ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,159 รายการ

          กรมศิลปากร ขอเชิญร่วมรับชมการถ่ายทอดสดพิธีเปิดนิทรรศการถาวร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ในเวลา ๐๙.๓๐ น. และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี ในเวลา ๑๓.๓๐ น. โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายอิทธิพล คุณปลื้ม เป็นประธานในพิธี ในวันจันทร์ที่ ๒๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ ที่จะทำให้วงการพิพิธภัณฑ์ไทยเปลี่ยนไปจากเดิม ผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook live กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม / Facebook live กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร และ Youtube กรมศิลปากร



ที่มาของเอกสาร1. ในประเทศไทยการรับมอบเอกสารจะเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบหรือข้อบังคับของรัฐที่กำหนดให้ทุกหน่วยงานต้องดำเนินการ เช่น พระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. 2556 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 และ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และฉบับเพิ่มเติม ซึ่งกำหนดวิธีการเก็บและทำลายเอกสาร เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีการได้มาซึ่งเอกสารที่สำคัญที่สุด2. การแสวงหา / การขอรับมอบเอกสาร ส่วนใหญ่เป็นเอกสารส่วนบุคคล เอกสารมาจากการบริจาคตามพินัยกรรม องค์กร เอกชน ที่ประสงค์มอบให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติไว้เพื่อประโยชน์ต่อไป3. การซื้อ / แลกเปลี่ยน เป็นการรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นหรือประเทศไทย ซึ่งจะช่วยให้ข้อมูลครบถ้วน สมบูรณ์ทั้งโดยวิธีการจัดซื้อต้นฉบับ หรือการจัดทำสำเนา หรือการแลกเปลี่ยนเอกสารโดยมีการทำข้อตกลงระหว่างหน่วยงานเอกสารที่อยู่ในครอบครองของหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา พบมากที่สุดคือวิธีการที่ 1 ส่วนวิธีการที่ 3 นั้น ยังไม่มีการจัดซื้อเอกสารเพิ่มเติม


องค์ความรู้เรื่อง ก้าวแรกของไทยไปงานมหกรรมโลก                งานมหกรรมโลก (World Exposition) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่างาน Expo ถือเป็นงานแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและดำเนินการจัดมายาวนานกว่า ๑๖๙ ปี  จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๔ (ค.ศ. ๑๘๕๑) ณ คริสตัล พาเลซ  กรุงลอนดอน  ประเทศอังกฤษ  ต่อมาเป็นงานระดับนานาชาติที่ดำเนินการจัดทุก ๆ ๕ ปี มีระยะเวลาราว ๖ เดือน  โดยหมุนเวียนประเทศเจ้าภาพในหมู่ประเทศภาคีสมาชิกทั้งในทวีปยุโรป  อเมริกา  และเอเชีย  งานมหกรรมโลกถือเป็นเวทีที่แสดงศักยภาพทางความคิดสร้างสรรค์  เพื่อการนำเสนอนวัตกรรม  และความเจริญก้าวหน้าทางศิลปวิทยาการจากนานาประเทศ  อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์  ร่วมเรียนรู้พัฒนาการของศาสตร์แขนงต่างๆ  ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี  ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่น  มรดกทางวัฒนธรรม  และประวัติศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก                 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๔  พระองค์มีพระบรมราโชบายในการเปิดความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตก  มีการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยตามแบบนานาอารยประเทศ  ตลอดจนมีการทำสนธิสัญญาทางไมตรีและพาณิชย์ (Treaty of Friendship and Commerce) กับประเทศต่างๆ  โดยเริ่มจากประเทศอังกฤษเป็นประเทศแรก ใน พ.ศ. ๒๓๙๘  ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามว่า  “สนธิสัญญาเบาว์ริง” ต่อมาจึงมีการตกลงทำสนธิสัญญาทางไมตรีและพาณิชย์กับประเทศอื่น ๆ อีกรวม ๑๓ ประเทศ                         การที่อังกฤษและไทยมีไมตรีต่อกันนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญให้ไทยได้เข้าร่วมในงานมหกรรมโลกเป็นครั้งแรกที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ใน พ.ศ. ๒๔๐๕ ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จัดสิ่งของต่าง ๆ ไปร่วมจัดแสดง ประกอบด้วย พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ชุดพานทอง ชุดโตกไม้  และเครื่องกระเบื้องหลายชิ้น ฯลฯ แม้ว่ารายละเอียดเกี่ยวข้องกับสิ่งของที่นำไปจัดแสดงและเอกสารที่เกี่ยวเนื่องกับการเข้าร่วมงานในครั้งนี้จะมีไม่มากนัก  แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันได้แน่ชัดคือ ภาพถ่ายธงช้างเผือกของประเทศสยามที่ปรากฏอยู่ในภาพงานมหกรรมโลกในครั้งนั้น                  ครั้นต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๑๐ ประเทศฝรั่งเศสได้มีหนังสือเชิญให้ประเทศไทยเข้าร่วมงานมหกรรมโลกอย่างเป็นทางการที่กรุงปารีส  ประเทศฝรั่งเศส  (Paris Exposition Universelle  1867) โดยงานจัดขึ้น ณ ชองป์ เดอ มารส์ (Champ de Mars) ซึ่งเป็นลานสวนสนามในประวัติศาสตร์ใจกลางกรุงปารีส ระหว่างวันที่ ๑ เมษายน ถึงวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๐ มีประเทศต่าง ๆ รวม ๔๑ ประเทศและอาณานิคมอื่น ๆ อีกราว ๓๓ แห่ง เข้าร่วมจัดแสดง ภายในงานมีส่วนจัดแสดงนวัตกรรมและสิ่งของแปลกใหม่จากทั่วทุกมุมโลก  นำเสนอความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ  และมีร้านค้าจำนวนมากจำหน่ายสินค้าและของที่ระลึกจากประเทศต่างๆ นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้จัดแสดงนิทรรศการขนาดใหญ่และสร้างศาลาไทยตามรูปแบบของสถาปัตยกรรมไทยที่งดงาม  มีรูปปั้นช้างเป็นสัญลักษณ์ปรากฏอยู่โดดเด่นที่ด้านหน้า สำหรับแนวคิดตลอดจนสิ่งของต่างๆที่นำไปออกร้านจัดแสดง ณ ศาลาไทย  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้พระสยามธุรานุรักษ์ (ม.เดอเกรอัง) กงสุลไทยประจำกรุงปารีส เป็นผู้แทนพระองค์ดำเนินการทั้งหมด ดังปรากฏหลักฐานในหนังสือ เรื่อง “ราชอาณาจักรสยาม ในงานแสดงศิลปหัตถกรรม ณ ชองป์ เดอ มารส์ พ.ศ.๒๔๒๑” (กรมศิลปากร พิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. ๒๕๔๑) ว่า บรรดาสิ่งของที่นำไปจัดแสดงนอกเหนือจากพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังมีของส่วนพระองค์และของพระราชทานอีกหลายรายการ ได้แก่ เชี่ยนหมากทองคำ  เครื่องมุกที่เป็นงานประณีตศิลป์ ของไทย  แจกันลงยา  ผ้าไหม  โบราณวัตถุและศิลปวัตถุหลายรายการ และพระพุทธรูปปางต่าง ๆ  นอกจากนี้ ยังมีงานหัตถกรรมชิ้นเยี่ยมอีกเป็นจำนวนมาก                   ในโอกาสเข้าร่วมงานมหกรรมโลกครั้งนี้ประเทศไทยได้รับรางวัลเหรียญทองเชิดชูเกียรติจากการประกวดสินค้าพื้นเมือง  และรางวัลเกียรติยศจากการแสดงเรือพระที่นั่งจำลอง  นับเป็นความภาคภูมิใจและเป็นมิติใหม่ที่น่ายินดียิ่งและส่งผลให้ประเทศไทยได้เป็นที่รู้จักในเวทีโลกกล่าวกันว่าการแสดงนิทรรศการที่ศาลาไทยแห่งนี้เป็นที่ประทับใจของบรรดาชาวยุโรปที่ได้มีโอกาสสัมผัสความงดงามของศิลปวัฒนธรรมจากดินแดนตะวันออกไกลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ---------------------------------------------- เรียบเรียงโดย นางสาวนันทพร บรรลือสินธุ์ นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ   กลุ่มแปลและเรียบเรียง สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์


ชื่อเรื่อง                               มหานิปาตวณฺณนา(เวสฺสนฺตรชาตก)ชาตกฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา(หิมพานต์-นครกัณฑ์) สพ.บ.                                  421/4ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           38 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 56 ซม.หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                           ชาดก                     บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจาก วัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


การเดินทางระหว่างบรรทัด EP. 5 จัดทำโดย นางสาวปรัศนีภรณ์ พลายกำเหนิด นักภาษาโบราณปฏิบัติการ


#มหามกุฎราชสันตติวงศ์ ๒๔ พฤษภาคม ๒๔๑๐ วันประสูติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประไพศรีสอาด.พระองค์เจ้าหญิงประไพศรีสะอาด หรือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประไพศรีสะอาด เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ ๗๘ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาหม่อมราชวงศ์แสง (สกุลเดิม ปาลกะวงศ์) ธิดาหม่อมเจ้านิ่ม ปาลกะวงศ์ ประสูติเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๔๑๐ มีพระโสทรเชษฐภคินีหนึ่งพระองค์ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประสานศรีใส.ในรัชกาลที่ ๕ พระองค์เจ้าประไพศรีสอาด ทรงได้เข้าเป็นสามัญสมาชิกของหอพระสมุดวชิรญาณในพระบรมมหาราชวัง ทั้งยังได้ทรงร่วมนิพนธ์วชิรญาณสุภาษิต ในโอกาสจัดงานฉลองหอพระสมุดวชิรญาณที่ได้ตั้งมาเป็นปีที่ ๘ และพิธีเปิดอาคารใหม่ ณ บริเวณตึกโรงทองเก่า (ปัจจุบันคือ ตึกสำนักราชเลขาธิการ) และเมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๐ พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในได้ร่วมกันถวายปัจจัยเพื่อปฏิสังขรณ์วัดราชบุรณราชวรวิหาร พระองค์เจ้าประไพศรีสอาด ทรงร่วมถวายเงินด้วย.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประไพศรีสะอาด สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๕ เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๔๕๓ พระชันษา ๔๔ ปี.ภาพ : พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประไพศรีสอาด


วันนี้ในอดีต 11 พฤศจิกายน 2451พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเปิดพระบรมรูปทรงม้าพระบรมรูปทรงม้า สร้างขึ้นเนื่องในงานพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ซึ่งเป็นพิธีที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายแด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช และสมโภชสิริราชสมบัติ ในมหามงคลสมัยที่ทรงครองแผ่นดินครบ 40 ปี ซึ่งยาวนานกว่าทุกพระองค์ โดยจ้างบริษัท Susse Frères (Fondeur) ทำการหล่อที่ประเทศฝรั่งเศสเมื่อพระบรมรูปสร้างเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อย ส่งเข้ามาถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ เปิดด้วยพระองค์เองก่อนจะเสด็จสวรรคตอีก 2 ปีต่อมาขณะที่ประเพณีถวายบังคมและวางพวงมาลาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า พระราชวังดุสิตนั้น เริ่มขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายหลังจากที่พระบรมชนกนาถ ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยเสด็จสวรรคต จึงมีพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้า เพื่อแสดงความจงรักภักดีในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2454 ซึ่งตรงกับวันพระราชพิธีฉัตรมงคลของพระองค์ในปีต่อมา มีพระบรมราชานุญาตให้เปลี่ยนวันถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้ามาเป็นวันที่ 23 ตุลาคมแทน ซึ่งกลายเป็นพิธีสืบเนื่องต่อมา


ชื่อเรื่อง                               สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม(สงฺคิณี-มหาปัฏฐาน) สพ.บ.                                  อย.บ.3/2ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           46 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                           ชาดก             บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


ต้นไผ่ ไม้มงคลในวัฒนธรรมจีนต้นไผ่ (Bamboo) เป็นไม้พุ่มชนิดหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดี จัดอยู่ในวงศ์ Poaceae มีลักษณะเป็นไม้ไม่ผลัดใบ ขึ้นเป็นกอ ลำต้นเป็นปล้อง มีความคงทนต่อสภาพอากาศที่แตกต่างกันและเจริญเติบโตได้ในหลายพื้นที่ทั่วโลก ไม้ไผ่จึงถูกนำมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่อดีต ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ กระดาษ เครื่องดนตรี ที่อยู่อาศัย เป็นต้น ทำให้ต้นไผ่มีอิทธิพลต่องานศิลปะและวัฒนธรรมของมนุษย์หลายแห่ง โดยเฉพาะในวัฒนธรรมจีนต้นไผ่ปรากฏอยู่ในหลักปรัชญาจีนมากมาย โดยเฉพาะแนวคิดสำคัญ ๒ แนวคิด ได้แก่ “สามสหายแห่งเหมันต์ (岁寒三友, Sui han sanyou)” หรือต้นไม้สามประเภทที่สามารถเจริญเติบโตได้ในฤดูหนาว คือ ต้นสน ต้นไผ่ และต้นบ๊วย อันเปรียบเสมือนคำอวยพรให้มีจิตใจเข้มแข็ง ทระนง องอาจ กล้าต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรค รวมถึงเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความสามัคคี และมิตรภาพที่ไม่เคยทอดทิ้งกัน แนวคิดที่สอง คือ “สี่สุภาพบุรุษ (四君子, Sìjunzi)” หรือต้นไม้ประจำฤดูกาล ๔ ชนิด ได้แก่ ต้นบ๊วย (ฤดูหนาว) ดอกกล้วยไม้ (ฤดูใบไม้ผลิ) ต้นไผ่ (ฤดูร้อน) และดอกเบญจมาศ (ฤดูใบไม้ร่วง) โดยถือเป็นตัวแทนคุณลักษณะของบัณฑิตตามคติของขงจื๊อ ในภายหลังแนวคิดทั้งสองนี้ได้รับการส่งต่อให้กับวัฒนธรรมอื่น ๆ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น และเวียดนาม ไม่เพียงเท่านั้น ไผ่ยังถูกใช้ทำกลองวิเศษของจางกว่อเหล่า (張果老, Zhang Guo Lao) ๑ ในแปดเซียนที่เป็นที่เคารพนับถือกันทั่วไป อีกทั้งชาวจีนโบราณยังเชื่อกันว่าต้นไผ่เป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็ง ความทระนง ความซื่อตรง ความยืดหยุ่น และอายุขัยที่ยืนยาว เนื่องจากธรรมชาติของต้นไผ่ที่มีลำต้นตั้งตรง ไม่คด เขียวชอุ่มตลอดทั้งปีแม้ในหน้าหนาว และถึงจะพบกับลมพายุก็เพียงโค้งงอไปตามสายลมแต่ไม่หักโค่นลงไป นอกจากนี้ คำว่า “ไผ่” ซึ่งในภาษาจีนเรียกว่า จู๋ (竹) ยังออกเสียงใกล้เคียงกับคำว่า จู้ (祝) ที่แปลว่า อวยพร ทำให้ต้นไผ่เป็นสัญลักษณ์ของการอวยพร ทั้งยังเชื่อกันอีกว่าเสียงแตกของไม้ไผ่ในกองไฟสามารถขับไล่ภูตผีปีศาจได้ ชาวจีนจึงนิยมนำไม้ไผ่มาทำประทัดเพื่อป้องกันภูตผีปีศาจดังกล่าวด้วยความสำคัญข้างต้น ไผ่จึงถือเป็นสัญลักษณ์มงคลที่มักพบในงานศิลปะของจีนหลายแขนง อาทิ บทกลอน ภาพวาด หรือแม้แต่ลวดลายบนเครื่องปั้นดินเผาก็มีการตกแต่งด้วยลายต้นไผ่ ไม่ว่าจะเป็นภาพต้นไผ่ตามแนวคิดทั้งสอง ภาพต้นไผ่เพียงอย่างเดียว หรือภาพต้นไผ่กับลวดลายมงคลอื่น ๆ ก่อให้เกิดความหมายใหม่ เช่น ไผ่กับนกกระเรียน หมายถึง การอวยพรให้มีอายุยืนยาว ไผ่กับดอกโบตั๋นสื่อถึงความร่ำรวย มีเงินทอง โดยนอกจากจะเป็นการประดับเพื่อความสวยงามแล้ว ภาพของต้นไผ่บนข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ยังเป็นสิ่งย้ำเตือนให้ผู้พบเห็นตระหนักและยึดถือคุณธรรมอันเป็นลักษณะของบัณฑิตตามหลักปรัชญาจีนต่อไป


คำนางพฺรกณหาชินา (คำนางพฺรกรฺหาชินา) ชบ.บ 109/1 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 157/3 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


อริยสจฺจเทสน (อริยสฺจ) ชบ.บ 183/3 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ณ เมืองสุโขทัย          หากกล่าวถึงทับหลับนารายณ์บรรทมสินธุ์ หรือวิษณุอนันตศายิน คนส่วนใหญ่จะนึกถึงปราสาทพนมรุ้งและทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ชิ้นโด่งดังที่ได้กลับคืนมาจากสหรัฐอเมริกา หรือหลายคนอาจคิดถึงปราสาทเขมรบริเวณพื้นที่ภาคอีสานของประเทศไทย น้อยคนนักที่จะทราบว่า เมืองสุโขทัยก็พบภาพสลักทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์เช่นกัน          ทับหลังหรือคานทับหลัง คือ การเรียกแท่งหินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวนอน ตั้งอยู่ด้านบนหรือหลังของกรอบวงกบประตู จึงเป็นที่มีของของคำเรียกว่า “ทับหลัง” มีลักษณะค่อนข้างหนาเพราะต้องทำหน้าที่เป็นคานรับน้ำหนักของหน้าบรรพที่อยู่ด้านบน           ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์พบที่วัดศรีสวาย เมืองสุโขทัย ซึ่งเป็นวัดที่มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมเป็นแบบวัฒนธรรมเขมรที่มีการคลี่คลายรูปแบบจนมีความเป็นพื้นเมืองแล้ว ซึ่งจากการดำเนินงานทางโบราณคดี พบเศษเครื่องถ้วยราชวงศ์ซุ่งใต้ปะปนกับเครื่องถ้วยราชวงศ์หยวนตอนต้น จึงกำหนดอายุที่เริ่มเข้ามาใช้พื้นที่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๙ สอดคล้องกับหลักฐานทางด้านศิลปกรรมที่ได้มีการคลี่คลายจากศิลปะเขมรจนกลายเป็นรูปแบบที่เป็นท้องถิ่นแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงสันนิษฐานได้ว่าวัดศรีสวายนี้ก่อสร้างภายหลังศาลตาผาแดง และวัดพระพายหลวง ประมาณครึ่งแรกพุทธศตวรรษที่ ๑๙ สันนิษฐานว่าแต่เดิมสร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวสถาน แต่ก่อสร้างไปได้เพียงแค่ส่วนเรือนธาตุเท่านั้น ต่อมามีการสร้างเพิ่มเติม และได้แปลงเป็นวัดในพระพุทธศาสนา           ลักษณะของทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่พบ แสดงภาพพระนารายณ์ (พระวิษณุ) บรรทมเหนือพญานาคราช (เศษะนาค) ที่กำลังแผ่พังพาน ปลายพระบาทเป็นพระนางลักษมี (พระชายา)  ประคองพระชงฆ์ มีก้านดอกบัวผุดขึ้นมาจากพระนาภี ภายในดอกบัวมีพระพรหมประทับนั่ง ปลายพระบาทมีโยคีนั่งประนมมือ ซึ่งโยคีอาจแสดงความหมายถึง พระศิวะ โดยภาพสลักเล่าเรื่องตอนนี้ เป็นการกล่าวถึงตอนสร้างโลก ซึ่งพระนารายณ์ขณะกำลังบรรทมอยู่นั้น ได้สุบินถึงการสร้างสิ่งใหม่ๆ และเกิดดอกบัวผุดขึ้นจากพระนาภี บนดอกบัวมีพระพรหมที่ทรงเป็นผู้สร้างมนุษย์และสิ่งต่างๆ ขึ้นมา          ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่พบที่วัดศรีสวายนั้น ฝีมือช่างสลักมีความเป็นพื้นเมือง แต่โดยรวมของภาพเล่าเรื่องยังคงแสดงรายละเอียดตามคัมภีร์ของศาสนาฮินดู ..เอกสารอ้างอิง-  กรมศิลปากร. อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ. พิมพ์ครั้งที่ 4. นครราชสีมา : โรงพิมพ์โจเซฟ, 2557.-  ภานุวัฒน์ เอื้อสามาลย์. การใช้พื้นที่แหล่งศาสนสถานแบบเขมรในเมืองเก่าสุโขทัยในช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ ๒๔ จากการขุดค้นทางโบราณคดี วิทยานิพนธ์ระดับศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2556.-  สันติ เล็กสุขุม. ศิลปะสุโขทัย. พิมพ์ครั้งที่ 3.กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2555.-  สันติ เล็กสุขุม. งานช่าง คำช่างโบราณ ศัพท์ช่าง และข้อคิดเกี่ยวกับงานช่างศิลป์ไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 2557.




black ribbon.