ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,088 รายการ
วินยธรสิกฺขาปทวินิจฺฉย (วินยสิกฺขาปทวินิจฺเฉยฺย)
ชบ.บ.96/1-9
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
เลขทะเบียน : นพ.บ.310/4ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 48 หน้า ; 4 x 51.5 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 125 (302-305) ผูก 4 (2565)หัวเรื่อง : เทวทูตสุตฺต(เทวทูตสูตร)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อผู้แต่ง จำนงค์ ทองประเสริฐ
ชื่อเรื่อง ปรัชญาตะวันตก : สมัยโบราณ
ครั้งที่พิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ ๓
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ แพร่พิทยา
ปีที่พิมพ์ ๒๕๑๔
จำนวนหน้า ๗๓๐ หน้า
หนังสือ ปรัชญาตะวันตก : สมัยโบราณ เล่มนี้ กล่าวถึงวิชาปรัชญาเริ่มตั้งแต่สมัยก่อนโสคราเตส
ยุคของโสคราเตสเป็นต้นมา มีจุดมุ่งหมายที่จะให้นักศึกษาได้ทราบถึงแนวทฤษฎีของความคิดในปัญหาต่างๆ
ที่จะวิเคราะห์ด้วยวิธีการของปรัชญา เนื่องจากวิชาปรัชญาเป็นวิชาที่สอนให้คนเรามีเหตุผล ใจกว้าง พร้อมที่
จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นและพร้อมนำเอาความคิดเห็นต่าง ๆ เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน
ได้ตามความเหมาะสม
พระแสงราชศัสตราประจำเมือง พระแสงราชศัสตรา เป็นสัญลักษณ์แทนพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หากพระมหากษัตริย์พระราชทานพระแสงราชศัสตราแก่ผู้ใดหมายความว่าพระองค์มีพระประสงค์ให้ผู้นั้นมีอำนาจเด็ดขาดในการปฏิบัติราชกิจแทนพระองค์ในวาระสำคัญต่าง ๆ เปรียบเสมือนเป็นผู้แทนพระองค์ในการใช้อำนาจราชสิทธิ์ มีความชอบธรรมในฐานะผู้มีอำนาจเต็ม สามารถออกคำสั่งได้เด็ดขาดทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องการตัดสินพิพากษาลงโทษด้วยการสั่งประหารชีวิตได้ โดยไม่ต้องกราบบังคมทูลให้ทราบก่อน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างพระแสงราชศัสตราสำหรับพระราชทานไว้ประจำหัวเมือง เพื่อเป็นที่ระลึกในคราวเสด็จพระราชดำเนินถึงและประทับค้างแรม ณ เมืองนั้น ๆ โดยมีพระราชประสงค์หลักที่จะให้พระแสงราชศัสตราเป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์และใช้สำหรับแทงน้ำในการพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในหัวเมือง และมีพระราชกำหนดว่าเมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จไปประทับในจังหวัดใด ให้ถวายพระแสงราชศัสตรามาไว้ประจำพระองค์ตลอดเวลาที่เสด็จประทับอยู่ในจังหวัดนั้น การพระราชทานพระแสงราชศัสตราดังกล่าวจึงไม่ได้หมายถึงการให้อำนาจเฉพาะบุคคลเหมือนในกาลก่อน ธรรมเนียมการพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองได้สืบทอดมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจนถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีการพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำหัวเมืองต่าง ๆ รวม ๓๒ องค์ ได้แก่ ๑. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทาน จำนวน ๑๓ องค์ แก่หัวเมืองต่าง ๆ ได้แก่ มณฑลกรุงเก่า เมืองอ่างทอง เมืองสิงห์บุรี เมืองชัยนาท เมืองอุทัยธานี มณฑลนครสวรรค์ เมืองพิจิตร มณฑลพิษณุโลก เมืองพิชัย เมืองกำแพงเพชร เมืองตราด มณฑลจันทบุรี และมณฑลปราจีน๒. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทาน จำนวน ๑๓ องค์ แก่หัวเมืองต่าง ๆ ได้แก่ เมืองนราธิวาส เมืองสายบุรี มณฑลปัตตานี มณฑลนครศรีธรรมราช เมืองตรัง เมืองนครศรีธรรมราช มณฑลชุมพร มณฑลราชบุรี เมืองเพชรบุรี เมืองประจวบคีรีขันธ์ เมืองระนอง มณฑลภูเก็ต และมณฑลนครชัยศรี๓. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทาน จำนวน ๖ องค์ แก่หัวเมืองต่าง ๆ ได้แก่ เมืองแพร่ เมืองลำปาง เมืองเชียงราย เมืองเชียงใหม่ เมืองลำพูน และเมืองพังงาพระแสงราชศัสตราดังกล่าวเก็บรักษาไว้ประจำเมืองที่ได้รับพระราชทาน ยกเว้นพระแสงราชศัสตราประจำเมืองพิชัยและเมืองสายบุรี เก็บรักษาไว้ที่สำนักพระราชวัง เนื่องจากเมืองถูกยุบเป็นอำเภอในจังหวัดอุตรดิตถ์และปัตตานี ตามลำดับ ปัจจุบัน แม้ว่าไม่มีการพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองต่าง ๆ เพิ่มอีก แต่ยังคงมีการสืบทอดธรรมเนียมโบราณราชประเพณีของการถวายพระแสงราชศัสตราแก่พระมหากษัตริย์อยู่ โดยจังหวัดใดที่เคยได้รับพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมือง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอัญเชิญพระแสงราชศัสตราประจำเมืองทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายคืนไว้ประจำพระองค์ ในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานหรือประกอบพระราชพิธีสำคัญ ณ จังหวัดนั้น ๆ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับจึงพระราชทานคืนไว้แก่จังหวัดนั้นดังเดิม โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้แทนในการรับพระราชทานคืนตามธรรมเนียมเดิมผู้เรียบเรียง : นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์ นักจดหมายเหตุชำนาญการภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่๑. กรมศิลปากร. ๒๕๓๙. พระแสงราชศัสตราประจำเมือง. กรุงเทพฯ: เกรท โปร กราฟฟิค.๒. สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ และ สถาบันพระปกเกล้า. ๒๕๕๘. จดหมายเหตุเสด็จพระราชดำเนิรเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ พระพุทธศักราช ๒๔๖๙. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.๓. สถาบันดำรงราชานุภาพ. ๒๕๕๐. โครงการศึกษาวิจัย เรื่อง “การเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของผู้ว่าราชการจังหวัด”. ม.ป.ท.๔. ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์. ม.ป.ป. “สิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นมงคลยิ่งประจำเมือง.” สกุลไทย (Online). http://www.sakulthai.com/magazine/reader/14871, สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๕.
นานา...น่ารู้จากเอกสารจดหมายเหตุ
เรื่อง พิธีพระราชทานเพลิงศพ นายไวพจน์ สกุลนี (ไวพจน์ เพชรสุพรรณ) ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงลูกทุ่ง) พุทธศักราช 2540
วันที่ 6 – 11 กรกฎาคม 2565 National Museum of China จัดงาน Treasure Hunt Relay: Global Museum Director’s Choice ภายใต้แนวคิด “Hand in Hand: Share the Splendor of World Civilizations” บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้บริหารพิพิธภัณฑ์จีนและพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกจาก 5 ทวีป จำนวน 24 คน
ติดตามรับชมการนำเสนอผลงานหัวข้อ “Museum in Facilitating Dialogue of Civilizations” จาก นางสาวนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้ในวันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม 2565 เวลา 14.00 น. ผ่านทางเว็บไซต์ https://www.chnmuseum.cn/portals/0/web/zt/gmdc2022/indexen.html หรือสแกน QR code
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำภูมิภาคตะวันออกของไทย ได้ปรับปรุงการจัดแสดงนิทรรศการด้วยระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย ปรับปรุงภูมิทัศน์ และสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับผู้พิการและผู้สูงอายุ ตามแผนพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของกรมศิลปากร ขณะนี้เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบแล้ว
ส่วนการจัดแสดงนิทรรศการใหม่ นำเสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์และโบราณคดีภาคตะวันออก ที่สมบูรณ์ที่สุด มีโบราณวัตถุชิ้นสำคัญจัดแสดงกว่า ๒๐๐ ชิ้น แบ่งส่วนจัดแสดงเป็น ๕ ห้อง ได้แก่ ๑. ห้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์และโบราณคดีในภาคตะวันออก ๒. ห้องชุมชนโบราณในภาคตะวันออก ๓. ห้องพัฒนาการของชุมชนและเมืองโบราณ ๔. ห้องวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำบางปะกง และ ๕. ห้องเมืองศรีมโหสถ นครรัฐแรกเริ่มแห่งลุ่มน้ำบางปะกง จัดแสดงพระคเณศ พระวิษณุจตุรภุช พระพุทธรูปปางสมาธิ รวมถึงเครื่องสำริดประกอบพิธีกรรมที่มีจารึกภาษาเขมร กล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗
ขอเชิญชวนผู้สนใจเรียนรู้ประวัติศาสตร์อารยธรรมในภูมิภาคตะวันออกของไทย ชมโฉมใหม่ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี เปิดทุกวันพุธ - วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ น. - ๑๖.๐๐ น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันหยุดชดเชย สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๓๗๒๑ ๑๕๘๖
พระพิมพ์พระพุทธรูปปางมารวิชัยในซุ้มปราสาท (พระสิบสอง)
ศิลปะหริภุญไชย พุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๙ (๗๐๐ – ๙๐๐ ปีมาแล้ว)
พบที่กู่แดง เดิมเป็นวัดร้าง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน พระภิกษุบุญทึม พรหมเสโน วัดจามเทวี อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน มอบให้เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๖
ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องล้านนา อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
พระพิมพ์กรอบสามเหลี่ยม กึ่งกลางเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องอาภรณ์อย่างกษัตริย์ ประทับขัดสมาธิเพชรบนฐานบัว แสดงปางมารวิชัย ขนาบข้างด้วยพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับขัดสมาธิเพชรบนฐานบัว พระเศียรแสดงประภามณฑล มีรูปบุคคลนั่งอยู่ด้านข้าง ทั้งหมดนี้ประดิษฐานอยู่บนฐานปัทม์ยกเก็จภายใต้ปราสาท ส่วนเรือนชั้นซ้อนแต่ละชั้นประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับขัดสมาธิเพชร ด้านบนสุดประดับยอดดอกบัวตูม กรอบซุ้มของพระประธานมีลักษณะหยักโค้งประดับใบระกา ส่วนปลายซุ้มทำเป็นเศียรนาค ด้านข้างปราสาทประดับก้านดอกบัวทั้งสองข้างรองรับพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร
จากรูปแบบดังกล่าวที่ปรากฏพระพุทธรูปและรูปบุคคลรวมจำนวน ๑๒ คน จึงมีคำเรียกพระพิมพ์รูปแบบนี้ว่า “พระสิบสอง” และพบแพร่หลายทั้งในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ ส่วนมากจะเป็นพระพิมพ์ดินเผา บางแห่งเช่นที่ทุ่งกู่ล้าน อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน พบแม่พิมพ์พระพิมพ์พระพุทธรูปปางมารวิชัยในซุ้มปราสาท (พระสิบสอง) อีกด้วย นอกจากนี้ยังพบพระพิมพ์พระพุทธรูปปางมารวิชัยในซุ้มปราสาท (พระสิบสอง) แบบเนื้อชินที่วัดพระพายหลวง จังหวัดสุโขทัย ซึ่งเป็นตัวอย่างพระพิมพ์เนื้อชินที่พบเป็นจำนวนน้อย
อ้างอิง
กรมศิลปากร. พระพิมพ์ : พระเครื่องเมืองไทย. นครปฐม: รุ่งศิลป์การพิมพ์, ๒๕๖๔.
พระบารมีปกเกล้าชาวอุบล ๑
ระหว่างวันที่ ๑๖ - ๑๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๙๘ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเยี่ยมราษฎรจังหวัดอุบลราชธานีครั้งแรก
โดยประทับแรม ๔ วัน ๓ คืน และทรงปฏิบัติพระราชกรณีกิจ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประชาชนได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับเสด็จฯอย่างใกล้ชิด นับเป็นพระมหากรุณาคุณอย่างหาที่สุดมิได้…
โดยภาพอาคารด้านหลังนั่นก็คือ อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี
ซึ่งเดิมเป็นอาคารศาลากลางจังหวัด สร้างเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๖๑ บนที่ดินของหม่อมเจียงคำ ชุมพล ณ อยุธยา ทายาทของราชบุตร (สุ่ย) พระชายาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เพื่อใช้เป็นสาธารณประโยชน์สำหรับก่อสร้างสถานที่ราชการมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๖
ลักษณะอาคารเป็นตึกชั้นเดียว ก่ออิฐถือปูนยกพื้นสูง หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้องว่าว แผนผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหันหน้าไปทางทิศเหนือ ภายในอาคารประกอบด้วยห้องโถงใหญ่อยู่ตรงกลาง มีระเบียงทางเดิน และห้องขนาดเล็กอยู่โดยรอบ เหนือกรอบประตูและหัวเสารับชายคาที่ระเบียงมีการประดับด้วยไม้ฉลุลายพันธุ์พฤกษา
ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ นายบุญช่วย ศรีสารคาม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีได้มอบอาคารศาลากลางหลังเก่าให้กรมศิลปากรทำการบูรณะและใช้ประโยชน์จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี ต่อมากรมศิลปากรได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๒
ขอบคุณภาพจาก อาจารย์ปัญญา แพงเหล่า
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน)อย.บ. 24/4ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 32 หน้า : กว้าง 5.2 ซม. ยาว 55.2 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา ชาดกบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา