ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,468 รายการ


ชื่อเรื่อง                          หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 8  ฉบับที่ 529 (28 มิ.ย. 2509) ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น สถานที่พิมพ์                สุพรรณบุรี สำนักพิมพ์                   มนัสการพิมพ์ ปีที่พิมพ์                        2509 ลักษณะวัสดุ                16 หน้า. : กว้าง 28 ซ.ม. ยาว 39 ซ.ม. ภาษา                             ไทย


พระราชเขมากร (ปกรณ์ อารทฺธวิริโย) (2442 – 2528)   พระราชเขมากร (ปกรณ์ อารทฺธวิริโย) มีนามเดิมว่า เก๊า ลาภเหลือ เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2442 ณ บ้านหนองคล้า ตำบลห้วยแร้ง อำเภอเมือง จังหวัดตราด มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 7 คน ดังนี้ 1.      ท่านเจ้าคุณพระราชเขมากร 2.      นายเล็ก ลาภเหลือ (ถึงแก่กรรม) 3.      นางแดง ศิริ 4.      นายก๊อก เขมากโรทัย (ลาภเหลือ) 5.      นายมาก ลาภเหลือ 6.      นายอมร เขมากโรทัย (ลาภเหลือ) และมีพี่สาวต่างมารดา 1 คน คือ นางก่อ สังข์ผาด             การศึกษาก่อนอุปสมบท                    ได้ศึกษาที่โรงเรียนวัดคลองขุด ตำบลห้วยแร้ง อำเภอเมือง จังหวัดตราด             การทำงานก่อนอุปสมบท                    เคยรับราชการตำรวจเป็นเวลา 5 ปี ได้รับยศสิบตำรวจโท             การอุปสมบท                    อุปสมบทเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2468 ณ วัดคลองขุด ตำบลห้วยแร้ง อำเภอเมือง จังหวัดตราด โดยมีพระวิมลเมธาจารย์ (เจ้ง จันทสรเถระ) อดีตเจ้าคณะจังหวัดตราด วัดไผ่ล้อม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการออด วัดคลองขุด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระสมุห์แปร่ม วัดไผ่ล้อม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็นปกรณ์ โดยใช้เวลาส่วนใหญ่จำพรรษาที่วัดไผ่ล้อม                     วิทยฐานะทางธรรม                    ภายหลังจากสอบได้นักธรรมตรีและนักธรรมโทแล้ว สอบได้นักธรรมเอกเมื่อ พ.ศ. 2472 สำนักเรียนวัดไผ่ล้อม อำเภอเมือง จังหวัดตราด และสอบได้ ป.ธ. 3 สำนักเรียนวัดปทุมคงคา อำเภอสัมพันธวงศ์ จังหวัดพระนคร เมื่อ พ.ศ. 2476   ตำแหน่งทางคณะสงฆ์และสมณศักดิ์           พ.ศ. 2498     ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ที่ พระครูอุปกรณ์ปริยัติกิจ           พ.ศ. 2499     ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระพิศาลปริยัติกิจ           พ.ศ. 2514     ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชเขมากร   ตำแหน่งหน้าที่ทางการปกครอง           พ.ศ. 2479     เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม อำเภอเมือง จังหวัดตราด           พ.ศ. 2487     ดำรงตำแหน่งศึกษาจังหวัด           พ.ศ. 2488     ดำรงตำแหน่งพระวินัยธรจังหวัด           พ.ศ. 2506     ดำรงตำแหน่งผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดตราด           พ.ศ. 2508     ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดตราด           พ.ศ. 2509     ดำรงตำแหน่งพระอุปัชฌายะ   ผลงานและคุณูปการที่สำคัญ พระราชเขมากร ได้ปฏิบัติงานเผยแพร่ธรรมและการศึกษาโดยเทศนาสั่งสอนประชาชนตามท้องที่ต่างๆ ในเขตการปกครอง อบรมสั่งสอนพระภิกษุสามเณรที่บรรพชาอุปสมบทเข้ามาศึกษาพระธรรมวินัย อบรมเจ้าคณะพระสังฆาธิการในจังหวัดตราด เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกบาลีและนักธรรม สนับสนุนการตั้งโรงเรียนสอนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ให้แก่เยาวชนที่วัดไผ่ล้อม จัดตั้งกองทุนการศึกษาพระปริยัติธรรม และตั้งกองทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนโรงเรียนต่างๆ และมอบทุนการศึกษาให้อย่างต่อเนื่อง            การมรณภาพ พระราชเขมากรอาพาธด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจไม่ทำงาน ได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์และอุบาสกอุบาสิกาอย่างใกล้ชิด เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตราดตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2528 แต่อาการไม่ดีขึ้น คงทรุดลงจนเกินความสามารถของแพทย์ที่จะรักษา และมรณภาพด้วยอาการสงบเมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2528 เวลา 17.15 น. รวมอายุได้ 86 ปี และมีพรรษาได้ 60 พรรษา     ข้อมูลหนังสืออนุสรณ์งานศพ บรรณานุกรม อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพพระราชเขมากร (ปกรณ์ อารทธวิริโย) ณ วัดไผ่ล้อม อำเภอเมือง จังหวัดตราด วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม พุทธศักราช 2529.       กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2529.   รายละเอียดเนื้อหา            ระเบียบเกี่ยวกับการเผยแพร่ศาสนา ข้อความน่ารู้จากพระไตรปิฎก ปาฐกถาธรรม   เลขเรียกหนังสือ   ห 294.3 อ231พ สถานที่จัดเก็บ     ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี      


***บรรณานุกรม*** สุนทรภู่ โคลงนิราศสุพรรณ ของ สุนทรภู่ ฉบับสมบูรณ์ พิมพ์เป็น อนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ พันจ่าอากาศโท สุรพล สมบัติ เจริญ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ 16 สิงหาคมพุทธ ศักราช 2512 พระนคร ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวพร 2512





วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๙ นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร และนายบุญเตือน  ศรีวรพจน์ แถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ “นิราศหนองคาย” แต่งโดยนายทิม สุขยางค์ (หลวงพัฒนพงศ์ภักดี) เมื่อพุทธศักราช ๒๔๑๘ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร  ซึ่งกรมศิลปากร โดยสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์จัดพิมพ์แล้วเสร็จเป็นเล่มแรกของปีนี้ จัดเป็นหนังสือหายากและมีความสำคัญยิ่งสำหรับวงการประวัติศาสตร์และวรรณคดีไทย พร้อมนี้ ในช่วงเย็น อธิบดีกรมศิลปากรได้มอบลายเซ็นเป็นที่ระลึกในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ บูธ X15 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์




จัดให้มีการบริการทางการศึกษา นำชมพิพิธภัณฑ์และโบราณสถาน แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในอำเภอไชยา จัดฉายภาพนิ่งและวีดีทัศน์ การบรรยายพิเศษชั่วคราว จัดทำเอกสารเผยแพร่แก่นักเรียน ประชาชน และนักท่องเที่ยวผู้สนใจ จำหน่ายหนังสือด้านวิชาการ หนังสือนำชม สินค้าพื้นเมือง และของที่ระลึกอื่นๆ วันและเวลาทำการ เปิด : วันพุธ - วันอาทิตย์ เวลา 09.00 - 16.00 น. ปิด : วันจันทร์ วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ค่าธรรมเนียมการเข้าชม ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างประเทศ 100 บาท



          ขนมไทย  เอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทย  นอกจากจะมีความงดงาม  วิจิตร  ละเอียดอ่อน  พิถีพิถันในทุกขั้นตอนการทำ  ตั้งแต่วัตถุดิบ  วิธีการทำที่กลมกลืน  ยังมีรสชาติที่อร่อย หอมกลิ่นพืชพรรณจากธรรมชาติและกลิ่นอบร่ำควันเทียน  ขนมจัดเป็นอาหารที่คู่สำรับกับข้าวไทยในงานพิธีและงานมงคลต่าง ๆ  มาตั้งแต่ครั้งโบราณ  โดยใช้คำว่าสำรับกับข้าวคาว - หวาน  อีกทั้งขนมแต่ละชนิดยังมีชื่อเรียกที่บ่งบอกถึงคุณค่าและแฝงไปด้วยความหมาย อันเป็นสิริมงคล            ขนมมงคล  หมายถึง  ขนมไทยที่นำไปใช้ประกอบเครื่องคาวหวาน  ถวายพระ  เลี้ยงแขกในงานพิธีมงคลต่าง ๆ  เช่น  งานมงคลสมรส  งานบวช  หรืองานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น  การเลือกใช้ขนมในงานมงคลจะเลือกจากชื่อและความหมาย  ขนมไทยที่มักจะถูกเลือกใช้เป็นประจำคือขนมมงคล  9  ชนิด  ดังนี้                 - ขนมทองหยิบ  เป็นขนมที่มีลักษณะงดงามคล้ายดอกไม้สีทอง  ชื่อขนมทองหยิบเป็นชื่อสิริมงคล  เชื่อว่าหากนำไปใช้ประกอบพิธีมงคลต่าง ๆ  หรือให้เป็นของขวัญแก่ใครแล้วจะทำให้เกิดความมั่งคั่งร่ำรวย  หยิบจับการงานสิ่งใดก็จะร่ำรวยมีเงินมีทอง  สมดังชื่อ  "ทองหยิบ"                 - ขนมทองหยอด  ใช้ประกอบใน พิธีมงคลต่าง ๆ  หรือมอบเป็นของขวัญในโอกาสสำคัญ ๆ  แทนคำอวยพรให้ร่ำรวยมีเงินมีทองใช้จ่ายอย่างไม่รู้หมดสิ้น  ให้ขนมทองหยอดเปรียบเสมือนให้ทองคำแก่กัน                 - ฝอยทอง  เป็นขนมที่มี ลักษณะเป็นเส้นยาว ๆ  จึงนิยมใช้กันในงานมงคลสมรส  เปรียบได้ว่าคู่บ่าวสาวจะครองชีวิตคู่และรักกันได้อย่างยืดยาวเช่นเดียวกับ เส้นฝอยทอง                 - ขนมชั้น  เป็นขนมไทยที่จะต้องหยอดขนมให้ได้  9  ชั้น  เพราะมีความเชื่อว่าเลข  9  เป็นเลขที่หมายถึงความเจริญก้าวหน้า  จึงนิยมมอบขนมชั้นให้เพื่อแสดงความยินดีที่ได้เลื่อนชั้น  เลื่อนยศฐาบรรดาศักดิ์ให้สูงส่งยิ่ง ๆ  ขึ้นไป                 - ขนมทองเอก  เป็นขนมที่ ต้องใช้ความพิถีพิถันในการทำทุกขั้นตอน  มีลักษณะที่สง่างาม  มีทองคำเปลวติดไว้ที่ด้านบนของขนม  คำว่า  "เอก"  หมายความถึง การเป็นที่หนึ่ง  จึงนิยมใช้ขนมทองเอกประกอบพิธีมงคลสำคัญต่างๆ  หรือใช้มอบเป็นของขวัญในงานฉลองการเลื่อนยศ  เลื่อนตำแหน่ง  จึงเปรียบเสมือนคำอวยพรให้เป็นที่หนึ่ง                 - เม็ดขนุน  มีสีเหลืองทอง  รูปร่างลักษณะคล้ายกับเม็ดขนุน  ข้างในมีไส้ทำด้วยถั่วเขียวบด  มีความเชื่อกันว่าชื่อของขนมเม็ดขนุนจะเป็น สิริมงคล  ช่วยให้มีคนสนับสนุน  หนุนเนื่องในการดำเนินชีวิตและในหน้าที่การงานหรือกิจการต่าง ๆ  ที่ได้กระทำอยู่                 - ขนมจ่ามงกุฎ  เป็นขนมที่ทำยากมีขั้นตอนในการทำสลับซับซ้อน  นิยมทำกันเพื่อใช้ประกอบพิธีการที่สำคัญจริง ๆ  คำว่า  "จ่ามงกุฎ"  หมายถึง  การเป็นหัวหน้าสูงสุด  แสดงถึงความมีเกียรติยศสูงส่ง  นิยมใช้เป็นของขวัญในงานเลื่อนยศ  เลื่อนตำแหน่ ง ถือเป็นการแสดงความยินดีและอวยพรให้มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานยิ่ง ๆ ขึ้นไป                 - ขนมถ้วยฟู  ชื่อของขนมถ้วยฟูให้ความหมายอันเป็นสิริมงคล  หมายถึง  ความเจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟู  นิยมใช้ประกอบในพิธีมงคลต่าง ๆ  ทุกงาน  ลักษณะเด่นของขนมถ้วยฟูคือจะต้องมีกลิ่นหอมจากการอบร่ำดอกไม้สด                 - ขนมเสน่ห์จันทน์  คนโบราณนำความมีเสน่ห์ของผลจันทน์ที่มีผลสุกสีเหลืองเปล่งปลั่ง  สวยงามและมีกลิ่นหอมชวนให้หลงไหล  มาประยุกต์ทำเป็นขนมให้ชื่อว่า "ขนมเสน่ห์จันทน์"  โดยเชื่อว่า  คำว่าเสน่ห์จันทน์เป็นคำที่มีสิริมงคล  จะทำให้มีเสน่ห์คนรักคนหลงดังเสน่ห์ของผลจันทน์  จึงนิยมนำมาใช้ประกอบในงานพิธีมงคลสมรส  และให้เป็นของขวัญแทนความรัก            ขนมไทยมีความสำคัญและผูกพันกับชีวิตคนไทยมาช้านาน  เป็นเอกลักษณ์ไทยที่สวยงามโดดเด่น  เป็นศิลปะสูงค่าที่น่าหวงแหนที่ชนรุ่นหลังควรอนุรักษ์ให้อยู่กับวิถีชีวิต คนไทยตลอดไป     ที่มา : วารสารข่าวรามคำแหง.  ปีที่  33 : ฉบับที่  47  มีนาคม  2547.  หน้า  4.



รายงานการเดินทางไปราชการ ในการถวายงานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ณ นครมิวนิก –เมืองกามิช สหพันธ์สาธารณรัฐ เยอรมนี     ๑. ชื่อโครงการ  การถวายงานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ๒. วัตถุประสงค์             ๒.๑ เพื่อถวายงานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราฯ เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระโอรสาธิราชฯ             ๒.๒ ฝึกซ้อมการแสดงนาฏศิลป์ไทยโขน ชุด พระรามตามกวาง ให้กับทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์             ๒.๓ ฝึกซ้อมและร่วมบรรเลงขับร้อง ดนตรีสากล ให้กับทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์            ๓. กำหนดเวลา             ระหว่างระหว่างวันที่ ๒๐-๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ๔. สถานที่             นครมิวนิก-เมืองกามิช สหพันธ์สาธารณรัฐ เยอรมนี ๕. หน่วยงานผู้จัด             หน่วยงานในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ๖. หน่วยงานสนับสนุน             สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ๗. กิจกรรม วันที่  ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ๒๑.๓๐ น.  คณะนาฎศิลปิน นักร้องและนักดนตรี ออกเดินทางจากสำนักการสังคีตไปสนามสุวรรรภูมิ ๐๐.๕๐ น.   คณะนาฎศิลปิน นักร้องและนักดนตรี ออกเดินทางจากสนามสุวรรรภูมิ โดยสายการบินไทย                   เที่ยวบินที่ TG ๙๒๔ สู่นครมิวนิก สหพันธ์สาธารณรัฐ เยอรมนี วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ๐๖.๐๕ น.  คณะนาฎศิลปิน นักร้องและนักดนตรีถึงนครมิวนิก ๐๘.๐๐ น.   เดินทางเข้าที่พักแล้วเดินทางต่อไปเมืองกามิช ๑๔.๐๐ น.   ถึงเมืองกามิช ฝึกซ้อมการแสดง การบรรเลงดนตรีและขับร้อง ๑๘.๐๐ น.   เสร็จสิ้นการฝึกซ้อม ๑๙.๐๐ น.   เดินทางกลับที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย   วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ๐๙.๐๐ น.   ฝึกซ้อมการแสดง การบรรเลงดนตรีและขับร้อง ๑๒.๐๐ น.  พักรับประทานอาหารกลางวัน ๑๓.๓๐ น.   ฝึกซ้อมการแสดง การบรรเลงดนตรีและขับร้อง ๑๖.๓๐ น.   เสร็จสิ้นการฝึกซ้อม ๑๘.๐๐ น.   เดินทางกลับที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ๐๙.๐๐ น.   ฝึกซ้อมการแสดง การบรรเลงดนตรีและขับร้อง ๑๒.๐๐ น.  พักรับประทานอาหารกลางวัน ๑๓.๓๐ น.   ฝึกซ้อมการแสดง การบรรเลงดนตรีและขับร้อง ๑๖.๓๐ น.   เสร็จสิ้นการฝึกซ้อม ๑๗.๐๐ น.   เข้ากราบพระบาทสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ณ โรงแรมที่ประทับ ๑๘.๐๐ น.   เดินทางกลับที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ๐๙.๐๐ น.   ฝึกซ้อมการแสดง การบรรเลงดนตรีและขับร้อง ๑๑.๓๐ น.  พักรับประทานอาหารกลางวัน ๑๓.๓๐ น.   ฝึกซ้อมการแสดง การบรรเลงดนตรีและขับร้อง ๑๕.๓๐ น.   เสร็จสิ้นการฝึกซ้อม ๑๖.๓๐ น.   เตรียมตัวแสดงถวายงาน ๒๐.๐๐ น.   เริ่มการแสดงถวายงาน การแสดงนาฏศิลป์โขน ชุดพระรามตามกวาง และการบรรเลงดนตรีขับร้อง ๒๔.๐๐ น.   จบการถวายงานการแสดง บรรเลงดนตรีและขับร้อง วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ๑๐.๐๐ น.   เดินทารงกลับจากเมืองกามิช สู่เมืองมิวนิก ๑๑.๓๐ น.   พักผ่อนตามอัธยาศัย วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ๑๒.๐๐ น.   เดินทางไปท่าอากาศยานมิวนิก ๑๔.๒๕ น.  ออกเดินทางจากสนามมิวนิก สหพันธ์สาธารณรัฐ เยอรมนีโดยสายการบินไทย                   เที่ยวบินที่ TG ๙๒๕ วันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ๐๖.๐๕ น.  เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย         ๘. คณะผู้แทนไทย  ประกอบด้วยอธิบดีกรมศิลปากรและข้าราชการ ของสำนักการสังคีต รวม ๔ คน คือ ลำ ดับ ชื่อ – นามสกุล ตำแหน่ง ปฏิบัติหน้าที่ ๑ นายสุรัตน์ เอี่ยมสะอาด นาฏศิลปินอาวุโส หัวหน้าคณะและผู้กำกับการแสดง ๒ นายคมสันฐ หัวเมืองลาด นาฏศิลปินอาวุโส ผู้ฝึกซ้อมและเลขา ๓ นายสุทัศน์ ปล้องมาก ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน ผู้ฝึกซ้อมและ ผู้บรรเลง ๔ นางสาวณัฐธิกา เอี่ยมท่าไม้ คีตศิลปินชำนาญงาน ผู้ฝึกซ้อมและ ผู้ขับร้อง               ๙. สรุปสาระของกิจกรรม           เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ในวันที่ ๒๘ กรรกฎาคม ของทุกจำทุกปีทางหน่วยราชการในพระองค์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ จัดให้มีงานเฉลิมพระเกียรติส่วนพระองค์ ณ โรงแรมที่ประทับ ในงานมีการแสดงการบรรเลงและขับร้องของหน่วยราชการในพระองค์สำเร็จลุล้วงไปด้วยดี  ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม -                                                                                                                      (นาคมสันฐ หัวเมืองลาด)                                                                                                          นาฏศิลปินอาวุโส                                                                                                                 เลขาคณะฯ                                                                                                      ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ


ชื่อเรื่อง : การสำรวจแหล่งก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่อำเภอเวียงสา อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน ผู้แต่ง : สำนักศิลปากรที่ 7 น่าน ปีที่พิมพ์ : 2551 สถานที่พิมพ์ : เชียงใหม่ สำนักพิมพ์ : กู๊ดพริ้น พริ้นติ้ง


black ribbon.