ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,226 รายการ
สมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ. ๒๔๒๔
สูง ๑๒๓ เซนติเมตร
พัดแฉกทรงพุ่มข้าวบิณฑ์พื้นพัดเป็นตาดเหลือง สลับลูกคั่นตาดขาว ปักดิ้น เลื่อม และเงินแล่ง ใจกลางพัดปักรูป พระมหามงกุฎ พระบรมราชสัญลักษณ์ในรัชกาลที่ ๔ ยอดงาเป็นบัวกลุ่มห้าชั้น ด้ามไม้
ตามทะเบียนของพิพิธภัณฑ์ไม่ได้ระบุประวัติพัดแฉกเล่มนี้ ระบุแต่เพียงว่า “พัดพระราชาคณะราชสกุล พัดยศพระองค์เจ้าพระราชาคณะฝ่ายคามวาสี” โดยระบุชัดเจนว่าภิกษุผู้รับพระราชทานพัดนี้ต้องดำรงพระอิสริยยศที่ “พระองค์เจ้า” โดยใจกลางพัดปักพระบรมราชสัญลักษณ์ในรัชกาลที่ ๔ ที่เน้นลงไปอีกว่า ต้องเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ ๔ อีกด้วย หากเป็นพัดยศอื่น ใจกลางจะปักลายช่อใบเทศ ตามประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๔ ที่ผนวชจนได้เป็นพระราชาคณะนั้น มีพระองค์เดียว คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๐
ใน พ.ศ. ๒๔๒๔ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ขณะดำงพระยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าพระมนุษยนาคมานพ ทรงผนวชได้ ๓ พรรษา แล้วทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรมได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง สถาปนาพระอิสสริยยศเป็นกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๔ ในการพระราชพิธี รัชกาลที่ ๕ ทรงประเคนถวาย “...พัดแฉกพื้นตาดขาวสลับเหลือง มีตราพระมหามงกุฎเป็นใจกลาง หมายรัชกาล เทียบหีบหมากเสวยลงยาราชาวดีเครื่องยศเจ้านาย ยอดเป็นพระเกี้ยวยอด...”
ต่อมาเมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๘ สิ้นพระชนม์ โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุติกนิกาย เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๖ ในคราวนั้นพระราชทานพัดยศแฉกตาด แทนพัดยศเดิมเมื่อครั้งทรงกรมเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๔
โดยที่ตำหนักเดิม ของวัดบวรนิเวศวิหาร เก็บรักษาพัดยศเล่มหนึ่งมีประวัติระบุว่าเป็นพัดยศ ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสเมื่อครั้งทรงเป็นกรมหมื่น เป็นพัดแฉกตาดขาวสลับเหลือง ใจกลางพัดปักรูปพระมหามงกุฎบนพื้นแดง คล้ายคลึงกับพัดแฉกตาดในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แต่ที่ต่างกันคือ พัดแฉกตาดของวัดบวรนิเวศวิหาร จะมีลูกคั่นเส้นไข่ปลาคั่นระหว่างพื้นขาวกับพื้นแดงที่ปักรูปพระมหามงกุฎ อีกชั้นหนึ่ง
จึงทำให้สันนิษฐานได้ว่า พัดแฉกตาดในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร คือพัดยศพระองค์เจ้าพระราชาคณะฝ่ายคามวาสี ที่รัชกาลที่ ๕ พระราชทานเมื่อพ.ศ. ๒๔๒๔ ส่วนพัดแฉกตาดในตำหนักเดิม วัดบวรนิเวศวิหาร คือพัดยศที่พระราชทานคราวเลื่อนสมณศักดิ์เป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุติกนิกาย ในพ.ศ. ๒๔๓๖ นั่นเอง
ขอขอบคุณข้อมูลจากเพจ เล่าเรื่อง..วัดบวรฯ
องค์ความรู้ เรื่อง ใบเสมาสลักภาพพุทธประวัติ ตอน โสตถิยพราหมณ์ถวายหญ้าคา
จัดทำโดย สำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น
สมเด็จย่า ผู้พิชิตยอดดอยอินทนนท์เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๐๗ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเชิญสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีให้เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรมที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสร้างเสร็จได้ประมาณปีเศษ นับเป็นครั้งแรกที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเสด็จประพาสหัวเมืองในประเทศไทย เพื่อทรงพักพระราชอิริยาบทและทรงเยี่ยมราษฎร พระองค์ทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ยากของราษฎร โดยเฉพาะความเจ็บไข้ได้ป่วย จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งหน่วยแพทย์อาสาเคลื่อนที่ในพระองค์ขึ้นในเวลาต่อมา* โดยจัดตั้งที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นแห่งแรก พระราชทานนามว่า “แพทย์อาสาสมเด็จพระราชชนนี” มีอักษรย่อว่า “พอ.สว.” วันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๗ ขณะมีพระชนมายุ ๖๔ พรรษา มีพระราชดำริในการพิชิตยอดดอยอินทนนท์ ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีถนน ผู้ที่ประสงค์จะขึ้นไปถึงยอดดอยต้องไต่เขาไปตามทางเดินของช้างป่า โดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเริ่มเสด็จพระราชดำเนินจากบ้านผาหมอน ซึ่งเป็นบันไดขั้นแรกที่จะไปสู่ยอดดอยอินทนนท์ แล้วประทับแรมที่ปางสมเด็จ จากนั้นจึงเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปที่ยอดดอย ขาลงมาจากยอดดอยทรงประทับแรมที่บ้านผาหมอน แล้วประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินกลับพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้วงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ จัดขบวนเล่นมาร์ชชิ่งแบนด์คอยรับเสด็จสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ กองรักษาการตำรวจภูธร เมื่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเสด็จพระราชดำเนินมาถึง ทรงบรรเลงดนตรีและทรงแสดงความยินดีกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๔ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่ ขอร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ข้าราชการและเจ้าหน้าที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่* สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โปรดเกล้าฯ จัดตั้งหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระราชชนนี ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ ต่อมาจดทะเบียนหน่วยแพทย์อาสาเป็น “มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” ผู้เรียบเรียง : นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์ นักจดหมายเหตุชำนาญการภาพ : หนังสือเสด็จฯ พิชิตยอดดอยอินทนนท์ ๒๖ เมษายน ๒๕๐๗อ้างอิง :๑. สำนักพระราชวัง. ๒๕๓๑. เสด็จฯ พิชิตยอดดอยอินทนนท์ ๒๖ เมษายน ๒๕๐๗. กรุงเทพฯ: บวรสารการพิมพ์.๒. อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี. ม.ป.ป. พระราชกรณียกิจสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (Online). http://www.theprincessmothermemorialpark.org/page.php?id=7, สืบค้นเมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๔.
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ขอเชิญชวนผู้สนใจและยังไม่ได้มีโอกาสไปชมนิทรรศการพิเศษ เนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทย เรื่อง "เครื่องถ้วยเวียงแก้ว จากวัตถุสู่พัฒนาการวังหลวงแห่งเวียงเชียงใหม่" โดยได้ขยายเวลาจัดแสดงให้ประชาชนเข้าชมได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ นิทรรศการพิเศษ เรื่อง "เครื่องถ้วยเวียงแก้ว จากวัตถุสู่พัฒนาการวังหลวงแห่งเวียงเชียงใหม่" ได้นำเอาเครื่องถ้วยที่ได้จากการขุดค้นพบในแหล่งโบราณคดีเวียงแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ มาจัดลำดับตามอายุสมัยของเครื่องถ้วย เทียบกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเวียงแก้วจากหลักฐานเอกสารทางประวัติศาสตร์ นำเสนอในรูปแบบของไทม์ไลน์ เพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถเข้าใจบริบทของเครื่องถ้วยที่พบในเวียงแก้วได้มากยิ่งขึ้น โดยได้รวบรวมเครื่องถ้วยที่พบจากการขุดค้นในแหล่งโบราณคดีเวียงแก้ว ทั้งเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หยวน ราชวงศ์หมิง ราชวงศ์ชิง และสมัยสาธารณรัฐจีน เครื่องถ้วยจากญี่ปุ่นและเวียดนาม รวมถึงเครื่องถ้วยจากแหล่งเตาในภาคเหนือที่ร่วมสมัยกับอาณาจักรล้านนา นำมาจัดแสดงให้ผู้สนใจได้เข้าชม ณ อาคารจัดแสดงชั้น ๒ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ พิเศษ....สำหรับผู้ที่เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ในช่วงนี้ ท่านจะรับของที่ระลึกเป็นของขวัญปีใหม่สุดพิเศษจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ฟรี!! ตลอดเดือนมกราคมนี้ หรือจนกว่าของจะหมด พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ในส่วนอาคารจัดแสดง: เปิดทำการทุกวันพุธ - อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. อาคารสำนักงาน: เปิดทำการทุกวันจันทร์ - ศุกร์ ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ -๑๖.๓๐ น. สอบถามเพิ่มเติมโทร. ๐ ๕๓๒๒ ๑๓๐๘, ๐ ๕๓๒๑ ๗๖๖๕ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 ขอความร่วมมือทุกท่าน สวมหน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่างระหว่างกัน ตลอดเวลาที่เข้าชมในพิพิธภัณฑ์
ติโลกนยวินิจฺฉย (ไตรโลกนยฺยวินิจฺฉย)
ชบ.บ.95ก/1-12ก
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
เลขทะเบียน : นพ.บ.298/1ขห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 32 หน้า ; 5 x 58.5 ซ.ม. : ทองทึบ-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 123 (275-286) ผูก 1ข (2565)หัวเรื่อง : จิรธารกถา เทศนาแทนน้ำนมแม่--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อผู้แต่ง เจเลอรู้ฟ,คาร์ล อด๊อฟ, คศ.๑๘๕๗-๑๙๑๙
ชื่อเรื่อง กามนิต
ครั้งที่พิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ ๑
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์ไทยเขษม
ปีที่พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๐๓
จำนวนหน้า ๓๑๖ หน้า
หมายเหตุ พิมพ์เป็นบรรณาการในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงสรรสารกิจ (เคล้า คชนันทน์)
เรื่อง กามนิต มีขึ้นเป็นเล่มสมุดในภาษาไทยและจัดตีพิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้ง ส่วนมากตีพิมพ์ขึ้นเนื่องในงานกุศล เรื่องกามนิต นี้ บางท่านเมื่อเห็นชื่อว่ากามนิต ก็คิดไปในแง่ว่าคงเป็นหนังสือเกี่ยวกับเรื่องกาม แต่ก็มีผู้อ่านจำนวนไม่น้อยที่ชอบ มีเรื่องเกร็ดเกี่ยวกับความดี ถ้อยคำสำนวนไทยที่เป็นไทยแท้ ไพเราะ อ่านราบรื่นเหมือนได้ดื่มน้ำเย็นที่ใสแจ๋วไม่มีสิ่งอื่นที่มึนเมามาเจือปน ต่อมากระทรวงศึกษาธิการมีความประสงค์จะตีพิมพ์แต่ขออนุญาตเปลี่ยนชื่อจากกามนิตเป็นวกสิฎฐี ในงานพระราชทานเพลิงศพคุณหลวงสรรสารกิจ จะมีผู้ได้ดื่มและอาบรสพระธรรมเพิ่มขึ้น ความเสื่อมโทรมทางศิลธรรมจรรยาก็คงจะละลายหายไป
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ: จำนวนโรงสีสหกรณ์ -- เมื่อกล่าวถึงสหกรณ์ หลายคนจะนึกถึงร้านขายสินค้าราคาย่อมเยา การออมทรัพย์และปันผลแก่สมาชิก ใครคิดถึงโรงสีข้าวของสหกรณ์บ้าง ? ปี 2517 กองสหกรณ์การเกษตรทำรายงานการดำเนินงานแจ้งแก่กระทรวง ปรากฏตารางรายละเอียดโรงสีสหกรณ์ จำนวน 13 แห่ง ตั้งอยู่ทุกภูมิภาค เช่น จังหวัดสมุทรปราการ นครราชสีมา สุพรรณบุรี เชียงใหม่ และพัทลุง ฯลฯ บางแห่งเริ่มกิจการตั้งแต่ปี 2499 ใช้กำลังการผลิตโดยเฉลี่ย 20 - 110 เกวียนต่อวัน มีฉางเก็บข้าวเปลือกมากถึง 3,000 เกวียน นอกจากนี้ ตารางยังเผยให้เห็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศ ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี ชัยนาท นครราชสีมา และฉะเชิงเทรา เป็นการยืนยันนับแต่อดีตว่า พื้นที่ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคตะวันออก เพาะปลูกข้าวอย่างอุดมสมบูรณ์ หากอย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวรวบรวมมาถึงวันที่ 31 มกราคม 2516 เท่านั้น น่าสนใจว่า หลังจากนี้การขยายโรงสีสหกรณ์ กำลังการผลิต หรือมูลค่าการลงทุนต่อเนื่องเป็นอย่างไร ? ผู้เขียน : นายธานินทร์ ทิพยางค์ ( นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา )เอกสารอ้างอิง : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา เอกสารสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสุโขทัย สท 1.14.1 / 31 เรื่อง การดำเนินการของสหกรณ์การเกษตร ประจำปีงบประมาณ 2517 [ พ.ศ. 2517 ]#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
ในสมัยอยุธยามีการประกอบพระราชพิธีสนามต่างๆ ซึ่งกระทำในเดือน 5 (เมษายน) นับเป็นเดือนขึ้นปีใหม่ที่พระมหากษัตริย์ต้องเสด็จออกทอดพระเนตรคล้ายการตรวจกำลังพลสวนสนาม เพื่อเป็นสิริมงคลแก่แผ่นดิน ในพระราชกำหนดกฎมนเทียรบาลจะมีการพระราชพิทธีเผดจ์ศกลดแจตรออกสนาม ซึ่งเป็นพระราชพิธีออกสนามใหญ่ มีกระบวนกองทัพช้าง ม้า กองกำลังทุกหน่วยทั้งหัวเมือง พลเรือน และไพร่ จุดประสงค์ของการประกอบพิธีเพื่อให้ทหาร และพลเรือนแสดงความจงรักภักดี และเป็นการแสดงความพร้อมหรือแสนยานุภาพของกองทหารให้ปรากฏแก่ขุนนางข้าราชการ และเจ้าประเทศราช มีการประกอบพระราชพิธีออกสนามคือพระราชพิธีคเชนทรัศวสนานเป็นพระราชพิธีทอดเชือกดามเชือก และพระราชพิธีศรีสัจจปานกาลหรือ พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา บางครั้งเรียกต่อกันว่า “พระราชพิธีศรีสัจจปานกาลคเชนทรัศวสนาน” ทำในเดือนห้า และเดือนสิบ เป็นการแสดงพระบรมเดชานุภาพของกษัตริย์และความเข้มแข็งของกองทัพ ขบวนช้าง ม้า และทหาร พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตย์หรือเดิมเรียกว่า พระราชพิธีศรีสัจจปานกาลเป็นพระราชพิธีที่ยิ่งใหญ่สืบเนื่องมาแต่โบราณ ด้วยคติความเชื่อเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์เป็นผู้มีพระราชอำนาจสูงสุดและเป็นศูนย์กลางของพระราชอาณาจักร มีรูปแบบที่จัดขึ้นเพื่อให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการดื่มน้ำสาบานว่าจะจงรักภักดีและซื่อตรงต่อพระมหากษัตริย์ เป็นการให้สัตย์สาบานประเภทหนึ่งที่ใช้น้ำเป็นสื่อกลาง ส่วนในทางปฏิบัติของการถือน้ำนั้นเป็นการเอาคมศาสตราวุธต่างๆ มาทำพิธีสวดหรือสาปแช่ง โดยการอ่านลิลิตโองการแช่งน้ำแล้วเสียบลงในน้ำที่จะนำไปพระราชทานให้ดื่มเป็นหลักสำคัญ พระราชพิธีนี้เชื่อว่ามีมาก่อนการก่อตั้งกรุงศรีอยุธยา และยังเป็นที่แพร่หลายในดินแดนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในสมัยอยุธยามีหลักฐานวรรณกรรมเรื่อง ลิลิตโองการแช่งน้ำใช้เป็นประกาศคำถวายสัตย์ในพระราชพิธีถือน้ำ พระราชพิธีดังกล่าวนี้ยังประกอบในโอกาสต่างๆ เช่น พระราชพิธีถือน้ำเมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นครองราชย์ พระราชพิธีถือน้ำเมื่อออกสงคราม นอกเหนือไปจากที่กระทำเป็นประจำทุกปีๆ ละสองครั้ง ในสมัยอยุธยาข้าราชการถือน้ำที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ ต่อมาย้ายไปที่พระวิหารมงคลบพิตร เมื่อถือน้ำแล้วใช้ดอกไม้ธูปเทียนไปถวายบังคมพระเชษฐบิดร เป็นรูปเทวดาฉลองพระองค์พระเจ้าอู่ทอง หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แล้วจึงเข้าไปถวายบังคมพระเจ้าแผ่นดินพร้อมกัน สำหรับในสมัยรัตนโกสินทร์สถานที่ใช้ประกอบพระราชพิธี คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังจากนั้นจึงนำดอกไม้ธูปเทียนมาถวายบังคมพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 1 และถวายบังคมพระอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาปัยกาธิบดีแทนพระเชษฐบิดร ในรัชกาลต่อๆ มา ยังมีการถวายบังคมพระอัฐิพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ก่อนๆ ซึ่งเสด็จสวรรคตล่วงไปแล้วโดยลำดับ พระราชพิธีคเชนทรัศวสนาน เป็นพระราชพิธีออกสนามใหญ่กระทำในเดือนห้า พระราชพิธีนี้เกิดขึ้นจากความต้องการทำพิธีทอดเชือกดามเชือกของพราหมณ์พฤฒิบาศ เป็นส่วนหนึ่งของพิธีทางคชกรรม เพื่อสร้างความเป็นสิริมงคลแก่ช้าง ม้า ให้พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตร เพื่อเป็นการตรวจกำลังพล ความเข้มแข็งของกองทัพภาพ จิตรกรรมพระราชพิธีสิบสองเดือนที่พระอุโบสถวัดเสนาสนาราม ภาพจิตรกรรมพระราชพิธีสงกรานต์เป็นภาพที่เขียนขึ้นใหม่ ด้านบนของภาพเป็นพระราชพิธีสรงมุธาภิเษก เพื่อความเป็นสิริมงคลของบ้านเมือง โดยพระมหากษัตริย์จะประทับที่พระแท่นนพปฎลเศวตรฉัตร มีท่อไขสหัสธาราสำหรับสรงน้ำตั้งที่ข้างพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ ตอนล่างเป็นภาพพระราชพิธีคเชนทรัศวสนาน มีการแห่ช้างต้น ม้าต้น ผ่านหน้าพระที่นั่งชัยชุมพล ซึ่งเป็นพระที่นั่งพลับพลาบนกำแพงพระบรมมหาราชวัง เพื่อให้พราหมณ์รดน้ำเพื่อเป็นสิริมงคล เสมือนกับเป็นการแสดงความพร้อมเพรียงด้านแสนยานุภาพของบ้านเมืองภาพพระราชพิธีคเชนทรัศวสนาน มีการแห่ช้างต้น ม้าต้น ผ่านหน้าพระที่นั่งชัยชุมพล ซึ่งเป็นพระที่นั่งพลับพลาบนกำแพงพระบรมมหาราชวัง เพื่อให้พราหมณ์รดน้ำเพื่อเป็นสิริมงคล เสมือนกับเป็นการแสดงความพร้อมเพรียงด้านแสนยานุภาพของบ้านเมืองภาพพระราชพิธีคเชนทรัศวสนาน ในภาพจิตรกรรมมีชะนีสีดำอยู่ที่ด้านหลังขบวน แต่ตามความเป็นจริงควรจะเป็นลิงเผือกอันเป็นสหชาติกับช้างอันเป็นสัตว์คู่พระบารมีภาพพระราชพิธีสรงมุธาภิเษก เพื่อความเป็นสิริมงคลของบ้านเมือง โดยพระมหากษัตริย์จะประทับที่พระแท่นนพปฎลเศวตรฉัตร มีท่อไขสหัสธาราสำหรับสรงน้ำตั้งที่ข้างพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯเอกสารอ้างอิง 1) ฉัตรบงกช ศรีวัฒนสาร. “การพระราชพิธีสิบสองเดือนในจิตกรรมฝาผนัง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร”. สาระนิพนธ์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย.มหาวิทยาลัยศิลปากร. 2546. 2) ทศพร ทองคำ. “จิตกรรมพระราชพิธีสิบสองเดือน วัดเสนาสนาราม ต.หัวรอ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา”. การศึกษาเฉพาะบุคคลในประวัติศาสตร์ศิลปะ ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. 2556. 3) จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระราชพิธีสิบสองเดือน. กรุงเทพฯ : บรรณกิจ 1991, 2553. -------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม:Chantharakasem National Museum https://www.facebook.com/294696457254757/posts/5232819673442386/