ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,150 รายการ
ชื่อเรื่อง ปฏิบัติกรรมฐานเบื้องต้นของพระครูสังวรสมาธิวัตร (ประเดิม โกมโล) สำนักปฏิบัติธรรม วัดเพลงวิปัสสนา บางกอกน้อยผู้แต่ง -ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ พุทธศาสนาเลขหมู่ 294.3122 ส537ปสถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจปีที่พิมพ์ 2512ลักษณะวัสดุ 52 หน้าหัวเรื่อง พุทธศาสนา กรรมฐานภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึกเป็นหนังสือที่รวบรวมและเรียบเรียงแนวทางการปฏิบัติกรรมฐานเบื้องต้น ย่อๆ ทั้งสมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อเป็นคู่มือเหมาะแก่นักปฏิบัติที่มีโอกาสอบรมวิปัสสนาภูมิน้อย
เลขทะเบียน : นพ.บ.302/4ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 52 หน้า ; 4.5 x 55 ซ.ม. : ทองทึบ-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 123 (275-286) ผูก 4 (2565)หัวเรื่อง : ปัญฺญสชาดก(จันทฆาต)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ศิลปะพม่า พุทธศตวรรษที่ ๒๔-๒๕
เป็นสมบัติพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มาแต่เดิม
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในห้องล้านนา อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
พระพุทธรูปประทับขัดสมาธิเพชร แสดงปางมารวิชัย พระรัศมีรูปดอกบัวตูม ขนาดใหญ่ ไม่ปรากฏขมวดพระเกศา พระพักตร์แป้นใหญ่ ครองจีวรห่มเฉียง สังฆาฏิเป็นแผ่นใหญ่ ยาวลงมาจรดพระนาภี นิ้วพระหัตถ์ทั้งสี่ยาวเท่ากัน ด้านหน้าพระเพลาปรากฏชายผ้าจีวรและสบงซ้อนกันออกมาสองข้าง ส่วนฐานเรียบไม่มีลวดลาย
พระพุทธรูปองค์นี้ทำมาจากยางไม้ที่เรียกว่า อำพัน หรือ กาเยน ที่มีสีแดงเรียกว่า “อำพันประพาฬ” จัดอยู่ในประเภทอินทรียวัตถุที่เป็นรัตนชาติ เป็นทรัพยากรที่พบมากในพื้นที่ประเทศพม่า ซึ่งสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ประทานความเห็นเอาไว้ในลายพระหัตถ์ตอบ พระยาอนุมานราชธน ลงวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๙ ความว่า
“กาเยน เขาว่าเปนยางไม้ชนิดหนึ่ง จะเกิดจะมีที่ไหน ไม่ทราบ เห็นทำเปนพระพุทธรูปและลูกประคำมาแต่เมืองพะม่าเนืองๆ สีเหลืองแก่ น้ำคล้ายแก้ว ถ้าจะเปรียบให้ใกล้ก็คล้ายซ่นกล้องเมชอม*ชนิดที่ใส ซึ่งเราเรียกว่า อำพัน หรือลางทีจะเปนสิ่งเดียวกันด้วยซ้ำไป”
ชื่อเสียงของอำพันเมืองพม่านั้นยังถูกกล่าวถึงใน “พระราชพงศาวดารพม่า” พระนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ (พ.ศ. ๒๔๕๖) ทรงนิพนธ์เรื่องเกี่ยวกับอำพันในเมืองพม่าว่า เป็นแร่ที่อยู่ในพื้นดินบริเวณที่ซากไม้ทับถมกัน วิธีค้นหาแร่คือการขุดดินลึกลงไปประมาณ ๗ วา อำพันของพม่านั้นมีคุณสมบัติดีอยู่ ๓ ประการคือ มีความแข็ง ตัดหรือขัดง่ายและทนทานไม่ละลายง่าย ในพม่านิยมนำอำพันมาทำเป็นสร้อยลูกประคำ ซึ่งเป็นเครื่องประดับที่นิยมในสยามเช่นกัน ดังพระนิพนธ์ความตอนหนึ่งว่า “...ในกรุงสยามก็ใช้อำพันประพาฬพม่าเป็นลูกคั่นปะหล่ำสำหรับผูกรอบข้อมือเด็กครั้งโบราณแต่ใช้สีแดง...” นอกจากนี้อำพันยังนำมาใช้สร้างพระพุทธรูปขนาดเล็กในศิลปะพม่าอีกด้วย
*น่าจะหมายถึง กล้องเมียร์ชอม เป็นกล้องยาสูบประเภทหนึ่ง หัวกล้องมีลวดลายอย่างตะวันตก
อ้างอิง
นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าฯ กรมพระยา. บันทึกความรู้เรื่องต่าง ๆ เล่ม ๑. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: มูลนิธิเสถียรโกเศศ-นาคะประทีป, ๒๕๕๒.
นราธิปประพันธ์พงศ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. พระราชพงศาวดารพม่า เล่ม ๖. กรุงเทพฯ: องค์การค้า คุรุสภา, ๒๕๐๔.
____________. พระราชพงศาวดารพม่า เล่ม ๗. กรุงเทพฯ: องค์การค้า คุรุสภา, ๒๕๐๔.
___________________________________
หมายเหตุ
พจานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ให้ความหมายของคำว่ากาเยน ประพาฬ และอำพัน ไว้ว่า
กาเยน หมายถึง ยางไม้ชนิดหนึ่ง สีเหลืองแก่ใสคล้ายแก้ว
ประพาฬ หมายถึง รัตนะ (แก้ว) ชนิดหนึ่ง สีแดงอ่อน เกิดจากหินปะการังใต้ทะเล
อำพัน หมายถึง ยางไม้ที่แข็งเป็นก้อน สีเหลืองใสเป็นเงา
ก่อนที่หน่วยงานของรัฐจะทำลายเอกสารราชการนั้น จะต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 ที่ได้ระบุวิธีและขั้นตอนไว้ โดยมีใจความสำคัญคือ ก่อนที่หน่วยงานจะทำลายเอกสารที่สิ้นกระแสการใช้งาน (เอกสารที่ครบกำหนดอายุการจัดเก็บ และไม่มีการเรียกใช้งาน) แล้วนั้น จะต้องดำเนินการตามขั้นตอน และส่งบัญชีขอทำลายเอกสารให้สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติพิจารณาก่อน ด้วยเพราะว่า หอจดหมายเหตุแห่งชาติจะได้พิจารณาขอสงวนเอกสารสำคัญ เอกสารการดำเนินงานที่สะท้อนภารกิจ หน้าที่ ของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง อาทิ รายการ โครงการ แผนงาน ฯลฯ เพื่อขอสงวนไว้ โดยที่หน่วยงานเจ้าของเรื่องจะต้องดำเนินการคัดแยกเอกสารดังกล่าวส่งมอบให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติเอกสารรับมอบเมื่อผ่านการดำเนินงานตามกระบวนการงานจดหมายเหตุ จัดเป็นเอกสารจดหมายเหตุให้ประชาชนได้ใช้บริการ เป็นประโยชน์ เพื่อการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และใช้อ้างอิง ต่อไปสามารถอ่านเพิ่มเติมในเรื่องการทำลายเอกสารได้ที่https://web.facebook.com/PhayaoNationalArchives/posts/3108153232797992?_rdc=1&_rdr
องค์ความรู้เรื่อง "กันป่วย คู่มือรักษาสุขภาพในรัชกาลที่ ๖"เรียงเรียงโดย นายไอยคุปต์ ธนบัตร นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มประวัติศาสตร์ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
ชื่อเรื่อง มหานิปาตวณฺณนา(เวสฺสนฺตรชาตก)ชาตกฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา (หิมพานต์-นครกัณฑ์)
สพ.บ. 421-11ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 36 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 59 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา ชาดก
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับชาดทึบ-ทองทึบ-ล่องชาด ได้รับบริจาคมาจาก วัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในการแถลงข่าวการจัดนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “เซรามิกแห่งแหลมทองและแดนอาทิตย์อุทัย: สานตำนานสายใยไม่เสื่อมคลายในพาณิชยวัฒนธรรมโลก” The Endless Epic of Japanese -Thai Ceramic Relationship in the World’s Trade and Culture โดยมีนายกิตติพันธ์ พานสุวรรณอธิบดีกรมศิลปากร และ Dr. Ayako Yamamoto, Curator of the Kyushu Ceramic Museum ร่วมแถลงข่าว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๘ กันยายน ๒๕๖๕ เวลา ๑๔.๐๐ น. ณ ห้องประชุมดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ประเทศไทย โดยกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับจังหวัดซากะ ประเทศญี่ปุ่น จัดนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “เซรามิกแห่งแหลมทองและแดนอาทิตย์อุทัย: สานตำนานสายใยไม่เสื่อมคลายในพาณิชยวัฒนธรรมโลก” เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมงานหัตถกรรมไทยจากวิถีพาณิชยวัฒนธรรมพื้นบ้านสู่ระดับประเทศและสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซรามิกหรือเครื่องปั้นดินเผา และฉลองวาระครบรอบ ๑๓๕ ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น โดยนำโบราณวัตถุเครื่องเคลือบเซรามิกจากพิพิธภัณฑสถานเซรามิกแห่งคิวชู ประเทศญี่ปุ่น และเครื่องปั้นดินเผาของไทยจากหลากหลายแหล่ง มาจัดแสดงร่วมกัน ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันที่ ๑๔ กันยายน ถึงวันที่ ๑๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ เพื่อให้ชาวไทยได้รับความรู้ ความเข้าใจด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และศิลปะของญี่ปุ่นโดยเฉพาะช่วงสมัยเอโดะ และสมัยอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ รวมทั้งเพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างญี่ปุ่นและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อธิบดีกรมศิลปากรกล่าวถึงรายละเอียดของการจัดนิทรรศการพิเศษในครั้งนี้ว่า กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้ประสานความร่วมมือกับจังหวัดซากะ ประเทศญี่ปุ่น ในการแลกเปลี่ยนกิจกรรมทางวัฒนธรรม และได้มีการเตรียมการจัดทำนิทรรศการร่วมกันกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดซากะ และพิพิธภัณฑสถานเซรามิกแห่งคิวชู มาตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๖๑ ปัจจุบันสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดซากะ และพิพิธภัณฑสถานเซรามิกแห่งคิวชู ได้อนุญาตให้กรมศิลปากรนำโบราณวัตถุเครื่องเคลือบดินเผา (porcelain) สำคัญจากจุดกำเนิดที่เมืองอาริตะ ประเทศญี่ปุ่น จำนวน ๘๒ รายการ ๙๗ ชิ้น มาจัดแสดงร่วมกับเครื่องปั้นดินเผาไทย จำนวน ๙๐ รายการ จากแหล่งโบราณคดี-ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทย และได้รับความร่วมมือนำโบราณวัตถุมาร่วมจัดแสดงจาก วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้อำนวยการโรงเรียนถนอมบุตร และนายวราห์ โรจนวิภาต ซึ่งรังสรรค์พัฒนาสืบมาในประวัติศาสตร์จวบจนปัจจุบัน แบ่งเนื้อหาการจัดแสดงออกเป็น ๖ หัวเรื่อง คือ
๑. น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง: เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕
๒. วิวัฒนาการเซรามิกแห่งสองสายใย (ญี่ปุ่น-ไทย) ในโลกพาณิชยวัฒนธรรม
๓. ภูมิปัญญาชาวแหลมทองและชาวอาทิตย์อุทัย ในดิน-น้ำ-ลม-ไฟ: “ปั้นดินทราย ฉาบไล้ด้วยน้ำ นำผึ่งลม โหมฟืนไฟในเตาเผา” บอกเล่าเรื่องราวภูมิปัญญาการผลิตเครื่องปั้นดินเผาของญี่ปุ่นและไทย
๔. สูงสุดแห่งภูมิปัญญา: ภาพฉายาในพาณิชยวัฒนธรรมโลก สะท้อนเรื่องราวการค้า ศิลปะและวัฒนธรรมผ่านเครื่องปั้นดินเผาญี่ปุ่นและไทยที่ไปไกลยังต่างแดน
๕. แรงบันดาลใจไม่หยุดยั้งคือพลังสร้างสรรค์ใหม่ โดยสืบทอดวัฒนธรรมและพัฒนากระบวนการผลิตสู่ความคิดใหม่
๖. สำรับคาวหวาน อาหารญี่ปุ่น – ไทย ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสถึงวัฒนธรรมอาหารควบคู่กับภาชนะ ที่มีบทบาทสำคัญมาแต่อดีต
โบราณวัตถุเครื่องปั้นดินเผาอาริตะชิ้นสำคัญจากพิพิธภัณฑสถานเซรามิกแห่งคิวชู ประเทศญี่ปุ่น ที่นำมาจัดแสดง อาทิ เด็กชายจับปลาดุกด้วยน้ำเต้า ตกแต่งด้วยการเขียนสีบนเคลือบ พุทธศักราช ๒๒๑๓ – ๒๒๕๒ จานลายครามแบบคารากขนาดใหญ่เขียนลายนกฟินิกซ์และตราวีโอซี พุทธศักราช ๒๒๓๓ – ๒๒๖๒ ขวดทรงแปรงตีชาเขียนลายบนเคลือบ เป็นลายดอกโบตั๋น พุทธศักราช ๒๑๙๓ – ๒๒๐๓ สำหรับโบราณวัตถุของไทย ที่นำมาจัดแสดง อาทิ ชุดชามเบญจรงค์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ กระปุกสังคโลกสองหู พุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๑ จากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย กุณฑีสังคโลก พุทธศตวรรษที่ ๒๐ – ๒๑ ได้จากการขุดค้นที่วัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ให้ผู้เข้าชมนิทรรศการได้ร่วมกิจกรรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้แก่ วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๖๕ เวลา ๑๔.๐๐ น. การบรรยายทางวิชาการ เรื่อง “เซรามิกแห่งแหลมทองและแดนอาทิตย์อุทัย: สานตำนานสายใยไม่เสื่อมคลายในพาณิชยวัฒนธรรมโลก” ณ โรงละครแห่งชาติ (โรงเล็ก) วันที่ ๑๔ – ๑๖ กันยายน ๒๕๖๕ กิจกรรมจากจังหวัดซากะ ได้แก่ เวิร์คช็อป (Workshop) กิจกรรมลงสีเครื่องปั้นดินเผาอาริตะยากิ ทดลองลงสีบนจานอาริตะยากิ ผู้ร่วมกิจกรรม ๒๐ ท่านต่อวัน ซึ่งจานที่ลงสีแล้วจะนําไปเผาอบให้สีอยู่ตัวก่อนจะมอบให้ผู้ร่วมกิจกรรมต่อไป กิจกรรมทําเครื่องประดับจากเศษกระเบื้องที่เกิดจากกระบวนการเผาเครื่องปั้นดินเผาอาริตะยากิ ผู้ร่วมกิจกรรม ๖๐ ท่านต่อวัน โดยสามารถเข้าร่วมในแต่ละกิจกรรมท่านละ ๑ ครั้งเท่านั้น และยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมโบราณที่สืบทอดกันมาของญี่ปุ่น การจัดแสดงและจําหน่ายของดีจังหวัดซากะอีกด้วย
กิจกรรมเวิร์คช็อป (Workshop) จากสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ได้แก่ การขึ้นรูปชิ้นงานจาน ๓
ครั้งๆ ละ ๔ รอบ ในวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๕ วันที่ ๙ และ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๕ และการเขียนสีใต้เคลือบ ๓ ครั้งๆ ละ ๔ รอบ ในวันที่ ๖ และ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ และ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๕ ผู้ร่วมกิจกรรมรอบละ ๓๐ ท่าน
นิทรรศการพิเศษ เรื่อง “เซรามิกแห่งแหลมทองและแดนอาทิตย์อุทัย: สานตำนานสายใยไม่เสื่อมคลายในพาณิชยวัฒนธรรมโลก” เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ ๑๔ กันยายน ถึงวันที่ ๑๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร วันพุธ – อาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. ปิดวันจันทร์ – อังคาร ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมศิลปากร finearts.go.th
#มหามกุฎราชสันตติวงศ์ ๘ มิถุนายน ๒๔๐๖ วันประสูติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากาญจนากร.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากาญจนากร บ้างออกพระนามว่า กัญจนากร พระนามเดิม พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ากาญจนากร เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ ๖๔ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาสังวาลย์ พระสนมโท ธิดานายศัลยวิชัย หุ้มแพร (ทองคำ ณ ราชสีมา) ประสูติเมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๔๐๖.พระองค์มีพระเชษฐา และพระอนุชาร่วมเจ้าจอมมารดาเดียวกัน คือ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์ และพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าเจริญรุ่งราษี.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากาญจนากรทรงเชี่ยวชาญเรื่องยา สมุนไพร ผู้ใดเจ็บป่วยก็จะมารักษาที่ตำหนักของพระองค์ จนชาววังออกพระนามว่า "เสด็จหมอ".พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากาญจนากร สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๗ เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๔๗๕ สิริพระชันษา ๗๐ ปี.ภาพ : พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากาญจนากร
แนะนำหนังสือน่าอ่าน เรื่อง ประวัติตระกูลแซ่บ๊อก จังหวัดจันทบุรี พ.ศ.2521ประวัติตระกูลแซ่บ๊อก จังหวัดจันทบุรี พ.ศ.2521. กรุงเทพฯ: กรุงสยามการพิมพ์, 2521. 48 หน้าหนังสือประวัติตระกูลแซ่บ๊อกจังหวัดจันทบุรี พ.ศ.2521 เล่มนี้ได้จัดทำขึ้น โดยความปรารภของท่านผู้ที่เนื่องจากตระกูลที่มีอายุสูงผู้หนึ่ง โดยมีความประสงค์อันงานสำหรับบุรุษชั้นหลัง ผู้ที่จะสืบสายโลหิตต่อไป จะได้รู้จักว่าผู้นั้นเป็นปู่เป็นทวด ผู้นี้เป็นน้องเป็นหลาน โดยเกี่ยวเนื่องจากสายโลหิตของผู้นั้นผู้นี้ เมื่อมีหลักอันแน่นอนสำหรับบุรุษขั้นหลังๆ เช่นนี้แล้ว ความสงสัยในบรรพบุรุษที่ผู้ที่ตนเรียกว่าป้าว่าน้าว่าพี่ว่าน้องนั้น เกี่ยวเป็นญาติกับเราทางไหน เพราะเหตุนี้ความปรารถนาที่ได้สร้างหนังสือเล่มนี้ขึ้น ก็ประดุจให้มีดัชนีคอยชี้หนทางอันมืดให้แก่เรา ผู้ที่หวังจะรักปู่ย่าตาทวดและรักญาติรักตระกูลของเรา ให้แจ่มกระจ่างยิ่งขึ้น เนื้อหาด้านใน ได้รวบรวมรายนามของบุคคลซึ่งนับเป็นเครือญาติกัน ไม่ทางฝ่ายบิดาก็ทางฝ่ายมารดา โดยนับเป็นชั้นๆ ไป ผู้ที่เป็นชายจะมีคำว่า “นาย” หรือยศบรรดาศักดิ์ กำกับชื่อ ถ้าไม่มีให้เข้าใจว่าผู้นั้นเป็นผู้หญิงท929.799593ป372(ห้องจันทบุรี)
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม(สงฺคิณี-มหาปัฏฐาน)
สพ.บ. อย.บ.3/3ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 36 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา ชาดก
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
ภาชนะที่เรียกว่า กุณฑีกุณฑี[๑] (Kendi) เป็นชื่อเรียกเครื่องปั้นดินเผาชนิดหนึ่ง ใช้ใส่น้ำ มีรูปทรงหลายแบบแต่ลักษณะทั่วไปที่พบเห็น คือ ไม่มีหูจับ มีพวย และมีทางไหลเข้า – ออกของน้ำ ๒ ทาง สามารถพบได้ในอินเดีย ดินแดนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศจีนปัจจุบัน เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าต้นกำเนิดของกุณฑีอยู่ที่ใด แต่นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าอินเดียได้รับต้นแบบมาจากอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ก่อนจะส่งต่อไปยังเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พร้อมกับการเผยแผ่ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูและพระพุทธศาสนาในราวพุทธศตวรรษที่ ๘ ผ่านทางพ่อค้าหรือกลุ่มนักบวช เนื่องจากนักเดินทางโดยเฉพาะนักบวชชาวอินเดียนิยมใช้กุณฑีเป็นหม้อน้ำติดตัว และตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ เป็นต้นมา กุณฑีก็แพร่หลายไปทั่วดินแดนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงดินแดนซึ่งเป็นประเทศไทยปัจจุบัน และมีการใช้งานสืบต่อมาถึงสมัยสุโขทัยและสมัยกรุงศรีอยุธยาตามลำดับการใช้งานกุณฑีมีหลากหลาย นอกจากจะใช้บรรจุน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคแล้ว กุณฑียังเป็นภาชนะบรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมต่าง ๆ อาทิ พิธีหลั่งน้ำโสมบูชาเทพเจ้า การสรงน้ำเจดีย์ และการหลั่งน้ำสักการะพระพุทธเจ้า โดยกุณฑีที่ใช้ในพิธีกรรมเหล่านี้มักจะเรียกกันว่า กมัณฑลุ หรือหม้อน้ำอมฤตซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำเทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูและพระโพธิสัตว์ในพระพุทธศาสนา นิกายมหายานหลายองค์ ไม่เพียงเท่านั้น กุณฑียังใช้เป็นโกศบรรจุอัฐิหรือเครื่องเซ่นในพิธีกรรมฝังศพอีกด้วยจะเห็นได้ว่ากุณฑีมีความเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมและความเชื่อที่มาจากอินเดียอย่างเหนียวแน่น ทั้งยังอาจเป็นสิ่งบ่งชี้หนึ่งถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมอินเดีย หรือในแง่หนึ่งคือศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูและพระพุทธศาสนาที่ได้แผ่ขยายไปยังดินแดนหรือเมืองนั้น ๆ แล้วก็ได้--------------------------------[๑] เชื่อกันว่า “กุณฑี” มาจากคำในภาษาสันสกฤตคือ “กุณฺฑฺ” ที่หมายถึง หม้อน้ำ หรือกะโหลกน้ำของนักธรรมซึ่งทำด้วยกะโหลกมะพร้าว โดยเป็นคำที่ใช้เรียกภาชนะมีพวยในประเทศมาเลเซียและในบริเวณคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย ขณะที่คำว่า “Kendi” มีรากศัพท์มาจาก “กุณฺฑฺ” เช่นเดียวกัน แต่เป็นคำที่มาจากประเทศอินโดนีเซียซึ่งใช้เรียกภาชนะบรรจุน้ำอื่น ๆ นอกเหนือจากกุณฑีด้วย