ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,443 รายการ
ชื่อผู้แต่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว,ชื่อเรื่อง โคลงโลกนิติจำแลงครั้งที่พิมพ์ -สถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์ธรรมบรรณาคารปีที่พิมพ์ ๒๕๐๔จำนวนหน้า ๕๘ หน้าหมายเหตุ พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพนางชุ่ม สร้อยพิสุทธิ์ และ นางบรรยง มาวิน หนังสือโลกนิติจำแลงนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชนิพนธ์ลงในหนังสือดุสิตซึ่งออกเป็นครั้งคราว ๆ เป็นแบบล้อเลียนบุคคลและเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสมัยนั้น
1. บทสวดมนต์ 2. ตำรายาเกร็ด เช่น น้ำมันแก้สารพัดโรค, ยาดมรุโรคสารพัด, รุเลือดและโลหิตแห้งติดกระดูกสันหลัง เป็นต้น 3. เบ็ดเตล็ดว่าด้วยกลอนแปด 4. บัญชีเบ็ดเตล็ด
เครื่องสังคโลกที่ผลิตและได้รับการส่งออกไปอย่างกว้างขวางนั้น มีจุดเด่นประการหนึ่งคือมีการเคลือบผิว ซึ่งทำให้เครื่องสังคโลกนั้นมีความสวยงามมากยิ่งขึ้น และสีของเคลือบเหล่านั้นก็สามารถนำมาใช้ในการแบ่งประเภทของเครื่องสังคโลกได้ด้วย ดังนี้ ภาชนะไม่เคลือบผิว (Unglazed Wares) เป็นภาชนะที่ไม่ได้เคลือบด้วยน้ำยาเคลือบ มีสีเทาถึงสีน้ำตาลเข้ม บางชิ้นมีขี้เถ้าปลิวไปติดที่ผิวภาชนะ ทำให้ผิวมีความมันวาวเหมือนเคลือบผิว เรียกว่า “เคลือบขี้เถ้า” โดยมากมักเป็นภาชนะประเภทโอ่ง ไห ครก และแจกัน เครื่องเคลือบสีเขียว หรือเซลาดอน (Celadon Wares) เป็นเครื่องเคลือบในกลุ่มสีเขียวใส สันนิษฐานว่าพัฒนามาจากเครื่องถ้วยสีเขียวมะกอกหรือสีเขียวอมน้ำตาลของเครื่องถ้วยเชลียง และได้รับอิทธิพลมาจากเครื่องเคลือบสีเขียวแบบหลงฉวนของจีน เครื่องเคลือบประเภทนี้มีรูปแบบค่อนข้างหลากหลาย ได้แก่ ชาม จาน ถ้วย ขวดทรงป่อง กระปุกทรงน้ำเต้า กาน้ำ ตุ๊กตาเสียกบาล ตุ๊กตารูปสัตว์ เป็นต้น เครื่องเคลือบเขียนลายสีดำ หรือสีน้ำตาลใต้เคลือบ (Black/Brown Painting Underglaze Wares) เป็นเครื่องเคลือบที่ได้รับแบบอย่างมาจากเครื่องลายครามของจีน โดยมีการวาดลวดลายต่าง ๆ ด้วยสีน้ำตาลไหม้หรือสีดำบนผิวภาชนะ แล้วเคลือบด้วยน้ำยาเคลือบสีใสถึงสีเขียวใส รูปแบบภาชนะมักเป็นชาม จาน ตลับหรือผอบ แจกัน ขวด กาน้ำ และตุ๊กตา เป็นต้น ภาพ : ภาชนะ/วัตถุที่ไม่มีการเคลือบผิว ภาพ : เครื่องเคลือบสีเขียวหรือเซลาดอน ภาพ : เครื่องเคลือบเขียนลายสีดำ หรือสีน้ำตาลใต้เคลือบใส ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก
ชื่อเรื่อง : พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ประวัติพระพุทธศาสนา และปาฐกถาเรื่องพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
ชื่อผู้แต่ง : มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, วัน นวลยง และบริบาลบุรีภัณฑ์, หลวง
ปีที่พิมพ์ : 2512
สถานที่พิมพ์ : [ม.ป.ท.]
สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์สถานสงเคราะห์หญิงปากเกร็ด
จำนวนหน้า : 176 หน้า
สาระสังเขป : หนังสือเล่มนี้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ตอน ประกอบด้วย เรื่องพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2466 เพื่ออธิบายให้พุทธศาสนิกชนเข้าใจโดยทั่วกันว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ หรืออริยสัจสี่ ได้แก่ ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ และทางไปสู่ความดับทุกข์ เรื่องประวัติพระพุทธศานา ของนายวัน นวลลยง กล่าวถึงพุทธประวัติที่เริ่มจากประเทศอินเดีย การสังคายนา การเผยแพร่พระพุทธศาสนามาถึงสุวรรณภูมิและการกำเนิดมหายาน เนื้อหาตอนสุดท้ายคือปาฐกถา เรื่องพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ของหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ กล่าวถึงประวัติและการเข้ามาในประเทศไทยของพุทธศาสนาลัทธิต่าง ๆ จากหลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุ ประกอบด้วย ลัทธิหินยานอย่างเถรวาท ลัทธิมหายาน ลัทธิหินยานอย่างพุกาม และลัทธิลังกาวงศ์
ชื่อเรื่อง : " ประเพณีสร้างสรรค์ " ในสังคมไทยร่วมสมัย
ผู้เขียน : ศิราพร ณ ถลาง
สำนักพิมพ์ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิริรธร (องค์การมหาชน)
ปีพิมพ์ : 2558
เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : 978-616-7154-29-9
เลขเรียกหนังสือ : 390.09593 ศ444ป
ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป
ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป 1
สาระสังเขป : "ประเพณีสร้างสรรค์" ในสังคมไทยร่วมสมัย เป็นหนังสือรวมบทความวิจัยจากโครงการวิจัยเรื่อง "คติชนสร้างสรรค์" พลวัตและการนำคติชนไปใช้ในสังคมไทย ร่วมสมัย (2554-2557) เป็นโครงการที่วิจัยโดยใช้ข้อมูลคติชนที่เกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรมเป็นหลักซึ่งได้นำเสนอทั้งข้อมูลและข้อค้นพบจากงานวิจัยประเพณีสร้างสรรค์ ที่สะท้อนปรากฏการณ์พลวัตของประเพณีพิธีกรรมและปรากฎการณ์การประยุกต์ ประเพณีพิธีกรรมที่สืบทอดมาจากสังคมประเพณีหรือที่มีการสร้างใหม่อย่างสร้างสรรค์ ในบริบทสังคมไทยปัจจุบัน บทความวิจัยทั้ง 6 เรื่อง ประกอบด้วย (1) การสร้างภาพลักษณ์ "หมู่บ้านวัฒนธรรม" จากคติชนบนเวทีการท่องเที่ยวที่บ้านหนองขาว (2) พลวัตพิธี "สืบ ส่ง ถอน" ในสังคมล้านนาปัจจุบัน (3) การสืบทอดและการผลิตซ้ำประเพณี และพิธีกรรมเกี่ยวกับพระอุปคุตในสังคมไทยปัจจุบัน (4) ประเพณีบุญบั้งไฟของชาวญี่ปุ่นและชาวไทย : การศึกษาเปรียบเทียบประเพณับั้งไฟริวเซโยะฌิดะ และประเพณีบุญบั้งไฟบ้านปะอาว (5) พลวัตและการสร้างประเพณัประดิษฐ์ในชุมชนอีสานลุ่มน้ำโขง และ (6) พิธีสวดนพเคราะห์ : พลวัตและพิธีกรรมประดิษฐ์ในสังคมไทยปัจจุบัน นอกจากนี้ยังนำเสนอบทความสังเคราะห์เรื่อง "พลวัตประเพณีพิธีกรรมในสังคมไทยร่วมสมัย" ซึ่งเป็นการสังเคราะห์ข้อค้นพบ วิธีการ และวิธีคิดของคนไทยในการนำเสนอประเพณี พิธีกรรมในปัจจุบัน ตลอดจนอภิปรายบทบาทและลักษณะของประเพณีสร้างสรรค์ในฐานะคติชนสร้างสรรค์ ด้วยความมุ่งหวังให้ผู้อ่านได้เกิดความเข้าใจพลวัตของคติชนและพลวัตของวัฒนธรรมไทยในสังคมปัจจุบันยึ่งขึ้น
หลักฐานศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในภาคใต้ของประเทศไทยตอน การเข้ามาของชาวอินเดียในภาคใต้ หลักฐานที่แสดงถึงการติดต่อระหว่างอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มปรากฏขึ้นเมื่อชาวอินเดียได้เดินเรือออกไปติดต่อค้าขายทางทิศตะวันออกเพื่อแสวงหาความร่ำรวยยังดินแดนห่างไกลที่เรียกว่า สุวรรณภูมิ (Suvarnabhumi) หรือ สุวรรณทวีป (Suvarnadvipa) สุวรรณภูมิ หรือ สุวัณณภูมิ หรือ สุวรรณทวีป แปลตามรากศัพท์ได้ว่า ดินแดนแห่งทองคำ เชื่อกันว่ามีทองคำมากมาย ซึ่งเป็นที่ต้องการของชาวอินเดีย รวมทั้งยังเป็นแหล่งที่มีทรัพยาการทางธรรมชาติและเครื่องเทศซึ่งเป็นที่ต้องการของชาวตะวันตก สุวรรณภูมิ หรือ สุวรรณทวีป ในปัจจุบันหมายถึง ดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครอบคลุมพื้นที่ - ผืนแผ่นดินใหญ่ (Mainland) คือ พม่า ลาว ไทย เขมร เวียดนาม มาเลเชีย สิงคโปร์ - ผืนแผ่นดินคาบสมุทร (Peninsular) คือ คาบสมุทรพม่า คาบสมุทรมลายู และคาบสมุทรอินโดจีน - ดินแดนที่เป็นเกาะ (Islands) คือ หมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรแปซิฟิก และอินโดนีเชีย บรูไน ฟิลิปปินส์ และติมอตะวันออก ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริเวณภาคใต้ของไทยและแหลมมลายูมีการติดต่อกับชาวอินเดียและชาวต่างชาติในสมัยโบราณ คือ ๑. ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ คือ ภาคใต้ของไทยตั้งอยู่บนแหลมมลายู ซึ่งมีลักษณะเหมือนแท่งเดือยอยู่ตรงกลางของคาบสมุทร ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการคมนาคม การค้า การทหาร ๒. ตั้งอยู่ในเขตมรสุม คือ ลมมรสุมที่พัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ (ระหว่างเดือนพฤษภาคม–ตุลาคม) พัดข้ามมหาสมุทรอินเดียจากเส้นศูนย์สูตร และลมมรสุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ระหว่างเดือนพฤศจิกายน–เมษายน) พัดจากตะวันออกจากฝั่งทะเลจีนและข้ามทะเลจีนมาบรรจบกันที่บริเวณปลายแหลมมลายูหรือมาบรรจบกันที่บริเวณช่องแคบมะละกา ทำให้บริเวณนี้กลายเป็นจุดนัดพบของเรือสินค้าจากซีกโลกตะวันตกและซีกโลกตะวันออก เช่น อินเดีย อาหรับ จีน เวียดนาม เป็นต้น รวมทั้งยังเป็นจุดนัดพบของพ่อค้านักเดินเรือชาวต่างชาติและชาวท้องถิ่นเพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันมานานตั้งแต่สมัยโบราณ ๓. มีแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติ คือ มีพืชพันธ์ไม้เศรษฐกิจและผลผลิตจากป่าที่เป็นที่ต้องการในสมัยโบราณ เช่น ไม้เนื้อหอมต่างๆ หนังสัตว์ เขาสัตว์ ผลผลิตจากทะเล เช่น กระดองเต่า ไข่มุก แร่ธาตุ เช่น ดีบุก ตะกั่ว ทองคำ เป็นต้น จากปัจจัยทั้ง ๓ ประการ ส่งผลให้ภาคใต้ของไทยและแหลมมลายูมีพัฒนาการเป็นชุมชนหรือเมืองท่าโบราณที่สำคัญในเวลาต่อมา สันนิษฐานว่าในการเดินเรือเข้ามาติดต่อค้าขาย พ่อค้าชาวอินเดียน่าจะนำเครื่องรางหรือรูปเคารพขนาดเล็กหรืออาจมีนักบวชของแต่ละศาสนาติดตามมาด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเดินทาง เนื่องจากการเดินทางทางทะเลมักมีอันตรายจากธรรมชาติและโจรสลัด รวมทั้งเพื่อให้ประสบความสำเร็จทางการค้า และอาจด้วยเหตุนี้ที่ทำให้คติความเชื่อทางศาสนา รวมทั้งอิทธิพลทางวัฒนธรรมด้านต่างๆ ของอินเดียได้ปรากฏและหยั่งรากลงในดินแดนสุวรรณภูมิหรือพื้นที่บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และดินแดนในภาคใต้ของไทยในเวลาต่อมา ภาพ : แผนที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของปโทเลมี นักเขียนแผนที่ชาวยุโรปในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ที่มา : Wheatley,Paul. The Golden Khersonese. Kuala Lumpur: University of Malay Press, ๑๙๖๑. ภาพ : แผนที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน ที่มา : อมรา ศรีสุชาติ. ศรีวิชัยในสุวรรณทวีป. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๕๗. ภาพ : เรือสำเภาและนักเดินทาง บุโรพุทโธ ชวาภาคกลาง เกาะชวา อินโดนีเซีย ที่มา : อมรา ศรีสุชาติ. ศรีวิชัยในสุวรรณทวีป. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๕๗.-------------------------------------เรียบเรียงข้อมูล : น.ส.สุขกมล วงศ์สวรรค์ ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช -------------------------------------อ้างอิง : - ผาสุข อินทราวุธ, ศ.ดร. สุวรรณภูมิจากหลักฐานทางโบราณคดี. กรุงเทพฯ: ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๘. - Wheatley,Paul. The Golden Khersonese. Kuala Lumpur: University of Malay Press, ๑๙๖๑.
ชื่อเรื่อง พรหลั่งน้ำ (พอนหลั่งน้ำ)สพ.บ. 222/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 32 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 30ซ.ม. หัวเรื่อง พุทธศาสนา ศาสนพิธิ
บทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ภาษาบาลี-ไทยอีสาน ได้รับบริจาคมาจากวัดทุ่งอุทุมพร ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
ลับแลเรื่องอิเหนา (ด้านหลัง)
ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ (๒๐๐ ปีมาแล้ว)
ไม้ลงรักปิดทอง สีฝุ่น
กรมศิลปากรซื้อจากพิพิธภัณฑ์ของหม่อมเจ้าปิยะภักดีนาถ สุประดิษฐ์ เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๔๗๙
อิเหนาเป็นนิทานของชวา ที่แพร่เข้ามาสู่ราชสำนักตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา สำนวนที่แพร่หลายในปัจจุบันเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ ๒ ลับแลลายกำมะลอด้านหน้าเขียนเรื่องอิเหนาตอนสียะตราเผยม่าน ด้านหลังเขียนตอนบุษบาเล่นธาร ตัดดอกลำเจียกให้นางยุบลค่อม อิเหนาฉายกริช บุษบาเสี่ยงเทียน จนถึงตอนฤาษีสังปะลิเหงะให้พรแก่อิเหนาและบุษบา