ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,799 รายการ


องค์ความรู้ : สำนักการสังคีต เรื่อง ตามรอยครูดูโขน ละคร อยุธยา           ในบรรดามหรสพของไทยที่มีอยู่มากมายหลายอย่าง “โขน” นับเป็นนาฏกรรมชั้นสูงและเก่าแก่ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ มีแบบแผนสืบมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เมื่อเกิดขึ้นเริ่มแรกเป็นการเล่นมหรสพกึ่งพิธีกรรม  แล้วพัฒนาจนกลายมาเป็นการเล่นมหรสพที่นิยมตลอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยหลักฐานทางวิชาการ “โขน” คือแหล่งรวมศิลปะที่ปรับปรุงมาจากการเล่นโบราณ ๓ ประเภท คือ หนังใหญ่ กระบี่กระบอง และชักนาคดึกดำบรรพ์ ในพระราชพิธีอินทราภิเษก            การแสดงหนังใหญ่ เป็นมหรสพเก่าแก่ที่เคยขึ้นชื่อลือชามีมาแต่สมัยกรุงสุโขทัย จากศิลาจารึกหลักที่ ๘ ในสมัยพระมหาธรรมราชา (ลิไท) ได้กล่าวถึงมหรสพสมโภชในงานเทศกาลไหว้พระพุทธบาทบนเขาสุมนกูฏ พ.ศ.๑๙๐๓  ความว่า           “มีระบำ (รำ) เต้นเล่นทุกฉัน..ด้วยเสียงอันสาธุการบูชา อีกด้วยดุริยพาทย์ พิณฆ้องกลอง เสียงดังสีพอันดินจักหล่มอันใส”             จากข้อความดังกล่าว จึงอาจสันนิษฐานได้ว่าการเต้นก็คือหนังใหญ่นั่นเอง หนังใหญ่นั้นจะแสดงโดยการเต้นและดำเนินเรื่องด้วยการพากย์ เจรจา โขนจึงได้รับอิทธิพลบางส่วนปรับปรุงมาจากหนังใหญ่ ดังที่ในหนังสือปุณโณวาทคำฉันท์ ของพระมหานาค วัดท่าทราย แต่งขึ้นในราว พ.ศ. ๒๒๙๔ ถึง ๒๓๐๑ เป็นระยะเวลา ๗ ปี  ปลายรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ  ได้กล่าวไว้ว่า “มหรสพที่แสดงฉลองพระพุทธบาทในตอนกลางคืนว่ามีการเล่นหนังใหญ่อยู่ด้วย ”           เมื่อแสดงหนังใหญ่กันนาน ๆ เข้า ทั้งผู้ชมและผู้แสดงคงเกิดความเบื่อหน่าย สำหรับผู้ชมคงเบื่อในเรื่องตัวหนังเคลื่อนไหวอิริยาบถไม่ได้  ฉลุสลักเป็นรูปอย่างไรก็อยู่อย่างนั้น ส่วนผู้แสดงคงเบื่อหน่ายที่จะนำตัวหนังออกไปเชิด เพราะตัวหนังบางตัวมีขนาดใหญ่สูงถึง ๒ เมตร  เช่น หนังเมือง  หนังปราสาท จึงมีผู้คิดจะออกไปแสดงแทนตัวหนังแต่ไม่รู้ว่าจะแต่งตัวอย่างไร ขณะที่ในอยุธยาช่วงยุคสมัยนั้นมีการเล่นในพระราชพิธีอินทราภิเษกอย่างหนึ่ง คือ ชักนาคดึกดำบรรพ์  การแสดงแบบนี้ต้องใช้ผู้แสดงจำนวนมาก แต่งกายเป็นเทวดา ยักษ์  ลิง  มีสุครีพ  พาลี เป็นตัวเอก ผู้ที่คิดจะออกแสดงแทนหนังใหญ่  จึงเอาเครื่องแต่งกายการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์มาแต่ง เมื่อมีเครื่องแต่งกายแล้วก็ยึดเอาเรื่องรามเกียรติ์ที่ใช้แสดงหนังใหญ่มาเป็นเรื่องแสดง  และใช้การดำเนินเรื่องด้วยการพากย์ เจรจา มีปี่พาทย์บรรเลงประกอบการแสดง ส่วนจอหนังหนังใหญ่ต่อมาโขนก็ได้ปรับปรุงนำเอามาใช้กับโขนเรียกว่า “โขนหน้าจอ”           ครั้งสมัยอยุธยาก่อนถึงรัชสมัยพระเจ้าบรมโกศ พระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งในสมัยอยุธยาตอนปลาย ละครในจะเล่นเฉพาะเรื่องรามเกียรติ์กับเรื่องอุณรุทเพียง ๒ เรื่องเท่านั้น ยังไม่ปรากฏว่าเล่นเรื่องอิเหนา เพราะเรื่องรามเกียรติ์กับเรื่องอุณรุทเป็นพงศาวดารอินเดียที่ชนชาวอินเดีย  มีความเชื่อและถือเป็นคติมาแต่โบราณ ให้ความนับถือในลัทธิไสยศาสตร์ว่าพระนารายณ์เสด็จอวตาร ลงมาบำรุงมนุษย์โลกให้เกิดความสุข จึงยึดถือว่าการเล่นหรือแสดงเรื่องตำนาน เช่น เรื่องรามเกียรติ์หรือเรื่องมหาภารตะ เป็นการเฉลิมพระเกียรติยศพระเป็นเจ้า ก่อให้เกิดสวัสดิมงคลแก่ผู้เล่น และผู้ดู           ในสมัยโบราณคงเป็นเพราะพวกพราหมณ์ชาวอินเดีย ที่เป็นครูบาอาจารย์ในด้านพิธีกรรม ซึ่งเดินทางเข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยา สอนให้คนไทยเล่นแสดงตำนาน เช่น เล่นเรื่องรามเกียรติ์ หรือเรื่องกฤษณาวตาร คือ เรื่องอุณรุท จึงได้เกิดมีประเพณีการเล่นโขนเกิดขึ้น  ซึ่งเรื่องตำนานการเล่นโขนของไทย มีเค้ามูลอยู่ในกฎมนเทียรบาลในตอนตำราพระราชพิธีอินทราภิเษก (อินทราภิเษก หมายถึง การสถาปนาขึ้นเป็นพระราชา โดยลักษณะ ๓ ประการ ตามความเชื่อคติโบราณว่า ๑.พระอินทร์นำเครื่องราชกกุธภัณฑ์มาถวาย ๒.เสี่ยงเอาราชรถมาเกยที่ฝ่าพระบาท ๓.เอาฉัตรทิพย์มากาง) โดยมีเนื้อความบันทึกไว้กระบวนเล่นไว้ว่า          “ให้ปลูกสร้างเขาพระสุเมรุสูงเส้น ๑ กับ ๕ วา ที่ท้องสนามหลวงและที่เชิงเขาทำเป็นรูปนาค ๗ เศียรเกี้ยวพันเขาพระสุเมรุ แล้วให้ “เลก” (หมายถึงกรม) ตำรวจแต่งเป็นรูปอสูร ๑๐๐ ตน มหาดเล็กเป็นเทวดา ๑๐๐ องค์ และเป็นพญาวานร อาทิ พาลี สุครีพ ท้าวมหาชมพู และไพร่พล บริวารอีก ๑๐๐ ตัว รวมวานรทั้งหมด ๑๐๓ ตัว โดยให้ทำการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ ให้อสูรเป็นฝ่ายชักด้านหัว ส่วนเทวดาชักหางและวานรชักปลายหาง ซึ่งการพระราชพิธีอินทราภิเษกจะมีกำหนดชักนาคดึกดำบรรพ์ในวันที่ ๕ ของพระราชพิธี”          ลักษณะที่ทำการชักนาคดึกดำบรรพ์ ในพระราชพิธีอินทราภิเษกดังที่กล่าวมานี้ คือการแสดงตำนานในไสยศาสตร์เพื่อความสิริสวัสดิมงคล  อันมีมูลเหตุอันเดียวกันกับที่เล่นโขนเรื่องรามเกียรติ์ หลักฐานครั้งแรกที่เล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ เกิดขึ้นหลังจากตั้งกรุงศรีอยุธยาได้เพียง ๘ ปี ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ครั้งที่ ๒ มีหลักฐานในหนังสือพระราชพงศาวดาร ได้กล่าวถึงการเล่นดึกดำบรรพ์หรือชักนาคดึกดำบรรพ์ของกษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาบางพระองค์ไว้ว่า ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดี ๒ ว่าเมื่อศักราช ๘๓๘  ปีวอกอัฐศก  (พ.ศ. ๒๐๑๗)  พระองค์ประพฤติการเบญจาเพส จะประกอบพระราชพิธีอินทราภิเษก จึงทรงให้เล่นดึกดำบรรพ์ อีกครั้งในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทรงประกอบพระราชพิธีลบศักราชเมื่อปี พ.ศ. ๒๑๘๑ ทรงเอาแบบอย่างมาทำอีกครั้งหนึ่ง           ตามที่กล่าวมานี้บางทีที่เกิดตั้งกรมโขนขึ้น อาจจะมาแต่การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ ในพระราชพิธีอินทราภิเษกก็ได้และโดยทำนองจะมีพระราชพิธีอื่น ๆ  อันมีการเล่นการแสดงตำนานซึ่งมี เกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ จึงเป็นเหตุให้มีการฝึกฝัดโขนหลวงขึ้นไว้สำหรับเล่นในพระราชพิธี โดยเอามหาดเล็กหลวงมาหัดโขนเป็นแบบแผน ซึ่งมีปรากฏข้อมูลอยู่ในตำราอินทราภิเษกตามที่กล่าวมาแล้ว เหตุเพราะ พวกมหาดเล็กหลวงเป็นลูกผู้ดี  ฉลาดเฉลียวฝึกหัดเข้าใจง่าย  การฝึกฝัดโขนหากใครได้รับเลือกก็จะมีความยินดี ถือว่าได้รับการยกย่องอย่างหนึ่ง จึงเป็นประเพณีสืบมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่พวกโขนหลวงนับว่าอยู่ในหมู่พวกผู้ดีที่เป็นมหาดเล็ก สมัยนั้นจึงมีบุตรหลานข้าราชการผู้ใหญ่มากมายไปฝึกโขน          โขนสมัยกรุงศรีอยุธยาจึงเป็นการเล่นสำหรับพระราชพิธีที่สำคัญ เช่น พิธีอินทราภิเษกหรือราชาภิเษก จึงเป็นข้อห้ามมิให้ผู้อื่นเล่นแต่ปรากฏเป็นความนิยมในชั้นหลังต่อมาว่า การฝึกหัดโขนนั้นทำให้ชายหนุ่มที่ได้รับการฝึกหัดแคล่วคล่องว่องไวในกระบวนการรบพุ่ง เป็นประโยชน์ไปจนถึงการรบสู้ข้าศึก จึงโปรดพระราชทานอนุญาตให้เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ ตลอดจนผู้ว่าราชการเมืองหัดโขนได้โดยไม่ห้ามปรามเหมือนเมื่อแรก  ด้วยเห็นเป็นประโยชน์แก่ราชการแผ่นดิน ดังนั้นเจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แต่ก่อนใครมีสมพลบ่าวไพร่มาก จึงมักนิยมหัดโขนขึ้นเพื่อสำหรับประดับเกียรติยศ ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่า เมื่อมีการนำทหารมหาดเล็กและตำรวจหลวง เข้ามาฝึกโขน ท่วงท่าการรบในโขนน่าจะเกิดขึ้นจากท่าอาวุธโบราณที่ใช้เล่นกระบี่กระบอง ผสมผสานกับท่าขึ้นลอยที่นำรูปแบบมาจากหนังใหญ่ เมื่อโขนมีขึ้นแพร่หลายการเล่นโขนก็เล่นไปจนในการมหรสพซึ่งเป็นการใหญ่ เช่น การฉลองพระอาราม ตลอดจนนิยมเล่นในงานศพผู้มีบรรดาศักดิ์สูงมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา           โขนและละครสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นการเล่นหรือการแสดงของผู้ชาย แต่การเล่นโขนและละครสมัยโบราณนั้นต่างกันมาก เพราะโขนเป็นการเล่นของผู้ดีมีบรรดาศักดิ์ เล่นในพระราชพิธีตามที่กล่าวมาแล้ว ส่วนละครเป็นการเล่นของราษฎรที่รับจ้างหาเลี้ยงชีพ ส่วนผู้หญิงก่อนที่จะมาหัดละครในนั้น เล่นเพียงแค่เป็นนางรำหรือนางระบำ หาได้เล่นเป็นเรื่องเหมือนอย่างโขนหรือละครไม่          ในด้านการแสดงโขนจะเริ่มมีการแสดงมาแต่ยุคสมัยใดในเมืองไทย ไม่ปรากฏหลักฐานไว้เป็นที่แน่ชัด แต่เริ่มมีการกล่าวถึงหลักฐานการแสดงนาฏกรรมประเภทนี้ไว้ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชกษัตริย์พระองค์ที่ ๒๘ แห่งกรุงศรีอยุธยา โดยบันทึกของ มองสิเออ เดอ ลา ลูแบร์  ราชทูตชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาเมืองไทยเพื่อเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาขณะนั้น ได้จดบันทึกเล่าเรื่องว่าได้ดูทั้งโขน ละคร และระบำ  โดยกล่าวว่าโขนและละครนั้นผู้ชายเล่น จึงน่าเชื่อว่าในสมัยนั้นละครผู้หญิงยังไม่มีเล่น สำหรับการแสดงโขนมองสิเออ เดอ ลา ลูแบร์ ได้บันทึกเรื่องราวกล่าวไว้ว่า           “เป็นการร่ายรำเข้า ๆ ออก ๆ หลายคำรบตามจังหวะซอและเครื่องดนตรีอย่างอื่น ผู้แสดงสวมหน้ากาก (หัวโขน) และถืออาวุธ ฯ ”              เหตุนี้จึงเชื่อถือได้ว่าโขนนับเป็นมหรสพอย่างหนึ่งของไท  ที่น่าจะมีการแสดงแพร่หลายมาก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  โดยนำวิธีการแสดงและเนื้อเรื่องมาจากหนังใหญ่อันเป็นต้นกำเนิดของโขนอย่างหนึ่ง  ซึ่งมีการแสดงมาก่อนและเล่นเรื่องรามเกียรติ์เช่นกัน  แล้วนำเครื่องแต่งกายและศิราภรณ์มาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์          ในสมัยกรุงศรีอยุธยาโขนจะไม่นิยมแสดงเพียงเรื่องรามเกียรติ์เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องอุณรุท อีกเรื่องหนึ่งที่แสดง แต่ต่อมาเมื่อมีละครในหรือละครหลวงผู้หญิงเกิดขึ้น  จึงเลือกเอาเรื่องโขนบางตอนที่เหมาะแก่กระบวนร่ายรำ เช่น ในเรื่องอุณรุทหรือเรื่องกฤษณาวตาร  มาคิดปรุงกับกระบวนฝึกซ้อมละครให้พวกนางรำของหลวงเล่น  ครั้นเล่นก็เห็นว่าดีจึงให้มีละครผู้หญิงของหลวงขึ้น และในชั้นแรกจะเล่นแต่เรื่องอุณรุท  บางทีจะเป็นเพราะเหตุที่ละครในหรือละครหลวงผู้หญิงได้นำเรื่องอุณรุทไปเล่นหรือแสดงนั่นเอง โขนจึงไม่ได้เล่น เรื่อง อุณรุทหรือกฤษณาวตาร  จะนิยมเล่นแต่เรื่องรามเกียรติ์เท่านั้น ต่อมาเมื่ออิเหนาเกิดขึ้นอีกเรื่องหนึ่งจึงนำมาเล่นเป็นละครในอีกเรื่องหนึ่ง --------------------------------------- แหล่งข้ออ้างอิง - เด่นดวง   พุ่มศิริ. ศิลปะการแสดงของไทย. หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพรองศาสตราจารย์ เด่นดวง  พุ่มศิริ. กรุงเทพมหานคร :  กองโรงพิมพ์กรมสารบรรณทหารอากาศ, ๒๕๒๘.   - ธนิต  อยู่โพธิ์. โขน.  พระนครนคร : โรงพิมพ์ศิวพร, ๒๕๑๑.  - สุรพล  วิรุฬห์รักษ์. วิวัฒนาการนาฏยศิลป์ไทยในกรุงรัตนโกลินทร์. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๗.  - เสรี หวังในธรรม. ละครผู้ชาย.  นาฎศิลป์และดนตรีไทย. ศูนย์สังคีตศิลป์ครั้งที่ ๕๔, ๒๕๒๓.      --------------------------------------------- เรียบเรียงโดย นายจรัญ  พูลลาภ นักวิชาการละครและดนตรีชำนาญการพิเศษ สำนักการสังคีต  


๑๔๕ ปี ชาติกาล ครูบาเจ้าศรีวิชัย ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๖ ครูบา ส่วนใหญ่มักเป็นคำเรียกพระสงฆ์ที่มีผู้คนในพื้นที่นั้นๆให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก และเป็นผู้นำทางจิตวิญญาของชุมชนและผู้คน(ณัฐพงษ์ ดวงแก้ว, ๒๕๕๙, ๔๓) ครูบาศรีวิชัย หรือพระศรีวิชัย เกิดเมื่อวันอังคารที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๔๒๑ ปีขาล เป็นบุตรของนายควายกับนางอุสา ที่บ้านปาง ต.แม่ตืน อ.ลี้ จ.ลำพูน เมื่อคลอดมานั้นเกิดเหตุกาณ์ฝนตกฟ้าคะนอง มีเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า จึงได้ตั้งชื่อบุตรชายนั้นว่า “เฟือน” เป็นภาษาท้องถิ่นภาคเหนือ มีความหมายว่าสะเทือนเลื่อนลั่น เมื่อครั้งเจริญวัย ขณะนั้นครูบาขัตติยะ หรือครูบาแข้งแคระ เดิมจำพรรษาในวัดที่อยู่ในตัวเมืองลำพูนในปัจจุบัน ได้ธุดงค์ไปพำนักยังวัดบ้านปาง เป็นโอกาสอันดีที่นายเฟือน  ได้ศึกษาหลักธรรมตลอดจนวัตรปฏิบัติต่างๆ จนเมื่ออายุครบ ๑๘ ปี ทางบิดามารดาจึงจัดให้มีการบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดบ้านปาง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒ สามเณรเฟือน ได้มีอายุครบกำหนดอุปสมบท โยมบิดามารดา จึงได้พาไปอุปสมบทยังอุโบสถวัดบ้านโฮ่งหลวง อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน ได้รับฉายาว่า “สิริวชโยภิกฺขุ” เมื่อครูบาแข้งแคระ ได้มรณภาพลง พระศรีวิชัย ก็ได้บูรณะซ่อมแซมวัดบ้านปางให้สะดวกต่อการจำพรรษาของพระภิกษุและการประกอบศาสนกิจ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการปกครองของคณะสงฆ์ อันเป็นผลมาจากการตราพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ ขึ้น  แต่เดิมการปกครองคณะสงฆ์ล้านนานั้น จะปกครองในระบบ “หมวดอุโบสถ” ในขณะที่การปกครองแบบใหม่นั้นขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ มีระบบการบริหารที่ลดหลั่นกันตามลำดับ โดยต้องได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลางทั้งสิ้น หนึ่งในนั้นคือการอนุญาตให้บวช ซึ่งผู้ที่จะอนุญาตให้บวชได้นั้นต้องมีตราตั้งก่อน ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างครูบาศรีวิชัยกับส่วนกลางเป็นเวลายาวนานหลายปี(สุวพันธุ์ จันทรวรชาติ, ๒๕๕๙, ๗)ครูบาเจ้าศรีวิชัยเริ่มการบูรณะศาสนสถานต่างๆ ในวัดบ้านปางและศาสนสถานที่ทรุดโทรมในจังหวัดลำพูน เช่น วัดพระธาตุหริภุญชัย วัดจามเทวี(กู่กุด)  และแห่งอื่นๆในภาคเหนือ ทำให้เกิดเป็นรูปแบบงานศิลปกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ที่มีรูปแบบเฉพาะในยุคนั้น ๒๒ มีนาคม ๒๔๘๑ ครูบาศรีวิชัยได้มรณภาพ ณ วัดบ้านปาง อันเป็นวัดเดิมที่ท่านจำพรรษา สิริอายุ ๖๐ปี ต่อมาได้เชิญศพมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดจามเทวี ในตัวเมืองลำพูน พระราชทานเพลิงศพเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ ณ วัดจามเทวี และได้สร้างกู่อัฐิสำหรับเป็นที่สักการะของประชาชน ณ วัดแห่งนี้ด้วย  อ้างอิง ณัฐพงษ์ ดวงแก้ว. การศึกษากระแส “ครูบาคติใหม่” ในภาคเหนือของไทย พุทธศตวรรษ ๒๕๓๐ - ๒๕๕๐" วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๙.สิงฆะ วรรณสัย. สารประวัติครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา. จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสงาน ๑๑ รอบครูบาฯ ๑๑ มิถุนา ๕๓ ไหว้สาปารมี ๑๓๒ ปี ครูบาเจ้าศรีวิชัย โดยสภาวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน ร่วมกันกับสภาวัฒนธรรมอำเภอเมืองลำพูน ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๓. บวรวรรณพริ้นติ้ง: ลำพูน, ๒๕๕๓.สุวพันธุ์ จันทรวรชาติ. "วิหารล้านนาในงานบูรณปฏิสังขรณ์ของครูบาศรีวิชัย ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๗-๒๔๘๑"  วิทยานิพนธ์ศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๕๙


สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ และบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มอบงานวิจัยเรื่องนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อพัฒนาระบบการเรียนรู้มรดกโลกทางวัฒนธรรมในบริบทพระพุทธศาสนาให้กับกรมศิลปการมุ่งหวังเป็นสื่อการเรียนรู้หลักฐานทางโบราณสถาน ผ่านปรัชญาความคิดในแง่ของบริบทพระพุทธศาสนา งานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจาก สกสว.           เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ นายพนมบุตร จันทรโชติ  อธิบดีกรมศิลปากรรับมอบงานวิจัยจาก คณะวิจัยนำโดย ผศ.ดร.แม่ชีกฤษณารักษาโฉม อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  สำหรับงานวิจัยดังกล่าวเป็นงานวิจัยผ่านโบราณสถานที่สำคัญในอุทยานประวัติศาสตร์ทั้งสี่แห่งของประเทศไทย ได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย โดยศึกษาแนวคิดหลักพุทธปรัชญา  ในบริบทพระพุทธศาสนา  ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวจะประกอบไปด้วยข้อมูลที่เป็น E-Book รูปเล่มการวิจัยที่เป็นเอกสารตลอดจนถึงคลิปวิดีโอในรูปแบบสารคดีจำนวน 27 ตอน โดยมุ่งหวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาให้กับประชาชนนักเรียนนักศึกษาตลอดถึงผู้ที่สนใจได้ศึกษาค้นคว้าต่อไป


#พระราชพิธีสิบสองเดือน หรือ พระราชพิธีทวาทศมาส มีการบันทึกเป็นโคลงโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ เรียกว่า โคลงทวาทศมาส ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงได้ทรงพระราชนิพนธ์เป็นร้อยแก้ว โดยเป็นหนังสือที่อธิบายถึงพระราชพิธี และขนบธรรมเนียมในพระราชวัง มีทั้งพระราชพิธีและพระราชกุศลต่างๆ ในแต่ละเดือน เพื่อเป็นประโยชน์แก่คนรุ่นหลังให้ได้ทราบถึงความสำคัญและรักษาไว้ซึ่งพระราชพิธีอันดีงามสามารถอ่าน e-book เพิ่มเติมได้ตามลิงก์ด้านล่างโคลงพระราชพิธีทวาทศมาสhttps://www.finearts.go.th/chiangmailibrary/view/15787-โคลงพระราชพิธีทวาทศมาศพระราชพิธีสิบสองเดือนhttps://vajirayana.org/พระราชพิธีสิบสองเดือนพระราชพิธีสิบสองเดือน ฉบับการ์ตูนhttps://www.2ebook.com/new/library/book_detail/nlt/02001943#พระราชพิธีสิบสองเดือน#ทวาทศมาส#บรรณารักษ์ชวนอ่าน


           สำนักหอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญชวนทำความรู้จัก "เมืองโบราณศรีเทพ" ให้มากขึ้น ผ่านหนังสือ 3 เล่ม โดยแนะนำให้ทุกท่านได้อ่าน ก่อนออกเดินทางไปยลโฉมมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของประเทศไทยในสถานที่จริง ณ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์            ผู้สนใจสามารถ Scan QR Code เพื่ออ่านและดาวน์โหลดหนังสือแต่ละเล่มได้ หรือเข้าไปอ่านที่ห้องสมุดดิจิทัล D-Library ตามลิงก์ ต่อไปนี้            - ศรีเทพ เมืองศูนย์กลางความเจริญแห่งลุ่มน้ำป่าสัก  http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/19326            - นำชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/19327            - อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ  http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/19325



“สักการะ ๙ โบราณสถานจังหวัดพังงา”          จังหวัดพังงา ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนของประเทศไทย ด้านชายฝั่งทะเลอันดามัน เป็นจังหวัดที่มีประวัติความเป็นมาในอดีตที่สำคัญหลายประการ ในพื้นที่จังหวัดพังงา พบร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ดังปรากฏตามหลักฐานทางโบราณคดีที่นักโบราณคดีได้ค้นพบตามถ้ำ หรือเพิงผาเขาหินปูนจำนวนมาก ต่อมาในสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ ปรากฏหลักฐานการมารวมตัวกันเป็นแหล่งชุมชนโบราณตะกั่วป่า คือแหล่งโบราณคดีทุ่งตึก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าทางทะเล และมีประวัติความเป็นมาสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ดังนั้น เรื่องราวของวิวัฒนาการก่อนที่จะมาเป็นจังหวัดพังงา ตลอดจนเรื่องราวต่าง ๆ อันเกี่ยวกับจังหวัดพังงา จึงนับเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง . โบราณสถานทั้ง ๙ แหล่งที่นำเสนอในองค์ความรู้ชุดนี้ ได้แก่ โบราณสถานเขาพระเหนอ วัดคงคาพิมุข วัดคีรีเขต วัดหน้าเมือง วัดสราภิมุข วัดมงคลสุทธาวาส โบราณสถานถ้ำสุวรรณคูหา วัดมาตุคุณาราม และวัดลุมพินี ล้วนแล้วแต่มีคุณค่าและความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี ซึ่งเป็นเครื่องแสดงประวัติความเป็นมาอันเก่าแก่ของชุมชนของชาติ รวมทั้งเป็นแหล่งศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิต . เรียบเรียง/กราฟฟิก : นางสาวอนุธิดา ส่งบำเพ็ญ และ นางสาวลัดดาวัลย์ สุวรรณคีรี นักวิชาการวัฒนธรรม  กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช . #อ้างอิง :  นภัคมน ทองเฝือ. โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนในเขตพื้นที่สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช. นครศรีธรรมราช : สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, ๒๕๖๓. กรมศิลปากร. สำนักศิลปากรที่ ๑๕ ภูเก็ต. ทุ่งตึก เมืองท่าการค้าโบราณ. (กรุงเทพฯ : บริษัทสำนักพิมพ์สมาพันธ์, ๒๕๕๐) น.๑๑ - ๒๕


          พระพุทธรูปนาคปรก           แบบศิลปะ : ลพบุรี           ชนิด : สำริด            ขนาด : สูง 30.30 เซนติเมตร ตักกว้าง 10 เซนติเมตร           ลักษณะ : พระพุทธรูปนาคปรกประทับนั่งเหนือขนดนาคด้านหน้ามีผ้าทิพย์ เหนือพระเศียรมีเศียรนาค 7 เศียรแผ่พังพาน พระพักตร์เหลี่ยม พระขนงต่อกันเป็นปีกกา พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์แบะแย้มพระสรวล สวมเครื่องทรงแบบกษัตริย์ได้แก่ เทริดแบบกะบังหน้า พระรัศมีทรงกรวย กุณฑลรูปตุ้ม กรองศอ ครองจีวรห่มเฉียงสังฆาฏิปลายตัดตรงเหนือพระนาภี พระหัตถ์แสดงมุทรามารวิชัย พระหัตถ์ขวาคว่ำวางบนพระชานุ พระหัตถ์ซ้ายหงายวางบนพระเพลา           สถานที่จัดแสดง : ห้องศาสนศิลป์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี   แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/suphanburi/360/model/04/   ที่มา: hhttp://www.virtualmuseum.finearts.go.th/suphanburi


องค์ความรู้สุพรรณบุรี เรื่อง ปลาหมำ อาหารขึ้นชื่ออำเภอสองพี่น้อง ผู้เรียบเรียง : นางอภิญญานุช เผ่าพงษ์คล้าย บรรณารักษ์ชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ





           พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี  ชวนเรียนรู้เรื่องเมืองสุพรรณ ขอเชิญเที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี ที่เดียวครบทุกเรื่องเมืองสุพรรณ โดยมีบริการนำชมพิพิธภัณฑ์เป็นหมู่คณะ บริการร้านกาแฟและเครื่องดื่ม บริการให้ยืมนิทรรศการเคลื่อนที่ บริการสถานที่จัดอบรม ประชุม สัมมนาฯ และห้องกิจกรรมพิเศษ จัดทุกวันเสาร์ - อาทิตย์ รวมทั้งยังมีร้านจำหน่ายของที่ระลึก              พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี เปิดทำการวันพุธ - วันอาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00 - 16.00 น. ปิดทำการวันจันทร์ - วันอังคาร


วันพระญาวัน (วันพญาวัน) ในปี พ.ศ. 2567 นี้ ตรงกับวันที่ 16 เมษายน 2567 เป็นวันเถลิงศกเริ่มต้นศักราชใหม่วันนี้ ประชาชนจะตื่นแต่เช้าไปทำบุญตักบาตรที่วัด พร้อมกับนำช่อทุงไปปักที่เจดีย์ทรายที่ได้ร่วมกันทำไว้ในวันก่อน การถวายภัตตาหารหรือที่เรียกว่า ทานขันเข้า (อ่าน "ตานขันเข้า") นี้ บางคนก็จะทำบุญกันหลายสำรับ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษหรือญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้วด้วย บางคนอาจนำสำรับอาหารไปมอบให้แก่บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ผู้เฒ่าผู้แก่หรือผู้ที่ตนเคารพนับถือโดยความเคารพอย่างการถวายให้แก่พระสงฆ์ด้วย ซึ่งการทำบุญเช่นนี้ เรียกว่า ทานขันเข้าคนเฒ่าคนแก่ ฟังพระธรรมเทศนา เช่น เทศน์อานิสงส์ปีใหม่ ๑ กัณฑ์ เสร็จแล้วโอกาสเวนทานและเวนทานต่างๆ ตลอดถึงเวนทานเจดีย์ทรายด้วย เตรียมไม้ง่ามไปถวายสำหรับค้ำต้นโพธิ์ ไม้ง่ามนี้จะมีกรวยดอกไม้ธูปเทียนและกระบอกบรรจุน้ำและทรายผูกติดกับไม้ง่ามไปด้วย การทานไม้ง่ามนี้ ถือคติว่าเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการจะช่วยกันค้ำจุนพระศาสนาให้ยืนยาวต่อไป นำเอาน้ำเข้าหมิ่นส้มป้อย คือน้ำอบน้ำหอม ซึ่งปรุงด้วยฝักส้มป่อยและดอกไม้หอมที่ตากแห้งเช่น ดอกสารภีที่เตรียมมาด้วยนั้น สรงน้ำทั้งพระพุทธรูป สถูปเจดีย์ รวมทั้งสรงน้ำพระภิกษุเจ้าอาวาสด้วย มีการไปดำหัวหรือไปคารวะผู้เฒ่าผู้แก่ บิดามารดา ญาติพี่น้องผู้อาวุโสหรือผู้มีบุญคุณหรือผู้ที่เคารพนับถือ เพื่อเป็นการขอขมาลาโทษอันเนื่องจากที่อาจได้ประพฤติในสิ่งที่ไม่สมควรต่อท่านเหล่านั้น การดำหัวนี้ก็อาจกระทำแก่ครูบาอาจารย์ผู้บังคับบัญชาหรือบุคคลสำคัญในชุมชนนั้นๆเช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้นเอกสารอ้างอิง"วันพระญาวัน (๑) (วันเถลิงศก)." สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 12. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, 2542: 6231-6232.อุดม รุ่งเรืองศรี. "ปีใหม่ (สงกรานต์)." สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 8. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, 2542: 3834-3841..


 ชื่อเรื่อง                     ตำราอาหารว่างและอาหารพิเศษผู้แต่ง                       ปอง  มาลากุล, หม่อมหลวง.ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากหมวดหมู่                   อาหารและเครื่องดื่มเลขหมู่                      641.53 ป511ตสถานที่พิมพ์               พระนครสำนักพิมพ์                 โรงพิมพ์พระจันทร์ปีที่พิมพ์                    2498ลักษณะวัสดุ               198 หน้า หัวเรื่อง                     ตำราอาหารภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึกตำรากับข้าว “ทำแล้วกินได้” และคัดอาหารที่เคยทำได้ผลปรากฏว่าดีมารวบรวมไว้ โดดยมากเป็นประเภทอาหารว่าง แล้วมีตัวอย่างอาหารต่างประเทศไว้บ้างตามสมควร  


black ribbon.