ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,234 รายการ


 ผืนป่าเมืองน่านเมื่อ ๕๐ - ๖๐ ปีก่อนนั้น ปรากฏความอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งในภูมิภาคล้านนาตะวันออก ประชาชนสามารถอาศัยหารายได้ได้ตามกฎหมาย ซึ่งมีการเพาะปลูกพืชไร่รวมอยู่ด้วย น่าสนใจว่าพืชไร่ดังกล่าวคืออะไร ?  -- จากการสืบค้นเอกสารจดหมายเหตุของสำนักงานป่าไม้จังหวัดน่าน พบแผนที่สังเขปดอยขุนสถาน อำเภอนาน้อย แม้ไม่ได้ระบุมาตราส่วน แต่แผนที่ตอบคำถามได้ว่า พืชที่ปลูกนั่นคือ      " กาแฟ "  --  กาแฟสายพันธุ์อะไรมิได้ระบุ หากเพาะปลูกบนดอยที่โอบล้อมด้วยแม่น้ำน่าน แม่น้ำแหงและสาขา ความสมบูรณ์คงกำหนดอุณหภูมิกับความชื้นเหมาะสม รอบๆดอยเป็นหมู่บ้านชาวไทยภูเขา (เจ้าของแหล่งเพาะปลูกนี้ ? ) อีกทั้งมีโรงเรียนที่แสดงถึงความเจริญในพื้นที่  อย่างไรก็ตาม การค้นคว้าแผนที่ผืนป่าอื่นๆ ของจังหวัดน่าน หาได้พบการทำไร่กาแฟไม่ ส่วนใหญ่นิยมการปลูกยาสูบและสร้างโรงบ่มใบยา จึงสันนิษฐานได้ ๒ ประการว่า การปลูกกาแฟคือการทดลอง หรือ การประกอบอาชีพถาวรแบบส่งออกผลิตภัณฑ์ได้รึไม่ ?  แต่กระนั้น แผนที่ดอยขุนสถาน คือจดหมายเหตุสำคัญที่ช่วยอ้างอิงความมีอยู่ของชุมชนข้างต้น เป็นหลักฐานว่าครั้งหนึ่งกาแฟก็มีผลิตในจังหวัดน่านนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน. ผู้เขียน : นายธานินทร์ ทิพยางค์ ( นักจดหมายเหตุ ) เอกสารอ้างอิง : หจช. พย. แผนที่สำนักงานป่าไม้จังหวัดน่าน กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผจ นน 1.6 / 1 เรื่องแผนที่บริเวณดอยขุนสถาน อำเภอนาน้อย จังหวัด น่าน [ ม.ท. ]


ชื่อเรื่อง                     ราชสกุลวงศ์ ผู้แต่ง                       กรมศิลปากรประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากหมวดหมู่                   ประวัติศาสตร์เลขหมู่                      929.7999593 ร428สนสถานที่พิมพ์               พระนคร    สำนักพิมพ์                 โรงพิมพ์พระจันทร์   ปีที่พิมพ์                    2512ลักษณะวัสดุ               209 หน้าหัวเรื่อง                     ราชวงศ์จักรี                              นามสกุล -- ประวัติภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก                   รวบรวมเนื้อหา ประกาศต่างๆ บางฉบับ จากราชกิจจานุเบกษา พระนามพระราชโอรสพระธิดาในรัชกาลที่ 4 พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รายนามราชสกุลวงศ์พร้อมด้วยพระนามต้นราชสกุล เรียงตามตัวอักษร เพื่อสะดวกแก่การค้นหา สารบัญค้นพระนามและนามต่างๆ และมีเชิงอรรถในการค้นหาเพิ่มเติม


ชื่อเรื่อง                           เทศนาสังคิณี-มหาปัฎฐานสพ.บ.                             150/1ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           30 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 58 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 พระอภิธรรม                                           บทสวดมนต์  บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด  ได้รับบริจาคมาจากวัดป่าเลไลยก์ ต.รั้วใหญ่ อ.เมืองฯ จ.สุพรรณบุรี



เลขทะเบียน : นพ.บ.93/4ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  36 หน้า ; 4.4 x 53 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 55 (129-134) ผูก 4 (2564)หัวเรื่อง : สังฮอมธาตุ --เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


ชื่อผู้แต่ง             อิศรานุภาพ , พระยา ชื่อเรื่อง              พระสุธนคำฉันท์ ครั้งที่พิมพ์          พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง สถานที่พิมพ์        - สำนักพิมพ์          โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว ปีที่พิมพ์             ๒๕๑๖ จำนวนหน้า         ๑๘๔  หน้า หมายเหตุ           -                        เรื่องพระสุธนนี้มีในปัญญาชาดกเรื่องที่ ๒ พระยาอิศรานุภาพ (อ้น) แต่งแต่ยังเป็นที่พระพิพิธสาลี มีชื่อบอกไว้ตอนจบเรื่อง กรรมการหอพระสมุดสำหรับพระนครได้เคยคัดมาพิมพ์ไว้ในหนังสือวชิรญาณครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ มาจนบัดนี้ ล่วงเวลาได้ ๒๕ ปี หาฉบับไม่ใคร่ได้อยู่แล้ว แลการพิมพ์ครั้งนั้นก็พิมพ์ออกเปนตอนๆไม่ติดต่อกัน เปนการยากแก่ผู้ที่จะรวบรวมให้เปนชุดได้ การที่สมเด็จพระปิตจฉาเจ้าฯ ทรงพิมพ์พระสุธนคำฉันท์ครั้งนี้ เปนพระกรุณาแก่ผู้ใส่ใจกาพย์กลอนแลผู้ศึกษาหนังสือไทยทั่วไป


          หอจดหมายเหตุนายกรัฐมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ขอนำเสนอ เอกสารโสตทัศนจดหมายเหตุ ประเภทภาพถ่าย การเสด็จพระราชดำเนิน จังหวัดนครศรีธรรมราช ของรัชกาลที่ ๑๐ เพื่อเป็นการเผยแพร่เอกสารจดหมายเหตุ ที่มีในหน่วยงานเพื่อให้บุคคลทั่วไป ได้เข้ามาศึกษา ค้นคว้า ในโอกาสต่อไป โดยนำเสนอพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ยกส่วนปลายยอดปลีทองคำพระบรมธาตุเจดีย์ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๓๘----------------------------------------------------เรียบเรียงข้อมูล : นายบัณฑิต พูนสุข นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุนายกรัฐมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์----------------------------------------------------เผยแพร่ข้อมูล : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร


องค์ความรู้ เรื่อง "รองเท้าปัก" จัดทำข้อมูลโดย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง จังหวัดภูเก็ต


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺมเทศนา (เทศนาสังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.2/1-1 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อเรื่อง : มงคลสูตร์ คำฉันท์ ชื่อผู้แต่ง : มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ ปีที่พิมพ์ : 2466 สถานที่พิมพ์ : ม.ป.ท. สำนักพิมพ์ : ม.ป.พ. จำนวนหน้า : 26 หน้า สาระสังเขป : มงคลสูตรคำฉันท์ คือมงคล 38 ประการที่พระพุทธเจ้านำมาแสดงเป็นคาถาภาษาบาลีจำนวน 11 คาถา โดยแต่ละคาถาประกอบไปด้วยมงคล 3-5 ประการ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ โดยยกคาถาบาลีขึ้นบทหนึ่ง แล้วแปลบทหนึ่งสลับกันไป ตัวอย่างเช่น อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ แปลว่า หนึ่งคือบ่คบพาล เพราะจะพาประพฤติผิด หนึ่งคบกะบัณฑิต เพราะจะพาประสพผล หนึ่งกราบและบูชา อภิบูชะนีย์ชน ข้อนี้แหละมงคล อดิเรกอุดมดี เป็นต้น





          ปรางค์กู่ เป็นโบราณสถานที่สร้างขึ้นตามรูปแบบสถาปัตยกรรมในวัฒนธรรมเขมร รูปแบบศิลปะแบบบายน โดยมีหินทรายเเละศิลาเเลงเป็นวัสดุหลัก ในพุทธศตวรรษที่ 18 ตรงกับรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นอาโรคยศาลหรือศาสนสถานประจำสถานพยาบาลอีกหลัง เช่นเดียวกับ ปราสาทโคกงิ้ว ปรางค์กู่ มีการประดับตกแต่งอาคารสิ่งก่อสร้างด้วยการสลักลวดลายลงบนหินที่ก่อสร้าง เป็นลักษณะอันโดดเด่นทางด้านศิลปกรรม ในส่วนของทับหลัง พบหลักฐานการสลักภาพที่สวยงามและสำคัญ จำนวน 4 ชิ้น ได้แก่          ทับหลังชิ้นที่1 ทับหลังเหนือกรอบประตูหลอกด้านเหนือของปราสาทประธาน สลักภาพหน้ากาลเอามือยึดขาสิงห์ที่ยืนเอียงตัวหันหน้าออก มือถือท่อนพวงมาลัยห้อยตกลงมา เหนือหน้ากาลสลัก ภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งสมาธิภายในซุ้มเรือนแก้ว ที่เสี้ยวของทับหลังมีพวงอุบะแบ่งเสี้ยว เสี้ยวเหนือพวงอุบะด้านซ้ายมือของภาพพระพุทธเจ้า สลักภาพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ๔ กร ประทับยืนอยู่ในซุ้มท่ามกลางลายใบไม้ม้วนตั้งขึ้น ส่วนทางด้านขวามือของทับหลังภาพสลักเลือนลาง ลักษณะคล้ายสลักยังไม่แล้วเสร็จ เห็นเพียงโครงร่างของเส้นโค้ง วงกลม และกรอบของซุ้มทรงสามเหลี่ยม          ทับหลังชิ้นที่2 ทับหลังเหนือกรอบประตูทางเข้าหลักด้านตะวันออกเข้าสู่ห้องภายในปราสาทประธาน สลักภาพใบไม้ม้วนรูปทรงสามเหลี่ยมตั้งขึ้น โดยม้วนจากด้านล่างหันปลายเข้าสู่ส่วนกลาง ข้างละ 5 ใบ ที่กึ่งกลางทับหลังเป็นภาพค่อนข้างเลือนลาง พิจารณาจากลักษณะเค้าโครงของเส้น สันนิษฐานว่าสลักเป็นภาพหน้ากาล เหนือหน้ากาลสลักเป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งสมาธิภายในซุ้ม ลักษณะเช่นเดียวกันกับทับหลังเหนือกรอบประตูหลอกด้านเหนือของปราสาทประธาน และทับหลังเหนือกรอบประตูด้านตะวันออกห้องมุขปราสาทประธาน          ทับหลังชิ้นที่3 ทับหลังเหนือกรอบประตูด้านตะวันออกห้องมุขปราสาทประธาน สลักเป็นภาพใบไม้ม้วนตั้งขึ้น 3 ใบ มีหน้ากาลที่กึ่งกลางภาพ เหนือหน้ากาลสลักเป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งสมาธิภายในซุ้ม          ทับหลังชิ้นที่4 ทับหลังเหนือกรอบประตูทางเข้าหลักด้านตะวันตกอาคารวิหารหรือบรรณาลัย สลักภาพตอนกวนเกษียรสมุทร          ภาพสลักทับหลังชิ้นที่ 1-3 มีภาพสำคัญปรากฏอยู่ที่กึ่งกลางภาพ คือ ภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งสมาธิภายในซุ้ม ซึ่งเป็นภาพปกติที่พบเห็นได้ในโบราณสถานวัฒนธรรมเขมร ประเภทปราสาทหิน ที่สร้างขึ้นเนื่องนุทธศาสนาฝ่ายมหายาน และภาพที่เน้นย้ำให้เห็นถึงความเป็นพุทธศาสนาฝ่ายมหายานอย่างชัดเจนอีกภาพหนึ่ง คือ ภาพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร ประทับยืนอยู่ในซุ้มท่ามกลางลายใบไม้ม้วนตั้งขึ้น ที่ทับหลังเหนือกรอบประตูหลอกด้านเหนือของปราสาทประธาน           สำหรับภาพสลักทับหลังชิ้นที่ 4 ถือว่ามีความพิเศษของทับหลังชิ้นนี้คือ การนำเอาเรื่องราวหรือตำนานทางศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู มาสลักเป็นภาพเล่าเรื่องในโบราณสถานที่สร้างขึ้นในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน #ทำให้ชวนคิดได้ว่า มีมูลเหตุใดที่เป็นเช่นนั้น ในเบื้องต้นสามารถวิเคราะห์ถึงมูลเหตุสำคัญ ได้ 2 ประการ ดังนี้           1. เดิมทีนั้น ทับหลังชิ้นนี้อาจจะติดตั้งอยู่ ณ ปราสาทหินหลังอื่นในพื้นที่ใกล้เคียงกับปรางค์กู่ ซึ่งมีการก่อสร้างและใช้ประโยชน์ในพุทธศตวรรษที่ 16-17 และถูกสร้างขึ้นเนื่องในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 18 เมื่อถึงเวลาในการก่อสร้างปรางค์กู่ ปราสาทหลังเดิมนั้นอาจจะพังทลายลงหรือไม่มีการใช้ประโยชน์ดังเดิมแล้ว หินในส่วนต่างๆ จึงถูกขนย้ายมาเพื่อใช้ในการก่อสร้างปรางค์กู่ รวมทั้งทับหลังชิ้นนี้ก็ถูกขนย้ายมาเพื่อประดับตกแต่ง ณ ตำแหน่งดังกล่าว           2. ในพุทธศตวรรษที่ 16-17 ช่วงเวลาก่อนการก่อสร้างปรางค์กู่และก่อนที่พุทธศาสนาฝ่ายมหายานจะเผยแผ่เข้ามาในพื้นที่ชุมชนบริเวณนี้ ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู น่าจะเป็นความเชื่อเดิมที่ชุมชนยึดถือปฏิบัติกันมาต่อเนื่องอยู่แล้ว การที่พุทธศาสนาฝ่ายมหายานเข้ามา อาจจะไม่ได้เข้ามาแบบเปลี่ยนแปลงความเชื่อดั้งเดิมของชุมชนทีเดียวเสียทั้งหมด ถือว่าเป็นการให้เกียรติความเชื่อหรือศาสนาเดิมที่มีอยู่ก่อน จึงให้อิสระในความคิดของช่างหรือชุมชนในการนำเอาเรื่องราวหรือตำนานทางศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู มาสลักเป็นภาพเล่าเรื่องในโบราณสถานที่สร้างขึ้นในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานได้ เปรียบเสมือนว่าต่างความเชื่อ ต่างศาสนา แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้ในโบราณสถานของชุมชน ที่มีเป้าหมายในการสร้างขึ้นเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนในชุมชน           โบราณสถานปรางค์กู่ ตั้งอยู่ที่บ้านหนองบัว ตำบลในเมือง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ กรมศิลปากร ปัจจุบัน ประกาศขึ้นทะเบียนเเละกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานปรางค์กู่ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งเเต่ ปี 2525 โดย กรมศิลปากร ดำเนินการขุดค้น – ขุดแต่งศึกษาโบราณสถานปรางค์กู่ ในปีปีงบประมาณ พ.ศ.2540 จากนั้นในปีงบประมาณ พ.ศ. 2541-2542 ได้ดำเนินการบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์ ------------------------------------------------------------ข้อมูลโดย : นายนภสินธุ์ บุญล้อม นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา------------------------------------------------------------




black ribbon.