ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,932 รายการ
“วันพืชมงคล และวันเกษตรกร”
วันสำคัญของเกษตรกรวันหนึ่ง คือวันพืชมงคล เพราะจะมีการประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ มีการเสี่ยงทายผ้านุ่งของพระยาแรกนาขวัญ และพระโคกินเลี้ยง เสี่ยงทายว่าในปีนั้นๆพืชผลจะอุดมสมบูรณ์ไหม น้ำจะเพียงพอไหม เป็นการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกร
วันพืชมงคล เป็นวันที่กำหนดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์ และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ อันเป็นพิธีพราหมณ์ พระราชพิธีพืชมงคลนั้นประกอบ พระราชพิธีวันแรกในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สำหรับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญนั้นจะประกอบพระราชพิธีในวันรุ่งขึ้น ณ มณฑลท้องสนามหลวง
พระราชพิธีนี้มีมาแต่โบราณครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สืบต่อมาสมัยอยุธยา จนมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 1-3 มีแต่พิธีพราหมณ์ จนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ได้เริ่มประกอบพิธีสงฆ์ ซึ่งถือว่าพระราชพิธีพืชมงคลมีขึ้นตั้งแต่บัดนั้นมา โดยได้จัดรวมกันกับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และมีชื่อเรียกรวมกันว่า “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ”
พระราชพิธีนี้เป็นพิธีการเพื่อความเป็นสิริมงคลและบำรุงขวัญเกษตรกร กำหนดจัดขึ้นในเดือนหกของทุกปี และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 เป็นต้นมาคณะรัฐมนตรีได้ลงมติให้วันพืชมงคลเป็น “วันเกษตรกร” ประจำปีอีกด้วย เพื่อให้ความสำคัญแก่ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกร
ในปี พ.ศ. 2566 นี้ วันพืชมงคล ตรงกับวันพุธที่ 17 พฤษภาคม ตรงกับวันแรม 13 ค่ำ เดือน 6 มีการจัด พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ พิธีมณฑลท้องสนามหลวง โดยกำหนดให้วันอังคารที่ 16 พฤษภาคม 2566 เป็นวันสวดมนต์การพระราชพิธีพืชมงคล ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ในแต่ละปีได้มีการกำหนดว่า ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา คือ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยในปี พ.ศ. 2566 นี้ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่พระยาแรกนา
ส่วนพระโคที่ใช้ในการประกอบพระราชพิธีฯ นั้น ในปีนี้ กรมปศุสัตว์ได้ทำการคัดเลือกพระโค เพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 2 คู่ เป็นพระโคแรกนาขวัญ 1 คู่ คือ พระโคพอ มีความสูง 165 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 225 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก 214 เซนติเมตร อายุ 11 ปี พระโคเพียง มีความสูง 169 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 238 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก 209 เซนติเมตร อายุ 11 ปี
พระโคสำรอง 1 คู่ คือ พระโคเพิ่มและพระโคพูล ซึ่งเป็นโคพันธุ์ขาวลำพูน มีสีผิวขาวอมชมพู ขนสีขาวสะอาด ทั้งลำตัวไม่มีจุดด่างดำหรือสีอื่นบนลำตัว เขามีสีขาว เป็นลำเทียน เขาทั้งสองข้างมีลักษณะโค้งสวยงาม ดวงตาแจ่มใสสีน้ำตาลอ่อน ขนตาสีชมพู บริเวณจมูกขาว กีบสีขาว ขนหางเป็นพวง สีขาวยาว ลำตัวช่วงขาหลังและกีบมีความสมบูรณ์แข็งแรง เวลายืนและเดินสง่า
สำหรับการเสี่ยงทายในพระราชพิธีฯ จะมีการพยากรณ์ถึงความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารของประเทศ ซึ่งแต่ละปีนั้น ประกอบด้วย 2 ช่วง คือ ช่วงแรก พระยาแรกนาจะตั้งสัตยาธิษฐานเสี่ยงทายผ้านุ่งแต่งกาย ซึ่งแต่ละผืนล้วนมีความหมายแตกต่างกันออกไป เป็นผ้าลายมีด้วยกัน 3 ผืน คือ 6 คืบ 5 คืบ และ 4 คืบ ผ้านุ่งนี้จะวางเรียงบนโตกมีผ้าคลุมเพื่อให้พระยาแรกนาหยิบ ถ้าหยิบได้ผืนใดนั้นจะมีคำทำนาย ไปตามนั้น คือ
ถ้าหยิบได้ 4 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะมากสักหน่อย นาในที่ดอนจะได้ผลบริบูรณ์ดี นาในที่ลุ่ม อาจจะเสียหายบ้างได้ผลไม่เต็มที่
ถ้าหยิบได้ 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนา จะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ดี
ถ้าหยิบได้ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง ไม่ได้ผลเต็มที่
และอีกหนึ่งพิธีเสี่ยงทาย ที่ต้องลุ้นกันทุกปี คือ การเสี่ยงของกิน 7 สิ่งที่ตั้งเลี้ยงพระโค ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่วเขียว งา เหล้า น้ำ และหญ้า เมื่อพระโคกินของสิ่งใดโหรหลวงจะถวายคำพยากรณ์ ดังนี้
ถ้าพระโคกิน ข้าว หรือ ข้าวโพด พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดี
ถ้าพระโคกิน ถั่ว หรือ งา พยากรณ์ว่า ผลาหาร ภักษาหารจะอุดมสมบูรณ์ดี
ถ้าพระโคกิน น้ำ หรือ หญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหารผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ดี
และถ้าพระโคกิน เหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้นทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ขอเชิญชมนิทรรศการ "อิสระ สดชื่น ศรัทธา" การแสดงผลงานของคณาจารย์สาขาจิตรกรรม ภาควิชาวิจิตรศิลป์ วิทยาลัยเพาะช่าง เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 1 - 30 กรกฎาคม 2566 เวลา 09.00 - 16.00 น. ทุกวันพุธ - อาทิตย์ (ปิดให้บริการวันจันทร์ - อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ณ อาคารนิทรรศการ 6 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยจะมีพิธีเปิดนิทรรศการในวันพุธที่ 5 กรกฎาคม 2566 เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป
อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ขอมอบความสุขให้ทุกท่านในช่วงปลายปี ต้อนรับเดือน "ธันวาคม" ด้วยการขยายเวลาให้เข้าชม "วัดไชยวัฒนาราม" และ "วัดราชบูรณะ" ในยามค่ำคืน (เพิ่มเติม)
- ช่วงวันพ่อแห่งชาติ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 1 - 5 ธันวาคม 2566
- ช่วงวันรัฐธรรมนูญ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 8 - 11 ธันวาคม 2566
- ช่วงเทศกาลมรดกโลก เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 15 - 24 ธันวาคม 2566
ทั้งนี้ กรมศิลปากร โดยอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมโบราณสถานในยามค่ำคืน ณ วัดไชยวัฒนาราม และ วัดราชบูรณะ ตั้งแต่เวลา 18.00 - 22.00 น. (ซื้อบัตรเข้าชมได้ถึงเวลา 21.00 น.) ค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 50 บาท ผู้พิการ และชาวไทยผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี เข้าชมฟรี ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ และเทศกาลสำคัญ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา โทร 0 3524 2286 ต่อ 101 E-mail Ayh_hispark@hotmail.com
นิทรรศการหมุนเวียน
"Object of the Month" วัตถุจากคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
ประจำเดือน "ธันวาคม" เชิญพบกับ
"โถพร้อมฝา" (CELADON)
ณ ห้องโถงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
องค์ความรู้สุพรรณบุรี เรื่อง พระเบญจภาคีแห่งเมืองสุพรรณ "พระผงสุพรรณ"
ผู้เรียบเรียง :
นางอภิญญานุช เผ่าพงษ์คล้าย บรรณารักษ์ชำนาญการ
หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ
สมพร อยู่โพธิ์. พระพุทธรูปปางต่าง ๆ. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2515. รวบรวมความรู้เกี่ยวกับพระพุทธรูปปางต่าง ๆ จำนวน 56 ปาง ซึ่งสร้างขึ้นตามคติความเชื่อ และความรู้เรื่องพระพุทธประวัติ เนื่องจากพระพุทธรูปทุกปางจะสร้างขึ้นตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ในพระพุทธประวัติ
๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗"ครบรอบ ๑๙๓ ปี ชาตกาล"พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯปี พ.ศ. ๒๓๗๔ - ๒๕๖๗เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ ๖๓ครองเมืองน่าน ปี พ.ศ. ๒๔๓๔ - ๒๔๖๑
พระพุทธรูปบุเงิน จีนซืนปางมารวิชัยขนาด หน้าตัก ๓ ซม. สูง ๘.๕ ซม. ย้ายมาจากวัดพระธาตุหริภุญชัยเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๘ ที่ฐานมีจารึกอักษรไทย ภาษาไทย ความว่า"จีนซืน นางคำแปง ๒๔๕๗"
#องค์ความรู้อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรพระบรมราชวินิจฉัยในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องเมืองชากังราว..เมืองชากังราวปรากฏในหลักฐานชั้นต้นหรือปฐมภูมิ (primary source) ซึ่งเป็นหลักฐานที่ทำขึ้นร่วมสมัยกับเหตุการณ์นั้น ๆ คือ ศิลาจารึกเขาสุมนกูฏ (พ.ศ. ๑๙๑๑) และปรากฏในหลักฐานชั้นรองหรือทุติยภูมิ (secondary source) เป็นหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ไม่ได้เกิดขึ้นร่วมสมัยกับเหตุการณ์นั้น ๆ ได้แก่ กฎหมายตราสามดวง (พ.ศ. ๑๘๙๙ รัชกาลพระเจ้าอู่ทอง) พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ (พ.ศ. ๒๒๒๓) พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) (พ.ศ. ๒๓๓๘) และพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา (พ.ศ. ๒๓๙๔ - ๒๔๑๑) ทั้งนี้ไม่ว่าจากเอกสารกฎหมายตราสามดวง ศิลาจารึกเขาสุมนกูฏ หรือพระราชพงศาวดารทั้งสามฉบับดังกล่าว ล้วนแต่ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งของเมืองชากังราวได้..พระบรมราชวินิจฉัยในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว.หนังสือเรื่อง “เที่ยวเมืองพระร่วง” ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑ เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จประพาสเมืองกำแพงเพชร ในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ โดยใช้พระนามแฝงว่า “ราม วชิราวุธ” .พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับเมืองชากังราวไว้ในพระราชนิพนธ์เที่ยวเมืองพระร่วง ดังนี้.“...ข้าพเจ้าเชื่อตามความเห็นของท่านนักเลงโบราณคดีบางท่านว่าเมืองชากังราวที่กล่าวถึงในพงศาวดารกรุงเก่าเป็นหลายครั้งนั้นไม่ใช่อื่นไกล คือเมืองสวรรคโลกนั้นเอง พิเคราะห์ดูตามข้อความในพงศาวดาร ซึ่งมีอยู่ว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราช (ขุนหลวงพ่องั่ว) ได้เสด็จขึ้นไปเอาเมืองชากังราวถึง ๓ ครั้ง คือจุลศักราช ๗๓๕ ปีฉลู เบญจศก เสด็จขึ้นไปเอาเมืองชากังราว พระยาชัยแก้ว พระยากำแหง เจ้าเมืองออกต่อรบ พระยาชัยแก้วตาย แต่พระยากำแหงและไพร่พลหนีเข้าเมืองได้ ทัพหลวงก็ยกกลับคืนพระนคร นี่เป็นครั้งที่ ๑ จุลศักราช ๗๓๘ ปีมะโรง อัฐศก เสด็จขึ้นไปเอาเมืองชากังราวได้ พระยากำแหงกับท้าวผากองคิดกันว่าจะยกตีทัพหลวงไม่สำเร็จเลิกหนีไป ทัพหลวงตีทัพผากองแตก ได้ท้าวพระยาเสนาขุนหมื่นครั้งนั้นมาก แล้วก็เลิกทัพหลวงกลับคืนพระนคร นี่เป็นครั้งที่ ๒ จุลศักราช ๗๔๐ ปีมะเมีย สัมฤทธิศก ไปเอาเมืองชากังราวอีกเป็นครั้งที่ ๓ ครั้งนั้นพระมหาธรรมราชาออกมาถวายบังคม ตรวจดูกับพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ ได้ความงอกออกไปอีกว่าขุนหลวงพงัวได้เสด็จไปเอาเมืองชากังราวอีกครั้ง ๑ เป็นครั้งที่ ๔ เมื่อจุลศักราช ๗๕๐ ปีมะโรง สัมฤทธิศก ครั้งนี้สมเด็จพระบรมราชาธิราช (ขุนหลวงพงัว) ทรงพระประชวรหนักต้องเสด็จกลับ ตามข้อความเหล่านี้พึงเข้าใจได้อยู่แล้วว่าเมืองชากังราวมิใช่เมืองเล็กน้อย เป็นเมืองสำคัญอันหนึ่ง แต่เมื่อก่อนได้พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐมานั้น ไม่มีผู้ใดเดาได้เลยว่าเมืองชากังราวคือเมืองใดอยู่แห่งหนตำบลใด มาได้หนทางเดาในพงศาวดารฉบับที่กล่าวแล้วนั้น คือแห่งหนึ่งมีข้อความกล่าวไว้ว่า “ศักราช ๘๑๓ มะแมศก ครั้งนั้นมหาราชมาเอาเมืองชากังราวได้แล้วจึงมาเอาเมืองสุโขทัย เข้าปล้นเมืองมิได้ก็เลยยกทัพกลับคืน” ดังนี้จึงเป็นเครื่องนำให้สันนิษฐานว่าเมืองชากังราวนั้น คือเมืองสวรรคโลก เพราะปรากฏอยู่ว่ามหาราช (เมืองเชียงใหม่) ได้ชากังราวแล้วเลยไปเอาเมืองสุโขทัย ต้องเข้าใจว่าเป็นเมืองใกล้เคียงกัน ถ้าจะนึกถึงทางที่เดินก็ดูถูกต้องดี แต่เหตุไฉนจึงเรียกชื่อเมืองสวรรคโลกว่าชากังราว ข้อนี้แปลไม่ออก...”..เนื่องจากเนื้อความในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ได้ปรากฏว่าศักราช ๗๕๐ ปีมะโรงสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพ่องั่วแห่งอยุธยา) ได้เสด็จไปเอาเมืองชากังราวเป็นครั้งที่ ๔ อนุมานว่าเมืองชากังราวเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่ง และศักราช ๘๑๓ มะแมศก ครั้งนั้น มหาราช (พระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา) มาเอาเมืองชากังราวได้แล้วจึงมาเอาเมืองสุโขทัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่าเมืองชากังราว คือ เมืองสวรรคโลก เพราะปรากฏอยู่ว่าพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา ได้เมืองชากังราวแล้วเลยไปเอาเมืองสุโขทัย จึงสันนิษฐานว่าชากังราวน่าจะเป็นเมืองที่ใกล้เคียงกับเมืองสุโขทัย เพียงแต่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุในการเรียกชื่อเมืองสวรรคโลกว่าชากังราวได้...เอกสารอ้างอิงกรรมการหอสมุดวชิรญาณ. (๒๔๕๐). พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์. โรงพิมพ์ไทย.กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. (๒๕๔๒). พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๑ (พิมพ์ครั้งที่ ๙). กรมศิลปากร.พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่น. (๒๕๕๙). ศรีปัญญา.ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. (๒๕๕๙). โบราณคดีและประวัติศาสตร์ในประเทศไทยฉบับคู่มือครูสังคมศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ ๒). คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรและองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) พื้นที่พิเศษเมืองโบราณอู่ทอง.มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. (๒๕๖๔). เที่ยวเมืองพระร่วง. ศรีปัญญา.สำนักหอสมุดแห่งชาติ. (๒๕๔๘). ประชุมจารึก ภาคที่ ๘ จารึกสุโขทัย. กรมศิลปากร.
พระพุทธรูปพระพุทธเจ้า
ชนิด : โลหะ ลงรักปิดทอง
ขนาด : ตักกว้าง 26.1 เซนติเมตร สูง 21.1เซนติเมตร สูงฐาน 31.5 เซนติเมตร
ลักษณะ : ตอนทรมานพระกาย ประทับบนฐานสี่เหลี่ยม ฐานหน้าจารึก เขียนด้วยรักสีดำว่า "พุทธศักราชล่วงได้ 2499 อิ่ม เป็นทายกมีจิตศัทรธาสาธารณะ พร้อมสร้างพระทุพกิริยา กับทั้งปัญจวัคคีภิกขุ ขอให้สำเร็จ แก่นิพพาน ปัจจโยโหตุ" ประเภทการได้มา
สภาพ : สภาพสมบูรณ์ แข็งแรง
สถานที่จัดแสดง : ห้องจัดแสดงอัฐบริขาร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี
แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/inburi/360/model/01/
ที่มา: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/inburi
ชื่อเรื่อง ตำราพระโอสถพระนารายณ์ผู้แต่ง หอพระสมุดวชิรญาณประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ แพทยศาสตร์เลขหมู่ 615.1 ต367จสถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์ชวนพิมพ์ปีที่พิมพ์ 2508ลักษณะวัสดุ 104 หน้า หัวเรื่อง ยาภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึกตำราพระโอสถพระนารายณ์คือ ตำราพระโอสถตั้งแต่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชกรุงเก่า ถ่ายถอดมาจากคัมภีร์ใบลาน เนื้อหากล่าวถึงตำรับยา สรรพคุณของสมุนไพร พร้อมวิธีปรุงยาแบบโบราณแก้อาการต่างๆ
วันที่ 7 มกราคม 2566 หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) จัดโครงการนิทานผลิบาน : ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบ การใช้นิทานสร้างกิจกรรม และสื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กเล็ก ครั้งที่ 6 โดยนางทัศนีย์ เทพไชย ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ พร้อมด้วย นางภควรรณ คุณากรวงศ์ บรรณารักษ์ชำนาญการ, นางสาวณัฐพร เพ็ชรกลับ บรรณารักษ์ชำนาญการ นางสาวกาญจนา ศรีเหรา , นางสาววารุณี วิริยะชูศรี บรรณารักษ์ นางสาวปิยวรรณ พลอยสุกใส เจ้าหน้าที่โสตทัศนศึกษา
วิทยากรโดย นางสาวอุษา ศรีนวล นักจัดการความรู้อาวุโส สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park)
ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลห้วยวังทอง ตำบลโพธิ์พระยา อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรี
วันที่ 13 มีนาคม 2567 หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับสถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park
จัดโครงการนิทานผลิบาน: ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบ การใช้นิทานสร้างกิจกรรมและสื่อการเรียนรู้ สำหรับเด็กเล็ก ประจำปี 2567 ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโพธิ์นฤมิตร และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดห้วยสุวรรณาราม