ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,702 รายการ
เอกมุขลึงค์พบจากการขุดศึกษาทางโบราณคดีที่โบราณสถานคอกช้างดินหมายเลข ๕ เมืองโบราณ อู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙ จัดแสดงห้องบรรพชนคนอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
เอกมุขลึงค์พร้อมฐานโยนี ขนาดกว้าง ๗๕.๕ เซนติเมตร ยาว ๑๐๐ เซนติเมตร สูง ๓๖ เซนติเมตร เดิมแตกเป็นชิ้นส่วน ปัจจุบันต่อไว้โดยเสริมส่วนที่ชำรุดหายไปด้วย ลักษณะเป็นศิวลึงค์ทรงกระบอกกลมปลายมน มีพระพักตร์ของพระศิวะสลักติดอยู่บริเวณส่วนล่างเกือบติดกับฐานโยนี โดยพระพักตร์มีความสูงประมาณ ๖ เซนติเมตร ทรงชฎามกุฎคือมีเส้นผมที่มุ่นมวยขึ้นไปด้านบนแบบนักบวช ทัดจันทร์เสี้ยวบนมวยผม มีพระเนตรที่สามอยู่กลางพระนลาฏ พระขนงต่อกันเป็นปีกกา พระเนตรเหลือบต่ำ พระนาสิกโด่ง พระพักตร์ส่วนล่างกะเทาะหักหายไป ส่วนฐานโยนีสลักติดกับศิวลึงค์ ลักษณะเป็นแท่นทรงสี่เหลี่ยมยกขอบข้างสูง กึ่งกลางด้านหนึ่งทำเป็นรางยื่นออกมา รูปแบบของเอกมุขลึงค์องค์นี้แสดงถึงอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบคุปตะ กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๓ หรือประมาณ ๑,๓๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว
เอกมุขลึงค์เป็นรูปเคารพแทนองค์พระศิวะ หมายถึง ศิวลึงค์ที่มีพระพักตร์ของพระศิวะปรากฏอยู่ ๑ พระพักตร์ โดยปกติจะประดิษฐานบนฐานโยนี ซึ่งเป็นรูปเคารพแทนองค์พระอุมา ชายาของพระองค์ มักประดิษฐานไว้ในเทวาลัยสำหรับทำพิธีกรรมโดยจะมีการบูชาและสรงน้ำลงบนศิวลึงค์ น้ำจะไหลลงมาบนฐานโยนีและไหล่ผ่านรางที่ยื่นออกมาเพื่อเป็นน้ำมนตร์หรือน้ำศักดิ์สิทธิ์ต่อไป พบมาแล้วในประเทศอินเดียและส่งอิทธิพลให้ดินแดนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยนอกจากเมืองโบราณอู่ทองแล้ว ยังพบที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วย
เอกมุขลึงค์องค์นี้ พบที่โบราณสถานคอกช้างดินหมายเลข ๕ โดยขุดพบบริเวณฐานศิลาแลงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า จึงสันนิษฐานได้ว่าโบราณสถานแห่งนี้อาจเป็นเทวาลัยสำหรับประกอบพิธีกรรม ทั้งยังเป็นหลักฐานที่แสดงถึงการรับคติความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู เข้ามาจากประเทศอินเดียของผู้คนท้องถิ่นบริเวณเมืองโบราณอู่ทองในสมัยนั้นด้วย
---------------------------------------------------
เอกสารอ้างอิง :
กรมศิลปากร. โบราณคดีคอกช้างดิน. กรุงเทพฯ : ฟันนี่พับบลิชชิ่ง, ๒๕๔๕.
กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. สหมิตรพริ้นติ้ง : นนทบุรี, ๒๕๔๕.
เชษฐ์ ติงสัญชลี. ประวัติศาสตร์ศิลปะอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. นนทบุรี : มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๘.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. กรุงเทพฯ : เมือง โบราณ , ๒๕๖๒.
สมศักด์ นิลพงษ์. ศิวลึงค์ศิลาที่ค้นพบในประเทศไทย. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๖.
สมศักดิ์ รัตนกุล “การขุดแต่งโบราณสถานด้านทิศเหนือของคอกช้างดิน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี” ศิลปากร ๑๑, ๒ (กรกฎาคม ๒๕๑๐) : ๗๘ – ๘๔.
-------------------------------------------------------------
ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
https://www.facebook.com/prfinearts/posts/pfbid0vex7qgLerLqYdX8HMMmDDbTKuysQTPJWTHRqQuv8T1qAwtZQQMXKNDvduPvTH3Djl
อนุสาวรีย์พระนางเจ้าวิคตอเรีย อนุสาวรีย์พระนางเจ้าวิคตอเรีย ในจังหวัดเชียงใหม่อยู่ที่ไหน ? ย้อนกลับในปี พ.ศ. ๒๔๒๖ รัฐบาลสยามและอังกฤษ ได้มีการตกลงทำสนธิสัญญาเชียงใหม่ ฉบับที่ ๒ โดยรัฐบาลสยามยิมยอมให้รัฐบาลอังกฤษจัดตั้งสถานกงสุลอังกฤษขึ้นที่เชียงใหม่ได้ จากนั้นคนในบังคับของอังกฤษทั้งชาวจีน อินเดีย พม่า ไทใหญ่ ต่างเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ประกอบอาชีพค้าขาย ทำไม้ และเป็นพ่อค้าวัวต่างม้าต่าง ที่ต้องตั้งคำถามเพราะเกิดความสงสัยจากภาพถ่าย ซึ่งถ่ายโดยนายเอ็ม. ทานาคา ช่างภาพชาวญี่ปุ่น เจ้าของร้านถ่ายรูป ทานาคา เป็นภาพเจ้าหน้าที่สถานกงสุลอังกฤษประจำจังหวัดเชียงใหม่พร้อมด้วยคนงานนำช้าง ม้า สัตว์เลี้ยงออกมายืนถ่ายรูปที่ด้านหน้าอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย ก่อนที่จะนำสัตว์เหล่านี้เดินออกไปตามท้องถนนสายต่าง ๆ ในเมืองเชียงใหม่ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปประมูล โดยนำเงินที่ได้นั้นส่งไปช่วยรัฐบาลอังกฤษทำสงครามกับประเทศเยอรมัน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมฝ่ายสัมพันธมิตรประกาศทำสงครามกับกลุ่มมหาอำนาจกลาง อีกทั้งปรากฏหลักฐานเอกสารจดหมายเหตุที่กล่าวถึงการเปิดอนุสาวรีย์พระนางเจ้าวิคตอเรีย ความว่า “สตริงเกอร์ได้มาเชิญพระยาสุรสีหวิสิษฐศักดิ์ ไปเปิดอนุสาวรีย์กวีนวิกตอเรีย ซึ่งพวกฝรั่งแลคนในบังคับได้ช่วยออกเงินส่งมาแต่ยุโรป และว่ารูปนั้นหล่อด้วยปรอนส์ สูง ๕ ฟุต ถานทำด้วยศิลาอ่อนสูง ๗ ฟุต ราคาในราว ๖๐๐๐ รูเปีย อนุสาวรีย์นี้ได้ตั้งอยู่ในบ้านกงสุล” ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงแรมอนันตรา ถนนเจริญประเทศ หลังจากย้ายที่ทำการสถานกงสุลอังกฤษประจำจังหวัดเชียงใหม่ไปยังถนนบำรุงราษฎร์ อนุสาวรีย์พระนางเจ้าวิคตอเรีย จึงย้ายไปไว้ ณ สุสานชาวต่างชาติในจังหวัดเชียงใหม่ บริเวณฐานอนุสาวรีย์มีข้อความว่า “อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องรำลึกถึงความรักและความเคารพอย่างยิ่งยวดที่มีต่อสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย และข้าราชบริพารที่ซื่อสัตย์ของพระองค์ ที่อาศัยอยู่ในเชียงใหม่ นคร-ลำปาง แพร่ น่าน สวรรคโลก และระแหง ทั่วดินแดนตอนเหนือของสยาม” ปัจจุบันอนุสาวรีย์ยังคงได้รับการดูแล และอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ โดยสามารถเข้าชมได้ทางสโมสรยิมนาคา หรือประตูริมถนนเชียงใหม่ – ลำพูน ตรงข้ามสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดเชียงใหม่ผู้เรียบเรียง : นายวีระยุทธ ไตรสูงเนิน นักจดหมายเหตุชำนาญการ ภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่. ภาพส่วนบุคคล ชุด นายบุญเสริม สาตราภัย.#อนุสาวรีย์พระนางเจ้าวิคตอเรีย#เอกสารจดหมายเหตุ#หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถเชียงใหม่#สำนักศิลปากรที่๗#สถานกงสุลอังกฤษประจำจังหวัดเชียงใหม่อ้างอิง๑.บุญเสริม สาตราภัย. ๒๕๒๒. ลานนาไทยในอดีต. เชียงใหม่ : โรงพิมพ์ช้างเผือกการพิมพ์. ๒.บุญเสริม สาตราภัย. ๒๕๕๔. เชียงใหม่ในความทรงจำ. เชียงใหม่ : โรงพิมพ์แสงศิลป์.๓.มานิจ ชุมสาย, ม.ล. ๒๕๒๔. ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ ๑. กรุงเทพ : พิทยาคาร.๔.สมโชติ อ๋องสกุล. ๒๕๖๒. ชุมชนรอบวัดในเชียงใหม่ : ประวัติศาสตร์ชุมชน โดยศูนย์ล้านนาศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. เชียงใหม่ : บริษัท วิทอินดีไซตน์ จำกัด.๕.สรัสวดี อ๋องสกุล. ๒๕๕๗. ประวัติศาสตร์ล้านนา. กรุงเทพฯ : อมรินทร์.๖.สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ร๕ กร ๕ ม. ๖๓/๑ เรื่องเปิดอนุสาวรีย์ที่เชียงใหม่.
อนุสาวรีย์พระนางเจ้าวิคตอเรีย อนุสาวรีย์พระนางเจ้าวิคตอเรีย ในจังหวัดเชียงใหม่อยู่ที่ไหน ? ย้อนกลับในปี พ.ศ. ๒๔๒๖ รัฐบาลสยามและอังกฤษ ได้มีการตกลงทำสนธิสัญญาเชียงใหม่ ฉบับที่ ๒ โดยรัฐบาลสยามยิมยอมให้รัฐบาลอังกฤษจัดตั้งสถานกงสุลอังกฤษขึ้นที่เชียงใหม่ได้ จากนั้นคนในบังคับของอังกฤษทั้งชาวจีน อินเดีย พม่า ไทใหญ่ ต่างเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ประกอบอาชีพค้าขาย ทำไม้ และเป็นพ่อค้าวัวต่างม้าต่าง ที่ต้องตั้งคำถามเพราะเกิดความสงสัยจากภาพถ่าย ซึ่งถ่ายโดยนายเอ็ม. ทานาคา ช่างภาพชาวญี่ปุ่น เจ้าของร้านถ่ายรูป ทานาคา เป็นภาพเจ้าหน้าที่สถานกงสุลอังกฤษประจำจังหวัดเชียงใหม่พร้อมด้วยคนงานนำช้าง ม้า สัตว์เลี้ยงออกมายืนถ่ายรูปที่ด้านหน้าอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย ก่อนที่จะนำสัตว์เหล่านี้เดินออกไปตามท้องถนนสายต่าง ๆ ในเมืองเชียงใหม่ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปประมูล โดยนำเงินที่ได้นั้นส่งไปช่วยรัฐบาลอังกฤษทำสงครามกับประเทศเยอรมัน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมฝ่ายสัมพันธมิตรประกาศทำสงครามกับกลุ่มมหาอำนาจกลาง อีกทั้งปรากฏหลักฐานเอกสารจดหมายเหตุที่กล่าวถึงการเปิดอนุสาวรีย์พระนางเจ้าวิคตอเรีย ความว่า “สตริงเกอร์ได้มาเชิญพระยาสุรสีหวิสิษฐศักดิ์ ไปเปิดอนุสาวรีย์กวีนวิกตอเรีย ซึ่งพวกฝรั่งแลคนในบังคับได้ช่วยออกเงินส่งมาแต่ยุโรป และว่ารูปนั้นหล่อด้วยปรอนส์ สูง ๕ ฟุต ถานทำด้วยศิลาอ่อนสูง ๗ ฟุต ราคาในราว ๖๐๐๐ รูเปีย อนุสาวรีย์นี้ได้ตั้งอยู่ในบ้านกงสุล” ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงแรมอนันตรา ถนนเจริญประเทศ หลังจากย้ายที่ทำการสถานกงสุลอังกฤษประจำจังหวัดเชียงใหม่ไปยังถนนบำรุงราษฎร์ อนุสาวรีย์พระนางเจ้าวิคตอเรีย จึงย้ายไปไว้ ณ สุสานชาวต่างชาติในจังหวัดเชียงใหม่ บริเวณฐานอนุสาวรีย์มีข้อความว่า “อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องรำลึกถึงความรักและความเคารพอย่างยิ่งยวดที่มีต่อสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย และข้าราชบริพารที่ซื่อสัตย์ของพระองค์ ที่อาศัยอยู่ในเชียงใหม่ นคร-ลำปาง แพร่ น่าน สวรรคโลก และระแหง ทั่วดินแดนตอนเหนือของสยาม” ปัจจุบันอนุสาวรีย์ยังคงได้รับการดูแล และอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ โดยสามารถเข้าชมได้ทางสโมสรยิมนาคา หรือประตูริมถนนเชียงใหม่ – ลำพูน ตรงข้ามสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดเชียงใหม่ผู้เรียบเรียง : นายวีระยุทธ ไตรสูงเนิน นักจดหมายเหตุชำนาญการ ภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่. ภาพส่วนบุคคล ชุด นายบุญเสริม สาตราภัย.#อนุสาวรีย์พระนางเจ้าวิคตอเรีย#เอกสารจดหมายเหตุ#หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถเชียงใหม่#สำนักศิลปากรที่๗#สถานกงสุลอังกฤษประจำจังหวัดเชียงใหม่อ้างอิง๑.บุญเสริม สาตราภัย. ๒๕๒๒. ลานนาไทยในอดีต. เชียงใหม่ : โรงพิมพ์ช้างเผือกการพิมพ์. ๒.บุญเสริม สาตราภัย. ๒๕๕๔. เชียงใหม่ในความทรงจำ. เชียงใหม่ : โรงพิมพ์แสงศิลป์.๓.มานิจ ชุมสาย, ม.ล. ๒๕๒๔. ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ ๑. กรุงเทพ : พิทยาคาร.๔.สมโชติ อ๋องสกุล. ๒๕๖๒. ชุมชนรอบวัดในเชียงใหม่ : ประวัติศาสตร์ชุมชน โดยศูนย์ล้านนาศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. เชียงใหม่ : บริษัท วิทอินดีไซตน์ จำกัด.๕.สรัสวดี อ๋องสกุล. ๒๕๕๗. ประวัติศาสตร์ล้านนา. กรุงเทพฯ : อมรินทร์.๖.สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ร๕ กร ๕ ม. ๖๓/๑ เรื่องเปิดอนุสาวรีย์ที่เชียงใหม่.
ภูเขานับตั้งแต่อดีตเป็นต้นมาบรรดาพื้นที่ส่วนต่าง ๆ บนพื้นโลกนั้น พื้นที่ส่วนที่เป็น ภูเขา นั้นนับเป็นพื้นที่ ที่มักถูกยึดโยงทางความเชื่อและวัฒนธรรมให้เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของท้องถิ่นนั้น ๆ โดยถือว่าเป็นอำนาจจากเบื้องบน โดยมีน้ำและแผ่นดินเป็นอำนาจพื้นล่างที่รองลงมา ภูเขาในพื้นที่ต่าง ๆ มักจะถูกกำหนดไว้ให้เป็นพื้นที่สถิตของอำนาจเหนือธรรมชาติ ซึ่งความเชื่อนี้ก็พบโดยทั่วไปในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพื้นที่อื่น ๆ อีก เช่น จีน ทิเบต และอินเดีย
ในจังหวัดชัยนาทนั้นปรากฎภูเขาอยู่หลายลูก เช่น เขาแหลม เขาพลอง เขาขยาย เขาท่าพระ เขาสรรพยา และเขาธรรมามูล เป็นต้น แต่ภูเขาที่ถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฎในตราประจำจังหวัดชัยนาทมีด้วยกันอยู่ 2 ลูก อันได้แก่ เขาสรรพยา ในอำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท และ เขาธรรมามูล ในอำเภอเมืองฯ จังหวัดชัยนาท โดยความสำคัญของภูเขา 2 ลูกนี้นั้นถึงขนาดที่มีผลให้ กรมศิลปากร ในสมัยจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี นั้น เห็นควรทำตราประจำจังหวัดชัยนาท เป็นรูปธรรมจักรกับภูเขา โดย ธรรมจักร มีความหมายถึง วัดธรรมามูล ส่วนภูเขา มีความหมายถึง เขาธรรมามูล หรือเขาสรรพยาก็ได้ เลยทีเดียว
เมื่อภูเขาถูกยึดโยงเข้ากับความเชื่อที่ว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจศักดิ์สิทธิ์จากเบื้องบนแล้วนั้น ภูเขาในหลาย ๆ ที่จึงมักถูกชาวบ้านและชาวเมืองนั้น ๆ ใช้เป็นพื้นที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชุมชนหรือบ้านเมืองนั้น ๆ นับถือ เฉกเช่น บนเขาธรรมามูล ของเมืองชัยนาท ที่ปรากฎการสร้างวิหารประดิษฐานรูปเคารพบนเขา
เมื่อเดินเท้าขึ้นไปตามบันไดขึ้นเขาที่ทอดตัวตามแนวเชิงเขาอยู่ จำนวน 565 ขั้น ที่เริ่มขั้นแรกอยู่บริเวณด้านหน้าพระอุโบสถวัดธรรมามูลวรวิหาร ก็จะพบลานพื้นที่ราบบนเขาธรรมามูล หลังจากนั้นเดินเท้าไปตามทางราบสลับที่สูงอีกราว 500 เมตร ก็จะพบกับวิหารหลวงพ่อนาค ที่เป็นศาสนสถานบนเขาธรรมามูลแห่งนี้ วิหารแห่งนี้เป็นศาสนสถานที่ค่อนข้างเล็ก เป็นวิหารก่ออิฐถือปูนและฉาบผนังอาคารด้วยปูนตำโบราณที่มีทางเข้าทางเดียวทางด้านหน้า ผนังด้านข้างทั้ง 2 และผนังด้านหลังพระประธาน ทึบไม่มีช่องหน้าต่าง ฐานวิหารปรากฎการทำฐานบัว ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปจำนวน 3 องค์ โดยองค์กลางเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ขนาบด้านข้างทั้ง 2 ด้วยพระพุทธรูปนาคปรก ส่วนหลังคาของวิหารดั้งเดิมน่าจะผุพังไป มีการสร้างหลังคากระเบื้องลอนแบบปัจจุบันทดแทนไว้
จากร่องรอยดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นถึงความเชื่อความศรัทธาของชาวบ้าน ชาวเมือง ต่อภูเขาจนทำให้เกิดการสร้างศาสนสถานบนเขา เพื่อเชื่อมโยงอำนาจศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนกับความศรัทธาของชาวพื้นราบ ให้สอดประสานทางใจอันเป็นที่พึ่งอีกทางของชาวบ้านชาวเมืองชัยนาทนั่นเอง
-----------------------------------------------------
ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี
https://www.facebook.com/1944769395803916/posts/pfbid0UKGaPT8RhxaPrJN11eWZswQwVy9QmrZNkSMJn5rihMoZLiAwXwzJ4wgmdwamNxM5l/
-----------------------------------------------------
*เผยแพร่ข้อมูลทางเว็บไซต์ โดยกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 41/5ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 42 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 54 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 140/1 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 174/6 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
ชื่อผู้แต่ง มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ
ชื่อเรื่อง รวมเรื่องพระร่วง
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ โรงพยาบาลมหามกุฏราชวิทยาลัย
ปีที่พิมพ์ ๒๕๒๑
จำนวนหน้า ๒๙๐ หน้า
รายละเอียด
พระราชนิพนธ์รวมเรื่องพระร่วงประกอบด้วยเรื่องต่างๆดังนี้ เที่ยวเมืองพระร่วง ตำนานเรื่องเสือป่า บทละครรำเรื่องพระร่วงหรือขอมดำดิน บทละครพูดคำกลอนเรื่องพระร่วง และ บทละครร้องเรื่องพระร่วง
ชื่อผู้แต่ง อนุมานราชธน , พระยา
ชื่อเรื่อง วรรณกรรม ของ เสถียรโกเศศ
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ บรรณาคาร
ปีที่พิมพ์ ๒๕๑๕
จำนวนหน้า ๕๓๒ หน้า
วรรณกรรม ของ เสถียรโกเศศ เป็นเรื่องรวมงานเขียนต่าง ๆ ของพระยาอนุมานราชธน วรรณกรรมนี้ผู้เขียนได้เขียนขึ้นด้วยความสนใจ ใฝ่ศึกษาในแง่ความรู้ เพื่อใช้ในการศึกษาทั้งทางนิรุกศาสตร์ วรรณคดี ศิลป ขนบธรรมเนียมประเพณี
ชื่อผู้แต่ง ศาสตราจารย์หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์
ชื่อเรื่อง อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ (ป่วน อินุวงศ์)
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ หจก.โรงพิมพ์ยูไนเต็ดโปรดักชั่น
ปีที่พิมพ์ ๒๕๓๑
จำนวนหน้า ๑๓๑ หน้า
หมายเหตุ จัดพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพศาสตราจารย์หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ (ป่วน อินุวงศ์)
รายละเอียด
หนังสือที่ระลึกงานศพ ศ.จ.หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ผู้ที่มีความรู้เรื่องโบราณคดีเนื้อหาสาระประกอบด้วยเรื่องพระพุทธรูปโบราณและเราเคารพพระพุทธรูปอย่างไรและพระพุทธรูปปางต่างๆล้วนเน้นงานเขียน ของ ม.จ.หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์
เลขทะเบียน : นพ.บ.505/1กห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 52 หน้า ; 4 x 54.5 ซ.ม. : รักทึบ-ล่องชาด ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 169 (224-232) ผูก 1ก (2566)หัวเรื่อง : แปดหมื่นสี่พันขันธ์--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม