ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,205 รายการ
เลขวัตถุ
ชื่อวัตถุ
ขนาด (ซม.)
ชนิด
สมัยหรือฝีมือช่าง
ประวัติการได้มา
ภาพวัตถุจัดแสดง
33/2553
(9/2549)
ขวานหินกะเทาะ มีบ่า
ย.7.8 ก.5
หนา 1.2
หิน
สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย อายุราว 2,500-2,000 ปีมาแล้ว
ได้จากบ้านเขาเพิ่ม อำเภอบ้านนา จ.นครนายก เมื่อประมาณ พ.ศ. 2539
เลขทะเบียน : นพ.บ.423/ข/5ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 56 หน้า ; 4.5 x 56 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 151 (96-103) ผูก ข5 (2566)หัวเรื่อง : มูลกัจจายน์--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.563/9 ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 36 หน้า ; 4.5 x 57 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 183 (329-336) ผูก 9 (2566)หัวเรื่อง : ทศชาติ--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
กระทรวงวัฒนธรรม ขอประชาสัมพันธ์เส้นทางไหว้พระรับพร เสริมสิริมงคล ผังการเดินรถ ขสมก. รับ-ส่ง ผู้เข้าร่วมกิจกรรมไหว้พระ ระหว่างวันที่ ๒๑ - ๒๕ เมษายน ๒๕๖๖ ฟรี!!!
วันศุกร์ที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖ เวลา ๑๐.๐๐ น. พลเรือเอกพงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรีและประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการโครงการ Art for Youth and Community โดยมีนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวต้อนรับ ซึ่งมีอาจารย์อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ ศิลปินแห่งชาติ ปี ๒๕๖๓ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม-สื่อผสม) และผู้ดำเนินโครงการฯ กล่าวรายงานการจัดนิทรรศการโครงการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ผ่านงานศิลปะให้กับเยาวชนและชุมชนในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ด้วยองค์ความรู้ในพื้นที่อย่าง ยั่งยืน ซึ่งเป็นโครงการสื่อที่ได้การสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และนิทรรศการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารยูโอบี และ รพ.ศิครินทร์ ซึ่งเป็นโครงการที่ร่วมกับโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๕ โรงเรียน โดยการริเริ่มโครงการจากศิลปินคนทำงานศิลปะ และ TDED สมาคมดิจิทัลเพื่อการศึกษาไทย ที่มุ่งนำศิลปะเป็นเครื่องในการสื่อสารกับเด็ก เยาวชน และ ชุมชน อันก่อให้เกิดความร่วมมือกัน และสามารถต่อยอดไปยังภาคเศรษฐกิจชุมชนได้ และนิทรรศการดังกล่าวจัดแสดงระหว่างวันที่ ๕ - ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป เจ้าฟ้า กรุงเทพฯ
องค์ความรู้ : สำนักการสังคีต
เรื่อง เพลงที่ใช้ในการประกอบการแสดงโขนในการตรวจพล
เพลงที่ใช้ประกอบการแสดงโขนมีอยู่ด้วยกัน ๒ลักษณะ คือเพลงที่ใช้บรรเลง - ขับร้อง ตามกิริยาอารมณ์ของผู้แสดงโขนและเพลงที่ใช้บรรเลงเฉพาะเครื่องดนตรีอย่างเดียวสำหรับเพลงที่บรรเลงประกอบการแสดงโขนในการตรวจพลนั้นจะใช้เพลงที่บรรเลงเฉพาะเครื่องดนตรีอย่างเดียวเป็นเพลงประเภทเพลงกราวได้แก่เพลงกราวในและเพลงกราวนอก
เพลงกราวในใช้สำหรับประกอบการตรวจพลและการเคลื่อนทัพของฝ่ายลงกาหรือกองทัพยักษ์เพลงกราวในเป็นเพลงมีทำนองไปในทางเสียงต่ำหรือที่เรียกว่า “ทางใน” มีเสียงกังวานกว้าง ทำนองและจังหวะของไม้กลองที่มีความห่างและหนักแน่น ให้ความรู้สึกแกร่งกล้าและดุดันเป็นเพลงลำดับที่ ๑๓ในเพลงชุดโหมโรงเย็นและเป็นเพลงลำดับแรกของเพลงชุดโหมโรงกลางวัน
เพลงกราวนอกใช้สำหรับประกอบการตรวจพลและการเคลื่อนทัพของฝ่ายพลับพลาหรือกองทัพพระรามซึ่งประกอบด้วยวานรและมนุษย์โครงสร้างของเพลงกราวนอกประกอบด้วยเพลงต้นกราวนอก ตัวกราวนอก และสร้อยกราวนอกเป็นเพลงที่มีทำนองไปในทางเสียงสูงหรือที่เรียกว่า “ทางนอก” จังหวะไม้กลองที่ค่อนข้างกระชั้น ให้ความรู้สึกฮึกเหิม สง่างาม แต่ให้ความว่องไว นอกจากนี้เพลงกราวนอกยังเป็นเพลงประจำกัณฑ์ที่๑๑ คือ กัณฑ์มหาราช
สำหรับการบรรเลงเพลงกราวในและเพลงกราวนอกในการตรวจพลนั้น สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการบรรเลงนั้นคือ “การออกเพลง”เนื่องจากความยาวของเพลงอาจไม่เพียงพอต่อกระบวนท่าในการตรวจพลและเคลื่อนทัพการออกเพลงในการตรวจพลในฝ่ายของกองทัพยักษ์จะใช้เพลงอัตราจังหวะสองชั้นแต่ใช้หน้าทับเพลงกราวเช่นเดิมเป็นลักษณะการเพิ่มความยาวให้สอดคล้องกับกระบวนท่าในการตรวจพล ได้แก่ เพลงมอญรำดาบ เพลงพญาลำพองเป็นต้น
สำหรับการออกเพลงในการตรวจพลในฝ่ายพลับพลานั้นก็จะมีลักษณะเช่นเดียวกับฝ่ายลงกาแต่สำหรับฝ่ายพลับพลานั้นจะนิยมบรรเลงออกในเพลงกราวนอกเพราะเนื่องจากว่าเพลงกราวนอกมีความยาวมากกว่าเพลงกราวในสามารถบรรเลงออกได้ตามความเหมาะสมแต่บางครั้งก็สามารถบรรเลงเพลงออกได้เช่นกันก่อนจะออก “เพลงกราวพระ”ซึ่งเป็นชื่อเรียกการตรวจพลของพระรามและพระลักษมณ์ที่นิยมบรรเลงมีอยู่ ๒ เพลงได้แก่เพลงจีนไส้หู้และเพลงขับนกโดยจะถอดแนวการบรรเลงให้ช้าลงและจากนั้นจะมีการบรรเลงออกเพลงเร็วและจึงเข้ากระบวนเพลงกราวนอกเช่นเดิม
อนึ่งในการบรรเลงออกเพลงในกลุ่มเพลง“วรเชษฐ์”ซึ่งเป็นลักษณะเพลงเร็วเช่นเพลงค้างคาวกินกล้วยหรือเพลงอัตราจังหวะชั้นเดียวในเพลงเถาเช่นเพลงแสนคำนึงชั้นเดียวการบรรเลงนั้นจะมีตะโพนตีกำกับหน้าทับเพียงอย่างเดียวโดยใช้หน้าทับเฉพาะจึงนิยมเรียกว่า “การเล่นตะโพน”จังหวะของตะโพนที่ตีให้ความรู้สึกถึงความเข้มแข็งความฮึกเฮิมซึ่งต่อมาจึงเรียกทำนองที่ตีเล่นตะโพนว่า“ป๊ะเท่งป๊ะ”โดยเป็นที่หมายรู้ระหว่างผู้ที่บรรเลงและผู้แสดง นอกจากนี้ยังมี“โกร่ง” ทำหน้าที่ตีให้จังหวะ ทำให้เกิดความหนักแน่น มีความรู้สึกเร่งเร้าและอึกครึกโครมซึ่งใช้เฉพาะตอนยกทัพของทั้งฝ่ายพลับพลาและฝ่ายลงกา
สำหรับการบรรเลงประกอบการแสดงโขนในการตรวจพลแต่ละครั้งนั้นอาจมีการการปรับเปลี่ยนลดหรือเพิ่มการออกเพลงได้ตามความเหมาะสมของการแสดง การบรรเลงประกอบการแสดงโขนในการตรวจพลจึงถือว่าเป็นการบรรเลงที่สำคัญอย่างหนึ่งการออกเพลงในการประกอบการแสดงการตรวจพลนั้น ผู้บรรเลงระนาดเอกถือว่าเป็นผู้ที่มีความสำคัญในการเปลี่ยนเพลงจากเพลงหนึ่งไปเพลงหนึ่ง เพราะเนื่องจากว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนเพลงแต่ละครั้ง จะต้องมีการคำนึงถึงของระดับเสียงที่บรรเลงอยู่ในขณะนั้นว่ามีความเชื่อมโยงและสอดคล้องดีหรือไม่
นอกจากนี้ต้องมีความรู้เรื่องกลุ่มเพลงที่จะใช้ออกเพลงต่างๆด้วยเพื่อให้เหมาะสมกับตัวแสดงซึ่งผู้บรรเลงต้องมีความรู้ความเข้าใจมีประสบการณ์ในการออกเพลงทั้งยังเป็นการสร้างอรรถรสให้แก่ผู้ที่ได้รับชมในด้านของความยิ่งใหญ่ ความสง่างาม ของกองทัพแต่ละกองทัพด้วย
เรียบเรียง : นายสุกิตติ์ ทำบุญ นักวิชาการละครและดนตรีปฏิบัติการ
สำนักการสังคีต กรมศิลปากร
บรรณานุกรม
จรัญพูลลาภ. นักวิชาการละครและดนตรีชำนาญการสำนักการสังคีต กรมศิลปากร. สัมภาษณ์ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๔.
ไชยยะ ทางมีศรี. ผู้ชำนาญการด้านดนตรีไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร. สัมภาษณ์ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๔.
ชื่อเรื่อง ธมฺมบทวณฺณนา ธมฺมบทฏฺฐกถา (ขุทฺทกนิกายฏฺฐกถา)
อย.บ. 243/18
หมวดหมู่ พุทธศาสนา
ลักษณะวัสดุ 62 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 54 ซม.
หัวเรื่อง พระธรรมเทศนา
บทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับชาดทึบ ไม้ประกับธรรมดา
องค์ความรู้ : สำนักการสังคีต เรื่อง รำฉุยฉายนางพันธุรัตแปลง
รำฉุยฉายนางพันธุรัตแปลง อยู่ในการแสดงละครนอก เรื่องสังข์ทอง ตอนสังข์ถ่วง นางสาววันทนีย์ ม่วงบุญ ผู้ชำนาญการศิลปะการแสดง กรมศิลปากร เป็นผู้ประพันธ์บท ประดิษฐ์ท่ารำ และถ่ายทอดให้นางสาวปภาวี จึงประวัติ นาฏศิลปินอาวุโส สำนักการสังคีต กรมศิลปากร รำเป็นคนแรก จัดแสดงครั้งแรกเนื่องในรายการศรีสุขนาฏกรรม ปี ๒๕๕๗ ครั้งที่ ๕ ในวันเสาร์ที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ณ โรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก จังหวัดสุพรรณบุรี และถ่ายทอดให้นางสาวภวินี เรืองฤทธิวงศ์ นาฏศิลปินอาวุโส สำนักการสังคีต กรมศิลปากร แสดงครั้งที่ ๒ ในวันศุกร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ณ โรงละครแห่งชาติ
ภาพที่ ๑ รำฉุยฉายนางพันธุรัตแปลง แสดงโดย ภวินี เรืองฤทธิวงศ์
รำฉุยฉายชุดนี้ได้สร้างสรรค์ขึ้นใหม่เพื่อเพิ่มอรรถรสให้กับการแสดงละคร เรื่องสังข์ทอง ตอนสังข์ถ่วง และเสริมความเข้าใจในตัวนางพันธุรัตให้มากยิ่งขึ้น จากบทร้องรำฉุยฉายนางพันธุรัตแปลงนี้ จะมีเนื้อหาครอบคลุมถึงรูปลักษณ์ การแต่งกาย ทรัพย์สมบัติ อารมณ์ความรู้สึก และจุดมุ่งหมายของตัวละคร สื่อให้ผู้ชมเข้าใจความเป็นมาและบทบาทของนางพันธุรัต โดยมีประเด็นในการกล่าวถึง ดังนี้
๑. รูปลักษณ์ การแปลงกายของนางพันธุรัตจากนางยักษ์เป็นนางมนุษย์ เพื่อแสดงให้เห็นรูปลักษณ์ภายนอกที่เปลี่ยนไป ดังบทประพันธ์ที่กล่าวว่า “เฉิดเฉลา สิ้นเขี้ยวเสียวสยองยิ้มย่องพริ้มเพรา” เมื่อนางพันธุรัตแปลงกายเป็นมนุษย์แล้ว เขี้ยวยักษ์ที่เคยมีก็หายไป กลายเป็นรอยยิ้มพริ้มเพราเหมือนอย่างมนุษย์
๒. การแต่งกาย เมื่อนางพันธุรัตแปลงกายเป็นมนุษย์แล้ว ได้แต่งกายตามแบบนางใน ห่มสไบ นุ่งผ้ายก และสวมเครื่องประดับให้สวยงาม ดังบทประพันธ์ว่า “นุ่งยกห่มสไบประดับใส่เต็มตัว สนองเกล้าสวมหัวงามทั่วกายา”
๓. ทรัพย์สมบัติและวิชาอาคม จากบทละครนอก เรื่องสังข์ทองในตอนอื่น ๆ จะเห็นได้ว่าพระสังข์มีการนำทรัพย์สมบัติรวมทั้งวิชาอาคมที่นางพันธุรัตให้ไว้ไปใช้ในการออกอุบายต่าง ๆ ซึ่งในบทรำฉุยฉายนี้ก็ได้กล่าวถึงทรัพย์สมบัติเหล่านั้นไว้ด้วย เช่น รูปเงาะ เกือกแก้ว ไม้เท้า มนตร์เรียกเนื้อเรียกปลา เป็นต้น
๔. อารมณ์ความรู้สึก ความรักที่มีต่อพระสังข์ ด้วยนางพันธุรัตเป็นหม้ายไร้โอรสและธิดามาหลายปี นางจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะรับพระสังข์มาเป็นบุตรของตน ถึงแม้ว่าจะยังไม่เคยพบพระสังข์มาก่อน นางก็มีความตั้งใจที่จะมอบความรักให้กับพระสังข์อย่างเต็มใจ ดังบทประพันธ์ว่า
“ยอดหญิงมิ่งประเสริฐ ใจรักแม่ล้นเลิศ แม้เกิดเป็นยักษิณี
จะกินอยู่เที่ยวเสาะหา มอบบุตรแสนเปรมปรีดิ์ ให้ได้ทั้งชีวี ชาตินี้เพื่อเจ้าสังข์เอย”
๕. จุดมุ่งหมาย ในการแปลงกายของนางพันธุรัตครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายคือการออกไปรับพระสังข์กลับเข้าเมือง ดังบทประพันธ์ที่ว่า “คอยรับลูกชาย เจ้าสังข์กุมารา” และที่ต้องแปลงกายจากยักษิณีเป็นมนุษย์ เพราะกลัวว่าพระสังข์จะหวาดกลัวหากเห็นแม่เป็นยักษ์ จึงได้แปลงกายเป็นหญิงงามเสียก่อน รวมไปถึงเหล่าเสนาและนางกำนัลในเมืองด้วย
ภาพที่ ๒ บทขับร้องรำฉุยฉายนางพันธุรัตแปลง ประพันธ์บทโดย วันทนีย์ ม่วงบุญ ผู้ชำนาญการศิลปะการแสดง
รูปแบบการแสดง
รำฉุยฉายนางพันธุรัตแปลง เป็นการรำเดี่ยวเพื่ออวดฝีมือของศิลปินผู้แสดงผ่านลีลา ท่าทาง และอารมณ์ความรู้สึก โดยแสดงความภาคภูมิใจและชื่นชมเมื่อเห็นว่าตนเองสามารถแปลงกายจากนางยักษ์เป็นมนุษย์ได้อย่างสวยงาม รวมถึงแสดงออกถึงความรัก ความตื่นเต้น ความยินดีที่จะได้พระสังข์มาเป็นบุตรของตนรำฉุยฉายนางพันธุรัตแปลงนี้ สามารถแสดงประกอบในเรื่องสังข์ทอง หรือแสดงเป็นชุดเอกเทศได้
เพลงที่ใช้ในการแสดง
ลักษณะเป็นเพลงฉุยฉายแบบเต็ม คือ เริ่มต้นด้วยปี่พาทย์ทำเพลงรัวและเพลงทะแยหงสา จากนั้นจึงรำเพลงฉุยฉาย ๒ บท และรำเพลงแม่ศรี ๒ บท โดยผู้แสดงต้องรำตีบทตามคำร้องฉุยฉายและแม่ศรี ซึ่งการรำฉุยฉายแบบเต็มหลังจบแต่ละคำร้องจะตามด้วยเสียง “ปี่ใน” ที่เป่าเลียนเสียงคำร้อง ผู้แสดงจึงต้องรำตามเสียงปี่ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง หากแสดงอยู่ในเรื่องสังข์ทอง ก็จะบรรเลงด้วยเพลงเร็วแล้วจึงรำต่อในบทถัดไป แต่หากเป็นชุดเอกเทศจะจบด้วยเพลงเร็วและเพลงลา
ภาพที่ ๓ รำฉุยฉายนางพันธุรัตแปลง แสดงโดย ภวินี เรืองฤทธิวงศ์
เครื่องแต่งกายที่ใช้ในการแสดง
ผู้แสดงจะแต่งกายยืนเครื่องนาง ประกอบด้วย พัสตราภรณ์ ได้แก่ เสื้อในนาง ผ้ายกสีชมพูนุ่งจีบหน้านาง สไบปักสีฟ้าขลิบสีชมพูห่มแบบสองชาย นวมคอสีชมพู ถนิมพิมพาภรณ์ ได้แก่ จี้นาง เข็มขัด กำไลข้อมือ และกำไลข้อเท้า และศิราภรณ์รัดเกล้าเปลวและช้องผม อุบะดอกไม้ทัดข้างซ้าย
ภาพที่ ๔ รำฉุยฉายนางพันธุรัตแปลง แสดงโดย ภวินี เรืองฤทธิวงศ์
เนื้อเรื่องโดยสังเขป
หลังจากท้าวยศวิมลขับไล่นางจันท์เทวี พระมเหสีที่คลอดลูกเป็นหอยสังข์ออกจากเมืองแล้ว นางจันท์เทวีก็ไปอาศัยอยู่กับตายายที่ชายป่า จนเวลาผ่านไปหลายปี นางจึงได้รู้ว่าหอยสังข์ที่นางคลอดออกมานั้นแท้จริงแล้วเป็นพระกุมาร ความทราบไปถึงนางจันทา สนมเอกของท้าวยศวิมล ด้วยความริษยานางจึงยุยงให้ท้าวยศวิมลส่งทหารไปจับพระสังข์มาสังหาร แต่ด้วยบุญญาธิการของพระสังข์ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถสังหารพระสังข์ได้ นางจันทาจึงให้ทหารจับพระสังข์ไปถ่วงน้ำ ท้าวภุชงค์ พญานาคเจ้าเมืองบาดาล ไปพบพระสังข์ที่จมอยู่ใต้บาดาลก็เกิดความสงสาร แต่ไม่สามารถเลี้ยงไว้เองได้ จึงคิดถึงนางพันธุรัตยักษินีผู้เป็นสหาย ด้วยนางเป็นหม้ายไร้โอรสและธิดา ท้าวภุชงค์จึงพาพระสังข์ไปให้นางพันธุรัตเลี้ยงแทน ครั้นนางพันธุรัตทราบก็มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงให้เหล่าเสนากำนัลแปลงกายเป็นมนุษย์แล้วออกไปคอยรับพระสังข์ด้วยตนเอง
ภาพที่ ๕ การแสดงละครนอก เรื่องสังข์ทอง ตอนสังข์ถ่วง
นางพันธุรัตแปลง แสดงโดย ภวินี เรืองฤทธิวงศ์
พระสังข์กุมาร แสดงโดย ปพัชญา ขาวประดิษฐ์
---------------------------------------------------------------
ผู้เขียน : เณศรา นาคทรรพ นักวิขาการละครและดนตรีปฏิบัติการ
ภาพถ่าย : ภวินี เรืองฤทธิวงศ์
---------------------------------------------------------------
รายการอ้างอิง
วันทนีย์ ม่วงบุญ. ผู้ชำนาญการศิลปะการแสดง สำนักการสังคีต กรมศิลปากร. สัมภาษณ์. ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๖.
กรมศิลปากร. อธิบายนาฏศิลป์ไทย, หน้า ๘๘. ม.ป.ท., ๒๔๙๑.
กรมศิลปากร. ทะเบียนข้อมูล : วิพิธทัศนา ชุดระบำ รำ ฟ้อน เล่ม ๓, กรุงเทพฯ : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน). ๒๕๕๑.
#องค์ความรู้อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรปั้นลมสังคโลกที่วัดตะแบกคู่ เมืองกำแพงเพชร..ป้านลม ตามความหมายในศัพทานุกรมโบราณคดีหมายถึง แผ่นไม้ที่ประกอบเข้ากับแปปิดตามแนวลาดของหัว-ท้าย เครื่องมุงหลังคา เรือนไทย ทำหน้าที่ป้องกันลมมิให้พัดเครื่องมุงหลังคาหลุดปลิวไป ในบางครั้งเรียกว่า “ปั้นลม”.ปั้นลมที่พบจากการดำเนินการทางโบราณคดีวัดตะแบกคู่ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองกำแพงเพชร เป็นผลิตภัณฑ์จากแหล่งเตาเมืองสุโขทัย ขึ้นรูปด้วยมือ ทาน้ำเคลือบสีขาว เขียนลายสีน้ำตาลใต้เคลือบใส รูปทรงสามเหลี่ยม ทำลายกระหนกบริเวณขอบ บริเวณตรงกลางทำรูปบุคคล (รูปเทพนม) ลักษณะสวมเครื่องประดับ ประนมมือบริเวณอก ส่วนหัวหักหาย และวาดลวดลายดอกไม้สันนิษฐานว่าเป็นดอกโบตั๋นตรงกลางหนึ่งดอกท่ามกลางพันธุ์พฤกษา ทำลายกระหนกโดยรอบดอกไม้ และบริเวณกรอบของปั้นลมเหนือรูปเทพพนมตามลำดับ มีขนาดกว้าง 40 เซนติเมตร สูง 66 เซนติเมตร และหนาประมาณ 3 เซนติเมตร..จากการศึกษาพบปั้นลมลายรูปเทพนมจากการดำเนินการทางโบราณคดีในเมืองสุโขทัยที่วัดกำแพงแลง ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร และที่วัดป่ามะม่วง ซึ่งจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง นอกจากนี้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหงยังจัดแสดงปั้นลมลายเทพนมที่พบภายในเมืองสุโขทัย กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 .“เทพนม” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานพุทธศักราช 2554 หมายถึง ชื่อภาพเทวดาครึ่งตัวประนมมือ สำหรับการทำศิลปกรรมลายเทพนมมาประดับหลังคาเหนือที่ประดิษฐานรูปพระพุทธเจ้านั้น นาย ประทีป เพ็งตะโก อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ได้สันนิษฐานไว้ในวิทยานิพนธ์เรื่อง กระเบื้องเชิงชายสมัยอยุธยา ว่าอาจเป็นการแสดงการสักการะพระพุทธเจ้าของเหล่าเทพ นอกจากปั้นลมแล้วยังพบลายเทพนมในงานศิลปกรรมอื่น เช่น .งานจิตรกรรม ลายเทพนมในพุ่มข้าวบิณฑ์บริเวณหน้าต่างอุโบสถ วัดดวงแข กรุงเทพมหานคร.งานประดับสถาปัตยกรรม พบบริเวณหน้าบัน บันแถลง ประตู หน้าต่างของโบราณสถาน เช่น ลายปูนปั้นรูปเทพนมประดับปรางค์วัดจุฬามณี จังหวัดพิษณุโลก.ดอกโบตั๋นนั้น พบหลักฐานการนำลายนี้มาประยุกต์ตกแต่งในศิลปกรรมจีนในช่วงสมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161-1450) ต่อมาในสมัยราชวงศ์หยวน (พ.ศ. 1822-1911) จึงมีการผลิตเครื่องลายครามเป็นสินค้าส่งออกมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงดินแดนไทย โดยลายดอกโบตั๋นนั้น คาดว่ามีคติความเชื่อในการเป็นสัญลักษณ์มงคลแทนความมั่งคั่งร่ำรวย มีอำนาจ และเกียรติยศ ส่วนในวัฒนธรรมสุโขทัย - อยุธยา พบการนำลายดอกโบตั๋นมาประดับสถาปัตยกรรม เช่น ลายปูนปั้นประดับสถาปัตยกรรมที่วัดศรีสวาย เมืองสุโขทัย และวัดนางพญา เมืองศรีสัชนาลัย รวมถึงการนำลายดอกโบตั๋นมาประดับตกแต่งในการผลิตถ้วยชามสังคโลก..หลักฐานทางโบราณคดีในเมืองกำแพงเพชรนั้นพบการนำลายเทพนมมาตกแต่งบนกระเบื้องเชิงชายดินเผาที่วัดช้างรอบ (กำหนดอายุพุทธศตวรรษที่ 21-22) และดินเผาประดับสถาปัตยกรรมลายเทพนม อีกทั้งยังพบใบเสมาหินชนวนจากวัดพระนอน (กำหนดอายุพุทธศตวรรษที่ 21) ที่แกะสลักลวดลายเทพนมผุดขึ้นมาจากดอกไม้ และปรากฏลายดอกไม้คล้ายรูปดอกโบตั๋นบริเวณส่วนยอดของใบเสมา พร้อมทั้งมีการประดับกรอบใบเสมาด้วยลายกระหนก ซึ่งมีลักษณะการตกแต่งคล้ายกับปั้นลมที่พบในวัดตะแบกคู่ ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร.การกำหนดอายุด้วยวิธีการเปรียบเทียบจากหลักฐานที่พบจึงสันนิษฐานว่า ปั้นลมที่พบในวัดตะแบกคู่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 และมีการติดต่อสัมพันธ์โดยตรงกับเมืองสุโขทัยด้านการนำผลิตภัณฑ์สังคโลกมาใช้ประดับสถาปัตยกรรมเนื่องในพุทธศาสนาของเมืองกำแพงเพชรด้วย..เอกสารอ้างอิงกฤษฎา พิณศรี, ปริวรรต ธรรมาปรีชากร, และอุษา ง้วนเพียรภาค. (2535). เครื่องถ้วยสุโขทัย : พัฒนาการของเครื่องถ้วยไทย. กรุงเทพฯ: บริษัท โอสถสภา(เต๊กเฮงหยู) จำกัด.ประทีป เพ็งตะโก. (2540). กระเบื้องเชิงชายสมัยอยุธยา. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ปริวรรต ธรรมาปรีชากร และคณะ. (2539). ศิลปะเครื่องถ้วยในประเทศไทย (พิมพ์ครั้งที่ ๒). กรุงเทพฯ: บริษัท โอสถสภา จำกัด.สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (2554). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพุทธศักราช 2554. กรุงเทพฯ: สำนักงานราชบัณฑิตยสภา.สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร. (2550). ศัพทานุกรมโบราณคดี. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.อาสา ทองธรรมชาติ. (2557). ที่มาและพัฒนาการของลายดอกโบตั๋นในงานศิลปกรรมไทย. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.
บ้านเชียงมีไดโนเสาร์ จริงหรือไม่ มาพบคำตอบได้จาก"ที่บ้านเชียงมีกระดูกไดโนเสาร์!!! จริงหรือ???"โดย นางสาวปิยะธิดา ราชวัตร นักศึกษาฝึกสหกิจ สาขามานุษยวิทยาวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว #มหาวิทยาลัยนครพนม
ชื่อเรื่อง ประวัติ เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุหนายกผู้แต่ง กรมศิลปากรประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ ชีวประวัติ ประวัติบุคคลเลขหมู่ 923.2593 ป372ตสถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์รุ่งเรื่องธรรมปีที่พิมพ์ 2504ลักษณะวัสดุ 214 หน้าหัวเรื่อง บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี), เจ้าพระยา, 2321-2393ภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึกรวบรวมประวัติเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุหนายก เป็นเครื่องประกาศเกียรติคุณของท่านเป็นตัวอย่างในด้านความรักชาติ ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ด้านเกียรติคุณและความสามารถอันสูงส่งในฐานะที่ได้กระทำคุณประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่ชาติ
องค์ความรู้ เรื่อง Happy Valentine"s Day : สุขสันต์วันแห่งความรัก
เรียบเรียง : วารุณี วิริยะชูศรี บรรณารักษ์
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : มองสุโขทัยผ่านสายตาคนนอก -- เมื่อปี พ.ศ. 2471 หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งได้ลงบทความข่าวเกี่ยวกับสภาพความเป็นไปในจังหวัดสุโขทัย โดยผู้เขียนซึ่งมิใช่ชาวสุโขทัย หากแต่มาพักอาศัยอยู่ในจังหวัดสุโขทัย บทความข่าวชิ้นนี้ทำให้เราทราบถึงสภาพบ้านเมืองของจังหวัดสุโขทัยในขณะนั้น ตลอดจนมุมมองต่อจังหวัดสุโขทัยในสายตาของ “คนนอก” ซึ่งอาจมีความแตกต่างจากมุมมองในสายตาของชาวสุโขทัยเอง โดยในหนังสือพิมพ์บางกอกการเมือง ฉบับวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2471 ได้ตีพิมพ์บทความชื่อว่า “ข่าวจังหวัดสุโขทัย” โดยผู้เขียนบทความนี้ซึ่งไม่ได้ระบุชื่อหรือนามปากกา ได้บรรยายถึงลักษณะโดยทั่วไปตลอดจนกิจการด้านต่างๆ ของจังหวัดสุโขทัย เอาไว้ดังนี้.สภาพทั่วไป จังหวัดสุโขทัย (ต้นฉบับสะกดว่า “ศุโขทัย”) ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยม ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 250 กิโลเมตร มีเรือกลไฟเดินรับ-ส่งจากปากน้ำโพถึงสุโขทัยเฉพาะฤดูน้ำ ส่วนทางรถไฟนั้นไปสิ้นสุดที่จังหวัดสวรรคโลก ต้องโดยสารรถยนต์ต่อไปยังสุโขทัย ภูมิประเทศเป็นที่ราบต่ำ มีน้ำท่วมทุกปี ตลาดมีขนาดเล็ก มีร้านค้าประมาณ 50 หลังคาเรือน ขายสินค้าเล็กๆ น้อยๆ อาหารการกินไม่บริบูรณ์แถมยังราคาแพง.การสุขาภิบาล ผู้เขียนระบุว่า จังหวัดสุโขทัยในขณะนั้นไม่มีการสุขาภิบาล ทำให้ไม่มีทะนุบำรุงบ้านเมืองให้สะอาดเรียบร้อย ถนนหนทางเต็มไปด้วยกิ่งไม้ใบไม้แห้งและมูลสัตว์ ผิวถนนก็ไม่เรียบร้อย เมื่อเกิดฝนตก ถนนจะมีสภาพเป็นหลุมเป็นบ่อและมีความลื่นทำให้เดินไม่สะดวก สถานที่ราชการหลายแห่งก็ปล่อยให้หญ้าขึ้นรกและขาดความสะอาด ทั้งนี้ ผู้เขียนได้ให้ข้อเสนอแนะว่า เป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการคอยสอดส่องดูแลเอาใจใส่ทุกข์สุขของราษฎร ถ้าสามารถจัดตั้งสุขาภิบาลได้ก็ควรจัดการ หากขัดข้องทำไม่ได้ก็ให้นำนักโทษในเรือนจำออกมาช่วยทำความสะอาดตามสถานที่ต่างๆ นอกจากนี้ควรติดตั้งโคมไฟตามท้องถนนเพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้สัญจรไปมาในเวลากลางคืน.การทำมาหากิน สินค้าสำคัญของจังหวัดสุโขทัยคือ ไม้ขอนสัก ข้าว ผักและผลไม้ โดยการทำป่าไม้นั้นส่วนมากเป็นของบริษัทฝรั่งที่มีฝรั่งเป็นผู้จัดการหรือหัวหน้า ในขณะที่คนไทยเป็นแค่เสมียนหรือกรรมกร ส่วนการทำนานั้นมีผู้ทำกันมากจนสามารถส่งข้าวลงไปจำหน่ายที่กรุงเทพฯ ปีละจำนวนมาก ผักและผลไม้ในเขตอำเภอธานี (ปัจจุบันคืออำเภอเมืองสุโขทัย) บางครั้งมีมาก บางครั้งก็หายาก ผักผลไม้ที่มีมาจำหน่ายจะนำมาจากอำเภอคลองตาล (ปัจจุบันคืออำเภอศรีสำโรง) แทบทั้งสิ้น จึงทำให้มีราคาแพง กิจการค้าขายในท้องตลาดเป็นของคนจีนเช่นเดียวกับที่อื่น.ตลาดสด ตลาดสดของจังหวัดสุโขทัยตั้งอยู่หน้าวัดราชธานี มีลักษณะเป็นร้านประมาณ 3-4 หลัง มุงด้วยหญ้าคา เนื่องจากเป็นร้านที่บรรดาแม่ค้าสร้างขึ้นมาเองจึงทำให้ดูไม่เป็นระเบียบและสกปรก ผู้เขียนเสนอว่าควรจัดตั้งตลาดให้เป็นที่เป็นทางและปลูกสร้างเป็นอาคารถาวร ถูกต้องตามลักษณะสุขาภิบาล โดยจะใช้ทุนของรัฐบาลหรือพระคลังข้างที่ หรือจะให้ราษฎรรับไปดำเนินการทั้งหมดเองก็ได้.การปกครองท้องที่ ผู้เขียนได้สรุปว่า การปกครองของจังหวัดสุโขทัยคงยังไม่เรียบร้อยดี เพราะปรากฏมีการปล้นสะดมลักเล็กขโมยน้อยอยู่เสมอ และตั้งแต่ที่ผู้เขียนมีพำนักอยู่ที่จังหวัดสุโขทัยนั้น ก็แทบไม่พบเจอตำรวจเลย แม้แต่ในตลาดที่ควรจะมีตำรวจคอยตรวจตราเหตุการณ์ก็ไม่มี จึงทำให้บรรดานักพนันได้ใจจนเกิดบ่อนการพนันหลายแห่ง รวมทั้งการลักขโมยและทำร้ายร่างกายก็มีมากขึ้น ถ้าปล่อยไว้ให้เป็นแบบนี้ ราษฎรก็จะเดือดร้อนจนไม่เป็นอันทำมาหากิน. บทความข่าวชิ้นนี้ยังมีการลงต่อเนื่องในฉบับต่อไป แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าพบบทความข่าวในเอกสารจดหมายเหตุเพียงแค่ที่มาจากหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ฉบับเดียว แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นภาพของจังหวัดสุโขทัยเมื่อเกือบร้อยปีผ่านมุมมองของ “คนนอก” ที่พยายามชี้ให้เห็นถึงปัญหาในหลากหลายประเด็น รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะเพื่อหวังว่าจะทำให้จังหวัดที่เขาพักอาศัยอยู่นั้นมีความเจริญทัดเทียมกับจังหวัดอื่นมากยิ่งขึ้นผู้เขียน: นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารชุดกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 7 กระทรวงมหาดไทย ร.7 ม 26.5 ก/17 เรื่อง จังหวัดสุโขทัย [ 17 พ.ค. 2471 – 7 ต.ค. 2472 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ