” นั่นเอง เป็นที่น่าสนใจว่าการถวายสิ่งของแด่ปราสาทพนมรุ้ง สามารถสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของชุมชนโบราณรอบเขาพนมรุ้ง ซึ่งมีลักษณะเป็นสังคมเกษตรกรรมเพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์ มีระบบการจัดการบริหารคนสำหรับดูแลศาสนสถาน มีหลักเขตบอกอาณาเขตที่ดิน รวมไปถึงมีการแลกเปลี่ยนทรัพยากรกับชุมชนโบราณอื่น ๆ โดยเฉพาะเครื่องหอมสำหรับพิธีกรรม ซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งของที่ถูกผลิตขึ้นในท้องถิ่น ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่าบทบาทของชุมชนโบราณในบริเวณนี้คือการผลิตทรัพยากรเพื่อถวายแด่ปราสาทพนมรุ้ง ซึ่งเป็นหน้าที่และหลักปฏิบัติสำคัญของผู้ปกครองรวมไปถึงประชาชนที่มีความเลื่อมใสศรัทธาต่อ “พระกมรเตงชคตวนัมรุง” เรียบเรียงโดย : นายพงศธร ดาวกระจาย ผู้ช่วยนักโบราณคดี อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เอกสารอ้างอิง : เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระ. “จารึกพบที่ปราสาทพนมรุ้ง.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกภาษาตะวันออก บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๑. พิสิฐ เจริญวงศ์ และคณะ. ปราสาทพนมรุ้ง. พิมพ์ครั้งที่ ๖. บุรีรัมย์: สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร, ๒๕๕๑. อนุรักษ์ ดีพิมาย. “การศึกษารูปแบบและหน้าที่ของหลักหินในวัฒนธรรมเขมรที่พบบริเวณรอบเขาพนมรุ้ง.” เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคลปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๒.


black ribbon.