ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,159 รายการ
เลขวัตถุ
ชื่อวัตถุ
ขนาด (ซม.)
ชนิด
สมัยหรือฝีมือช่าง
ประวัติการได้มา
ภาพวัตถุจัดแสดง
36/2553
(7/2549)
ขวานหินกะเทาะ
ย.14 ก.6.8 หนา 2
หิน
สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย อายุราว 2,500-2,000 ปีมาแล้ว
ได้จากบ้านเขาเพิ่ม อำเภอบ้านนา จ.นครนายก เมื่อประมาณ พ.ศ. 2539
เลขทะเบียน : นพ.บ.424/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 94 หน้า ; 4 x 53 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 152 (104-108) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : พระปาฏิโมกข์--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.565/1 ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 48 หน้า ; 4 x 55 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 184 (337-339) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : ลำมหาโมกคัลลาน์--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
องค์ความรู้ : คนแรกเริ่มที่หนองบัวแดงบ้านเรา : เหลียวหลังมองมนุษย์โบราณ ผ่านหลักฐานทางโบราณคดี และข้อมูลใหม่ ! ที่พบจากการขุดค้น ณ แหล่งโบราณคดีบ้านห้วยหัน 2 ตำบลวังชมภู อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ
ในวันนี้พี่นักโบขอพาทุกคนไปลัดเลาะยัง จังหวัดชัยภูมิ ดินแดนที่อุดมไปด้วยองค์ความรู้ทางโบราณคดี เพื่อไปสืบหาร่องรอยของมนุษย์โบราณ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยเหล็ก หรือราว 2,500-1,500 ปีมาเเล้ว ในพื้นที่ อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ แดนดินที่ราบที่ถูกล้อมรอบด้วยเทือกเขา 3 ด้าน อันได้แก่ เทือกเขาเพชรบูรณ์ (ทิศตะวันตก) เทือกเขาเขียว (ทิศเหนือ) เเละเทือกเขาภูแลนคา (ทิศใต้) เเละยังเป็นพื้นที่ ต้นกำเนิดแม่น้ำชี แม่น้ำที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ลักษณะภูมิประเทศเหล่านี้เป็นปัจจัยธรรมชาติที่โดดเด่นเพราะมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งพืชพันธุ์ธัญญาหาร เเละสัตว์ป่า จึงเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายให้มนุษย์โบราณ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยเหล็ก เข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นจำนวนมาก โดยจากการสำรวจทางโบราณคดีในพื้นที่อำเภอหนองบัวแดง พบแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ ตอนปลาย บริเวณที่ราบรอกว่า 32 แหล่ง
นับตั้งเเต่ปี 2553 เป็นต้นมา กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมาของเรา ได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีในแหล่งโบราณคดี ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยเหล็ก มาเเล้ว 2 แหล่ง ได้แก่ 1. แหล่งโบราณคดีบ้านห้วยกนทา ตำบลคูเมือง (2553) 2. แหล่งโบราณคดีโนนบ้านนางแดดเหนือ ตำบลวังชมภู (2563) และในปีงบประมาณนี้ กลุ่มโบราณคดีได้ดำเนินการขุดค้น ณ แหล่งโบราณคดีโนนบ้านห้วยหัน 2 ตำบลวังชมภู อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2565 โดยพบหลักฐานทางโบราณคดีที่น่าสนใจหลายรายการที่สะท้อนให้เห็นร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์พื้นที่อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ในช่วงเวลานั้น.. พี่นักโบ จึงขอหยิบยกเนื้อหาบางส่วนมาบอกเล่าให้ทุกท่านได้ร่วมกันสืบร่องรอยมนุษย์โบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยเหล็ก ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ ไปพร้อมๆกัน
และเมื่อจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์เเล้วเสร็จ จะทำให้เราทราบธรรมชาติโบราณ ด้วยวิธีการศึกษาละอองเรณู ตลอดทราบร่องรอย DNA โบราณ ของมนุษย์ เเละกระดูกสัตว์ที่พบจากการขุดค้น ในอนาคตพี่นักโบคงได้นำมาบอกเล่าผลการวิเคราะห์ในด้านอื่น ๆ ให้ทุกท่านได้ทราบ ต่อไปครับ
เรียบเรียงนำเสนอโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ขอเชิญชมนิทรรศการ Vision of Silpa Bhilasri : Immersive experience เปิดประสบการณ์รับรู้สุนทรียภาพแบบ Immersive Art ระหว่างวันที่ 6 – 28 พฤษภาคม 2566 ณ อาคารนิทรรศการ 6 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพฯ
นิทรรศการ Vision of Silpa Bhilasri : Immersive experience เป็นนิทรรศการต่อเนื่องของนิทรรศการ 100 ปี ศิลปสู่สยาม สุนทรียศิลปแห่งนวสมัย ซึ่งกรมศิลปากร โดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จัดขึ้นเนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี ที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ชาวอิตาเลียนพร้อมกับครอบครัวได้ย้ายมาพำนักในประเทศไทย นำเสนอในรูปแบบศิลปะดิจิทัล ผ่านภาพเคลื่อนไหว ด้วยแสงและเสียงประกอบ เพื่อให้ผู้ชมได้มีประสบการณ์ชมงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์อีกรูปแบบหนึ่ง โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย อารีรุ่งเรือง อาจารย์คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ Immersive Art ภายใต้โครงการวิจัย “งานศิลปะมรดกของชาติในกรุพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป สู่งานสร้างสรรค์ศิลปะดิจิทัล” ภายในห้องจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ จะชวนให้ผู้ชมได้เห็นภาพเคลื่อนไหวจากการฉายสู่ผืนผ้าโปร่งแสงขนาดใหญ่ที่มีมิติซับซ้อน ส่งผลให้ภาพผลงานของ อ.ศิลป์ และลูกศิษย์ที่ผู้ชมคุ้นชินกลับกลายเป็นภาพที่มีมิติใหม่ ๆ ต่างออกไป ศิลปะดิจิทัลจึงทำหน้าที่ “เชื่อมความรู้สึกและการรับรู้ระหว่างผู้ชมรุ่นใหม่กับงานศิลปะอันทรงคุณค่า” ซึ่งแนวคิดหลักของการออกแบบนิทรรศการของ ศุภชัย อารีรุ่งเรือง คือความพยายามให้ผลงานศิลปกรรมทรงคุณค่าที่อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ได้เผยแพร่ให้สังคมไทยและชาวต่างชาติได้เห็น เพราะผลงานศิลปะสมัยใหม่จนถึงร่วมสมัยในประเทศไทยที่อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สามารถสะท้อนความคิดของศิลปินผู้สร้างไปสู่การสะท้อนประเด็นทางสังคมในแต่ละยุคสมัยได้
ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ Vision of Silpa Bhilasri : Immersive experience ณ อาคารนิทรรศการ 6 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ตั้งแต่วันที่ 6 - 28 พฤษภาคม 2566 เวลา 09:00 – 16:00 น. (ปิดวันจันทร์ - อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ค่าเข้าชม ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท
ชื่อเรื่อง มหานิปาตวณฺณนา (เวสฺสนฺตรชาดก) ชาตกฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา (ทสพร-นครกัณฑ์) สพ.บ. 423/11ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลาน หมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 40 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 54.5 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา--การศึกษาและการสอน ชาดกบทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม-ธรรมอีสาน เส้นจาร ภาษาบาลี-ไทย-ไทยอีสาน ฉบับล่องชาด ทองทึบ รักทึบ ลานดิบ ไม่มีไม้ประกับ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
องค์ความรู้ จากสำนักการสังคีต
วรรณกรรม เรื่องเงาะป่า สู่การแสดงของกรมศิลปากร
เรื่องเงาะป่า เป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเป็นกลอนบทละคร แล้วเสร็จในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๔ พุทธศักราช ๒๔๔๘ นับเป็นบทละครที่ทรงคุณค่า สามารถนำมาแสดงเป็นละครได้อย่างดี มีคุณค่าครบทุกอรรถรส ดังปรากฏในบทชมธรรมชาติ บทรัก บทโศกเศร้า บทแค้น เป็นต้น ที่มาของเรื่องปรากฏตามพระราชนิพนธ์คำนำ คำเริ่ม และบทสุดท้ายของเรื่องที่ว่า
จะเริ่มร่างต่างว่าไปเที่ยวป่า ขึ้นสงขลาตามใจคิดหมายมุ่ง
แล้วลงเรือมาดใหญ่ไปพัทลุง ตามเขตคุ้งทะเลสาบคลื่นราบดี
แวะเกาะยอซื้อหม้อเขาปั้นขาย แล้วแจวกรายไปเที่ยวเลาะชมเกาะสี่
บรรลุถึงพัทลุงรุ่งราตรี ออกจากนี้ขึ้นช้างวางเข้าไพร
ถึงชายแดนแคว้นเขาเข้าหยุดพัก ที่วัดถ้ำสำนักคนอาศัย
เที่ยวเล่นตามถิ่นฐานบ้านพวกไทย เขาเล่าไขเรื่องเงาะที่เจาะจง
จึงวานช่วยพาไปให้ถึงทับ มันต้อนรับชื่นชมสมประสงค์
พบยายลมุดแก่แม่เฒ่าดง ชวนให้ตรงขึ้นไปนั่งยังนอกชาน
นายสินนุ้ยช่วยพุ้ยภาษาเงาะ ฟังก็เพราะคล้ายฝรั่งดังฉาดฉาน
ยายลมุดเล่าความตามเหตุการณ์ คล้ายนิทานเก่งเหลือไม่เบื่อเลย
จึงจดจำมาทำเป็นกลอนไว้ หวังมิให้ลืมคำร่ำเฉลย
แม้นใครอ่านคงจะคิดผิดเช่นเคย เงาะเงยก็ว่างามหลามแหลกไป
ที่แต่งไว้หวังจะให้เป็นคำเงาะ เห็นหมดเหมาะงดงามตามวิสัย
ผู้ใดจะใคร่ฟังเชิญตั้งใจ วางตัวไว้ว่าเป็นเงาะอย่าเยาะมันฯ
........................................
พระราชนิพนธ์เงาะป่าว่าตามเค้า คนังเล่าแต่งต่อล้อมันเล่น
ใช้ภาษาเงาะป่าว่ายากเย็น แต่พอเห็นเงื่อนเงาเข้าใจกัน
ทำแปดวันครั้นมาถึงวันศุกร์ สิ้นสนุกไม่มีที่ข้อขัน
วันที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ ศกร้อยยี่สิบสี่มั่นจบหมดเอยฯ
..............................................
ดังความซึ่งปรากฏในพระราชนิพนธ์คำนำตอนต้นเรื่อง แม้จะทรงปรารภไว้ว่า “เอากระดาษมาเขี่ยๆ เรื่องที่ไม่เป็นแก่นสาร คุมเป็นเรื่องขึ้นเล่นพอให้เพลินใจ” ทั้ง “หนังสือ แต่งนี้ไม่ได้ตั้งใจจะเล่นละคร และไม่รู้ว่าจะดีเพราะแต่งเรื่องชาวป่า” พระราชประสงค์นั้นทรงหวังเพียงเพื่อใช้ร้องฟังกันเป็นสำคัญ เรื่องเงาะป่า ให้ความรู้ในหลากหลายแง่มุม องค์ประกอบแห่งวรรณคดีครบถ้วน สำนวนกลอนไพเราะ ซาบซึ้ง อีกทั้งยังให้แง่คิดในคติชนวิทยา วัฒนธรรมการดำรงชีวิต ที่ผู้อ่านมองเห็นภาพพจน์ของปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น
กรมศิลปากรได้จัดการแสดงละครเรื่องเงาะป่าเป็นครั้งแรกเนื่องในงานครบรอบ ๑๐๐ ปี แห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๑ ณ โรงละครแห่งชาติ ซึ่งท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี เป็นผู้เรียบเรียงบท นายปัญญา นิตยสุวรรณ เป็นผู้ช่วย ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแสดง เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๑๑
การแสดงของกรมศิลปากร โดยสำนักการสังคีต จัดการแสดงตามบทพระราชนิพนธ์ ดำเนินเรื่องตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ภายในระยะเวลา ๒ ชั่วโมง แบ่งออกเป็น ๓ องก์ ๗ ตอน คือ
องก์ที่ ๑ พบนาง
ตอนที่ ๑ ซมพลารำพึง
ตอนที่ ๒ พบนาง
องก์ที่ ๒ พิธีแต่งงาน
ตอนที่ ๑ เจ้าบ่าว
ตอนที่ ๒ เจ้าสาว
ตอนที่ ๓ แต่งงาน
องก์ที่ ๓ ตายเพราะรัก
ตอนที่ ๑ จากนาง
ตอนที่ ๒ ชิงรัก
พระพุทธสิหิงค์ : ปางสมาธิแบบศิลปะ/อายุสมัย : ศิลปะสุโขทัย-ล้านนาประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ – ๒๑ชนิด : สำริด กะไหล่ทองขนาด : สูงพร้อมฐาน ๑๓๕ เซนติเมตรหน้าตักกว้าง ๖๓ เซนติเมตรองค์พระสูง ๗๙ เซ็นติเมตรประวัติ : สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ทรงอัญเชิญมาจากเมืองเชียงใหม่เมื่อพุทธศักราช ๒๓๓๘ปัจจุบันประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ชื่อเรื่อง สงครามสืบราชสมบัติโปลันด์ และ ประมวลบทพระราชนิพนธ์ ภาคปกิณกะ พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้แต่ง กรมศิลปากรประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ ประวัติศาสตร์ยุโรปเลขหมู่ 943.802 ม113สบสถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัยปีที่พิมพ์ 2509ลักษณะวัสดุ 330 หน้าหัวเรื่อง กษัตริย์และผู้ครองนคร – โปแลนด์ โปแลนด์ -- ประวัติศาสตร์ภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึกบทพระราชนิพนธ์เรื่องสงครามสืบราชสมบัติโปลันด์ ทรงนิพนธ์ในสมัยเมื่อทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระยุพราชเจ้าและทรงศึกษาอยู่ ณ มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ประมวลบทพระราชนิพนธ์ ภาคปกิณกะ ส่วนมากเป็นบทพระราชนิพนธ์ในหนังสือพิมพ์ไทยโดยใช้พระปรมาภิไธยว่า “อัศวพาหุ” “รามจิตติ” และ “นักเรียนอีกคนหนึ่ง” ฯลฯ บทความเหล่านี้พระราชนิพนธ์ขึ้นอย่างมีหลักวิชา สอดคล้องด้วยวิธีการแห่งหนังสือพิมพ์
ประวัติวัดจองคำ
ผู้แต่ง : กรมศิลปากร
ต้นฉบับอยู่ที่ : หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี (ห้องกรมศิลปากร)
โรงพิมพ์ : จงเจรญการพิมพ์
ปีที่พิมพ์ : 2535
รูปแบบ : PDF
ภาษา : ไทย
เลขทะเบียน : น 35 ร
เลขหมู่ : 306 น553น
วันพุธที่ 13 มีนาคม 2567"วันช้างไทย"หากใครที่เกิดอาศัยในเมืองน่าน หรือนักท่องเที่ยวที่ได้เดินทางมายังเมืองน่าน คงต้องหุ้นหูกับชื่อ "บ้านช้างเผือก" หรือสังเกตเห็นรูปปั้นช้างเผือก ที่บริเวณแยก "ช้างเผือก" ทางไปสนามบินน่าน น้อยคนนักจะทราบถึงที่มาหรือประวัติเกี่ยวกับรูปปั้นนี้.ประวัติความเป็นมา (จากจารึกที่ฐานอนุสาวรีย์ช้างเผือก) พระครูสังวรนันนทคุณ เจ้าอาวาสวัดช้างเผือก และนายเสริมสุริยสาร เรียบเรียง.ในราวจุลศักราช ๑๐๘๘ (พ.ศ. ๒๒๖๙) ในสมัยเจ้าพระยาหลวงติ๋นมหาวงษ์เมืองเชียงใหม่ ได้มาเป็นเจ้าเสวยเมืองน่าน ขณะนั้นบริเวณ ที่ตั้งหมู่บ้านช้างเผือกนี้เป็นป่าทึบเรียกกันในสมัยนั้นว่า ดงเพนียด (คือเป็นที่ฝึกและเลี้ยงช้างของผู้ครองนคร) ซึ่งมีตํานานเล่าสืบต่อกันมาว่า เจ้าผู้ครองนครเชียงราย ต้องการเชื่อมความสัมพันธ์ไมตรีกับเจ้าผู้ครองนครน่าน จึงได้ถวายช้างเผือกแก่เจ้าผู้ครองนครน่าน โดยให้เจ้าผู้ครองนครน่าน เสด็จไปรับเอาช้างเผือกยังนครเชียงราย เนื่องจากสภาพพื้นที่ในสมัยนั้น เป็นทางทุรกันดารขึ้นเขาลงห้วย การเดิน ทางต้องใช้การเดินเท้าและสัตว์พาหนะ เช่น ช้าง ม้า และวัวต่าง ขบวนเสด็จของเจ้าผู้ครองนครน่าน ได้เดินทางรอนแรมใช้เวลาแรมเดือนก็ถึงยังนครเชียงราย เข้ารับถวายช้างเผือกจากเจ้าผู้ครองนครเชียงราย และพักผ่อนเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว จึงพาข้าราชบริพารและคณะผู้ติดตามเดินทางกลับมุ่งหน้าสู่นครน่านในทิศทางเดิมขบวนเสด็จเดินทางผ่านเส้นทางทุรกันดารเป็นระยะเวลาแรมเดือนได้หยุดพักประทับแรมเป็นระยะๆ คณะข้าราชบริพาร และผู้ติดตามได้ปลดสัมภาระต่างๆ จากพาหนะวางกองไว้ ณ ที่พักแรม (การปดสัมภาระเพื่อหยุดพักนี้ ภาษาเมืองเหนือเรียกว่า ปง ซึ่งแปลว่า วางลง) สถานที่หยุดพักตรงจุดนี้จึงมีชื่อว่า ปง ปัจจุบันคืออําเภอปง จังหวัดพะเยา จากนั้นขบวนเสด็จจึงได้ออกเดินทางต่อไป ระหว่างการเดินทางได้โปรดให้ข้า-ราชบริพารและคณะผู้ติดตาม ได้มีความรืนเริงบันเทิงใจโปรดให้มีการร้องรําทําเพลง จ้อย ซอ (ซอล่องน่าน) อย่างสนุกสนานไปตลอดทาง การเดินทางเป็นไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยล้าก็มาถึงยังเชิงเขาแห่งหนึ่ง ทําให้ความสนุกสนานนั้นหมดไป (คือหมดสนุก) ภาษาเมืองเหนือเรียกว่า เสี้ยงม่วน จุดหยุดพักตรงนี้จึงมีชื่อว่า เสี้ยงม่วน ปัจจุบันคืออำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ซึ่งเพี้ยนมาจากเสี้ยงม่วนนั่นเอง .ขบวนเสด็จได้เดินทางรอนแรมไปด้วยความเหนื่อยยาก จนมาถึงที่ราบแห่งหนึ่งระหว่างหุบเขา มีบ้านผู้คนซึ่งเป็นไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ของพระองค์อาศัยอยู่เป็นจํานวนมาก โปรดสั่งให้หยุดขบวนเสด็จเพื่อพักแรม และทรงดําริที่จะทําการเฉลิมฉลองสมโภชน์ช้างเผือกเป็นเบื้องต้นก่อน จึงได้จัดพิธีทําบุญใส่บาตร นิมนต์พระสงฆ์สามเณรมาเจริญพระพุทธมนต์ให้ศีลให้พร ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ของพระองค์ ต่างก็นําข้าวปลาอาหารใส่บาตรล้นบาตร (การที่ข้าวพุ้นล้นบาตร ภาษาเมืองเหนือเรียกว่า สวด) จุดที่หยุดพักทําพิธีแห่งนี้ จึงได้นามว่า เมืองสวด คือ ตำบลสวด อําเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ในปัจจุบัน จากนั้นพระองค์ก็ได้เคลื่อนขบวนออกเดินทางต่อไปตามลําห้วยสี่พัน ลำห้วยนี้เมื่อก่อนเรียกกันว่า ห้วยสี่พัน เรื่องเดิมมีอยู่ว่า คนในสมัยนั้นได้สู้รบกับข้าศึกและฆ่าข้าศึกตายจำนวนสี่พัน แล้วตัดเอหัวของข้าศึกมาร้อยด้วยเครือหวาย (คำว่าร้อย คนเมืองเหนือเรียกว่า ฮ้อย หรือฮิ้ว) หรือเสียบเป็นพวงได้สามพวงหวาย ปัจจุบันสถานที่ดังกล่าวเรียกว่า ปางสามหิ้ว (ปาง คือที่พัก) จากนั้นก็เคลื่อนขบวนเสด็จขึ้นเขาลงห้วย เข้าไปในเขตเมืองน่าน ผ่านห้วยทับหินฝน (หินฝน คือก้อนหินสับหรับลับดาบของคนสมัยก่อน) ลำห้วยสไลหรือสะลาย ลำห้วยสะเนียน จนไปพบกับทางหลวงน่าน-พะเยา (ตรงหลักกิโลเมตรที่ ๒๓-๒๔ ปัจจุบัน) ขบวนเสด็จเรื่อยมาจนถึงยังหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งมีคนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ทรงโปรดให้หยุดขบวนเพื่อให้ข้าราชบริพารและผู้ติดตามได้พักผ่อน ข้าราชบริพารและผู้ติดตามจึงได้จัดพลับพลาที่ประทับถวาย โปรยได้ใช้ใบตองมาทำเป็นถืม (คำว่า ถืม ภาษาเมืองเหนือเรียกว่าแผ่นหรือผืน ที่ทำด้วยไม้ไผ่จักสานหรือหุ้มด้วยใบตอง) หมู่บ้านแห่งนี้จึงมีชื่อว่า บ้านถืมตอง ปัจจุบันคือตำบลถืมตอง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน หลังจากที่ทรงพักผ่อนเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว จึงได้ยกขบวนเสด็จออกเดินทางต่อไปจนถึงนครน่าน ทรงโปรดให้ข้าราชบริพารและผู้ติดตาม นำช้างเผือกลงไปอาบน้ำชำระล้างทำความสะอาดที่ลำน้ำน่าน ตรงท่าน้ำของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ที่ตั้งบ้านเรือนอาศัยบริเวณท่าน้ำนั้น ต่างมีความชื่นชมยินดีเป็นยิ่งนักที่ได้พบเห็นช้างเผือกคู่บารมีของเจ้าผู้ครองนครลงอาบน้ำยังท่าน้ำแห่งนี้ จึงได้พากันตั้งชื่อหมู่บ้านขึ้นว่า บ้านท่าช้าง (เพราะถือเอานิมิตที่มีช้างคุ่บารมีของเจ้าผู้ครองนครลงอาบ)ในระหว่างที่ข้าราชบริการและผู้ติดตามพระองค์ นําช้างเผือกลงอาบน้ำชําระล้างอยู่นั้น ทรงโปรดให้สร้างพลับพลาที่ประทับขึ้นอีกชั่วคราวขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากท่าน้ำนั้นขึ้นไปทิศเหนือประมาณกิโลเมตรเศษ เพื่อที่จะทอดพระเนตรข้าราชบริพารทําการอาบน้ำและทําความสะอาดช้างเผือก ตลอดถึงเตรียมตกแต่งทรงเครื่องช้างเพื่อที่จะนําไปฉลองสมโภช ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ที่ปลูกบ้านเรือนอาศัยอยู่ใกล้กับพลับพลาที่ประทับนั้น ต่างก็มีความชื่นชมยินดี และถือเป็นสิริมงคลเป็นอย่างยิ่ง จึงได้พากันตั้งชื่อหมู่บ้านแห่งนั้นว่า บ้านพระเนตร มาจนถึงปัจจุบัน .หลังจากข้าราชบริการของพระองค์ได้ทําความสะอาด และประดับตกแต่งทรงเครื่องช้างเรียบร้อยแล้วทรงโปรดให้นําไปเข้าพิธีฉลองสมโภชน์ที่บริเวณทุ่งเมืองเล็น จัดพิธีฉลองสมโภชอยู่ ๗ วัน ๗ คืน ผู้คนที่ปลูกบ้านอาศัยอยู่บริเวณนั้น ต่างมีความชื่นชมยินดีเป็นยิ่งนักที่ได้เห็นช้างเผือกคู่พระบารมีครั้งนี้ จึงได้พร้อมใจกันเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านแห่งนี้ว่า บ้านมหาโภชน์ หลังจากเสร็จพิธีฉลองสมโภชน์ช้างเผือกที่บริเวณทุ่งเมืองเล็นแล้ว ทรงโปรดให้นําไปฝึกและเลี้ยงไว้ที่ดงเพนียด (ที่ฝึก และเลี้ยงช้าง) ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ของพระองค์ ที่ปลูกบ้านเรือนอาศัยอยู่รอบบริเวณดงเพนียดนี้ ต่างก็มีความชื่นชมยินดีเป็นยิ่งนัก ที่ได้เห็นช้างเผือกคู่พระบารมีของเจ้าผู้ครองนคร และถือเป็นสิริมงคลกับหมู่บ้าน จึงได้พร้อมใจกันตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ขึ้นว่า บ้านช้างเผือก หลังจากที่ได้ตั้งชื่อหมู่บ้านแล้ว ความเป็นอยู่ของไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ ข้าราชบริพารของพระองค์ ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้ ต่างก็มีความสุขความเจริญเรื่อยมาจนถึงจุลศักราช ๑๑๑๐ (พ.ศ. ๒๒๙๑) ข้าราชบริพาร และไพร่ฟ้าประชาราษฎรที่พอมีฐานะร่ำรวย ต่างก็พร้อมใจกันปลูกสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นไว้เป็นที่บําเพ็ญกุศลประจําหมู่บ้าน ยังไม่ทันสําเร็จก็ได้มีช้างพัง (ช้างเพศเมีย) ที่เลี้ยงไว้ในดงเพนียดนั้นได้ตกลูกออกมาเป็นช้างพัง ช้างพลาย (เพศผู้) ลักษณะสีขาวเผือกและถูกต้องตามคชลักษณ์ทุกประการ เจ้าผู้ครองนครทรงปลื้มปิติโสมนัสเป็นยิ่งนักที่ได้มีช้างเผือกเกิดมาคู่พระบารมีอีกเชือกหนึ่ง ทรงมีดําริที่จะจัดพิธีลองสมโภชน์ช้างเผือกขึ้น ประจวบกับการปลูกสร้างสำนักสงฆ์ได้สําเร็จลง พระองค์จึงทรงโปรดให้ข้าราชบริพารตลอดถึงไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ จัดงานฉลองสมโภชน์ช้างเผือกและสํานักสงฆ์ขึ้นพร้อมกันเป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืน พร้อมกับประทานนามที่พักสงฆ์แห่งนี้ว่า วัดช้างเผือก ตั้งแต่บัดนั้น จนถึงตราบเท่าทุกวันนี้
พระโพธิสัตว์วัชรปาณี
แบบศิลปะ : ทวารวดี
ชนิด : ดินเผา
ขนาด : กว้าง 27 เซนติเมตร สูง 64.5 เซนติเมตร
ลักษณะ : พระโพธิสัตว์วัชรปาณี ลักษณะยืนเอียงตน พระหัตถ์ซ้ายทรงถือวัชระ
สภาพ : ชำรุด พระกรและพระบาทหักหายไป
ประวัติ : พบที่โบราณสถานหมายเลข 40 หนองเกษร เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี
สถานที่จัดแสดง : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี จังหวัดราชบุรี
แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/ratchaburi/360/model/21/
ที่มา: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/ratchaburi
สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเสวนาทางวิชาการเรื่อง “แผนภูมิของแผ่นดิน” ประกอบการจัดนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช ๒๕๖๗ วิทยากรโดยนายไอยคุปต์ ธนบัตร นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ, นายภูวนารถ สังข์เงิน นักอักษรศาสตร์ชำนาญการ, นางสาวณัฏฐ กล้าหาญ นักจดหมายเหตุชำนาญการ และนายชัยสิทธิ์ ปะนันวงค์ นักอักษรศาสตร์ชำนาญการ ผู้ดำเนินรายการ ในวันเสาร์ที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ณ ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยท่านสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ผ่านการสแกน QR Code หรือผ่าน Link https://forms.gle/yptE9EzKU99D76TW7 หรือรับชมการถ่ายทอดสดได้ที่ Facebook Fanpage กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ในวันและเวลาดังกล่าว