ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,524 รายการ

ชื่อเรื่อง                     ทวารวดี ศรีนครปฐม ฉบับปี 2551ผู้แต่ง                       นุกูล ชมภูนิชประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือท้องถิ่นหมวดหมู่                   ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์เลขหมู่                      959.372 น722ท ฉ.02สถานที่พิมพ์               นครปฐมสำนักพิมพ์                 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมปีที่พิมพ์                    2551ลักษณะวัสดุ               36 หน้า : ภาพประกอบ ; 29 ซม.หัวเรื่อง                     นครปฐม – ประวัติศาสตร์                         ภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก    รวบรวม ประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ของจังหวัดนครปฐมที่เกี่ยวข้องกับสุวรรณภูมิและทวารวดี




เลขทะเบียน : นพ.บ.697/4ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 24 หน้า ; 4 x 58 ซ.ม. : รักทึบ-ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 220 (227-242) ผูก 4 (2568)หัวเรื่อง : ขฺทกนิกายฎฺฐกถา--เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.765/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 12 หน้า ; 4.5 x 56 ซ.ม. : ลานดิบ-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 237 (407-416) ผูก 1 (2568)หัวเรื่อง : ลำสามไตร--เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน  นม.บ.12/3ค


       พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ขอเชิญน้อง ๆ และผู้สนใจร่วมสนุกกับเกม "ผู้พิชิตโบราณวัตถุ" เกมการเรียนรู้ที่พัฒนาร่วมกันระหว่างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร และนิสิตโครงการสหกิจศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร พร้อมลุ้นรับของที่ระลึก สำหรับ ๑๐ ท่านแรก สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 5571 1570 Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร : Kamphaeng Phet National Museum https://www.facebook.com/kamphaengphetnationalmuseum



วิหารพระด้าน หรือระเบียงคด สร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ล้อมรอบใจกลางของวัดพระมหาธาตุ และรวมถึงโบราณสถานที่สำคัญที่สุด เช่น หมู่สถูปของพระบรมธาตุเจดีย์และวิหารโพธิ์ลังกา ระเบียงนี้สูง 5.30 เมตร ด้านตะวันออก ยาว 134 เมตร ด้านตะวันตก ยาว 129 เมตร และด้านเหนือ ยาว 86.90 เมตร           การขุดค้นทางโบราณคดีที่ฐานของส่วนเหนือของวิหารนี้กำหนดอายุแบบ TL ได้ราว พ.ศ. 1859 -1970, 1910 - 1966 และ 1960 - 2010 แสดงให้เห็นว่าการก่อสร้างเกิดขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 19 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 วิหารนี้มีระเบียงที่มีผนังภายนอกแข็งแรงและผนังภายในที่เปิดโล่ง โดยมีความกว้าง 2.36 เมตร และยาวรวมทั้งหมด 558 เมตร ในแต่ละช่องภายในหอจะมีพระพุทธรูปปางมารวิชัย รวมทั้งหมด 165 องค์ ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 172 องค์ ชื่อว่า พระด้าน แปลว่า พระพุทธรูปที่อยู่ด้านหนึ่งของผนังซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของพระพุทธรูปเหล่านี้ภายในวิหาร           วิหารนี้มีประตูเข้าออก 2 ทาง ประตูทางทิศตะวันออก ซึ่งเรียกว่า ประตูเหมันตรังสี มีมุมที่ยื่นออกมาจากหลังคาระเบียง หน้าบันของประตูประดับด้วยภาพพระบรมธาตุเจดีย์ ใต้ฐานของเจดีย์บน   หน้าบันมีภาพครุฑจับพญานาคหกตัว ซึ่งเป็นปริศนาให้ผู้ชมได้ตีความ ประตูอีกบานหนึ่งทางทิศตะวันตกเป็นประตูไม้เรียบง่ายและมีการใช้งานไม่บ่อยนัก การมีประตูในด้านทิศตะวันออกแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในทิศทางการเข้าหรือออก โดยเน้นที่ทิศตะวันออกเหมือนกับพุทธสถานในอยุธยา           ตัวอย่างของพุทธสถาปัตยกรรมมีหน้าที่หลัก 3 ประการ ได้แก่ การกำหนดขอบเขตพุทธาวาส การเป็นพื้นที่สำหรับพิธีกรรมและการเจริญสมาธิของพระสงฆ์และฆราวาส และการเป็นสถานที่สำหรับการสวดพระไตรปิฎกและพระนิพพานโสตร (ตำนานท้องถิ่น) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ สวดด้าน (หมายถึงการสวดที่ระเบียงพระด้าน) ซึ่งไม่สามารถพบเห็นได้ในที่อื่นและยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปัจจุบัน ฆราวาสจะหันหน้าเข้าไปยังพระบรมธาตุเจดีย์ในขณะสวด ดังนั้น วิหารนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริม และสืบทอดการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพงศาวดารท้องถิ่น ซึ่งแสดงถึงบทบาทอันสำคัญของการอนุรักษ์และความต่อเนื่องของประเพณีการสวดจนถึงยุคปัจจุบัน


                          หากพูดถึงภาพจำของคนไทยสมัยก่อน สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ "รอยยิ้มฟันดำ" และ "เชี่ยนหมาก" ที่วางอยู่คู่กายผู้เฒ่าผู้แก่ เป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย แก้ง่วง และถือเป็นความงามรูปแบบหนึ่ง นอกจากนี้ ยังใช้สำหรับต้อนรับแขกผู้มาเยือน ใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความเคารพนับถือและมิตรภาพ ใช้เป็นส่วนประกอบในการประกอบพิธีสำคัญ อีกทั้งยังสะท้อนวิถีชีวิตการดูแลสุขภาพปากและฟัน หมากไม่ได้เป็นเพียงแค่ของขบเคี้ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยมานานนับศตวรรษ                           วัฒนธรรมการกินหมากในประเทศไทย สันนิษฐานว่ารับมาจากศาสนาพราหมณ์ เพราะหมากและใบพลูเป็นส่วนประกอบในพิธีกรรมทางศาสนา ปรากฏหลักฐานครั้งแรกสมัยสุโขทัย บนศิลาจารึก หลักที่ ๑ ด้านที่ ๑ จารึกว่า “...ป่าหมากป่าพลูพ่อเชื้อมันไว้แก่ลูกมันสิ้น” ด้านที่ ๒ จารึกว่า “...สร้างป่าหมากพลูทั่วเมืองนี้ทุกแห่งมีป่าหมาก ป่าพลู มีไร่ มีนา มีถิ่นตาน” หลักศิลาจารึกวัดศรีชุม หลักที่ ๒ จารึกว่า “ปลูกดอกไม้ต้นใหญ่หลายพรรณแก่...พระศรีมหาโพธิ์ไว้คนแต่งเฝ้ารักษาหลายครั้ง มีทั้งสวนหมากสวนพลูไว้” หลักที่ ๓ จารึก ว่า “อันฝูงเท้าพระยาทั้งหลายอันเป็นมิตรสหาย อันมีในบัดนี้” สันนิษฐานได้ว่า ผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็กินหมากพลู โดยได้รับการถ่ายทอดวัฒนธรรมการกินหมากมาจากขอม และขอมก็รับวัฒนธรรมมาจากอินเดีย                           สมัยอยุธยา หมากและพลูนับเป็นพืชทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ตั้งแต่ครั้งสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ไทยส่งหมากไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ได้เงินปีละ ๗๕,๐๐๐ เหรียญ และใบพลูก็ยังเป็นสินค้าที่มีการเก็บภาษีอากรอีกด้วย ในจดหมายเหตุของลาลูแบร์ ได้มีการกล่าวถึงการกินหมากของคนไทยในสมัยอยุธยาไว้ว่า“...เป็นธรรมเนียมเจ้าของบ้านต้องยอมให้แขก ที่มาสู่เหย้านั่งที่ตนเคยนั่ง และต้องเชื้อเชิญให้ยอมนั่ง ภายหลังก็ยกผลไม้ ของว่างและของหวานมาเลี้ยง บางที่ก็ถึงเลี้ยงข้าวปลาด้วย และข้อสำคัญนั้นเจ้าของบ้าน ต้องส่งเชี่ยนหมากแลทีชาให้แขกรับประทาน ด้วยมือเอง...”  และจากบันทึกของลาลูแบร์อีกตอนหนึ่งที่ว่า “ในพระราชมณเทียรพระมหากษัตริย์นั้น ข้าราชการที่เข้าเฝ้าไม่กล้าไอ จาม หรือบ้วนน้ำหมาก ถ่มเสลด และไม่กล้าสั่งมูลนาสิก หมากที่อมติดปากไว้นั้นก็กลืนน้ำหมากเอือก ๆ ให้หายเข้าไปในคออย่างแช่มชื่น” แสดงให้เห็นว่าการกินหมากพลูเป็นวัฒนธรรมสังคมไทยมาแต่ครั้งโบราณ และเป็นที่นิยมทั้งชนชั้นสูงจนถึงประชาชนทั่วไป หากกษัตริย์เสด็จไปในที่แห่งใด ก็จะมี ผู้อัญเชิญพานพระศรี สำหรับใส่หมากพลูติดตามไปด้วย เชี่ยนหมากจึงสามารถใช้ในการกำหนดสถานะบรรดาศักดิ์ของเจ้านายไทยในสมัยก่อนด้วย                           ต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นสมัยที่ ย่าโม หรือ ท้าวสุรนารี มีชีวิต (พ.ศ. ๒๓๑๔-๒๓๙๕) การกินหมากยังคงเป็นวัฒนธรรมร่วมของ คนไทยทุกชนชั้น ผู้คนยังนิยมกินหมากตั้งแต่กษัตริย์จนถึงชาวบ้านทั่วไป ดังเช่นในสมัยอยุธยา ด้วยบริบททางประวัติศาสตร์ และความเชื่อทางวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมา ชาวโคราชจึงเชื่อว่าย่าโมชอบกินหมากเช่นกัน ดังนั้น ชาวโคราช และนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองโคราช จึงมักมาขอพรให้คุณย่าโมช่วย ปกปักรักษา คุ้มครอง ให้ปลอดภัย มีโชคลาภ ไร้โรคภัย จึงได้เกิดพิธีการตำหมากถวายย่าโม เพื่อขอพรขึ้น และมักจะตำหมากถวายพร้อมทั้งนำผลไม้ ดอกไม้มาไหว้สักการะขอพรคุณย่าโม เมื่อสมปรารถนาแล้ว ก็มักจะมาตำหมากถวายอีกครั้งหนึ่ง                           เมื่อสุขสมหวังตามแรงปรารถนา คำหมากศักดิ์สิทธิ์ที่ตำถวายคุณย่าโมนั้น กลับมีคุณค่าอีกครั้ง และได้ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ แทนที่จะถูกทิ้งไปตามสภาพ โดย ห้องเสื้อดีเทล ดีกรีแชมป์รางวัลเหรียญทองสีเทรนด์บุ๊คประเภทผ้ายกเล็ก ประจำปี ๒๕๖๔ และรางวัลเหรียญทอง ประเภทผ้ายกเล็ก จากการประกวดผ้าลายพระราชทานลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ระดับประเทศ โดยดีไซน์เนอร์ได้นำ “คำหมาก” มาสร้างสรรค์ใหม่ ให้กลายเป็นสีย้อมผ้า ตามแนวพระดำริเรื่องแฟชั่นแห่งความยั่งยืน ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ งานผ้าที่มีชื่อว่า “สมปรารถนา จากแรงศรัทธา”                           “สมปรารถนา จากแรงศรัทธา” ด้วยศรัทธาที่ต่อยอด กล่าวคือ จากผู้ที่มาแก้บนด้วยการถวายหมากพลู เมื่อสมปราถนาแล้ว สามารถที่จะนำคำหมากนั้น มาให้ทางห้องเสื้อดีเทล ได้รังสรรค์เป็นผลงานที่มีคุณค่าทางจิตใจ เก็บไว้เป็น ผ้าไหมที่เป็นตัวแทนแห่งศรัทธา และเป็นของที่ระลึกที่มีคุณค่าทางจิตใจ เก็บไว้เป็นมรดกตกทอดแก่ลูกหลาน                           ในขั้นตอนการผลิต ห้องเสื้อดีเทลได้นำคำหมากที่แล้วเสร็จจากการถวายคุณย่าโม มาคั้นกรองเอาน้ำด้วยผ้าขาวบาง จากนั้นนำเส้นไหมที่แช่น้ำ บิดหมาดลงแช่ข้ามคืน จากนั้นบิดตากแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด และนำไปสู่ขั้นตอนการทอเป็นขั้นตอนสุดท้าย ด้วยวิธีการผลิตที่พิถีพิถัน ทำให้ได้เส้นไหมที่คงทน เงางาม ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม สีติดทนนาน เพราะในคำหมากประกอบไปด้วยสารให้สี และสารตรึงสีในตัว ทำให้เกิดมิติใหม่ของการย้อมผ้า ด้วยเศษวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น ตามหลักการ SDGs ที่ตระหนักถึงคุณค่าและการใช้งานของสิ่งแวดล้อมแบบมากถึงมากที่สุด สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ท้องถิ่น ต่อยอดภูมิปัญญา สร้างสรรค์แนวคิดและสินค้าใหม่อย่างยั่งยืน บรรณานุกรม  กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. การกินหมาก ไม่ใช่พิธีเฉพาะของไทย ใคร ๆ ในภูมิภาคเขาก็กิน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙, จาก: https://shorturl.at/fjlVO.  กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร. วัฒนธรรมการกินหมากพลู ในประเทศไทย. พิษณุโลก: กอง.  ประวัติท้าวสุรนารี และวัดศาลาลอย เมืองนครราชสีมา. นครราชสีมา: ตะวันรุ่งซินดิเคท, ๒๕๕๒. วิบูลย์ ลี้สุวรรณ. มรดกวัฒนธรรมพื้นบ้าน. กรุงเทพฯ: ต้นอ้อ, ๒๕๔๔. สุพิชฌาย์ จินดาวัฒนภูมิ. “วัฒนธรรมการกินหมากในสังคมไทยสมัยก่อน.” ใน งานประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ ๑๐.  มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม, ๒๙-๓๐ มีนาคม ๒๕๖๑.    ขอขอบคุณ คุณธงชัย พันธุ์สง่า ศิลปินช่างทอผ้า จากกลุ่มดีเทล ชุมชนเครือข่ายทางวัฒนธรรมหนองไผ่ล้อม, สัมภาษณ์   จัดทำโดย  นางรสสุคนธ์ ตั้งนภากร บรรณารักษ์ชำนาญการ


กระแส #สิ่งศักสิทธิ์​ ช่วยด้วยยังคงอยู่กับเรามาอย่างต่อเนื่อง เคยสงสัยกันบ้างไหมว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์​ที่เรากราบไหว้บูชากันอยู่มีที่มาที่ไปอย่างไร หาคำตอบกันได้จากเล่มนี้.ภารตะ-สยาม มูฯ ไทย ไสยฯ อินเดียผู้แต่ง : คมกฤช อุ่ยเต็กเค่งสำนักพิมพ์ : มติชนอ่านนิตยสารฉบับเต็มได้ที่ : https://shorturl.asia/kxhRM.ติดต่อ #พี่บรรณฯ ได้ที่ : หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯนครพนม &  : nltnakhonphanom : to_library@hotmail.com : 042 516246.เปิดให้บริการ วันอังคาร-วันเสาร์ 9.00-17.00 น.ปิดบริการวันอาทิตย์-วันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์.จัดทำโดย นางสาวพิมพิกา วะสาร บรรณารักษ์ปฏิบัติการ


ทีมนักโบราณคดีได้ทำการวิเคราะห์แนวโบราณถสถานในพื้นที่ขุดค้นระยะที่ 4 เรียบร้อยแล้ว พบแนวโบราณสถานทั้งสิ้น 11 แนว ที่สำคัญเช่นแนวฉนวนทางเดินอิฐ ที่มีความยาวหลายเมตร ฐานรากอาคารรูปทรงสี่เหลี่ยมจำนวน 4 หลัง แนวขอบพื้นปูศิลาด้านข้างพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ บางแนวมีอายุเก่าไปถึงสมัยรัชกาลที่ 4 การขุดค้นทางโบราณคดีครั้งนี้ถือเป็นมิติการค้นพบครั้งใหม่และกุญเเจสำคัญ ที่ช่วยตอบคำถามการใช้พื้นที่และตำแหน่งสิ่งปลูกสร้างพระราชวังบวรสถานมงคล บริเวณเขตพระราชฐานชั้นกลาง (หมู่พระมณเฑียร และที่ออกว่าราชการของพระอุปราช) ในช่วงก่อนการยกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราชในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งถือว่ามีหลักฐานในอดีตหลงเหลือน้อยอย่างยิ่งข้อมูลจาก https://www.facebook.com/WangnaArchaeologicalProject2012      



วันพุธที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๓ นางชุติมา จันทร์เทศ ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา พร้อมด้วยนายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ เข้าร่วมการประชุมแนวทางการพัฒนา โครงกระดูกมนุษย์ที่ค้นพบที่วัดพระนารายณ์ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๓ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ โดยมีนายศักดิ์สิทธิ์ สกุลลิขเรศสีมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในการประชุม


ประวัติการเกิดโณคระบาดในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ 


black ribbon.