ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,234 รายการ


องค์ความรู้เรื่อง กำแพงเมืองเชียงใหม่ ปราการแห่งล้านนา โดย นายสายกลาง จินดาสุ นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่*** พัฒนาการยุคแรกเริ่มของมนุษย์ มนุษย์ดำรงชีวิตด้วยการอาศัยอยู่ตามถ้ำ ป่าเขาลำเนาไพร จากนั้นมนุษย์จึงได้พัฒนาจากต่างคนต่างอยู่มารวมตัวเป็นกลุ่มเป็นชุมชน ด้วยเกิดมีหลายชุมชน จึงเกิดการรวมกลุ่มเป็นเมือง เพื่อการปกป้องคุ้มครองตนเอง มนุษย์คิดวิธีการป้องกันตนเองด้วยการขุดธรรมชาติที่มีอยู่ มาล้อมเป็นปราการของตนโดยการขุดคูเมือง ดินที่ได้ก็นำขึ้นมากอง ทำให้เกิดเป็นแนวคันดิน นานวันเข้าเริ่มมีการก่ออิฐบนคันดินหรือครอบคันดิน จึงพัฒนากลายเป็นกำแพงขึ้นมา จึงก่อให้เกิดคูเมือง-กำแพงเมืองขึ้นตั้งแต่  โบราณกาล*** กำแพงเมืองที่จะหยิบยกมาบอกเล่าในวันนี้ เป็นกำแพงเมืองที่ถือว่าสำคัญและโดดเด่นที่สุดในล้านนา เพราะเป็นกำแพงแห่งเมืองหลวงของอาณาจักร “กำแพงเมืองเชียงใหม่” *** นอกจากกายภาพกำแพงเมืองเชียงใหม่ ที่หลายท่านพอจะทราบแล้วว่ามีผังเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส         5 ประตู 4 ป้อม ครั้งนี้เราจะมาเจาะลึกกำแพงเมืองเชียงใหม่ผ่านกระบวนการศึกษาทางโบราณคดีที่ผ่านมา*** เอกสารประวัติศาสตร์ ชินกาลมาลีปกรณ์ และตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ กล่าวถึงการสร้างเมืองเชียงใหม่ของพญามังรายในปี 1839 ว่าทรงสร้างเวียงโดยมีขนาดกว้าง 900 วา ยาว 1000 วา คูเวียงกว้าง 9 วา ก่อกำแพงด้วยอิฐ ราชวงศาพื้นเมืองเชียงใหม่ ให้รายละเอียดลงไปอีกว่า กำแพงเวียงนั้นให้ก่อตั้งแต่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือก่อนและเวียนไปด้านขวาไปจนครบทั้งสี่ด้าน เนื่องด้วยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักร กำแพงเมืองเชียงใหม่จึงมีความเปลี่ยนแปลงหลายช่วงเวลา จากหลักฐานเอกสารพบความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อกำแพงเมืองในรัชสมัยพระเจ้าแสนเมืองมาในปี 1943 ครั้งนั้นพญากือนาสวรรคตและตั้งพระบรมศพไว้นอกเมือง ท้าวมหาพรหมจากเมืองเชียงรายยกทัพมาหวังจะชิงเอาเมืองเชียงใหม่ พระเจ้าแสนเมืองมาจึงโปรดให้เจาะพังกำแพงเมืองทางทิศเหนือด้านที่ติดกับวัดพราหมณ์ อัญเชิญพระศพพญากือนาจากนอกเวียงเชียงใหม่เข้ามาประดิษฐานในเมืองเชียงใหม่แล้วก่อกำแพงนั้นให้ดีดังเดิม *** ข้อสงสัยหนึ่งเกี่ยวกับประตูเมือง คือ เนื้อความที่ย้อนแย้งกันในพงศาวดารโยนก ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ และราชวงศาพื้นเมืองเชียงใหม่  โดยราชวงศาพื้นเมืองเชียงใหม่ กล่าวถึงประตูเมืองสมัยพญามังรายว่ามี ๔ ประตู สอดคล้องกับพงศาวดารโยนกที่กล่าวถึงการเจาะประตูเพิ่มที่กำแพงเมืองด้านทิศใต้ ในสมัยพญาสามฝั่งแกนชื่อประตู “สวนแร” เพื่อเป็นประตูเข้าออกของพระตำหนักสวนแรที่อยู่นอกเมือง ต่างจากความในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ที่กล่าวถึงประตูเมืองว่ามี ๕  ประตู ตั้งแต่แรกสร้าง *** ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเวลาต่อมาของกำแพงเมืองเชียงใหม่ คือ การรื้อกำแพงเมืองบริเวณมุมเมืองด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ในสมัยพระเจ้าติโลกราช เพื่อสร้างพระราชวังด้านนอกเมืองและสร้าง       ประตูศรีภูมิ ***ทั้งนี้การบูรณะกำแพงเมืองเชียงใหม่เกิดขึ้นครั้งใหญ่ในสมัยพระเมืองแก้ว ดังปรากฏความตามตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ว่า “ชาวเชียงใหม่ชาวต่างเมืองปั้นดินและอิฐจักก่อเมฆเวียงเชียงใหม่ในปลีเมิงเปล้า สกราช 879ตัว ” การบูรณะกำแพงดังกล่าวใช้เวลาสืบเนื่องมาจนถึงพุทธศักราช 2063 จึงแล้วเสร็จ หลักฐานการซ่อมแซมกำแพงเมืองเชียงใหม่เกิดขึ้นครั้งสุดในรัชสมัยพระยากาวิละ ในปี 2344 ซึ่งในครั้งนี้มีการขุดลอกคูเมืองด้วย*** จากเนื้อความที่ระบุว่าชาวเมืองเชียงใหม่ปั้นดินและอิฐก่อกำแพงเมืองเชียงใหม่ นำมาสู่ความสงสัยว่า กำแพงเมืองครั้งแรกสร้างเป็นเพียงกำแพงคันดินแล้วมาถูกปรับปรุงก่ออิฐในสมัยพระเมืองแก้วหรือไม่     หากยังไม่นำข้อมูลของการขุดศึกษากำแพงเมืองเชียงใหม่มาพิจารณา แต่พิจารณาจากกำแพงเมืองที่ปรากฏมาก่อนเมืองเชียงใหม่ คือ เมืองเชียงแสน ที่มีการขุดศึกษาตั้งแต่ปี 2543 และ 2557 พบว่ากำแพงเมืองที่ก่อด้วยอิฐ มีมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11-12 แล้ว ดังนั้นจึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่ากำแพงเมืองเชียงใหม่ครั้งแรกสร้างเป็นเพียงคันดินหรือเป็นกำแพงก่ออิฐอย่างที่เคยมีมาก่อนแล้วที่เชียงแสน และเพื่อคลายความสงสัย เรามาพิจารณาหลักฐานจากการขุดศึกษาทางโบราณคดีกำแพงเมืองเชียงใหม่ เป็นอย่างไรมาชมและถกแถลงพิจารณากัน*** หลักฐานจากการขุดศึกษาทางโบราณคดีกำแพงเมืองเชียงใหม่ในปี 2538 โดยกรมศิลปากร ซึ่งทำการขุดบริเวณกำแพงเมืองเชียงใหม่ส่วนที่ต่อจากป้อมมุมเมือง และประตูเมือง(ประตูช้างเผือกและประตูสวนดอก)  และบริเวณแนวกำแพงเมืองเชียงใหม่ชั้นนอก (กำแพงดิน) ด้านทิศตะวันตกของโรงพยาบาลสวนปรุง จากการขุดศึกษา สามารถตอบข้อสงสัยในประเด็นรูปแบบวิธีการสร้างกำแพงเมืองได้ว่า เป็นกำแพงอิฐที่ก่อครอบแกนดิน หรืออธิบายให้เข้าใจโดยง่ายคือ สร้างขึ้นโดยนำดินจากการขุดคูเมืองมาพูนเป็นคันกำแพงแล้วก่ออิฐหุ้ม แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้น คือ การสร้างกำแพงเมืองและป้อมมุมเมืองเชียงใหม่ มิได้มีโครงสร้างทางวิศวกรรมที่เหมือนกันทุกจุด โดยมีการออกแบบและสร้างแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง โดยพบว่าฐานรากกำแพงเมืองเชียงใหม่ที่ด้านทิศเหนือของเมือง ที่ป้อมมุมเมืองทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (แจ่งหัวลิน) และป้อมมุมเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (แจ่งศรีภูมิ) และกำแพงเมืองที่ต่อจากแจ่งศรีภูมิออกไปทั้งสองข้าง มีการก่อคานฐานรากฝังลึกลงในระดับชั้นดินเดิม และยังมีการก่อคานในแนวขวางโยงยึดระหว่างคานฐานรากทั้งสองโดยบออัดดินเหนียวด้านใน แต่ที่ฐานรากกำแพงเมืองจุดอื่นกลับไม่พบลักษณะเช่นนี้ ลักษณะการก่อสร้างดังกล่าวตอบคำถามได้ด้วยข้อมูลกายภาพแวดล้อมพื้นที่ จากข้อมูลสำรวจพบว่าน้ำจากห้วยแก้วเข้าสู่คูเมืองเชียงใหม่ที่มุมเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ(แจ่งหัวลิน) นอกจากนั้นด้านทิศเหนือของมุมเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ(แจ่งศรีภูมิ) นั้นเป็นที่ตั้งของหนองบัว ซึ่งเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ แรงกระทำของลำน้ำสองสายที่เกิดขึ้นบริเวณนี้  อาจทำให้แจ่งศรีภูมิและกำแพงเมืองบริเวณนี้มีโครงสร้างของฐานรากที่เป็นคานคู่และคานยึดโยง *** ส่วนกำแพงเมืองด้านตะวันตก การไหลของกระแสน้ำคงมีอัตราเร่งต่ำ การก่อสร้างกำแพงเมืองด้านนี้จึงดำเนินการเพียงการก่อกำแพงอิฐครอบแกนดิน โดยฐานกำแพงตั้งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับระดับพื้นถนนปัจจุบัน  *** อีกข้อมูลหนึ่งจากการขุดศึกษาทางโบราณคดีบริเวณแจ่งศรีภูมิที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือ การพบหลักฐานการบูรณะที่น่าจะเกิดขึ้นสมัยพระเมืองแก้ว และความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์การสู้รบระหว่างกรุงศรีอยุธยากับเมืองเชียงใหม่ในราวปี 2204 ที่ระบุถึงการยิงธนูเพลิงเข้าไปในเมืองแล้วเกิดเพลิงไหม้ โดยปรากฏเป็นชั้นถ่านสีดำเหนือชั้นหลักฐานการบูรณะสมัยพระเมืองแก้ว และหลักฐานการบูรณะสมัยพระเจ้ากาวิลละที่เป็นแนวอิฐที่อยู่เหนือชั้นถ่านสีดำนี้ *** ทั้งนี้ในส่วนของกำแพงดินหรือกำแพงเมืองชั้นนอกนั้นมีผลการขุดทางโบราณคดีในปี 2538 และปี 2546 พบว่าใต้ชั้นคันดินกำแพงเมืองชั้นนอกเป็นชั้นดินที่พบภาชนะดินเผาประเภทต่างๆ จากแหล่งเตาล้านนาและเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หมิงที่มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-21 จึงสรุปได้ว่าบริเวณพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของชุมชนขนาดใหญ่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-21 ก่อนการเกิดขึ้นของกำแพงเมืองชั้นนอก ซึ่ง หากเจาะจงระยะเวลาลงไปอีกนิด อาจสันนิษฐานได้ว่ากำแพงเมืองชั้นนอกน่าจะเกิดขึ้นในช่วงปี 1911-2060 จากการกำหนดอายุจากเครื่องถ้วยจีน และเอกสารโคลงนิราศหริภุญชัยที่น่าจะแต่งขึ้นในปี 2060 ที่เนื้อความกล่าวถึงการเดินทางจากเมืองเชียงใหม่ไปเมืองลำพูนโดยผ่านกำแพงเมืองถึงสองชั้น *** จากข้อมูลดังกล่าวนี้ทำให้เห็นพัฒนาการของกำแพงเมืองเชียงใหม่ว่ามีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสในช่วงแรกสร้างในสมัยพญามังราย และมีการสร้างกำแพงเมืองชั้นนอกโอบรอบด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ของกำแพงเมืองชั้นใน ในราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 ทั้งนี้ผู้เขียนมีข้อคิดเห็นในส่วนตัวว่า กำแพงเมืองชั้นนอกน่าจะมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการป้องกันน้ำท่วม ด้วยเหตุที่กำแพงเมืองชั้นนอกนี้มิได้โอบรอบกำแพงเมืองชั้นในครบทุกด้าน โดยพบว่า กำแพงเมืองชั้นนอกมีจุดเริ่มต้นที่มุมเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือโดยบรรจบกับแจ่งศรีภูมิ และโอบรอบเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยววกมาทางใต้บรรจบกับมุมเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งจะสังเกตได้ว่ากายภาพของกำแพงเมืองชั้นนอกมีการวางตัวที่สอดรับกับความโค้งของลำน้ำปิงที่ตวัดเข้ามาใกล้เมืองเชียงใหม่ จนกระทั่งทอดลงไปทางใต้ของเมืองเชียงใหม่ *** ในส่วนของประตูเมือง เมื่อพิจารณารูปแบบ โดยใช้หลักฐานแผนที่โบราณนครเชียงใหม่ปี 2436 พบว่าประตูเมืองที่กำแพงเมืองชั้นในทั้ง 5 ประตู เป็นประตูเมืองแบบ 2 ชั้น กล่าวคือ ประตูเมืองที่อยู่บริเวณต่อเนื่องจากกำแพงเมืองมีลักษณะแบบแนวกำแพงที่สิ้นสุดลงและเว้นไว้เป็นช่องประตู และมีการก่อขอบยื่นออกไปจากตัวกำแพงเมืองโอบล้อมออกไปด้านหน้า และมีประตูที่หน้าหน้าอีกชั้น ทำให้ประตูเมืองมี 2 ชั้น และมี 2 ประตู ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าประตูเมืองที่กำแพงเมืองชั้นในเกือบทุกประตู มีลักษณะการทำให้เหลื่อม ไม่ตรงแนวกัน หากพิจารณาประโยชน์ใช้สอยแล้วประตูสองชั้นและช่องประตูที่เหลื่อมกันนี้อาจเป็นการออกแบบเพื่อประโยชน์ในการสงครามที่ทำให้ข้าศึกอยู่ในกรอบวงล้อมการโจมตีหากข้าศึกยกพลเข้าทางประตูเมือง ทั้งนี้การเป็นประตูเมืองแบบ 2 ชั้น ได้รับการพิสูจน์โดยการขุดตรวจทางโบราณคดีในปี 2545 จากกรณีที่ เทศบาลนครเชียงใหม่ขุดบ่อพักน้ำพุและพบแนวอิฐโบราณที่ก่อเป็นแนวยาวที่ผนังหลุมบ่อพักด้านตะวันตก ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรูปแบบประตูช้างเผือกที่ปรากฏในแผนที่โบราณนครเชียงใหม่ที่เป็นประตูเมืองแบบ 2 ชั้น โดยแนวอิฐที่พบน่าจะเป็นกรอบของข่วงประตูที่ยื่นออกไปจากตัวกำแพง ที่ทำให้ประตูมีลักษณะเป็นป้อมประตูขนาดใหญ่*** จนกระทั่งปี 2561 มีงานขุดศึกษาในพื้นที่ประตูช้างเผือกอีกครั้งบริเวณกึ่งกลางข่วงประตู  จากการดำเนินการทำให้ทราบว่าบริเวณประตูช้างเผือกนี้อาจเคยมีหลังคามุงกระเบื้องในอดีต เนื่องจากพบเศษกระเบื้องมุงหลังคามากในชั้นดินใช้งาน ทั้งนี้ชั้นดินทับถมบริเวณประตูช้างเผือกมีข้อมูลประการหนึ่งที่สำคัญ คือ ปรากฏชั้นดินอยู่อาศัยก่อนการสร้างประตูช้างเผือก โดยกำหนดช่วงเวลาในราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 จากการพบเครื่องถ้วยเนื้อแกร่งจากแหล่งเตาพานและเวียงกาหลง (ชั้นดินดังกล่าวมีระดับที่ต่ำกว่าฐานรากกำแพงเมืองเชียงใหม่ค่อนข้างมาก) จึงนำมาสู่ข้อสันนิษฐานประการหนึ่งว่าการทำประตูชั้นที่สองยื่นออกมา อาจเป็นงานก่อสร้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-21 ซึ่งห้วงเวลาที่สอดคล้องกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สุดก็คือ การบูรณะกำแพงเมืองเชียงใหม่ที่แล้วเสร็จในปี 2063 ซึ่งมีเนื้อความที่น่าสนใจที่ปรากฏในเอกสารชินกาลมาลีปกรณ์และพงศาวดารโยนกที่กล่าวเกี่ยวกับประตูเมืองว่า เมื่อบูรณะกำแพงเมืองแล้วเสร็จได้โปรดให้ “ยกประตูนครเชียงใหม่” ***ที่หยิบยกมาบอกเล่าในวันนี้ก็เป็นประวัติศาสตร์กำแพงเมืองเชียงใหม่ ผ่านกระบวนการทำงานและหลักฐานทางโบราณคดีจากเอกสาร ชั้นดินทับถม และโบราณวัตถุ ซึ่งพบว่าบางประเด็นค่อนข้างกระจ่างชัดเจน เช่น ช่วงเวลาการเกิดขึ้นของกำแพงเมืองชั้นนอก แต่ก็ยังมีมีบางประเด็นที่ยังติดค้างเป็นข้อสงสัย คือ กำแพงเมืองสมัยพญามังรายสร้าง เป็นเพียงคันดินหรือมีการก่ออิฐแล้ว เนื่องจากการขุดค้นพบอิฐกำแพงเมืองบริเวณแจ่งหัวลินที่มีเศษเครื่องถ้วยแหล่งเตาล้านนาในก้อนอิฐ แสดงให้เห็นว่ากำแพงเมืองที่เป็นอิฐเหล่านี้เกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 จึงเป็นโจทย์การศึกษาในอนาคตที่ต้องเจาะลึกลงไปเพื่อหาคำตอบในประเด็นดังกล่าวนี้



เลขทะเบียน : นพ.บ.423/ข/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 28 หน้า ; 4.5 x 56.5 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 151  (96-103) ผูก ข1 (2566)หัวเรื่อง : มูลกัจจายน์--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.563/4ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 52 หน้า ; 4.5 x 57 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 183  (329-336) ผูก 4 (2566)หัวเรื่อง : ทศชาติ--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


องค์ความรู้ : ภาพเก่าจากฟิล์มกระจกOld Picture from Glass Plate Negativesพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญที่ทุ่งพญาไท ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของพระราชวังพญาไท (ปัจจุบันคือโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า)The Royal Ploughing Ceremony at Thung Phaya Thai field, south of Phya Thai Palace (It is now Phra Mongkutklao Hospital)ภาพ/ข้อมูล : หนังสือฟิล์มกระจกฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก


ส่งเสริมการอ่านผ่าน Facebook กับหอสมุดแห่งชาติชลบุรี เรื่อง วันกาชาดโลก ที่มา : โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์. 8 พฤษภาคม วันกาชาดสากล. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 7 พฤษภาคม 2566, จาก: https://www.chularat3.com/news_detail.php?lang=en&id=860


ชื่อเรื่อง                         ธมฺมบทวณฺณนา ธมฺมบทฏฺฐกถา (ขุทฺทกนิกายฏฺฐกถา) อย.บ.                            243/14 หมวดหมู่                       พุทธศาสนา ลักษณะวัสดุ                  64 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 54 ซม. หัวเรื่อง                         พระธรรมเทศนา                                                                       บทคัดย่อ/บันทึก           เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับชาดทึบ ไม้ประกับธรรมดา


          สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชมโครงการจัดการแสดงนาฏศิลป์และดนตรี “เสาร์สนุก” วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม 2566 เวลา 14.00 น. ฌ หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ภายในบริเวณหอสมุดแห่งชาติ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร           พบกับรายการแสดง           1. การบรรเลงดนตรีไทย ชุด “สำเนียงดีดสีเครื่องดนตรีสามสาย”           2. การขับร้องประสานเสียง (A cappella)           3. การแสดงชุดพราหมณ์เกศสุริยงชมดง           4. รำฉุยฉายรามลักษมณ์           5. รำฉุยฉายวันทอง โดยนางสาวรจนา ทับทิมศรี * ชมฟรี * สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักการสังคีต (วันและเวลาราชการ) โทร. 0 2224 1342 และ โทร. 0 2221 0171


“ท้อ” สัญลักษณ์แห่งการมีอายุยืนยาว“ลูกท้อ” หรือ “ลูกพีช” ในการรับรู้ของชาวตะวันตก (ภาษาจีน : 桃子 เถาจื่อ, ชื่อวิทยาศาสตร์ : Prunus persica) เป็นผลไม้เมืองหนาวที่มีต้นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน ก่อนจะแพร่หลายไปยังยุโรปผ่านพ่อค้าชาวเปอร์เซีย และไปถึงทวีปอเมริกาพร้อมนักเดินเรือชาวสเปนในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ลูกท้อจึงกลายเป็นผลไม้ที่รู้จักกันทั่วโลกนับแต่นั้นเป็นต้นมานอกจากความสำคัญในฐานะสมุนไพรที่มีสรรพคุณต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และระบบขับถ่ายแล้ว ลูกท้อยังมีบทบาทต่อวัฒนธรรมจีนเป็นอย่างมากซึ่งถือว่าลูกท้อเป็นสัญลักษณ์ของการมีอายุยืนยาวและความเป็นอมตะ และถูกใช้เป็นตัวแทนของเทพเจ้าโซ่ว ๑ ใน ๓ เทพแห่งดวงดาวของลัทธิเต๋า ฝู ลู่ โซ่ว (หรือที่คนไทยคุ้นเคยกันในชื่อ ฮก ลก ซิ่ว) นอกจากนี้ ลูกท้อยังหมายถึงฤดูใบไม้ผลิและความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากดอกท้อจะบานในเดือนมีนาคมซึ่งเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิอันเป็นฤดูกาลที่พืชพรรณต่าง ๆ เริ่มผลิดอกออกผลหลังผ่านพ้นฤดูหนาวที่แห้งแล้ง อีกทั้งชาวจีนยังมีความเชื่อว่าต้นท้อสามารถป้องกันขับไล่ปีศาจได้ จึงนิยมนำต้นท้อหรือกิ่งท้อมาประดับตกแต่งภายในบ้าน ไม่เพียงเท่านั้น ลูกท้อยังปรากฏในตำนานเทพและวรรณกรรมหลายเรื่องของจีน เช่น เชื่อกันว่าพระแม่ซีหวังหมู่ ราชินีสวรรค์ผู้ปกครองเทพฝ่ายหญิง มีสวนท้อวิเศษอยู่บนเขาคุนหลุนที่มีสรรพคุณทำให้ผู้รับประทานเป็นอมตะ ดังที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่อง “ไซอิ๋ว” ที่ซุนหงอคงได้แอบกินลูกท้อในสวนของพระแม่ซีหวังหมู่จนหมดและกลายเป็นอมตะ หรือในบทประพันธ์ เรื่อง “สามก๊ก” ได้กล่าวว่าเล่าปี่ กวนอู และเตียวหุยสาบานเป็นพี่น้องกันในสวนท้อของเตียวหุย ซึ่งสวนท้อนั้นอาจจะเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงมิตรภาพของทั้งสามที่มีความยั่งยืนยาวนานดุจลูกท้อ รวมไปถึงซาลาเปาที่ปั้นและแต้มสีแดงให้เหมือนกับลูกท้ออย่างโซ่วเถา (壽桃, ภาษาแต้จิ๋ว : ซิ่วท้อ) อันเป็นอาหารที่ชาวจีนนิยมมอบให้ผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุในโอกาสสำคัญ เพื่อเป็นการอวยพรให้มีอายุยืนยาวจากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ต้นท้อจึงมีอิทธิพลกับความเชื่อของชาวจีนเป็นอย่างมากเพราะมิได้ปรากฏอยู่แค่ในงานศิลปกรรม งานวรรณศิลป์เท่านั้น หากยังแฝงอยู่ในวิถีชีวิตของชาวจีนอีกด้วย เมื่อจีนมีการติดต่อกับดินแดนต่าง ๆ ดินแดนเหล่านั้นก็พลอยได้รับอิทธิพลทางความเชื่อเหล่านี้ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี หรือแม้แต่ประเทศไทยนั่นเอง


          กรมศิลปากร สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ โดยกลุ่มภาษาและวรรณกรรม จัดการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง "แบบเรียนรัตนโกสินทร์" ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๓๐ น. ณ ห้องประชุมใหญ่ หอสมุดแห่งชาติ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร (*ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมฟังเต็มจำนวนแล้ว)            การสัมมนามีหัวข้อเรื่องที่น่าสนใจ ประกอบด้วย ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “คุณค่าและความสำคัญของแบบเรียนไทย”, จินดามณีรัตนโกสินทร์, แบบเรียนรัตนโกสินทร์ก่อนปฏิรูปการศึกษา และแบบเรียนของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายท่าน            ผู้สนใจร่วมฟังการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง "แบบเรียนรัตนโกสินทร์" สามารถติดตามรับชมการถ่ายทอดสดได้ผ่านทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร



          กรมศิลปากร ขอเชิญร่วมประกวดผลงานภาพถ่ายภายใต้หัวข้อ "แต่งไทย ชมวัดไชยฯ ยามราตรี" ชิงเงินรางวัลรวม 40,000 บาท ในงาน "ราตรีนี้...ที่วัดไชยวัฒนาราม Ayutthaya Sundown" - รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล  20,000 บาท จำนวน 1 รางวัล - รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 10,000 บาท   จำนวน 1 รางวัล - รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 5,000 บาท จำนวน 1 รางวัล - รางวัลพิเศษสำหรับภาพถ่ายวัยเกษียณสำราญ (นายแบบ/นางแบบ อายุมากกว่า 65 ปี ) - เงินรางวัล 5,000 บาท จำนวน 1 รางวัล ------------------------------------------------- เปิดรับภาพตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน - 31 ธันวาคม 2566 เวลา 23.59 น. ------------------------------------------------- หัวข้อการประกวดภาพถ่าย - ภาพถ่ายบุคคลแต่งกายชุดไทยยุคต่างๆ ภายในวัดไชยวัฒนารามในเวลากลางคืน - ส่งภาพถ่ายได้ที่ e-mail contestayhispark@gmail.com ------------------------------------------------- โปรดศึกษากติกาและรายละเอียดฉบับเต็ม ที่นี่ ------------------------------------------------- สอบถามเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา Ayutthaya Historical Park  (www.facebook/AY.HI.PARK) โทร. 0 3524 2286


           นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า กรมศิลปากร โดยสำนักหอสมุดแห่งชาติ ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือระหว่างวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามกับกรมศิลปากร เพื่อเผยแพร่ผลงานการอนุรักษ์จัดเก็บคัมภีร์ใบลานวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม โดยมีอาสาสมัครและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวม 25 คน ทำการสำรวจ อนุรักษ์ ลงทะเบียน จัดเก็บคัมภีร์ใบลานตามหลักวิชาการ ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 30 เมษายน 2567 ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในการส่งเสริม และสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนงานด้านวัฒนธรรม            วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เป็นวัดสำคัญแห่งกรุงรัตนโกสินทร์และมีคัมภีร์ใบลานพระไตรปิฎกบรรจุกล่องอยู่ในหอพระไตรปิฎก ซึ่งคัมภีร์ใบลานวัดราชประดิษฐฯ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมเดิมภายในพระบรมมหาราชวัง ภายหลังในสมัยรัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริให้อัญเชิญคัมภีร์ใบลานพระไตรปิฎกดังกล่าวไปประดิษฐาน ณ หอพระไตรปิฎกวัดราชประดิษฐฯ โดยบรรจุไว้ในกล่องพระธรรม  ทำด้วยไม้มีขนาดพอเหมาะกับคัมภีร์ชุดหนึ่งๆ หรือหมวดหนึ่งๆ ตามพระไตรปิฎก ด้านสันกล่องได้จารึกหมวดหมู่ชื่อเรื่องด้วยอักษรขอม ภาษาบาลี และภาษาบาลี-ไทย ลักษณะคล้ายประดับเกล็ดหอยฝังเนื้อไม้ วางเรียงไว้ตามชั้นต่างๆ ในตู้พระธรรมซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 อยู่ในฐานะเอกสารโบราณที่ควรอนุรักษ์จัดเก็บอย่างเป็นระบบเพื่อการศึกษา ค้นคว้าและเผยแพร่ต่อสาธารณชน            ทั้งนี้ นักภาษาโบราณ สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้นำอาสาสมัครเข้าสำรวจตรวจสอบปริมาณกล่องคัมภีร์อย่างละเอียด พบกล่องคัมภีร์ใบลานจำนวนทั้งสิ้น 87 กล่อง สภาพกล่องชำรุดเสียหาย ภายในกล่องพบคัมภีร์อยู่ในสภาพชำรุดมาก แยกเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ คัมภีร์ใบลานที่จับผลึก ติดแน่น แข็งเป็นท่อน คัมภีร์ใบลานชำรุด พลัดผูก หัก งอ ผิดรูป และคัมภีร์ใบลาน ถูกแมลงสัตว์กัดกิน เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ป่นเป็นผง เมื่อประเมินปริมาณงานที่ต้องดำเนินการแล้ว มีคัมภีร์ใบลานที่ชำรุดไม่สามารถจัดหมวดหมู่ ชื่อเรื่อง ลงทะเบียนได้ประมาณ 80% ของคัมภีร์ที่มีอยู่ทั้งหมด ส่วนอีก 20% สามารถดำเนินการต่อในขั้นตอนตามหลักวิชาการได้ เช่น ทำความสะอาด เปลี่ยนสายสนอง อ่านวิเคราะห์ชื่อเรื่อง ออกเลขทะเบียน สำหรับแนวทางในการดำเนินงาน สำรวจ อนุรักษ์ จัดเก็บ คัมภีร์ใบลานชำรุดมากทั้ง 3 ลักษณะนั้น จะมีการทำความสะอาด เขียนป้ายบอกลักษณะชำรุด ห่อ มัด และจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษาลักษณะทางกายภาพของคัมภีร์ ส่วนคัมภีร์ใบลานที่สามารถอ่านศึกษาเนื้อหาได้ จะได้ดำเนินการตามหลักวิชาการในการอนุรักษ์ ทำทะเบียน และจัดเก็บต่อไป              อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการบูรณาการความร่วมมือและสร้างการรับรู้ระหว่างคณะสงฆ์ กรมศิลปากร และภาคส่วนประชาชน เพื่ออนุรักษ์สืบสานคัมภีร์ใบลานซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาของบรรพชนให้มีอายุยืนยาว อีกทั้งยังเกิดเครือข่ายอาสาสมัครอนุรักษ์เอกสารโบราณ ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลและส่งต่อมรดกภูมิปัญญาให้สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นสืบไป


         เศียรพระพุทธรูปทองคำ          แบบศิลปะ : ทวารวดี          ชนิด : ทอง          ขนาด : กว้าง 4 เซนติเมตร สูง 5.3 เซนติเมตร          อายุสมัย : ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 - 14 (หรือราว 1,200 - 1,400 ปีมาแล้ว)          กษณะ : ส่วนของพระเศียรพระพุทธรูปขนาดเล็กพระพักตร์กลม พระขนงต่อกันเป็นปีกกา พระเนตรปิด พระโอษฐ์อมยิ้ม พระกรรณ         ยาวเรียว พระพักตร์แสดงความมีเมตตา แม้จะมีขนาดเล็กแต่มีลายละเอียดคมชัดแสดงถึงความชำนาญของช่างทองสมัยนั้น          ประวัติ : ขุดพบที่เจดีย์หมายเลข 2 อำเภออู่ทอง          สถานที่จัดแสดง : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี   แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/uthong/360/model/23/   ที่มา: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/uthong


black ribbon.