ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,269 รายการ
ชื่อผู้แต่ง บำรุงราชบริพาร , พระยา
ชื่อเรื่อง เรื่อง ผีมาเฝ้า และการประชวรจนสวรรคต ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ นครหลวง
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย
ปีที่พิมพ์ ๒๕๑๕
จำนวนหน้า ๖๖ หน้า
หมายเหตุ พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายสดสุข กาญจนาคม ท.ม. ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๑๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๑๕
หนังสือเรื่องนี้ เรื่องแรกคือ เรื่องผี(หรือวิญญาณ) ซึ่งปรากฏต่อพระพักตร์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงนำมาเล่าเอง เป็นอันยืนยันได้ว่า ผี (หรือวิญญาณ) มีจริง เรื่องที่สอง คือตอนประประชวร
นับเป็นเวลา ๑๐๐ ปี ที่เรือรบลำหนึ่งเคลื่อนเข้าสู่เขตแดนไทย เมื่อ ๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๖๓ เพื่อทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาความมั่นคงทางทะเลแห่งราชอาณาจักรไทย ด้วยพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และความร่วมมือร่วมใจกันของทุกชนทุกชั้น ทำให้ “เรือหลวงพระร่วง” มิได้เป็นเพียงยุทโธปกรณ์ทันสมัยอันทรงประสิทธิภาพของกองทัพเรือไทยในขณะนั้น แต่ยังเป็นอนุสรณียวัตถุแสดงถึงความสามัคคี ความจงรักภักดี และตระหนักถึงความเป็น “ชาติไทย” ร่วมกันอีกด้วย ในเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับเรือรบหลวงพระร่วงนั้น มีส่วนที่เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่น่าสนใจอยู่ประการหนึ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีฉลองรับเรืออย่างยิ่งใหญ่ ในระหว่างวันที่ ๗ – ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ ในการพระราชพิธีตอนหนึ่ง ปรากฎ “มนตร์สำหรับเรือพระร่วง” ซึ่งพระสงฆ์สวดในพระราชพิธีฉลอง เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ //มนตร์สำหรับเรือพระร่วงเป็นบทสวดภาษาบาลี - ไทย พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เพื่อเป็นบทสวดในพระราชพิธีฉลองรับเรือหลวงพระร่วง เนื้อหาเป็นการผูกเข้ากันระหว่างคติ คำสอนทางพระพุทธศาสนาและการสร้างความมั่นคงของเมือง (การมีเรือหลวงพระร่วง) ความน่าสนใจและความโดดเด่นของ “มนตร์สำหรับเรือพระร่วง” คือ เป็นบทสวดสำหรับพระราชพิธีฉลองเรือหลวงพระร่วงโดยเฉพาะ ทั้งยังมีคำแปลอธิบายความหมายของแต่ละบทเป็นภาษาไทย มีการเปรียบเทียบเปรียบเปรยที่ลึกซึ้ง ซึ่ง “มนตร์สำหรับเรือพระร่วง” ได้ถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๓๗ วันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ หน้า๒๓๒๙ – ๒๓๓๒ สะท้อนถึงความพิเศษของ “มนตร์สำหรับเรือพระร่วง” และการเผยแพร่นี้ คงมีจุดประสงค์ที่จะถ่ายทอดความหมายอันลึกซึ้งของ “มนตร์สำหรับเรือพระร่วง” ให้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไป ขอยกตัวอย่างคำแปลบางตอนของ “มนตร์สำหรับเรือพระร่วง” เช่น ๑. “...ชนย่อมข้ามห้วง (คือ กาม เป็นอาทิ) ได้ด้วยศรัทธา ย่อมข้ามทเล (คือ สังสารวัฏ) ได้ด้วยความไม่ประมาท ย่อมล่วงทุกข์เสียได้ด้วยความเพียร ย่อมบริสุทธิ์ด้วยปัญญาฯ ...” ๒. “... ภิกษุ เธอจงวิดเรือ (คือ อัตภาพ) นี้ เรืออันเธอวิดแล้วจักพลันถึง เธอตัดราคะและโทษะเสียแล้ว แต่นั้นจักถึงนิพพานฯ เพราะคำนี้จริง ขอชัยจงมีแด่พระราชาทุกเมื่อ ขอราชนาวีแลคณะผู้ทำร่วม (คือ ราชนาวีสมาคม) จงเป็นผู้ลุฝั่งแห่งความสำเร็จ ๓. “...ผู้มีปัญญา พึงทำเกาะที่ห้วงท่วมไม่ได้ ด้วยความขยัน ด้วยความไม่ประมาท ด้วยความระวัง ด้วยความข่มใจฯ เพราะคำจริงนี้ ขอความมั่งคั่งจงมีในกาลทั้งปวง ขอรัฐะมีอารักขา...” ๔. “...เมืองตั้งอยู่สุดแดนเขาคุ้มครองแล้วทั้งภายในภายนอก ฉันใด สูทั้งหลายจงคุ้มครองตน ฉันนั้น” ๕. “...ถ้าเห็นสุขไพบุลย์ (ว่าพึงมี) เพราะสละสุขมีประมาณน้อยเสีย ปราชญ์มาเหนสุขไพบุลย์ดีอยู่พึงสละสุขมีประมาณน้อยเสียฯ ...” ๖. “...ธรรมนั่นแล ย่อมรักษาชนผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมา นั่นอานิสงส์ในธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ชนผู้ประพฤติธรรม ย่อมไม่ไปสู่ทุคคติฯ...” ในบทที่กล่าวว่า “...ถ้าเห็นสุขไพบุลย์ (ว่าพึงมี) เพราะสละสุขมีประมาณน้อยเสีย ปราชญ์มาเหนสุขไพบุลย์ดีอยู่พึงสละสุขมีประมาณน้อยเสียฯ ...” นั้น เมื่ออ่านแล้ว อาจไม่สามารถเข้าใจในทันที แต่หากได้อ่าน พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีรับเรือหลวงพระร่วง วันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ ทรงยกคำกล่าวนี้ขึ้นมาเช่นเดียวกัน และทรงอธิบายแก่ประชาชนทั้งหลายให้เข้าใจได้ง่าย ความว่า“... ด้วยเหตุว่ามีพุทธดำรัสปรากฎชัดไว้ว่า “เมื่อเล็งเห็นความสุขหรือประโยชน์อันไพบูลย์ คือเห็นประโยชน์ใหญ่แล้ว ควรยอมสละความสุขหรือประโยชน์ส่วนน้อยนั้นเสีย” หมายความว่า เมื่อคำนึงถึงประโยชน์และความสุขอันจะมีหรือได้รับทั่วไปแล้ว ประโยชน์หรือความสุข ส่วนตัวเฉภาะบุคคล ควรยอมสละได้เพื่อรักษาประโยชน์แลความสุขอันใหญ่ ท่านทั้งหลายได้ เต็มใจสละทรัพย์ของท่านในครั้งนี้ เพื่อซื้อเรือรบให้แก่ราชนาวีก็ด้วยมุ่งหมายจะรักษาประโยชน์และ ความสุขใหญ่ คือ ประโยชน์และความสุขของชาติเราทั่วไป” มนตร์สำหรับเรือพระร่วงคือการนำสาระทางธรรมมาผูกเป็นบทมนตรา เป็นมนตร์แห่งพระร่วงที่จะชี้นำทางมนุษย์ เปรียบภาพเรือหลวงฝ่าข้ามมหาสมุทรกับภิกษุหรือบุคคลที่จะนำพาตนให้พ้นจากกิเลสและวัฏสังสาร จนถึงสะท้อนภาพความเสียสละร่วมกันของคนอันจะส่งผลต่อความมั่นคงของดินแดน เป็นพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ที่ทรงพระนิพนธ์ได้อย่างสอดคล้องและลุ่มลึก ทั้งยังเป็นบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรือหลวงพระร่วง หากได้อ่านพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อพระราชพิธีครั้งนั้นด้วยแล้ว ยิ่งจะทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์และพระวิสัยทัศน์ได้อย่างชัดเจน-------------------------------------------------------เรียบเรียง : ไอยคุปต์ ธนบัตร นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มประวัติศาสตร์ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์-------------------------------------------------------เผยแพร่ข้อมูล : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺมเทศนา (เทศนาสังคิณี-มหาปัฎฐาน)
เลขที่ ชบ.บ.1/1-4
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.35/1-7 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
วันนี้ #พี่โข่ทัยมีเรื๋องเล๋า มาแล้วค่าาาาาาาาา
.
ตามที่แอดมินได้แจ้งไว้นะคะ เรามีหนังสือเรื่อง "พระราชประวัติสมด็จพระนเรศวรมหาราชและพระราชวังจันทน์" มาแจกให้กับแฟนเพจผู้ติดตามที่น่ารักทุกท่าน....ท่านใดไม่ได้รับรางวัลนี้ ไม่ต้องสียใจค่ะ เดี๋ยวรอโหลดไฟล์พีดีเอฟไปอ่านกันต่อไปค่าาาา....
.
วันนี้เราขอเฉลยแต่ละข้อก่อนนะคะ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ๒๖ คน ตอบได้ถูกต้องจำนวน ๒๔ คนค่ะ และเนื่องจากรายชื่อผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีมากกว่าหนังสือที่เราจะสามารถอภินันทนาการให้ครบทุกท่านได้ ดังนั้น แอดมินขอจับสลากรายชื่อผู้เข้าร่วมกิจกรรมว่า ท่านใดได้รับรางวัลบ้างต่อไปนะคะ ขอให้ลุ้นกันต่อไปค่ะ ส่วนท่านใดที่ไม่ได้รับหนังสือ ขอให้ท่านส่งที่อยู่มาในกล่องข้อความของสำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย เพื่อรับปฏิทินเป็นอภินันทนาการต่อไปค่ะ
.
ในส่วนของเฉลยนั้น มีดังนี้ค่ะ
๑. ศิลาจารึกหลักที่ ๑ (จารึกพ่อขุนรามคำแหง) เรียกว่า เมืองสรลวงสองแคว
ถูกต้อง ปรากฏใน ด้านที่ ๔ บรรทัดที่ ๑๘ ว่า “.....รอดสรลวง สองแคว ลุมบาจาย.....”
๒. ศิลาจารึกหลักที่ ๓ (จารึกนครชุม) เรียกว่า เมืองสรลวง
ถูกต้อง ปรากฏใน ด้านที่ ๒ บรรทัดที่ ๕๐ ว่า “อันหนึ่งมีในเมืองฝาง อันหนึ่งมีในเมืองสระหลวง”
๓. ศิลาจารึกหลักที่ ๘ (จารึกเขาสุมนกูฏ) เรียกว่า เมืองสองแคว
ถูกต้อง ปรากฏใน ด้านที่ ๓ บรรทัดที่ ๑๓ ว่า “เมืองสองแคว บุพระมหาธาตุ...” และด้านที่ ๔ บรรทัดที่ ๔-๕ ว่า “....อยู่ในสองแควได้เจ็ดเข้า...”
๔. จารึกหลักที่ ๑๑ (จารึกวัดเขากบ) กล่าวถึงเมืองสรลวง
ถูกต้อง ปรากฏในด้านที่ ๒ บรรทัดที่ ๑๑ ว่า “............อาวาสแต่นครสระหลวง มีพุทธปฏิมา........”
๕. จารึกหลักที่ ๓๘ (จารึกกฎหมายลักษณะโจร) กล่าวถึงชื่อเมืองสองแคว
จารึกนี้กล่าวถึงสองชื่อ คือ (๑)ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๗ “....พระยาพังไทวยนทีศรียมนา...” และ (๒) ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๑๗ “...........ทำเนปรเชลียง กำแพงเพชร ทุ่งย้างปากยม สองแคว...”
๖. นิทานพระพุทธสิหิงค์ เรียกว่า เมืองทวิสาขะนคร
ปรากฏชื่อนี้ในนิทานพุทธสิหิงค์ ปริเฉจที่ ๕ ความว่า
ตทา อโยทยา ราชา รามาธิปติ นามโก อปฺปมาทํ ตสฺส ทิสฺวาน ทฺวิสาขนครา คโต ฯ
รุมฺหิตฺวา ตํ ลภิตฺวาน กตฺวา หตฺถคตตฺตโน เตชํ นาม สกํ ปุตฺตํ กาเรตฺวา ตํ นิวตฺตยิฯ
แปลว่า ครั้งนั้นพระราชานครอยุธยา ทรงพระนามว่ารามาธิบดี เห็นว่าพระธรรมราชาประมาท เป็นโอกาสแล้ว จึงเสด็จไปจากนครสองแคว เข้าโจมตียึดเมืองสุโขทัยได้ แล้วมอบให้พระราชบุตรพระนามว่า เจ้าเดช ครอบครอง พระองค์เสด็จกลับอยุธยา (นิทานพระพุทธสิหิงค์ แปลโดย ร.ต.ท.แสง มนวิทูร)
คำว่า ทวิสาขนคร หมายถึง สองแคว
๗. ในสมัยอยุธยาตอนต้นเรียกว่า เมืองชัยนาท เมื่อครั้งที่เจ้าสามพระยาถูกส่งมาปกครอง
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กล่าวถึงไว้ว่าหลังจากสมเด็จพระนครินทราธิราช ทรงระงับจลาจลที่หัวเมืองเหนือ “...แล้วจึงให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าพญากินเมืองสุพรรณบุรี เจ้ายี่พญากินเมืองแพรกศรีราชา เจ้าสามพญากินเมืองไชนาฎ...”
๘. ลิลิตยวนพ่าย เรียกว่า เมืองพิษณุโลกเพียงชื่อเดียว
เรียก ๒ ชื่อ ได้แก่ ชัยนาท ในความที่ว่า “แถลงปางเมื่อลาวลง ชัยนาท นั้นฤๅ” และชื่อพิษณุโลก ในความว่า “ปางถกลกำแพงพระ พิษณุโลกย์แล้วแฮ” ศ.ดร. ประเสริฐ ณ นคร กล่าวไว้ว่าชื่อพิษณุโลกคงได้เกิดขึ้นในตอนที่สร้างกำแพงเมืองดังที่เรื่องยวนพ่ายระบุไว้
๙. ชินกาลมาลีปกรณ์ เรียกว่า เมืองชัยนาท
ปรากฏในข้อความ “ชยนาทปุรมฺหิ ทุพฺภิกฺขภยํ ชาตํ อันว่าภัยคือทุพภิกขข้าวแพงก็บังเกิดมีในเมืองชัยนาทบุรี”
๑๐. บันทึกฟรังซัวร์ อังรี ตุรแปง ชาวฝรั่งเศส กล่าวว่า “....ชาวโปรตุเกสเรียกเพี้ยนว่า ปอร์ซาลุก...”
๑๑. พงศาวดารเหนือ เรียกว่า เมืองโอฆะบุรี
ในพงศาวดารเหนือปรากฏสองนาม คือ พิศนุโลก และโอฆบุรี กล่าวถึงพระเจ้าศรีธรรมปิฎก ให้จ่านกร้องกับจ่าการบุรณ์สร้างเมืองใหม่ แล้วมีพระราชโองการถามพราหมณ์ พราหมณ์ทูลตอบว่า “...มาถึงวันนี้ได้ยามพิศณุ พระองค์ได้ชื่อเมืองตามคำพราหมณ์ว่าเมืองพิศณุโลก ถ้าจะว่าตามพระพุทธเจ้ามาบิณฑบาตก็ชื่อว่าโอฆบุรีตะวันออก ตะวันตกชื่อจันทรบูร”
สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงอธิบายความท่อนนี้ไว้ในสาส์นสมเด็จว่าหมายถึง “เสด็จมาถึงในยามพิษณุเปนมงคล จึงขนานนามเมืองฝั่งตะวันออกว่า “พิษณุโลก” และเรียกว่า โอฆบุรี ด้วยอีกชื่อ ๑ เมืองทางฝั่งตะวันตกให้ชื่อว่า จันทบุระ”
นามโอฆบุรี ที่เป็นอีกชื่อหนึ่งของพิษณุโลก ยังปรากฏในคำกลอนสรรเสริญพระบารมีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในตอนแหล่เทศน์มหาชาติ ของพระกว้าง วัดประยุรวงศ์ กล่าวถึงเหตุการณ์รัชกาลที่ ๕ หล่อพระพุทธชินราช ในตอนต้นได้กล่าวอ้างถึงพงศาวดารเหนือ และกล่าวถึงนามเมืองพิษณุโลกไว้ว่า
๏ เสด็จสถิตอยู่พิษณุโลก อิกนามหนึ่งโอฆบุรี
ทรงสร้างพระธาตุเจดีย์ วิหารสี่งามสูงทรง
* ๑๒. สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงเปลี่ยนชื่อว่า พิษณุโลก (แปลว่า เมืองที่มีความยิ่งใหญ่ประดุจพระศิวะ)
สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงเปลี่ยนชื่อว่า พิษณุโลก แต่ชื่อนี้หมายถึงโลกแห่งพระวิษณุ
.
ดังนั้น ข้อที่ผิดมีเพียงข้อเดียว คือ ข้อที่ ๑๒ ค่ะ ที่ถูกต้องควร แปลชื่อเมืองพิษณุโลกว่า เมืองที่มีความยิ่งใหญ่ประดุจพระวิษณุหรือพระนารายณ์นั้นเองค่ะ
องค์ความรู้ : ศิลปวัฒนธรรมและโบราณสถานในจังหวัดชลบุรี
เรื่อง เขาพระพุทธบาทบางพระ
เขาพระพุทธบาทบางพระ ตั้งอยู่ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี สร้างขึ้นในสมัยของหลวงพ่อฉิ่งเจ้าอาวาสวัดบางพระวรวิหาร ภายในมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาทจำลองและพระธาตุต่างๆ ประชาชนชาวบางพระและละแวกใกล้เคียงให้ความเคารพบูชาเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมีประชาชนมานมัสการมากขึ้นตัวมณฑปจึงเกิดชำรุดและด้วยพื้นที่ที่คับแคบจึงได้รับการบูรณะซ่อมแซมในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ถือเป็นปูชนียสถานสำคัญของอำเภอศรีราชา และในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปีจะมีการจัดงานฉลองสมโภชน์อย่างสนุกสนาน
ที่มาและภาพประกอบ : เทศบาลตำบลบางพระ. (๒๕๕๓). ย้อนอดีต มองปัจจุบัน บางพระจากวันนั้น...ถึงวันนี้. ชลบุรี:สำนักงานเทศบาลตำบลบางพระ.
#หอสมุดแห่งชาติชลบุรี #สำนักศิลปากรที่5ปราจีนบุรี #กรมศิลปากร #กระทรวงวัฒนธรรม #เขาพระพุทธบาทบางพระ #รอยพระพุทธบาทจำลอง #บางพระ #ศรีราชา #ชลบุรี
ตู้ลายทองหรือตู้พระธรรม เป็นตู้ไทยโบราณ คือตู้ที่มีลักษณะเป็นแบบฉบับของไทย ซึ่งคนไทยใช้มาแต่โบราณ ลักษณะของตู้อยู่ในทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ ด้านบนสอบและแคบกว่าด้านล่าง ความสูงของตู้อยู่ระหว่าง ๑๐๐ – ๒๘๘ เซนติเมตร ด้านกว้างระหว่าง ๘๐ – ๒๐๐ เซนติเมตร ด้านข้างกว้างระหว่าง ๕๗ – ๑๘๐ เซนติเมตร ด้านที่ใช้เปิดและปิดประตู คือด้านหน้า ซึ่งมีบานประตูตู้ติดบานพับ จำนวน ๒ บาน ต่อมาในสมัยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดำริให้ช่างทำประตูตู้ติดกระจกทางด้านหลังตู้เฉพาะตู้ที่ด้านหลังไม่มีลาย เพื่อใช้เปิดปิดแทนด้านหน้า ป้องกันมิให้ภาพลายทองบริเวณประตูตู้หมองหรือเสียหาย ภายในตู้มีชั้นไม้สำหรับวางคัมภีร์ใบลาน โดยเฉลี่ยประมาณ ๓ ชั้น ไม่มีการตกแต่งลวดลาย ส่วนใหญ่มักจะลงรักแดงทึบ ขอบตู้ด้านบนตกแต่งด้วยลายหรือจำหลักลายรูปบัวหงายเหนือขอบตู้ขึ้นไป บางตู้มีเสาหัวเม็ดทรงมันอยู่ทั้ง ๔ มุม ขอบตู้ด้านล่างอยู่เหนือส่วนที่นิยมตกแต่งเป็นรูปบัวหงาย แต่บางตู้ตกแต่งด้วยลายบัวคว่ำก็มี ใต้ขอบล่างของตู้ลงมามีขาตู้ ซึ่งใช้เรียกชื่อตู้ไทยโบราณประเภทต่างๆ แบ่งได้เป็น ๗ ประเภท คือ ๑. ตู้ขาหมู ขาของตู้เป็นขาสี่เหลี่ยม ช่างมักตกแต่งเชิงตู้เป็นรูปปากสิงห์หรือหูช้าง ตกแต่งด้วยลายต่างๆ หรือไม่ตกแต่งเลย ๒. ตู้ขาหมูมีลิ้นชัก เป็นการเพิ่มส่วนลิ้นชักเข้าไปในประเภทแรก โดยทำเป็นกรอบลิ้นชักอยู่ใต้ขอบล่างของตู้ เชิงตู้ของบางตู้เป็นรูปหูช้างหรือปากสิงห์และบางตู้ไม่ตกแต่งเลยก็มี ๓. ตู้ขาหมูแฝด แบ่งออกเป็น ๒ แบบ คือ ๓.๑ ตู้ขาหมูแฝดติดกัน ๒ ตู้ มีบานประตูด้านหน้า ๔ บาน และมีอยู่ ๔ ตู้เท่านั้น แต่ละตู้สูง ๒๑๖ เซนติเมตร (ตู้ กท.๑๒) ๓.๒ ตู้ขาหมูแฝดสี่ตู้ โดยแต่ละตู้ไม่ได้สร้างติดกัน แต่เขียนภาพเล่าเรื่องสืบเนื่องกัน แต่ละตู้สูง ๒๔๕ นับเป็นตู้ไทยโบราณที่สูงที่สุดเท่าที่ปรากฏ (ตู้ กท.๗๙) ๔. ตู้เท้าสิงห์ ขาตู้ทั้ง ๔ ขา จำหลักเป็นรูปเท้าสิงห์ และบางตู้พิเศษขึ้นไปอีกโดยจำหลักเป็นรูปเท้า สิงห์เหยียบบนลูกแก้ว ๕. ตู้เท้าสิงห์มีลิ้นชัก เพิ่มส่วนที่เป็นลิ้นชักโดยเจาะกรอบลิ้นชักด้านหน้าเพื่อใส่ตัวลิ้นชัก ๖. ตู้ฐานสิงห์ ทำฐานตู้เป็นรูปฐานสิงห์ จำหลักลายและประดับตกแต่งด้วยลวดลายที่งดงาม ๗. ตู้เท้าคู้ ขาของตู้ตอนบนส่วนที่ต่อจากขอบล่างของตู้จะทำเป็นรูปสี่เหลี่ยม และลบเหลี่ยมนอกตรง มุมตู้ โดยบากขาตู้ตอนล่างโค้งคู้เข้าหาพื้นตู้ ขาตู้ประเภทนี้นิยมทำในสมัยรัตนโกสินทร์ตัวอย่างตู้พระธรรมเท้าสิงห์ สมัยรัตนโกสินทร์ การกำหนดอายุสมัยของตู้ไทยโบราณ นักปราชญ์ราชบัณฑิต ได้กำหนดอายุสมัยของตู้ไทยโบราณออกเป็น ๓ สมัย คือ ๑. สมัยอยุธยา ๒. สมัยธนบุรี ๓. สมัยรัตนโกสินทร์ สิ่งที่ใช้พิจารณาแบ่งสมัยของศิลปะลายไทยที่ใช้ตกแต่งตู้ก็คือความอ่อนช้อยของเส้นกนก สมัยอยุธยา ทำตัวกนกใหญ่และนิยมทำช่อโต แต่เส้นกนกมีความคม ดูอ่อนช้อยและเคลื่อนไหวมาก เถากนกจะเริ่มจากส่วนใดของตู้ก็ได้ ตัวกนกแตกเถาระยิบระยับและศิลปินมีอิสระในการออกแบบลาย ไม่มีกฎเกณฑ์บังคับการวางลาย การเขียนลายจึงเป็นไปตามจินตนาการของช่าง จังหวะกนกจึงไม่ซ้ำกัน แต่จะมีความละเอียดอ่อน ตู้พระธรรมสมัยอยุธยา สมัยธนบุรี เป็นระยะคาบเกี่ยวยังได้รับอิทธิพลจากช่างฝีมือสมัยอยุธยา สันนิษฐานว่าช่างฝีมือที่เขียนลายรดน้ำในสมัยธนบุรี อาจจะเป็นช่างฝีมือในสมัยอยุธยาที่มีอายุสืบมา เพราะฝีมือการเขียนลายไทยในสมัยกรุงธนบุรีละม้ายคล้ายคลึงกับสมัยอยุธยา เปลวกนกถึงแม้จะแตกเถาน้อยกว่าสมัยอยุธยา แต่มีความอ่อนไหวมากกว่าเปลวกนกในสมัยรัตนโกสินทร์ตู้พระธรรมสมัยธนบุรี พ.ศ. ๒๓๒๐ สมัยรัตนโกสินทร์ นิยมทำเถาของกนกยาวจากขอบล่างของตู้พุ่งเถากนกขึ้นไปจรดหรือเกือบจรดขอบบนของตู้ ตัวกนกอ้วนสั้นหรือป้อม มีความอ่อนไหวน้อยลง ช่องว่างระหว่างตัวกนกมีความถี่มาก ทำให้ดูราวกับว่าเส้นกนกอยู่ในกรอบหรือเป็นแผงกนก ซึ่งถูกบังคับให้อยู่ในกรอบ จึงทำให้ดูค่อนข้างจะขึงขังและกระด้าง แต่ก็เป็นความงามที่เป็นลักษณะเฉพาะของลายกนกในสมัยรัตนโกสินทร์ตู้พระธรรมสมัยรัตนโกสินทร์ ลักษณะการตกแต่งตู้ไทยโบราณ มีวิธีการตกแต่งตู้ไทยโบราณหลายรูปแบบ ทำให้เกิดการเรียกประเภทของตู้ตามลักษณะการตกแต่ง ดังนี้ ๑. ตู้ลายรดน้ำ เกิดจากการเขียนน้ำยาและปิดทองรดน้ำ ลวดลายหรือรูปภาพที่ได้จะมีเพียงสีทอง ซึ่งดูเหลืองอร่ามบนพื้นรักสีดำทึบ เรียกกรรมวิธีการตกแต่งนี้ว่า เขียนน้ำยาปิดทองรดน้ำ เรียกสั้นๆว่าตู้ลายรดน้ำ และเนื่องจากคนไทยโบราณนิยมใช้ตู้ลายรดน้ำเป็นที่เก็บคัมภีร์พระไตรปิฎก จึงนิยมเรียกชื่อตู้อีกอย่างหนึ่งว่า ตู้พระธรรมลายรดน้ำ หรือตู้พระธรรม ลวดลายที่นิยมตกแต่งตู้ได้แก่ ลายกนกต่างๆ ลายพันธ์พฤกษา ลายดอกพุดตานเถา ลายดอกเบญจมาศ หรือเป็นภาพเล่าเรื่อง เช่น ภาพพุทธประวัติ ภาพชาดก หรือภาพที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา เป็นต้น ๒. ตู้ไม้จำหลัก จำหลักไม้เป็นลายต่างๆ เช่นลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายดอกพุดตาน ลายประแจจีน เป็นต้น มีการประดับกระจกสี ตกแต่งลายที่ลงทองทึบ กระจกสีที่ใช้มีหลายสี เช่น ขาว แดง น้ำเงิน เขียว เหลือง การประดับกระจกสีนั้น ช่างจะจำหลักให้เป็นรอยลึกลงไปในเนื้อไม้ เพื่อฝังกระจกลงไป สีของทองคำเปลวและสีของกระจกที่ประดับทำให้ดูระยิบระยับงดงาม ๓. ตู้ลายกำมะลอ ตู้ที่ตกแต่งด้วยภาพเขียนลายกำมะลอ คือ ภาพที่ระบายด้วยสีหม่นๆ เพียงไม่กี่สี เช่น สีแดง สีเทา สีขาว สีเทา สีเหลือง สีเขียว ซึ่งพื้นหลังลงรักดำทึบเป็นส่วนใหญ่ สีของภาพเขียนลายกำมะลอดูหม่นกลมกลืนกัน และนิยมปิดทองบนลายกำมะลอ ทำให้สีทองขับพื้นดำดูลออตายิ่งขึ้น ตู้ลายกำมะลอเหล่านี้ ช่างนิยมเขียนเป็นภาพทิวทัศน์ ภาพที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา ๔. ตู้ทองทึบ คือ ตู้ที่ตกแต่งด้วยการลงรักปิดทองทึบ ให้ดูเหลืองอร่ามหมดทั้งตู้ โดยไม่ได้เขียนลวดลายตกแต่งใดๆ ทั้งสิ้น ๕. ตู้กระแหนะรักสมุก คือ ตู้ที่ตกแต่งด้วยลวดลายที่เกิดจากการใช้แบบพิมพ์ ตีลายด้วยรักสมุก แล้วจึงนำแผ่นลายนั้นๆ ไปประดับตกแต่งตู้ ๖. ตู้ประดับมุก เป็นเทคนิคอีกแบบคือ การประดับมุก ซึ่งมีทั้งการตกแต่งด้วยมุกล้วนๆ เป็นภาพศิลปะลายไทยและภาพเล่าเรื่อง และการประดับลายด้วยมุกแกมกระจก หรือที่เรียกว่ามุกแกมเบื้อ อีกด้วย งานศิลปกรรมประดับมุกนี้เป็นงานที่ช่างต้องมีความชำนาญ มีฝีมือประณีตละเมียดละไม ๗. ตู้ภาพเขียนสี เขียนภาพสีตกแต่งตู้ด้วยภาพแบบไทยและแบบจีน เช่นภาพทวารบาล ภาพนักรบจีน ภาพสัญลักษณ์ ฮก ลก ซิ่ว และลายเมฆ เป็นต้น ตัวอย่างตู้พระธรรมภาพเขียนสี สมัยรัตนโกสินทร์ ข้อมูลนี้เป็นองค์ความรู้เบื้องต้นของตู้ไทยโบราณที่เก็บรักษาอยู่ในสำนักหอสมุดแห่งชาติ ผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียดสามารถศึกษาได้จากหนังสือตู้ลายทอง ที่จัดพิมพ์โดยสำนักหอสมุดแห่งชาติกรมศิลปากร และที่ฐานข้อมูล http://manuscript.nlt.go.th ------------------------------------------------------------------เรียบเรียงโดย นางศิวพร เฉลิมศรี นักภาษาโบราณชำนาญการพิเศษ ภาพประกอบโดย นายสันติ วงศ์จรูญลักษณ์ นักภาษาโบราณชำนาญการ------------------------------------------------------------------บรรณานุกรมนิยะดา ทาสุคนธ์. ตู้ไทยโบราณ. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร, ๒๕๓๙. (ฉบับอัดสำเนา).
วัดจำปาตั้งอยู่ที่ตำบลทุ่ง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี บนพื้นที่สันทรายทางทิศเหนือของเมืองไชยา วัดจำปาไม่ปรากฏหลักฐานถึงผู้สร้างและปีที่สร้างอย่างชัดเจน แต่พบหลักฐานทางโบราณคดีที่กำหนดอายุได้ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย กล่าวคือ
ประการแรก จารึกวัดจำปา (สฎ.๑) ลักษณะเป็นแท่งศิลารูปทรงใบเสมาหินทรายสีเทา อักษรขอมอยุธยา ภาษาไทย ปรากฏศักราช พ.ศ. ๒๓๐๙ มีใจความกล่าวถึงการอุทิศทำบุญ
ประการที่สอง วิหาร มีลักษณะเป็นอาคารทรงโรง ภายในอาคารมีเสาร่วมใน ผนังอาคารเป็นผนังไม้ฝาปะกน (ซึ่งเป็นงานบูรณะในสมัยหลัง) พนักช่องหน้าต่างจำหลักลายลูกกรง หลังคาทรงจั่วซ้อนกันสองชั้นมุงด้วยกระเบื้องกาบกล้วย หน้าบันชั้นลดยื่นออกมาในลักษณะของมุขประเจิด รองรับด้วยหลังคาปีกนกซ้อนกันสามชั้นคลุมรอบอาคาร หน้าบันไม้กึ่งกลางจำหลักลายช่อหางโตเรียงต่อกัน ด้านข้างจำหลักลายก้านขด รูปแบบชั้นหลังคาดังกล่าว เทียบได้กับอาคารที่มีประวัติว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย เช่น ศาลาการเปรียญ วัดใหญ่สุวรรณาราม จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น
ประการที่สาม พระประธานในวิหาร เป็นพระพุทธรูปหินทรายประทับขัดสมาธิราบ แสดงปางมารวิชัย ขนาดใหญ่ ศิลปะอยุธยามีพุทธลักษณะสำคัญ คือ พระรัศมีเป็นเปลว เม็ดพระศกเล็ก พระพักตร์สี่เหลี่ยมมีเส้นไรพระศก พระขนงโก่ง ระหว่างเปลือกพระเนตรกับพระขนงป้ายเป็นแผ่น พระเนตรเหลือบต่ำ พระนาสิกโด่ง แย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิเป็นแผ่นใหญ่ยาวจรดพระนาภี ส่วนปลายแยกจากกันคล้ายเขี้ยวตะขาบ ประทับขัดสมาธิราบ
ประการที่สี่ ใบเสมาวัดจำปา ปักใบเสมาคู่ ลักษณะแผ่นหินทรายแดงรูปทรงคล้ายกลีบบัว ส่วนยอดของใบเสมาสลักลายดอกไม้ในกรอบสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน เอวใบเสมาคอด ส่วนล่างของใบเสมากึ่งกลางสลักลายจอมแห ฐานรองรับใบเสมาประกอบด้วยฐานสิงห์และฐานบัวหงายในผังเพิ่มมุมไม้สิบสอง
สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เมื่อครั้งเสด็จตรวจราชการแหลมมลายู ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕) ได้เสด็จผ่านวัดจำปาเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๒๑ และทรงบันทึกถึงบานประตูวิหารวัดจำปาไว้ว่า “...บานประตูหน้าวิหารนั้นแปลก บานขวาเปนยักษยืนแท่นถือกระบอง มีนาค ๗ เศียร ปกหัวงูอยู่ใต้ขา บานซ้ายเป็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณถือพระขรรค์สองมือ ชายผ้ามันแปลก ได้เขียนเอามาด้วย สงไสยว่าผิดคู่กัน...” ทั้งนี้ในภาพถ่ายของ KARPELÈS Suzanne เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ ได้ปรากฏว่า บานประตูไม้จำหลักรูปทวารบาล แผ่นไม้จำหลักรูปพระราหู และประติมากรรมไม้จำหลักรูปยักษ์ทวารบาลนั้นได้ถูกถอดออกมาวางเรียงกันไว้
ต่อมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๓ มีการนำงานไม้จำหลักทั้งสามชิ้น ได้แก่ บานประตู แผ่นไม้จำหลักรูปพระราหู และ แผ่นไม้จำหลักรูปยักษ์ทวารบาล มาเก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ และลงประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๓
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ภาพถ่ายของ Bernard Philippe Groslier ปรากฏบานประตูไม้วัดจำปาจัดแสดงในห้องมุขเด็จ ด้านทิศตะวันตก ในอาคารหมู่พระวิมานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
บานประตูไม้จำหลักรูปทวารบาล ขนาดกว้างรวม ๑๑๐ เซนติเมตร สูง ๑๙๕ เซนติเมตร ประกอบด้วยแผ่นไม้สองบาน บานหนึ่งจำหลักรูปเทวดาทรงเครื่อง ส่วนพระเศียรทรงมงกุฎยอดแหลม พระกรรณทรงกุณฑล พระวรกายทรงเครื่องประดับ ได้แก่ ทับทรวงและสายสังวาล, พาหุรัด ทองพระกร พระหัตถ์ทั้งสองข้างถือพระขรรค์ รัดองค์มีปั้นเหน่งประดับ นุ่งโจงทับสนับเพลา มีชายผ้าเกี้ยวยาวออกมาสองข้าง ทรงทองพระบาท และทรงยืนอยู่บนช้างสามเศียร เหนือรูปเทวดาจำหลักลายก้านขดออกเป็นช่อหางโตและนาค สันนิษฐานว่ารูปเทวดาดังกล่าวคือ พระอินทร์ บานประตูอีกบานเป็นรูปยักษ์ทรงเครื่อง ลักษณะทรงเครื่องประดับคล้ายกับเทวดา ได้แก่ มงกุฎยอดแหลม กรองศอ พาหุรัด ข้อมือสวมกำไล สองมือกุมกระบองยาว นุ่งผ้าสั้น ชายผ้าหน้านางสั้น ข้อเท้าสวมกำไลเท้า มีงูบริวารอยู่รอบขา และยืนเหนือยักษ์บริวาร เหนือรูปยักษ์จำหลักพังพานนาค ๗ เศียร สันนิษฐานว่าอาจหมายถึงท้าววิรูปักษ์ หนึ่งในจตุโลกบาลประจำทิศตะวันตกและมีนาคเป็นบริวาร อกเลาประตูจำหลักลายรักร้อย กลางอกเลาจำหลักลายดอกไม้รูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน
การกำหนดอายุของบานประตูนั้นพิจารณาได้จากลายช่อหางโต และโครงลายก้านขดที่ม้วนออกลายเป็นสัตว์และช่อหางโต ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมในศิลปะอยุธยาตอนปลาย ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๓ (ประมาณ ๓๐๐ ปีมาแล้ว)
ปัจจุบันบานประตูไม้จำหลักรูปทวารบาล จัดแสดงอยู่ในห้องมุขเด็จ ในหมู่พระวิมาน พระราชวังบวรสถานมงคล พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
แผ่นไม้จำหลักรูปยักษ์ทวารบาล ลักษณะเป็นรูปยักษ์ทรงเครื่อง สวมมงกุฎยอดยอดน้ำเต้า กึ่งกลางกระบังหน้าจำหลักลายดอกไม้สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนขนาบด้วยลายวงรี และด้านข้างมงกุฎทั้งสองข้างจำหลักลายดอกไม้สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ใบหน้าค่อนข้างกลม ตาเบิกโพลง ลำตัวคาดด้วยสังวาลประดับทับทรวง ต้นแขนสวมพาหุรัด ข้อมือสวมกำไล สองมือกุมกระบองยาว นุ่งโจงทับสนับเพลามีลายเหรา ชายผ้าเกี้ยวยาวออกมาสองข้าง ที่ด้านข้างมีเสือเป็นสัตว์บริวาร ส่วนฐานชำรุดหักหายไป สันนิษฐานว่าแผ่นไม้ชิ้นนี้น่าจะเป็นบานประตูอีกชิ้นหนึ่งที่ถูกถอดเก็บออกมาไว้ต่างหาก ดังที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงบันทึกไว้ความตอนหนึ่งว่า “...บานประตูหน้าโบสถ์ยังมีซีกหนึ่ง พระครูเก็บเอาตั้งไว้ให้ดูในวิหารเปนรูปยักษยืนแท่นถือกระบอง...”
การกำหนดอายุพิจารณาได้จากเครื่องทรงยักษ์ มีรูปแบบเช่นเดียวกับเครื่องทรงของรูปทวารบาลบานประตูไม้วัดจำปา จัดเป็นงานศิลปะอยุธยาตอนปลาย กำหนดอายุได้ ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๓ (ประมาณ ๓๐๐ ปีมาแล้ว)
โบราณวัตถุชิ้นนี้เก็บรักษาอยู่ที่คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ปัจจุบันนำมาจัดแสดงนิทรรศการ “อารยธรรมวิวัฒน์ ลพบุรี – ศรีรามเทพนคร” ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๔
แผ่นไม้จำหลักรูปพระราหู ลักษณะเป็นแผ่นไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า กึ่งกลางจำหลักภาพพระราหูปรากฏเพียงส่วนศีรษะและแขนทั้งสองข้าง มีลักษณะสำคัญคือ ศีรษะสวมมงกุฎประดับตาบสามเหลี่ยม กึ่งกลางกระบังหน้าเป็นลายดอกไม้สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนขนาบด้วยลายวงรี และด้านข้างมงกุฎทั้งสองข้างจำหลักลายดอกไม้สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน คิ้วขมวดเข้าหากัน นัยน์ตาหรี่คล้ายดวงตาจระเข้ ปากแสยะ เขี้ยวที่มุมปากทั้งสองข้างยาว ต้นแขนสวมพาหุรัด ข้อมือสวมกำไล สองมือของพระราหูกำลังจับนาคที่คาบลายก้านขดส่วนปลายเป็นลายช่อหางโต
ตามภาพลายเส้นฝีพระหัตถ์สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ แผ่นไม้ชิ้นนี้แต่เดิมเป็นแผ่นทับหลังประตูทางเข้าวัดจำปา ส่วนประตูเดิมนั้นปัจจุบันไม่หลงเหลืออยู่แล้ว แต่ยังพบการทำประตูวัดรูปแบบดังกล่าวนี้อยู่บ้าง เช่น ที่วัดพระประสพ ตำบลทุ่ง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
การกำหนดอายุของบานประตูนั้นพิจารณาได้จากลายช่อหางโตและโครงลายก้านขดที่ม้วนออกลายเป็นช่อหางโต ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมในศิลปะอยุธยาตอนปลาย ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๓ (ประมาณ ๓๐๐ ปีมาแล้ว)
ส่วนรูปของพระราหูที่จับนาคทั้งสองมือนั้นพบว่าปรากฏในจิตรกรรมสมัยอยุธยากลางถึงช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์หลายแห่ง เช่น จิตรกรรมวัดช่องนนทรี กรุงเทพฯ จิตรกรรมวัดเกาะ จังหวัดเพชรบุรี จิตรกรรมวัดดุสิดารามวรวิหาร และ จิตรกรรมวัดสุวรรณารามราชวรวิหาร กรุงเทพฯ เป็นต้น
โบราณวัตถุชิ้นนี้เก็บรักษาอยู่ที่คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ปัจจุบันนำมาจัดแสดงนิทรรศการ “อารยธรรมวิวัฒน์ ลพบุรี – ศรีรามเทพนคร” ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๔
ค้นคว้าและเรียบเรียง : นายพนมกร นวเสลา
บรรณานุกรม
กรมศิลปากร. เครื่องไม้จำหลักในคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ. กรุงเทพฯ: กรีนลิบบรา จำกัด, ๒๕๕๒.
นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยา. จดหมายระยะทางไปตรวจราชการแหลมมลายู ร.ศ. ๑๒๑. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๔๐.
วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์. พระราหู. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2557.
สันติ เล็กสุขุม. กระหนกในดินแดนไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๔๕.
ราชกิจจานุเบกษา
แจ้งความราชบัณฑิตยสภา เรื่อง มีผู้ให้ของแก่พิพิธภัณฑ์สถานสำหรับพระนคร (๒๔๗๓, ๒๓ พฤศจิกายน) เล่มที่ ๔๗ ตอนที่ ๐ง.
ชื่อเรื่อง อสีติมหาสาวกนิพฺพาน (พระอสีติมหาสาวกนิพพาน)
สพ.บ. 265/6ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 64 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 58 ซม.หัวเรื่อง พุทธสาวก--ชีวประวัติ สงฆ์--ชีวประวัติ
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจากวัดทุ่งอุทุมพร ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี