ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,883 รายการ


กรมศิลป์มอบของขวัญปีใหม่ เปิดให้เที่ยวฟรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ และโบราณสถานที่อยู่ในความดูแล 31 ธ.ค.68 – 1 ม.ค.69            กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม มอบของขวัญปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ให้แก่นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป โดยเปิดให้บริการและงดเก็บค่าเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ และโบราณสถานที่อยู่ในความดูแล ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2569          นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดกิจกรรมเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน โดยกรมศิลปากร เปิดให้บริการและงดเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ และโบราณสถานที่อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรทุกแห่ง ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวม 2 วัน ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวได้ใช้เวลาในการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมร่วมกัน ทั้งนี้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศจะนำพระพุทธรูปมงคลโบราณที่มีประวัติความเป็นมาและสร้างขึ้นตามคติอันเป็นมงคล มาประดิษฐานให้พุทธศาสนิกชนสักการบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตในวาระแห่งการเริ่มต้นศักราชใหม่ โดยเฉพาะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ได้อัญเชิญพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร มาประดิษฐานให้ประชาชนได้สักการบูชา ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2568 - วันที่ 4 มกราคม 2569            นายพนมบุตร กล่าวอีกว่า กรมศิลปากรได้จัดโครงการท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์และโบราณสถานยามราตรี เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมบรรยากาศโบราณสถานอันสวยงามยามค่ำคืน พร้อมสัมผัสวิถีไทยกับกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ระหว่างวันที่ 26 - 28 ธันวาคม 2568 สัมผัสความงดงามของโบราณสถานวังหน้าแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และโบราณวัตถุล้ำค่า ในบรรยากาศยามค่ำคืนอันแสนพิเศษ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี เปิดให้ชมความวิจิตรงดงามของเรือพระราชพิธี มรดกวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าแห่งสายน้ำในยามค่ำคืน และเที่ยวชมงาน “พระนครคีรีราตรีประดับดาว” (Phranakhonkhiri Starry Night) ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี           นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์พิมายยามราตรี Phimai Night Light Up ปีที่ 3 ชมการประดับไฟแสงสีสุดอลังการ ครอบคลุมทุกพื้นที่ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย จังหวัดนครราชสีมา ทุกวันศุกร์ - วันอาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ ตลอดเดือนธันวาคม 2568 และเดือนมกราคม 2569 และกิจกรรม “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2569 ณ วัดไชยวัฒนาราม วัดพระราม และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยในคืนข้ามปี วันที่ 31 ธันวาคม 2568 จะมีกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ณ วัดไชยวัฒนาราม เพื่อเป็นมงคลเนื่องในโอกาสปีใหม่ด้วย 


         วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วยนางสาวขนิษฐา โชติกวณิชย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร และนางสาวนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ให้การต้อนรับนายเทเลอร์ เมอร์ฟีย์ ผู้จัดการมรดกของพันเอกชาร์ลส์ มาร์ก  ริชาร์ดส์ อดีตทหารแห่งกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา (USAF) ในประเทศเวียดนาม ระหว่างปี พ.ศ. 2507 - 2515 นายณัฐพล ณ สงขลา ผู้อำนวยการกองการทูตวัฒนธรรม กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ Mr.Bryan Anderson สำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ กรุงเทพ และ Ms. Jacqueline Mourot, Ed.D สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย           อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า นายเทเลอร์ เมอร์ฟีย์ ได้รับมอบหมายจากทายาทพันเอกชาร์ลส์ มาร์ก ริชาร์ดส์ ให้นำโบราณวัตถุที่นำไปจากประเทศไทย จำนวน 53 รายการ มาส่งมอบแก่กรมศิลปากร ตามเจตจำนงของพันเอกชาร์ลส์ มาร์ก ริชาร์ดส์ ที่ระบุไว้ในพินัยกรรม หลังจากเสียชีวิตเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2566 โดยประสานงานผ่านสถานกงสุลไทย ณ นครลอสแองเจลิส และสำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา ซึ่งพันเอกชาร์ลส์ มาร์ก ริชาร์ดส์ ได้เคยประจำการในประเทศไทยระหว่าง พ.ศ. 2514 - 2515 และมีความสนใจสะสมโบราณวัตถุ จึงมักท่องเที่ยวไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและรับซื้อโบราณวัตถุที่พบในพื้นที่จากชาวบ้าน รวมถึงร้านค้าโบราณวัตถุในกรุงเทพฯ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจทางทหารจึงนำโบราณวัตถุที่สะสมกลับบ้านที่สหรัฐอเมริกา กระทั่งในวาระสุดท้ายของชีวิตได้แสดงเจตจำนงให้ทายาทส่งคืนโบราณวัตถุดังกล่าวกลับคืนสู่ประเทศไทย ซึ่งเป็นที่มาของการส่งมอบโบราณวัตถุแก่กรมศิลปากรในครั้งนี้         สำหรับโบราณวัตถุจำนวน 53 รายการ ประกอบด้วย กลุ่มเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับยุคก่อนประวัติศาสตร์ จำนวน 27 รายการ กลุ่มเครื่องปั้นดินเผายุคก่อนประวัติศาสตร์ จำนวน 16 รายการ กลุ่มเครื่องปั้นดินเผาศิลปะสุโขทัย จำนวน 6 รายการ เครื่องปั้นดินเผาสมัยประวัติศาสตร์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 รายการ และกลุ่มเครื่องปั้นดินเผาจีน สมัยราชวงศ์หยวน ราชวงศ์หมิง จำนวน 3 รายการ โดยกรมศิลปากรจะนำไปเก็บรักษาที่คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อศึกษาวิจัยสำหรับการจัดแสดงต่อไป  ทั้งนี้ โบราณวัตถุชิ้นเด่นที่ได้รับมอบในครั้งนี้ ได้แก่          1. ภาชนะดินเผาทรงพาน ยุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุ 1,800 - 2,200 ปีมาแล้ว มีสภาพสมบูรณ์ รูปทรงพานเป็นเอกลักษณ์ที่พบไม่มาก ตกแต่งลวดลายเรขาคณิตด้วยเทคนิคขูดขีดผสมกับการเขียนลายสีแดง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวัฒนธรรมบ้านเชียง แหล่งมรดกโลกในจังหวัดอุดรธานี          2. ภาชนะดินเผายุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุ 1.800 – 2,200 ปีมาแล้ว มีสภาพสมบูรณ์ ตกแต่งพื้นผิวให้ไม่ลื่นมือเมื่อหยิบจับ ด้วยการกดเส้นเชือกเป็นลายเชือกทาบและปั้นแปะดินปั้นเป็นเส้นเชือกประกอบกันเป็นเอกลักษณ์ภาชนะดินเผาในสมัยแรกเริ่มสังคมเกษตรกรรมในดินแดนไทย          3. ใบขวานสำริดพร้อมแม่พิมพ์ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุ 1,800 - 2,200 ปีมาแล้ว แม่พิมพ์ขวานนี้เป็นหลักฐานแสดงถึงความเชี่ยวชาญในการผสมโลหะ หล่อเครื่องมือเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันของคนพื้นเมืองในยุคแรกเริ่มสังคมเกษตรกรรมในดินแดนไทย         4. เครื่องปั้นดินเผาสังคโลกจากแหล่งเตาเผาโบราณศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย มีสภาพสมบูรณ์ เป็นสินค้าสำคัญของอาณาจักรสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยาที่ส่งขายไปในเส้นทางการค้าโลกในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 21      



ผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2521 สถานที่พิมพ์ : ม.ป.ท.สำนักพิมพ์ : ม.ป.พ.      เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ เริ่มประกาศพระศาสนาและประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่กุลบุตร ก็บังเกิดมีพระสงฆ์สาวกขึ้นในโลก ครั้นพระอริยสงฆ์สาวกมีมากขึ้น พระพุทธเจ้าทรงส่งไปประกาศพระศาสนาในที่ต่างๆ ในชมพูทวีป พระอริยสงฆ์เหล่านั้นต่างก็ได้ดำเนินการบรรพชาอุปสมบทกุลบุตรเป็นพระภิกษุสงฆ์ในที่ต่างๆ จากพุทธานุญาตก็เกิดมีคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนาขึ้นตั้งแต่พุทธกาล ศาสนาที่คนไทนับถือกันอยู่ในสมัยเริ่มแรกแห่งอาณาจักรลานนาไท คงจะเป็นพุทธศาสนาทั้ง 2 นิกาย คือเถรวาทกับมหายาน ผสมกับศาสนาพราหมณ์ ศาสนาวิญญาณนิยม และความเชื่อถือทางไสยศาสตร์ โชคลางต่างๆ



ที่ตั้ง              ถนนโพธิ์ศรี  ตำบลในเมือง  อำเภอเมือง  จังหวัดอุดรธานี พิกัดแผนที่       แผนที่ระวาง  5543  I  มาตราส่วน  1: 50,000                    พิมพ์ครั้งที่  1 -RTSD  ลำดับชุด  L  7017                    พิกัดกริด  48  QTE  647263                    เส้นรุ้ง  ๑๗  องศา  ๒๔  ลิปดา  ๔๐  ฟิลิปดา  เหนือ                    เส้นแวง  ๑๐๒  องศา  ๔๗  ลิปดา  ๐๕  ฟิลิปดา  ตะวันออก   สิ่งสำคัญที่ขึ้นทะเบียน                    ๑.อาคารราชินูทิศ   ประวัติสังเขป                    สร้างขึ้นเมื่อ  พ.ศ.  ๒๔๖๓  โดยพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร  สมุหเทศาภิบาล  สำเร็จราชการมณฑลอุดร  ข้าราชการ  พ่อค้าและประชาชนในจังหวัดร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นอาคารเรียนของโรงเรียนนารีอุปถัมภ์  สร้างเสร็จเมื่อ  พ.ศ.  ๒๔๖๘  ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  ๖  โปรดเกล้า ฯ พระราชทานนามโรงเรียนขึ้นใหม่ว่า “ ราชินูทิศ “ จึงเป็นชื่อเรียกของอาคารสืบมา   ลักษณะรูปแบบศิลปกรรม                    เป็นอาคาร  ๒  ชั้น  ทรงยุโรป  ก่ออิฐถือปูน  หลังคาทรงปั้นหยา  มีมุขยื่นด้านหน้า  ซุ้มประตู-หน้าต่าง  ก่อเป็นวงโค้ง ( ARCH ) สภาพสมบูรณ์และมีความสวยงาม   อายุสมัย          ในปี พ.ศ.  ๒๔๖๓  หรือประมาณ  ๘๑  ปี  มาแล้ว   ประเภทโบราณสถาน                    อาคารโรงเรียนนารีอุปถัมภ์   ลักษณะการใช้งานในปัจจุบัน                    เป็นสำนักงานของศึกษานิเทศก์จังหวัดอุดรธานี ( ชั่วคราว ) มีโครงการจัดตั้งเป็นอาคารพิพิธภัณฑสถานประจำเมืองอุดรธานี   การดำเนินงาน                    ๑.มีการปรับปรุงอาคารบางส่วนเพื่อเป็นสำนักงานศึกษานิเทศก์จังหวัดอุดรธานี   การขึ้นทะเบียน                    ขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน  ในราชกิจจานุเบกษา  เล่ม  ๑๑๕  ตอนพิเศษ  ๔ ง.  วันที่  ๑๔  มกราคม  ๒๕๔๑  พื้นที่ประมาณ  ๑๑  ไร่  ๒  งาน  ๕๖  ตารางวา   ที่มาของข้อมูล                    ๑.ราชกิจจานุเบกษาเล่ม๑๑๕  ตอนพิเศษ ๔ ง.หน้า ๑  วันที่ ๑๔  มกราคม  ๒๕๔๑.                    ๒.สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  ที่  ๗ ขอนแก่น , ทำเนียบโบราณสถานอีสานบน ,เอกสารอัดสำเนา ,  ๒๕๔๒


Introducing Cultural Thailand in Outline by Phya Anuman Rajadhon


การประชุมคณะผู้บริหารกรมศิลปากรประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2558  ครั้งที่ 1/2558   วันที่ 31 ตุลาคม 2557 เวลา 9.30 น. นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร และคณะผู้บริหารกรมศิลปากรร่วมประชุมผู้บริหาร กรมศิลปากรประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558  ครั้งที่ 1/2558 ณ ห้องประชุมดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร โดยได้มอบนโยบายในการปฏิบัติงาน การติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากร เช่น การใช้จ่ายงบประมาณประจำปี    โดย : กลุ่มอำนวยการและประสานราชการ  สำนักบริหารกลาง






วัสดุ หินทรายสีเทา อายุสมัย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 ตัวอักษร อักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต สถานที่พบ พบจากการขุดแต่งแหล่งโบราณคดีดอนขุมเงิน อำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2549 บริเวณด้านหน้าของฐานหน้ากระดานล่างมีจารึกอักษรปัลลวะ อายุพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นข้อความภาษาสันสกฤต 4 บรรทัด ในรูปแบบฉันท์อนุษฏุภ 4 บท ซึ่งมีคำแปลอยู่ 2 สำนวนดังนี้ 1. แปลโดย นายสุรสิทธิ์ ไทยรัตน์ นักภาษาโบราณ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งปรับแก้ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ก่องแก้ว วีระประจักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณ กรมศิลปากร (บรรทัดที่ 1-2) พระราชาผู้ทรงพระนามว่า จิตรเสน ผู้เป็นพระนัดดาของพระศรีสารวเภามะ เป็นพระโอรสของพระศรีวีรวรมัน โดยแท้จริงแล้ว แม้ว่าทรงเป็นพระอนุชาตามศักดิ์ แต่ทรงได้เป็นพระภราดาของพระศรีภววรมัน ได้เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ต่อจากนั้นมาจึงทรงได้รับการขนานพระนามใหม่ว่า พระเจ้าศรีมเหนทรวรมัน (บรรทัดที่ 3) พระองค์ได้แสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระศิวะผู้ทรงพระนามว่า พระพฤษธวัช ได้สร้างรูปพระโคที่ตกแต่งด้วยศิลาอย่างดี ขณะที่ทรงสำเร็จความสมประสงค์ที่พระองค์ทรงมีชัยชนะอยู่เหนือราชอาณาจักรทั้งปวง (บรรทัดที่ 4) พระองค์ทรงมีพระปัญญาปราดเปรื่องที่สมบูรณ์ด้วย (ความยิ่งใหญ่ในการปราบข้าศึกศัตรู) ทรงมีพระดำรัสถึงเรื่องโบราณราชประเพณีที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา ทรงใฝ่พระทัยอยู่ทุกขณะที่จะปราบปรามศัตรูให้อยู่ในอำนาจด้วยการ 1.ระมัดระวังกองทัพมิให้ประมาท 2.บำรุงรักษากำลังกองทัพด้วยดี และ 3.จัดระเบียบกองทัพให้เข้มแข็ง 2. แปลโดย นายรุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ภายใต้การตรวจของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรพัฒน์ ประพันธ์วิทยา ที่ปรึกษาศูนย์สันสกฤต มหาวิทยาลัยศิลปากร Prof. Dr. Peter Skilling, Representative of Pali Text Society (Oxford England) (บรรทัดที่ 1-2) พระราชาผู้ทรงมีพระนามว่า จิตรเสน ทรงเป็นพระนัดดาในพระเจ้าศรีสารวเภามะ พระราชบุตรในพระเจ้าศรีวีรวรรมัน แม้เป็นพระอนุชาองค์น้อยในพระเจ้าศรีภววรรมัน แต่ก็ได้รับราชาภิเษกเป็นพระราชา ก็ด้วยพระราชอำนาจที่มากอย่างแน่นอน ภายหลังพระองค์ก็ทรงมีพระนามว่า พระเจ้าศรีมเหนทรวรรมัน (บรรทัดที่ 3) เมื่อพระองค์พิชิตดินแดนทั้งหลายได้แล้ว ด้วยความภักดีต่อพระวฤษธวชจึงได้สถาปนาโคศิลา ณ ดินแดนแห่งนี้ (บรรทัดที่ 4) พระองค์ทรงผูกมัดไว้แล้วซึ่งจิตใจของเหล่าข้าศึกที่ภักดีแล้ว เหมือนกับทับเหง้ามันทั้งหลายด้วยศิลา หลังจากที่พระองค์ได้ขจัดความคิดแบบเก่าทิ้งไปแล้ว... จารึกที่พบบนฐานรูปเคารพหลักนี้ เป็นจารึกพระเจ้าศรีมเหนทรวรมันหลักที่ 13 ที่พบในประเทศไทย จารึกหลักนี้เป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่มีความสำคัญทั้งนี้เพราะเป็นจารึกหลักแรกและหลักเดียวที่พบจากการขุดแต่งทางโบราณคดี อีกทั้งยังเป็นจารึกพระเจ้ามเหนทรวรมันที่พบในประเทศไทยที่มีจำนวนฉันท์มากที่สุด โดยจารึกหลักอื่นจะมีฉันท์เพียง 3 บทเท่านั้นนอกจากนี้ยังเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงนัยบางประการของทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเชื่อกันว่าพื้นที่แถบนี้เป็นพื้นที่ที่มีความแห้งแล้ง ไม่น่าที่จะมีการอยู่อาศัยของผู้คน แต่การค้นพบจารึกหลักนี้ได้เป็นประจักษ์พยานที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของทุ่งกุลาร้องไห้ ที่ปรากฏร่องรอยการอยู่อาศัยการทำกิจกรรมด้านต่างๆ ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตเกลือสินเธาว์ ข้าว หรืองานโลหะกรรม ซึ่งเคยดำเนินมาแล้วตั้งแต่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์และยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งพระเจ้าศรีมเหนทรวรมันกษัตริย์แห่งอาณาจักรเจนละบกซึ่งเสวยราชย์ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 12 ยังให้ความสำคัญและได้ผนวกเอาดินแดนแห่งนี้ไว้ในขอบเขตพระราชอำนาจของพระองค์



วันศุกร์ที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๒เวลา ๐๙.๓๐ น.คณะคุณครูและนักเรียน จากโรงเรียนเทศบาล ๑๒ บ้านช้าง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน ๗๘ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียงโดยมีนายสุพัฒน์ สุทธิบุญ เป็นวิทยากรนำชม



black ribbon.