ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,155 รายการ

วัดพระธาตุดอยกองมู         วัดพระธาตุดอยกองมู เดิมชื่อวัดปลายดอย ตั้งอยู่ที่ดอยกองมู ทางทิศตะวันตกของอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน มีความเชื่อว่าภูเขาลูกนี้มีลักษณะเหมือนองค์พระเจดีย์ จึงเรียกว่าพระธาตุดอยกองมู บนยอดดอยประดิษฐานพระธาตุเจดีย์ ศิลปะไทใหญ่ - พม่า จำนวน ๒ องค์          พระเจดีย์องค์ใหญ่สร้างโดยจองต่องสู่ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๓ ภายในบรรจุพระธาตุของพระโมคคัลลานะเถระ ซึ่งนำมาจากประเทศพม่า ส่วนพระธาตุเจดีย์องค์เล็กสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๗ โดยพระยาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนองค์แรก ภายในบรรจุพระธาตุของพระสารีบุตรเถระที่พระอู่เอ่งต๊ะก๊ะ นำมาจากเมืองมัณฑะเลย์สหพม่า         กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดขอบเขตในราชกิจจานุเษก เล่มที่ ๙๘ ตอนที่ ๑๗๗ ลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๒๔ ศาสนวัตถุและศาสนสถานภายในวัด อาทิ องค์พระพุทธรูป พระเจดีย์ ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังพระพุทธประวัติ มีความโดดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแบบพม่า ทางเข้าด้านหน้าวัดบนยอดดอยมีสิงห์คู่ และระฆังเก่าแก่ โดยมีความเชื่อว่าหากบุคคลใดตีระฆังแล้วจะได้กลับมาแม่ฮ่องสอนอีกครั้ง #แม่ฮ่องสอน#วัดในแม่ฮ่องสอน#วัดพระธาตุดอยกองมูเรียบเรียง นายวีระยุทธ ไตรสูงเนิน นักจดหมายเหตุ ชำนาญการภาพ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่อ้างอิง กรมการศาสนา. ๒๕๓๓. ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักรไทย เล่ม ๙. โรงพิมพ์กรมศาสนา : กรุงเทพมหานคร กรมศิลปากร.  ๒๕๒๕.  การขึ้นทะเบียนโบราณสถานภาคเหนือในเขตความรับผิดชอบของ หน่วย                  ศิลปากรที่ ๔ ตามโครงการสำรวจและขึ้นทะเบียนโบราณสถานของกองโบราณคดี. ม.ป.ท : ม.ป.พ.  ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม และคณะ. ๒๕๕๓ รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการ "การออกแบบเบื้องต้นและ                     การศึกษาความเป็นไปได้สำหรับพิพิธภัณฑ์มีชีวิตของเมืองแม่ฮ่องสอน". สำนักงานกองทุน                  สนับสนุนการวิจัย (สกว.)


๑ สิงหาคม ๒๕๖๖วันอาสาฬหบูชา อาสาฬหบูชา ย่อมาจาก "อาสาฬหปูรณมีบูชา" แปลว่า "การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ" อันเป็นเดือนที่สี่ตามปฏิทินของประเทศอินเดีย ตรงกับวันเพ็ญ เดือน ๘ ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งมักจะตรงกับเดือนกรกฎาคมหรือเดือนสิงหาคม แต่ถ้าในปีใดมีเดือน ๘ สองหน ก็ให้เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน ๘ หลังแทน (ในปี ๒๕๖๖ นี้มีเดือน ๘ สองหน)ทั้งนี้ขอยกข้อความในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ปฐมเทศนา พระไตรปิฎกเล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎ เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานนั้น เป็นไฉน?             ปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่อริยมรรค มีองค์ ๘ นี้แหละ คือปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งจิตชอบ ๑             ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลางนั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ปฐมเทศนา. เข้าถึงได้โดย https://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=4&A=355&Z=445


ชื่อเรื่อง                     เอกสารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการฉบับที่ 6 แผนการศึกษาแห่งชาติผู้แต่ง                       กระทรวงศึกษาธิการประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากหมวดหมู่                   การศึกษาเลขหมู่                      379.122 ศ615ผสถานที่พิมพ์               พระนครสำนักพิมพ์                 โรงพิมพ์ รสพปีที่พิมพ์                    2512ลักษณะวัสดุ               80 หน้าหัวเรื่อง                     การศึกษา                              แผนการศึกษาแห่งชาติภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึกกล่าวถึงเรื่อง ประกาศ คำชี้แจง และคำบรรยายของแผนการศึกษาแห่งชาติ  


ประวัติวัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร จังหวัดสงขลา ผู้แต่ง : กรมศิลปากร ต้นฉบับอยู่ที่ : หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี (ห้องกรมศิลปากร) โรงพิมพ์ : สหประชาพาณิชย์ ปีที่พิมพ์ : 2535 รูปแบบ : PDF ภาษา : ไทย เลขหมู่ : 294.3135 ศ528ป


วันศิลปินแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ของทุกปี เนื่องจากตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงเป็นพระปฐมบรมศิลปินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยทรงพระปรีชาสามารถในศิลปกรรมด้านต่างๆ หลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นด้านกวีนิพนธ์ ด้านดนตรี และประติมากรรม และเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ จึงถือเอาวันพระราชสมภพ (วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2310) เป็น "วันศิลปินแห่งชาติ" ทรงเป็นกวีเอกแห่งแผ่นดินพระองค์หนึ่ง ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมไว้จำนวนมากมายหลายเรื่อง เช่น อิเหนา ซึ่งเป็นวรรณคดีที่ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสร ในรัชกาลที่ 6 ว่าเป็นยอดของกลอนบทละครรำ นอกจากนี้ ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอกไว้ถึง 5 เรื่อง ได้แก่ ไกรทอง พระไชยเชษฐ์ คาวี สังข์ทอง และมณีพิชัย และด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในด้านวรรณกรรม ทรงได้รับการยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกสาขาวรรณกรรม และเพื่อเป็นการยกย่องศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน ทางสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติจึงได้มอบรางวัลให้แก่ ศิลปินที่มีผลงานดีเด่นในด้านต่าง ๆ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยกย่องและเชิดชูเกียรติศิลปิน


บอกไฟบูชาพระพุทธเจ้าจากบันทึกความทรงจำสำราญ จรุงจิตรประชารมย์ มหาดเล็ก เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย“ยกมือไหว้สาพระธาตุเป็นเจ้า ซื้อนายเหน้าร่วมกั๋นทำบุญ เป็นก๋านเกื้อหนุนต๋นบุญพระเจ้า บ่มีโศกเศร้าล่วงสู่นิพพาน”ในเทศกาลนมัสการพระธาตุแช่แห้ง และพระธาตุเขาน้อย ตามประเพณีในสมัยเจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เป็นเจ้าผู้ครองนครน่าน ซึ่งผมรู้เห็นและจำได้ พระองค์จะเสด็จฯ ไปนมัสการเป็นประจำทุกปีไม่เคยขาด ในการเสด็จฯ มีขบวนแห่แหนดังกล่าวข้างต้นแล้วงานเทศกาลนมัสการพระธาตุแช่แห้ง และพระธาตุเขาน้อย ปูชนียสถานที่สำคัญทั้งสองแห่ง เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ ทรงเป็นประธานงานนมัสการพระธาตุแช่แห้ง จัดขึ้นในวันเพ็ญเดือน ๖ เหนือ พระธาตุเขาน้อยจะจัดขึ้นในวันเพ็ญเดือน ๘ เหนือของทุกๆ ปี ในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ พระองค์จะเสด็จฯ พร้อมด้วยฝ่ายในและเจ้านายลูกหลาน (รวมทั้งผมด้วย) ไปประทับแรม ณ โฮงไม้สักหลังใหญ่ (อาจเทียบได้กับตําหนัก) ซึ่งปลูกไว้รับรองการเสด็จฯ โดยเฉพาะในตอนกลางคืน มีการฉลองสมโภชพระบรมธาตุจุดสะโป๊ก (พลุ) จุดบอกไฟดอก จุดบอกไฟเตียน (ไฟพะเนียง) และมีการแข่งขันการตีกลองแอว (กลองยาว) ซึ่งวัดวาอารามต่างๆ นํามาแข่งฉลองสมโภช วันรุ่งขึ้นเป็นวันนมัสการพระบรมธาตุ ตอนเช้าทำบุญตักบาตร พระองค์เป็นประธาน มีพุทธศาสนิกชนมาเฝ้ารับเสด็จฯ และร่วมการกุศลอย่างมากมาย ตอนสายมีคณะศรัทธา หมู่บ้านตำบลต่างๆ ในนครน่านแห่ครัวทาน และจุดบอกไฟขึ้น (บั้งไฟ) ไปถวายพระบรมธาตุเป็นพุทธบูชามากมายในการจุดบอกไฟถวายเป็นพุทธบูชาเฉพาะพระธาตุแช่แห้ง มีตํานานเล่าว่าพญาก๋านเมือง ราชวงศ์ภูคาองค์ที่ ๕ เป็นเจ้าผู้ครองนครเมืองภูเพียงแช่แห้ง (นครน่าน) เมื่อจุลศักราช ๗๒๑ (พ.ศ. ๑๙๐๒) พญากําานเมืองได้รับพระราชทานสารีริกธาตุมาจากพระเจ้ากรุงสุโขทัย แล้วนํามาบรรจุลงในผอบเงิน ผอบทอง สองชั้น พอกด้วยสะตายจีน (ปูนขาวผสมทราย) ตําราจีนเป็นลูกกลมเกลี้ยง แล้วอัญเชิญวางลงในหลุมลึก ๑ วา ดอยภูเพียง (ปูเปียง) แช่แห้ง ซึ่งเป็นชัยภูมิดี แล้วก่อเจดีย์ทับไว้ในการเฉลิมฉลองสมโภชเจดีย์ ประจุพระบรมสารีริกธาตุครั้งแรก (คําว่า “ประจุ” ใช้กับของสูง) ตามตํานานกล่าวว่า “พญาก๋านเมือง” รับสั่งให้พสกนิกรของพระองค์จัดทำบอกไฟมาจุดเป็นพุทธบูชาและเป็นประเพณีสืบต่อกันมา และรวมมาเป็นประเพณีถึงพระธาตุเขาน้อยด้วย สำหรับพระธาตุเขาน้อยนี้ พญาภูแข็ง ราชวงศ์ภูคาองค์ที่ ๑๒ เจ้าผู้ครองนครน่านเป็นผู้สร้าง (ระหว่าง พ.ศ. ๑๙๔๙-๑๙๕๖) การจุดบอกไฟเป็นพุทธบูชาพระบรมธาตุทั้งสองแห่งนี้ เพิ่งเลิกเมื่อไม่นานมานี่เอง เพราะหาที่จุดไม่ได้ มีบ้านเรือนของราษฎรล้อมรอบอาณาบริเวณที่จุดดั้งเดิมไปหมดเกรงจะเกิดอันตรายบอกไฟที่นําไปจุดเป็นพุทธบูชานี้มีหลายขนาด มีบอกไฟปัน (จำนวนพัน) บอกไฟหมื่น บอกไฟแสน และบอกไฟป้องเดียว การบอกขนาดของบอกไฟ โดยการชั่งนําหนักของดินไฟ (ดินประสิว) ที่ใช้เป็นพลังขับเคลื่อนเป็นตัวกำหนดบอกขนาด เช่น บอกไฟสองปัน (พัน) ที่ใช้ดินประสิวหนึ่งปัน (ประมาณ ๘ ขีด) เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็นบอกไฟสองปัน สามปัน ถ้าหนักถึง ๑๐ ปัน เป็นบอกไฟหมื่น หนัก ๑๐ หมื่น เป็นบอกไฟแสน ส่วนมากที่ทำไม่เกินบอกไฟหมื่น สำหรับบอกไฟแสนนานๆ จะมีสักครั้ง แต่จะต้องเป็นบอกไฟของเจ้าผู้ครองนคร ราษฎรธรรมดาทำไม่ได้ เพราะขาดกําลังคนกําลังทรัพย์ การทำบอกไฟแสนใช้ต้นตาลคว้านไส้ในออก ทำเป็นตัวบอกไฟ หัวและหางต้องใช้ไม้ไผ่สีสุกขนาดใหญ่ การนําไปจุดต้องใช้ ขะแหย (ที่วาง) ขนาดใหญ่ชะลอ ลากไปด้วยกําลังคนจำนวนมาก เพราะใหญ่โตเหลือรับ เวลาจุดนําไปพาดหัวคันนากลางทุ่ง ค้างที่จุดทำเฉพาะบอกไฟไม่เกินบอกไฟหมื่นเท่านั้น ก่อนจุดต้องผูกมัดตัวบอกไฟอย่างแน่นหนากับเสาไม้สองเสา ซึ่งฝังไว้อย่างลึกคีบบอกไฟไว้ ป้องกันไม่ให้ขึ้นไปบนท้องฟ้าจะเป็นอันตราย นอกจากนี้ยังมีบอกไฟเล็ก บอกไฟน้อย อีกมากมาย เรียกว่า บอกไฟป้องเดียวเฝ่า (ดินปืน) ที่ใช้เป็นพลังขับเคลื่อนบอกไฟ วิธีทำให้ดินไฟผสมกับถ่าน เผาจากไม้สัก และไม้มะริดไม้ (เพกา) ตามตํารา โขลกผสมกันในครกไม้ ครกหินไม่ให้ใช้ เพราะจะเกิดประกายไฟลุกไหม้ระเบิดอันตรายมาก เฝ่าที่ใช้เป็นพลังขับเคลื่อนบอกไฟ ตามตําราต้องใช้เฝ่า ๔ เฝ่า ๕ เฝ่า ๖ ซึ่งมีพลังขับเคลื่อนไม่แรงนัก ถ้าใช้เฝ่า ๑ เฝ่า ๒ เฝ่า ๓ กําลังขับเคลื่อนแรงมากจะทำให้บอกไฟแตก (วิธีทำบอกไฟจะไม่ขอเล่าเพราะจะยาวเกินไป)การแห่แหนครัวทาน และบอกไฟไปถวายทาน และจุดเป็นพุทธบูชาพระบรมธาตุ แต่ละหมู่บ้าน คณะศรัทธาจะทำใหญ่โตมโหฬารยิ่ง การจัดรูปขบวนแห่ มีชายหญิงแต่งกายโบราณ เป็นระเบียบงามตา มีผู้อาวุโสถือพานเงิน ข้าวตอกดอกไม้ลำเทียน นําหน้าขบวน มีขบวน กลองแอว ประกอบด้วยฆ้องโหม่ง ๓ ลูก เล็ก กลาง ใหญ่ ฉาบใหญ่ ที่ประสานเสียงกันเป็นจังหวะจะโคน ฟังเพราะนุ่มนวล มีช่างฟ้อนเป็นชายล้วน ๆ เครื่องแต่งกายนุ่งโจงกระเบน หางกระรอก เสื้อคอกลม แขนสั้น มีผ้าขาวม้าคล้องคอแบบโบราณ (แปลกมาก เมืองน่าน ช่างฟ้อนผู้หญิงในสมัยนั้นหรือก่อนนั้น เท่าที่ผมจำได้ว่า ไม่มีเลย แต่มีมาในตอนหลังเรียกว่า “ฟ้อนล่องน่าน” แตกต่างกับของเชียงใหม่ มีฟ้อนเล็บ สืบทอดกันมานาน) สำหรับบอกไฟที่นําไปวางไว้ที่เรียกว่า “ขะแหยบอกไฟ”  ใช้คนหาม ๔ คน ขะแหยบอกไฟทำเป็นการถาวร ใช้ไม้เนื้อแข็ง ประดับด้วยธงทิว ดอกไม้สดสวยงาม และอีกประการหนึ่งแต่ละขบวนแห่มีคํากลอนขับร้องหมู่เรียกว่า "กำฮ่ำบอกไฟ” เท่าที่จำได้ไม่ลืม คําฮ่ำบอกไฟมีดังนี้“สาธุก๋าน ยกมือหว่านไหว้ พุทธเทพไท้ ต๋นสัพพัญญู จูมหมู่ข้าตู๋ตกแต่งแป้ง สร้างบอกไฟขึ้นก๊าง จิเป๋นปู่จา ฮื้อหันกับต๋า ขึ้นป๋อมเมฆฝ้า สะหล่าตู๋ข้า จื่อหนาน ก๋าวงศ์ แต่งแป๋งยื่นยง พระธาตุเป็นเจ้า ซื้อนายน้องเหน้า ดักผ่อ ดังฟัง เสียงโหว้มันดัง เหมือนดอยจะปิ้น ฮ้างสาวติ้วซิ่น ต้าวล้มคว่ำหงาย เพราะความกั๋วตาย เสียงบอกไฟขึ้น ดังสนั่นปื้นแผ่นพสุธา ยกมือไหว้สาพระธาตุเป็นเจ้า ซื้อนายเหน้าร่วมกั๋นทำบุญ เป็นก๋านเกื้อหนุนต๋นบุญพระเจ้า บ่มีโศกเศร้าล่วงสู่นิพพาน” ดังนี้…บอกไฟของแต่ละคณะศรัทธาหมู่บ้านที่นําไปจุดเป็นพุทธบูชา พร้อมด้วยครัวทานจะต้องนําไปประเคนพระบรมธาตุ และถวายทาน เมื่อเสร็จแล้วต้องนําบอกไฟมายังที่ประทับของเจ้าผู้ครองนคร กราบทูลให้ทรงทราบว่าเป็นบอกไฟของคณะศรัทธาหมู่บ้านใด และขอรับ “วาร (ลำดับที่) กับขุนใน (อำมาตย์) ที่รับสั่งให้เป็นเจ้าหน้าที่ เมื่อแต่ละคณะศรัทธาได้รับวารแล้วก็จะแห่บอกไฟไป ณ ที่จุด (ก๊างบอกไฟ) กลางทุ่งนา ส่วนเจ้าผู้ครองนครน่านจะอยู่ทอดพระเนตร ณ ที่ประทับ ซึ่งทอดพระเนตรเห็นชัดเจน (สำหรับพระธาตุเขาน้อย ต้องเสด็จลงมาจากดอย ประทับทอดพระเนตร ณ พลับพลาถาวรซึ่งจัดไว้โดยเฉพาะ)บอกไฟที่นําไปจุดเป็นพุทธบูชาทุกขนาด ให้ถือว่าเป็นการแข่งขัน และจะได้รับรางวัลเป็น เงินสดจากเจ้าผู้ครองนคร มีรางวัล ๑, ๒, ๓ และรางวัลทั่วไป การแข่งขันไม่มีการแบ่งประเภท บอกไฟใหญ่ กลาง เล็ก การตัดสินขึ้นอยู่กับคณะกรรมการตัดสิน ซึ่งเจ้าผู้ครองนครน่านแต่งตั้ง ประกอบด้วยเจ้านายลูกหลานและอำมาตย์ไม่เกิน ๕ คน การตัดสินของคณะกรรมการเป็นเด็ดขาดรางวัลที่ ๑ ได้แก่ บอกไฟที่ขึ้น “กั่น” หมายความว่า ขึ้นไปจนสุดสายตาหรือหายเข้าไปในกลีบเมฆรางวัลที่ ๒ ได้แก่ บอกไฟที่ขึ้น “งาม” หรือขึ้นสุดควัน ตามสายตาของคณะกรรมการรางวัลที่ ๓ ได้แก่ บอกไฟที่ขึ้น “อ่อน” ตามสายตาของคณะกรรมการ รางวัลทั่วไป ได้แก่ บอกไฟที่ขึ้น “จะโล้ดโอ๊ดเอ็ด” (แค่หางพ้นค้าง) ขึ้น “สดหัว”ขึ้น “สดก้น” ขึ้น “สดข้าง” (เฝ่าหลังขับดันหลุดออกมาทั้งดุ้นกลางอากาศ) ขึ้น “แตก” (ขึ้นไปแตกกลางอากาศ) “แตก” (คาค้าง) “เยี่ยว” (ไม่ขึ้นเลย)บอกไฟจะนําขึ้นจุดตามวารที่ได้รับ ถ้ามีจำนวนมากเป็นอำนาจของคณะกรรมการจะให้ นําขึ้นจุดหลายบอกพร้อมกันก็ได้ บอกไฟที่ตัดสินแล้วแต่ละครั้งที่จุด คณะกรรมการจะมีใบบอก กราบทูลให้เจ้าผู้ครองนครทราบ เพื่อประทานรางวัลให้ โดยมอบใบบอกให้ “สะหล่า” ผู้ทํา บอกไฟถือไปสำหรับที่ขึ้นกั่น ขึ้นงามคณะศรัทธาจะให้สะหล่าผู้ทํา นั่งบนขะแหยบอกไฟ แห่แหน พร้อมกับขับร้องกําบอกไฟไปด้วย เป็นที่สนุกสนานยิ่งนัก เมื่อเจ้าผู้ครองนครทรงทราบตาม ใบบอกแล้วก็ประทานรางวัลให้ ดังนี้รางวัลที่ ๑ เป็นเงิน ๔ บาท (เงินแท้ ๘๐%)รางวัลที่ ๒ เป็นเงิน ๓ บาท (เงินแท้ ๘๐%)รางวัลที่ ๓ เป็นเงิน ๒ บาท (เงินแท้ ๘๐%)รางวัลทั่วไป เป็นเงิน ๑ บาท (เงินแท้ ๘๐%)เป็นกฎหมายตายตัวสำหรับสะหล่าผู้ทําบอกไฟที่ได้รับรางวัลทั่วไปคณะกรรมการจะจับตัวมาลูบหมิ่น (มอมดินหม้อ) ดำมืดทั้งตัว เหลือแค่ลูกนัยน์ตา เป็นการประจานเพราะทำบอกไฟไม่ขึ้น แล้วให้ถือใบบอกไฟพร้อมขบวนแห่เป็นที่ขบขันยิ่งนักบอกไฟที่นําขึ้นจุดแต่ละคณะศรัทธา เมื่อนําบอกไฟขึ้นค้างพร้อมแล้วเตรียมจุด ก่อนจุด สะหล่าผู้ทําจะขึ้นไปบนค้างกล่าวประกาศตามประเพณี เพื่อให้รู้ว่าบอกไฟที่จะขึ้นจุดเป็นพุทธ บูชาเป็นบอกไฟของคณะศรัทธาหรือหมู่บ้านใด เท่าที่ผมจำได้ไม่ลืมว่า ดังนี้“เหลียวๆ ก้อนแก้วยอดฟ้าสมสะไหล สอดต๋าไหลดั้นฟ้า ยกจ้าๆ (ช้า) ค่อย ฟังโตนมันเน้อนายเน้อ ขึ้นก็จิ (จุด) ปู่จา บ่อขึ้นก็จิปู่จา บอกไฟคณะศรัทธาวัด..." ดังนี้ อาจแปลความได้ว่า “จงฟังทางนี้ แม่นางน้องแก้ว โฉมไฉไลพี่เอย เจ้าจงสอดส่ายสายตามองดูที่กลีบเมฆ บอกไฟจะพุ่งขึ้นไปขวางลําตัวอยู่ที่นั่น แม้จะจุดชักช้าไปบ้าง ก็ขอให้ฟังเสียงกระหึมครึมครางของมัน ถึงจะขึ้นไม่ขึ้นก็ขอจุดเป็นพุทธบูชา ดังนี้เอกสารอ้างอิงบันทึกความทรงจำสำราญ จรุงจิตรประชารมย์. หจก.อิงค์เบอรี่ : น่าน. ๒๕๕๘.


         พระศิวะปางมหาโยคี          แบบศิลปะ : ลพบุรี          ชนิด : สำริด          ขนาด : สูง 13 เซนติเมตร          ลักษณะ : พระศิวะมีลักษณะพระพักตร์เหลี่ยม พระเนตรหลับ พระนาสิกใหญ่ พระโอษฐ์เม้ม ศิราภรณ์เป็นทรงกรวยคว่ำ มีกระบังหน้า ทรงกุณฑลรูปกรวยคว่ำ มีเคราเป็นแผงยาว สวมสร้อยประคำยาว พระหัตถ์ซ้ายถือคัมภีร์ยกขึ้นระดับพระอุระ พระหัตถ์ขวาถือกระดิ่งพาดบนพระอังสาขวา ทรงโจงกระเบนสั้น ประทับยืนเขย่งปลายพระบาท พระศิวะปางนี้เป็นปางที่แสดงการสั่งสอน          ประวัติ : ขุดได้จากวัดสระกระเทียม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี หลวงนครเขตต์ นายอำเภอบ้านโป่ง ถวายเจ้าฟ้าสมเด็จพระนครสวรรค์ -วรพินิจ วันที่ 7 ตุลาคม 2431          สถานที่จัดแสดง : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี จังหวัดราชบุรี   แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/ratchaburi/360/model/15/   ที่มา: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/ratchaburi


            กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน “ยลโฉมภาพเขียนสีแหล่งใหม่แห่งสกลนคร” วิทยากร นางสาวทิพย์วรรณ วงศ์อัสสไพบูลย์ นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น ผู้ดำเนินรายการ นางกมลชนก พรภาสกร นักวิชาการโสตทัศนศึกษา กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น. ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร             รายการ “ไขความรู้จากครูกรมศิลป์” มีรูปแบบเนื้อหาของรายการเกี่ยวกับประวัติความเป็นไทย เกร็ดประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญ ประเพณี วัฒนธรรม วีถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ผ่านการบอกเล่า ถ่ายทอดความรู้ แนวความคิด เนื้อหาวิชาการ จากประสบการณ์ของผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากร กำหนดถ่ายทอดสดผ่านเฟสบุ๊กไลฟ์ (facebook live) ทุกวันพฤหัสบดี เวลา ๑๑.๐๐ น. ตลอดปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๖๖ - กันยายน ๒๕๖๗  


องค์ความรู้ ส่งเสริมการอ่านผ่านออนไลน์ เรื่อง “28 เมษายน วันราชาภิเษกสมรส รัชกาลที่ 9” วันที่ 28 เมษายน เป็นวันคล้ายวันราชาภิเษกสมรส พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นับเป็นอีกวันหนึ่ง ที่สำคัญยิ่ง ที่ทั้งสองพระองค์ทรงประกอบพระราชพิธีราชา ภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2493 อันเป็นครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทยแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ที่ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ย้อนหลังไปเมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ที่เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ จากนั้นพระองค์ได้เสด็จไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างที่ประทับอยู่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ได้รับบาดเจ็บที่พระเนตร เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2491 ทรงได้รับการถวายการรักษาที่โรงพยาบาลในเมืองโลซานน์ มีหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ที่ทรงพบก่อนหน้านั้นถวายการพยาบาลอยู่ด้วย ต่อมาได้ทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาในพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ (ขณะนั้นคือ พันเอก หม่อมเจ้านักขัตรมงคล เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน) กับ หม่อมหลวงบัว กิติยากร (สนิทวงศ์) เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 ณ เมืองโลซานน์ และเมื่อเสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนคร ถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในวังสระปทุม ทั้งยังทรงให้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยอีกด้วย ในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ทรงลงพระปรมาภิไธยในสมุดทะเบียนสมรสเป็นพระองค์แรก และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ได้ลงนามในสมุดเป็นบุคคลที่สองในฐานะคู่สมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ขณะนั้นเจ้าสาวยังมีอายุเพียง 17 ปีเศษ ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จึงต้องได้รับความยินยอมจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครองก่อนตามกฎหมาย ดังนั้นหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร พระบิดาของเจ้าสาวจึงต้องลงพระนาม แสดงความยินยอมและรับรู้ในการจดทะเบียนสมรสครั้งนี้ด้วย ต่อมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ พระอัครมเหสี เป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์แก่สมเด็จพระราชินีในโอกาสนี้ด้วย นอกจากนี้ในงานพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผู้เข้าร่วมพิธีจะได้รับพระราชทานของที่ระลึก คือ หีบเงินเล็ก ซึ่งบนฝาหีบประดับด้วยอักษรพระบรมนามาภิไธย ภอ และพระนามาภิไธย สก นับแต่นั้นเป็นต้นมา พระราชปณิธานและพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่มีต่ออาณาประชาราษฎร์ ก็ได้ถ่ายทอดมายังสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และทรงงานร่วมกันต่อเนื่องมามิได้ขาด อ้างอิง : บุญเติม แสงดิษฐ. วันสำคัญ : พัชรการพิมพ์. 2541. สโมสรไลออนส์ เมืองเอก กรุงเทพฯ. เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี : โรงพิมพ์กรุงเทพฯ (1984). 2539. ผู้เรียบเรียง : นายประพนธ์ รอบรู้ นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี


ชื่อเรื่อง                     เสียเคราะห์ (เสียเคราะห์)สพ.บ.                       458/1ขหมวดหมู่                   พุทธศาสนาภาษา                       บาลี-ไทยอีสานหัวเรื่อง                     พุทธศาสนาประเภทวัสดุ/มีเดีย       คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ               36 หน้า : กว้าง 5.5 ซม. ยาว 29.5 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ไม่มีไม้ประกับ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


พระมหาธาตุ วัดเจดีย์เจ็ดยอด เมืองไตรตรึงษ์ กำแพงเพชร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฉายในคราวเสด็จประพาสต้น เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๔๙(ที่มา หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร)จัดแสดงในนิทรรศการ "ภาพถ่ายแห่งเมืองกำแพงเพชร"อาคารจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร แล้วภาพถ่ายเก่าก็ทำให้หวนรำลึกความหลังอีกครั้ง#นิทรรศการภาพถ่ายแห่งเมืองกำแพงเพชร#กำแพงเพชร#ประเทศไทยร




  สภาพธรรมที่เป็นฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้ 37  ประการ หมายถึง การอบรมวิปัสสนาภาวนา เริ่มตั้งแต่ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8


ชื่อเรื่อง                     สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน)อย.บ.                       73/3หมวดหมู่                   พุทธศาสนาประเภทวัสดุ/มีเดีย       คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ               32 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 56 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก                    เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับล่องชาด  ไม้ประกับธรรมดา ได้รับจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


black ribbon.