ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,149 รายการ


องค์ความรู้ทางโบราณคดี เรื่อง “เตาถลุงเหล็กของเมืองลองโบราณ อำเภอลอง จังหวัดแพร่”  โดย นายพลพยุหะ ไชยรส นักโบราณคดีปฏิบัติการ  กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่  เมืองลองโบราณเป็น 1 ใน 57 หัวเมือง ของล้านนาในอดีตโดยเป็นเมืองบริวารของเมืองลำปางมีพันธะต้องส่งส่วยเหล็กให้เมืองลำปางทุกปี โดยปฏิบัติเป็นธรรมเนียมตั้งแต่ยุคจารีตจนกระทั่งถึงพุทธศตวรรษที่ 25 ดังปรากฏในเอกสารจดหมายเหตุความว่า “... เมืองลองเสียส่วยแก่เมืองนคร (เมืองนคร=เมืองลำปาง) มีแต่เหล็กสิ่งเดียว ถ้ามีราชการขึ้นก็จะเกณฑ์เอากับแสนหลวงเจ้าเมืองลองตามการใหญ่แลน้อย ถ้าเป็นการใหญ่ก็เคยเกณฑ์ตั้งแต่ 50 40 คนลงมา บาญชีคนชะกันสำมะโนครัวเมืองลองไม่มีมาแต่เดิมจะมีคนมากน้อยเท่าไหร่ก็เรียกส่วยปีละ 40 หาบเท่านั้น...” (40 หาบ เท่ากับ 2,400 กิโลกรัม)  เหล็กเมืองลองจะถูกถลุงที่หมู่บ้านนาตุ้ม (แหล่งโบราณคดีบ้านนาตุ้ม) ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองลองประมาณ 6 กิโลเมตร และห่างจากเหมืองแร่เหล็กโบราณดอยเหล็ก ประมาณ 1 กิโลเมตร จากการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อ ปี พ.ศ.2562 พบเตาถลุงเหล็กในแหล่งโบราณคดีบ้านนาตุ้มจำนวน 10 เตา เรียงตัวเป็นแนวยาวขนาดไปกับลำเหมืองโบราณของหมู่บ้าน  เตาถลุงเหล็กของเมืองลอง (แหล่งโบราณคดีบ้านนาตุ้ม) มีลักษณะเป็นเตาถลุงทรงสูง (Shaft Furnace) มีขนาดกว้างประมาณ 100 เซนติเมตร ยาวประมาณ 120 เซนติเมตร สูงประมาณ 80 – 90 เซนติเมตร ห้องถลุงมีขนาด 30 - 40 เซนติเมตร มีรูสอดปลายหุ้มท่อลมดินเผา ด้านหลังเตา ขนาด 10 - 13 เซนติเมตร โดยก่อเตาเรียงตัวติดต่อกันหลายๆ เตาเป็นแนวยาวโดยใช้เศษตระกัน อิฐ ก้อนหิน และดิน ก่อเป็นฐานในช่องว่างระหว่างเตาเพื่อเสริมความมั่นคงของผนังเตาแต่ละเตา กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 24 – 25  เทคโนโลยีการถลุงเหล็กของเมืองลองโบราณ เป็นการถลุงเหล็กทางตรง (Direct Process) มีอุณหภูมิในการถลุงไม่เกิน 1,300 องศาเซลเซียส โดยมีการคลุกเคล้าแร่เหล็กและเชื้อเพลิงในอัตราส่วนแร่เหล็ก 1 ส่วน ต่อเชื้อเพลิง 3 ส่วน และสร้างท่อลมไว้ด้านหลังเตาต่อเข้ากับเส่า (เครื่องสูบลม) เพื่อใช้สูบลมอัดเข้าไปในห้องเตาเพื่อเร่งอุณหภูมิในห้องเตาจนถึงระดับที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่ทำให้เหล็กออกไซต์กลายเป็นเหล็กและปฏิกิริยาที่ก่อให้เกิดตะกรันแร่เหล็กเหลว (Liquid Slag) เมื่อสิ้นสุดกระบวนการถลุงจะมีการทุบทำลายเตาส่วนลำตัวและปากเตาเพื่อเอาก้อนเหล็กเหนียวหนืด (Bloom) ออกจากเตาถลุง และนำไปกำจัดเอามลทินออกจนเหลือแต่ก้อนเหล็กอ่อนบริสุทธิ์ (Wrought Iron)  สามารถนำไปตีเครื่องมือเครื่องใช้ได้ต่อไป  สำหรับแหล่งแร่เหล็กของเมืองลอง ตั้งอยู่บริเวณดอยเหล็ก ซึ่งเป็นแหล่งแร่เหล็กชนิดฮีมาไทต์ โดยอยู่ห่างจากแหล่งถลุงเหล็กบ้านนาตุ้มไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร  จากบันทึกชาวต่างชาติระบุไว้ว่าอย่างน้อยในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 แร่เหล็กดอยเหล็กเป็นที่รู้จักว่าเป็นเหล็กที่มีคุณภาพ โดยปรากฏในเอกสารการเดินทางชาวตะวันตกที่ระบุว่าเมืองลองเป็นแหล่งทรัพยากรแร่เหล็กที่สำคัญและมีคุณภาพดินแดนล้านนา อาทิ บันทึกของคาร์ล อัลเฟรด บ็อค กล่าวว่า              “...เมืองลคอร (ในที่นี้หมายรวมถึงเขตเมืองลองซึ่งเป็นเมืองขึ้นของเมืองลำปางด้วย) ไม่เพียงแต่ร่ำรวยป่าไม้เท่านั้นแต่ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุ ใกล้ตัวเมือง มีเหมืองแร่เหล็กที่อุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง หนึ่งถึงสองแห่ง ข้าพเจ้าได้เห็นแร่กาลีนา จำนวนหนึ่งซึ่งคาดว่าแร่เหล่านี้มีอยู่เต็มภูเขาละแวกนี้ นอกจากนี้ยังมีทองแดงด้วยชาวพื้นเมืองที่นี่เป็นช่างฝีมือโลหะและผลิตปืนใช้เอง..”  จากผลการยิงรังสี X-Ray ด้วยเครื่องมือ Portable XRF แสดงให้เห็นว่าก้อนแร่เหล็กจากดอยเหล็กมีปริมาณแร่เหล็กออกไซต์มากถึงร้อยละ 70 ตรงกับผลการสำรวจทางธรณีวิทยาบริเวณดอยเหล็กของกรมทรัพยากรธรณีเมื่อ ปี พ.ศ. 2500 เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากลแล้วจะพบว่าแร่เหล็กดอยเหล็กเป็นเหล็กที่มีคุณภาพ ตามมาตรฐานขององค์กร “International Organization for Standard” มาตรฐานที่ “ISO/R1248-1970.E” ที่จัดแบ่งแร่เหล็กตามกลุ่มสี โดยแร่เหล็กที่ได้จากดอยเหล็กจัดเป็นแร่เหล็กสีแดง (Red Iron Ore) เกรด “B” ที่มีเหล็กออกไซต์ในก้อนแร่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70   ด้วยคุณภาพแร่เหล็กที่ดีทำให้ผลผลิตเหล็กของเมืองลองในท้องตลาดถือว่าเป็นเหล็กที่มีคุณภาพสูงดังปรากฏในงานกวีภาคเหนือช่วงพุทธศตวรรษที่ 25 หลายฉบับ เช่น ค่าวฉลองคุ้มเจ้าหลวงนครแพร่ของศรีวิไชยกวีในราชสำนักแพร่ เมื่อ พ.ศ.2453 ความว่า“...มีเจ็ดสิบสอง เหล็กลองกล๋มเกลี้ยงจดจันเจียงแซ่ไว้ ...ห้าสิบสอง เหล็กลองไหลดั้นข่ามคงกะพันมากนัก... ถ้วนเจ็ดสิบสอง เหล็กลองแข็งนักต๋ำหนักมิ่งแก้วมงคล...” หรือวลีในภาคเหนือของประเทศไทยที่มักกล่าวว่า “เหล็กดีเหล็กเมืองลอง ตองดีตองเมืองพะเยา” เป็นต้น เอกสารอ้างอิง : ภูเดช แสนสา. “เมืองลอง : ความผันแปรของเมืองขนาดเล็กในล้านนาจากรัฐจารีตถึงปัจจุบัน,” .วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2552. สุรพล นาถะพินธุ. รากเหง้า บรรพชนคนไทย : พัฒนาการทางวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์ .กรุงเทพฯ : มติชน,   2550.  ศรีศักร วัลลิโภดม. เหล็ก โลหปฏิวัติ เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว : ยุคเหล็กในประเทศไทย : พัฒนาการทางเทคโนโลยีและสังคม .กรุงเทพฯ : มติชน, 2548. Carl Alfred Bock. Temples and Elephant The Narrative of a journal of Exploration through Upper Siam and Lao .New York: Cornell University Library, 1884. Ineke Joosten. Technology of early historical iron production in the Netherland .Amsterdam : Vrije University, 2004. Roberts, Benjamin W. and others,  Archaeometallurgy in Global Perspective : Methods and Syntheses .NewYork : Springer, 2014.



          “ขยันให้ถูกที่ ทำดีให้ถูกเวลา” เป็นคำคมที่มักได้ยินจากทั้งสุภาษิตไทยและจีน อีกทั้งยังได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องจริง ดังเหตุการณ์ที่ปรากฎในเอกสารจดหมายเหตุจังหวัดนครพนม แผนกมหาดไทย เรื่อง ผู้ได้รับคัดเลือกให้เป็นคนขยันประจำอำเภอในปี ๒๔๙๔           ในระหว่างพ.ศ. ๒๔๙๔ - ๒๔๙๗ กระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมเสนอรายชื่อบุคคล เพื่อพิจารณาเข้ารับขันเงินรางวัลคนขยันประจำปี และนำรางวัลมามอบให้แก่ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ โดย “ขันเงิน” ที่จะได้รับเป็นรางวัลนั้น มีลักษณะเป็นขันเงินตักบาตรขนาดกลาง พร้อมด้วยทัพพีและพานรอง จำนวน ๑ ชุด โดยการมอบจะต้องปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของกระทรวงมหาดไทยตามที่ระบุในหนังสือว่า           “ในการแจกจ่ายขันเงินรางวัลแก่คนขยันประจำอำเภอและกิ่งอำเภอ กระทรวงมหาดไทยใคร่ขอให้จังหวัดปฏิบัติการให้เป็นไปโดยสมเกียรติแก่ผู้รับตามสมควร โดยจะจัดมอบในงานพิธีใด ๆ ของทางราชการหรือจะจัดเป็นพิธีแจกโดยเฉพาะก็ได้ ทั้งนี้ โดยมีจุดประสงค์ที่จะกระตุ้นเตือนใจแก่ผู้ที่ได้ร่วมพิธีได้ทราบและถือเป็นแบบอย่าง กับเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นคนขยันอีกด้วย”           จังหวัดนครพนมจึงได้เสนอรายชื่อคนขยันของแต่ละอำเภอ ประจำปี พ.ศ. ๒๔๙๔ จำนวน ๘ คน คนละ ๑ อำเภอ ได้แก่ ๑.นายทุ่ม คำหุ่ง อำเภอเมืองนครพนม ๒.นายมาก ก่านจันทร์ อำเภอท่าอุเทน ๓.นายป่าน คำชนะ กิ่งอำเภอบ่อศรีสงคราม ๔.นายอุ่นแก้ว เชียงใหม่ อำเภอธาตุพนม ๕.นายคอน แสนสุภา อำเภอนาแก ๖.นายอาน จำใบรัตน์ อำเภอมุกดาหาร ๗.นายจันทร์ ศรีษาพันธ์ กิ่งอำเภอคำชะอี ๘.นายอ้วน อภัยโส กิ่งอำเภอบ้านแพง--------------------------------------------------------------เรียบเรียงข้อมูล : นางสาวพัชราภรณ์ สุวรรณะ นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานี --------------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง - กรมศิลปากร. (๒๕๔๔). งานศิลปกรรมช่างโลหะ. กรุงเทพฯ: เอ.พี.กราฟิค ดีไซน์และการพิมพ์ - หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร อุบลราชธานี. นพ ๑.๒/๓๑ ผู้ได้รับคัดเลือกให้เป็นคนขยันประจำอำเภอในปี ๒๔๙๔ (๘ พ.ค. - ๒๒ มิ.ย. ๒๔๙๗)



          ย้อนรอยแผ่นดินพระจอมเกล้าฯ : เรื่องเล่าจากพงศาวดาร           ตอนที่ ๓ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ทรงพระผนวชสามเณร           นำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจ จากพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ของเจ้าพระยาทิพากรวงษ์ (ขำ บุนนาค) หลักฐานชิ้นสำคัญที่มีคุณค่าต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย           สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ เป็นพระราชโอรสชั้นเจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระเมตตายิ่งด้วย ด้วยเหตุที่ทรงดำรงพระยศชั้น เจ้าฟ้า พระราชบิดาจึงโปรดให้จัดพิธีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์อย่างเต็มตำรา ตามแบบแผนราชประเพณี เพื่อเป็นการรักษาแบบแผนธรรมเนียมของราชสำนักไว้ และเป็นพระเกียรติยศแก่บ้านเมือง           ในพุทธศักราช ๒๔๐๙ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ ทรงผนวชเป็นสามเณร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ตั้งการพระราชพิธี ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารฯ ดังนี้          ลุศักราช ๑๒๒๘ ปีขาล อัฐศก เป็นปีที่ ๑๖ วันพุธ เดือน ๘ ขึ้น ๖ ค่ำ เวลาบ่าย ตั้งการสมโภชเวียนเทียนสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ทรงพระผนวชสามเณร         รุ่งขึ้นณวันพฤหัสบดี เดือน ๘ ขึ้น ๗ ค่ำ เวลาเช้า ตั้งกระบวนแห่ มีกระบวนช้าง กระบวนม้า ออกประตูเทวาพิทักษ์ ไปเลี้ยวถนนเจริญกรุงมาทางถนนเฟื่องนคร ขึ้นมาถนนบำรุงเมือง แล้วเข้าประตูสวัสดิโสภา ทรงพระผนวชเป็นสามเณรในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เสร็จแล้วก็ประทับอยู่ในพระอุโบสถ เวลาบ่ายพระสงฆ์ราชาคณะได้สวดพระพุทธมนต์ รุ่งขึ้นเวลาเช้าพระสงฆ์ฉันเสร็จแล้วก็ตั้งกระบวนแห่แต่ล้วนทหารปืนทั้ง ๔ ไปประทับอยู่วัดบวรนิเวศ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จไปส่งที่วัดบวรนิเวศ ทรงพระราชรถคันเดียวกันทั้ง ๒ พระองค์         ครั้นส่งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอแล้ว เสด็จกลับมาพระบรมมหาราชวัง รับสั่งให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาสทำกระจาดใหญ่ เหมือนอย่างในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดฯ ให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทำกระจาดใหญ่ถวายกัณฑ์เทศน์แด่เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อทรงผนวชสามเณรนั้น มีอย่างธรรมเนียมมาดังนี้   ภาพ : สามเณรเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์  


องค์ความรู้ : กลุ่มภาษาและวรรณกรรม สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ เรื่อง คนจีนตัวอย่างในพระราชทรรศนะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยนายปารเมศ อภัยฤทธิรงค์ นักอักษรศาสตร์ปฏิบัติการ





       ชื่อผลงาน: ภาพร่างต้นแบบจิตรกรรมฝาผนัง เวสสันดรชาดก วัดราชาธิวาส      ศิลปิน: สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (พ.ศ. 2406 - 2490) และคาร์โล ริโกลี  ศิลปินอิตาลี (พ.ศ. 2426 - 2505)      เทคนิค: จิตรกรรมสีฝุ่นบนแผ่นไม้      ขนาด: กว้าง 100 ซม. สูง 70.5 ซม.      อายุสมัย: รัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 6      รายละเอียดเพิ่มเติม: หนึ่งในงานศิลปกรรมสำคัญชิ้นประวัติศาสตร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่าง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้ได้รับการยกยกว่า “สมเด็จครู” และ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” กับ คาร์โล ริโกลี จิตรกรมีชื่อชาวอิตาลี ซึ่งทางราชสำนักว่าจ้างให้เข้ามาเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง ในเทคนิคปูนเปียกแบบตะวันตก ประดับภายในพระอุโบสถวัดราชาธิวาส กรุงเทพมหานคร        Title: mural sketch for a fresco in Uposot (ordination hall) of Wat Rachatiwat, depicted a scene from Vessantara Jataka      Artist: HRH Prince Narisara Nuvadtivongs (1863 - 1947) & Carlo Rigoli (1883 - 1962)       Technique: tempera on wooden panel      Size: 100 × 70.5 cm.      Period: Rattanakosin era, first quarter of 20th Century, some years in the reign of King Vijiravudh (Rama VI)      Detail: One of our important pieces of art which is an evidence of a significant collaboration between HRH Prince Narisara Nuvadtivongs whom the public praised as “Nai-Chang Yai” (the great artisan) of Rattanakosin era, and Carlo Rigoli (Italian painter) whom Siamese court commissioned to paint fresco as a decoration in Uposot (ordination hall) of Wat Rachatiwat, Bangkok.



ชื่อเรื่อง                                ปญฺญาปารมี (ปัญญาบารมี) สพ.บ.                                  272/1ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           36 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 59 ซม.หัวเรื่อง                                 ธรรมเทศนา                                           ธรรมะกับชีวิตประจำวัน บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับล่องชาด  ได้รับบริจาคมาจากวัดบ้านหมี่ ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


          เนื่องในวันมาฆบูชาที่ผ่านมาซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ หรือวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ตามปฏิทินสุริยคติ อันเป็นวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ให้กับพระอรหันตสาวก ที่มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายจำนวน ๑,๒๕๐ รูป ภายหลังจากที่ได้เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ยังดินแดนต่าง ๆ จึงขอนำเรื่องราวของคติความนิยมในการสร้างประติมากรรมพระสาวกมาเผยแพร่ให้ทราบกัน            พระอรหันตสาวกเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา และมักได้รับ การกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้งในเหตุการณ์พุทธประวัติ โดยเฉพาะเหตุการณ์สำคัญในวันมาฆบูชาซึ่งอาจเป็นคติความเชื่อ ที่ส่งผลให้เกิดความนิยมในการสร้างประติมากรรมพระสาวกขึ้นซึ่งเราจะพบได้ในทุกศิลปะของไทย ในสมัยสุโขทัย ก็พบว่ามีความนิยมสร้างประติมากรรมพระสาวกเช่นกัน โดยมีลักษณะเหมือนพระพุทธรูปสุโขทัยแต่มีความแตกต่างในรายละเอียดเล็กน้อย คือขมวดผมเป็นก้นหอย แต่ไม่มีพระรัศมีและเกตุมาลา หน้ารูปไข่ คิ้วโก่ง จมูกงุ้ม ห่มจีวรเฉียง ชายสังฆาฏิยาวถึงหน้าท้องปลายทำเป็นริ้วคล้ายเขี้ยวตะขาบ มักแสดงอิริยาบถหลากหลาย เช่น นั่งพับเพียบประนมมือที่หน้าอก อยู่ในท่านั่งขัดสมาธิ ยืน หรือเดิน //พระอรหันตสาวกทั้งหลาย อาทิ พระมาลัย พระสีวลี พระอัญญาโกณฑัญญะ พระอานนท์ พระสารีบุตร หรือพระโมคคัลลานะ เป็นผู้ที่มีบทบาทอย่างมากที่ทำให้พระพุทธศาสนายังดำรงอยู่มาจนทุกวันนี้ อีกทั้งเป็นผู้ที่มีความเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ จึงเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก เป็นเหตุให้เกิด การสร้างประติมากรรมพระสาวกขึ้นซึ่งยังคงสืบทอดคติความเชื่อนี้มาจนถึงปัจุบัน ---------------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก


นามอำเภอในเมืองเชียงใหม่ ใน พ.ศ. ๒๔๕๙ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เปลี่ยนนามอำเภอตามนามตำบลที่ตั้งที่ว่าการ เปลี่ยนคำว่าเมือง เป็น จังหวัด ผู้ว่าราชการเมือง เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนคำว่า เมือง ใช้เรียกตำบลที่ประชาชนเคยเรียกมานานแล้วว่า เมือง และจำกัดเพียงตำบลที่เคยเรียกว่า เมือง มาแล้วแต่เดิม ที่อยู่ภายในกำแพงเมือง หรือติดต่อกับกำแพงเมืองเท่านั้น และใน พ.ศ. ๒๔๖๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศชื่ออำเภอ ทั้งที่คงชื่อเดิมและเปลี่ยนชื่อใหม่ ซึ่งในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ มีดังนี้ อำเภอเมือง  เปลี่ยนเป็น อำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอป่ายาง เปลี่ยนเป็น อำเภอสารภี อำเภอแม่ออน เปลี่ยนเป็น อำเภอสันกำแพง อำเภอแม่ท่าช้าง เปลี่ยนเป็น อำเภอหางดง อำเภอแม่วาง เปลี่ยนเป็น อำเภอบ้านแม อำเภอเมืองแจ่ม เปลี่ยนเป็น อำเภอช่างเคิ่ง อำเภอเมืองฮอด เปลี่ยนเป็น อำเภอฮอด อำเภอแม่แตง เปลี่ยนเป็น อำเภอสันมหาพน อำเภอเมืองพร้าว เปลี่ยนเป็น อำเภอพร้าวอำเภอสะเมิง เรียกชื่อเดิม  อำเภอสะเมิงอำเภอสันทราย เรียกชื่อเดิม  อำเภอสันทรายอำเภอดอยสะเก็ด เรียกชื่อเดิม  อำเภอดอยสะเก็ดอำเภอแม่ริม เรียกชื่อเดิม  อำเภอแม่ริมอำเภอจอมทอง เรียกชื่อเดิม  อำเภอจอมทองอำเภอเชียงดาว เรียกชื่อเดิม  อำเภอเชียงดาวต่อมา มณฑลพายัพได้มีใบบอกมณฑลพายัพ ที่ ๑๓๐๐ ลงวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๐ ถึงกระทรวงมหาดไทยว่า สมุหเทศาภิบาลได้สอบสวนพิจารณานามอำเภอในมณฑลพายัพนั้น ไม่ตรงกับที่ตั้งที่ว่าการ และประชาชนไม่นิยมเรียกนามอำเภอ ณ ขณะนั้น กระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้ว เห็นว่า การขอเปลี่ยนนามอำเภอบางอำเภอในครั้งก่อนยังไม่ตรงกับความหมายในประกาศกระแสพระบรมราชโองการ จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนนามอำเภอบางแห่งใหม่ เพื่อให้ประชาชนรู้จักดีขึ้น ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ (พระยศ ณ ขณะนั้น) ได้ให้ความเห็นว่า คำว่า เมือง และ แม่ ไม่ควรใช้ในชื่ออำเภอ และได้เสนอให้กระทรวงมหาดไทยจัดทำทำเนียบนามอำเภอทั่วประเทศ เพื่อความสะดวกในการปรับเปลี่ยนนามอำเภอในครั้งต่อไปหลังจากนั้น ในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ได้มีการปรับเปลี่ยนชื่ออำเภอ ตั้งกิ่งอำเภอ แบ่งเขตท้องที่อีกหลายครั้ง เช่น พ.ศ. ๒๔๘๑  อำเภอเมืองฝาง เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอฝาง พ.ศ. ๒๔๘๒  กิ่งอำเภอช่างเคิ่ง เปลี่ยนเป็น กิ่งอำเภอแม่แจ่ม อำเภอสันมหาพน เปลี่ยนเป็น อำเภอแม่แตง อำเภอบ้านแม เปลี่ยนเป็น อำเภอสันป่าตองพ.ศ. ๒๕๐๑ ตั้งกิ่งอำเภออมก๋อย เป็นอำเภออมก๋อย ตั้งกิ่งอำเภอสะเมิง เป็นอำเภอสะเมิง พ.ศ. ๒๕๑๕ แบ่งเขตท้องที่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งเป็นกิ่งอำเภอดอยเต่าพ.ศ. ๒๕๒๒  ตั้งกิ่งอำเภอดอยเต่า เป็นอำเภอดอยเต่าพ.ศ. ๒๕๓๑  แบ่งเขตท้องที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งเป็นกิ่งอำเภอไชยปราการพ.ศ. ๒๕๓๖ ตั้งกิ่งอำเภอเวียงแหง เป็นอำเภอเวียงแหงพ.ศ. ๒๕๓๗ แบ่งเขตท้องที่อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งเป็นกิ่งอำเภอแม่ออนพ.ศ. ๒๕๕๒ ตั้งอำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ปัจจุบัน จังหวัดเชียงใหม่ แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๒๕ อำเภอ (ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม ๒๕๖๓) ประกอบด้วย อำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอแม่ริม อำเภอสารภี อำเภอสันทราย อำเภอสันกำแพง อำเภอหางดง อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอสันป่าตอง อำเภอแม่ออน อำเภอแม่วาง อำเภอแม่แตง อำเภอดอยหล่อ อำเภอสะเมิง อำเภอจอมทอง อำเภอเชียงดาว อำเภอฮอด อำเภอพร้าว อำเภอดอยเต่า อำเภอไชยปราการ อำเภอเวียงแหง อำเภอฝาง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่อาย อำเภออมก๋อย และอำเภอกัลยาณิวัฒนาผู้เรียบเรียง : นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์ นักจดหมายเหตุชำนาญการอ้างอิง :๑. สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารส่วนพระองค์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สบ.๒.๔๒/๘๑ เรื่องกระทรวงมหาดไทยขอเปลี่ยนนามอำเภอในมณฑลพายัพ (๒๘ มิถุนายน – ๔ กรกฎาคม ๒๔๗๐)๒. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๕๙. เล่มที่ ๓๓, หน้า ๕๑-๕๓.๓. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๖๐. เล่มที่ ๓๔, หน้า ๔๐- ๖๘.๔. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๘๑. เล่มที่ ๕๕, หน้า ๖๕๘-๖๖๖.๕. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๘๒. เล่มที่ ๕๖, หน้า ๓๕๔-๓๖๓.๖. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๐๑. เล่มที่ ๗๕ ตอนที่ ๕๕, หน้า ๓๒๑-๓๒๗๗. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๑๕. เล่มที่ ๘๙ ตอนที่ ๑๕๕, หน้า ๒๕๙๘.๘. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๒๒. เล่มที่ ๙๖ ตอนที่ ๔๒ ฉบับพิเศษ, หน้า ๑๙-๒๓.๙. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๓๑. เล่มที่ ๑๐๕ ตอนที่ ๕, หน้า ๑๐๗.๑๐. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๓๖. เล่มที่ ๑๑๐ ตอนที่ ๑๗๙ ฉบับพิเศษ, หน้า ๑-๓.๑๑. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๓๗. เล่มที่ ๑๑๑ ตอนที่ ๔๒ง, หน้า ๑๔.๑๒. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๕๒. เล่มที่ ๑๒๖ ตอนที่ ๙๗ก, หน้า ๗-๙.๑๓. สำนักงานจังหวัดเชียงใหม่. ๒๕๖๓. บรรยายสรุปจังหวัดเชียงใหม่ (Online). http://www.chiangmai.go.th/.../D8/8D12Nov2020103220.pdf, สืบค้นเมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔.


ชื่อเรื่อง                     ปฏิบัติกรรมฐานเบื้องต้นของพระครูสังวรสมาธิวัตร (ประเดิม โกมโล) สำนักปฏิบัติธรรม วัดเพลงวิปัสสนา บางกอกน้อยผู้แต่ง                       -ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากหมวดหมู่                   พุทธศาสนาเลขหมู่                     294.3122 ส537ปสถานที่พิมพ์               พระนครสำนักพิมพ์                 โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจปีที่พิมพ์                    2512ลักษณะวัสดุ               52 หน้าหัวเรื่อง                     พุทธศาสนา                              กรรมฐานภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึกเป็นหนังสือที่รวบรวมและเรียบเรียงแนวทางการปฏิบัติกรรมฐานเบื้องต้น ย่อๆ ทั้งสมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อเป็นคู่มือเหมาะแก่นักปฏิบัติที่มีโอกาสอบรมวิปัสสนาภูมิน้อย


black ribbon.