ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,681 รายการ
ชื่อเรื่อง พื้นที่หนองสโน (พื้นหนองโสน)
สพ.บ. 348/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 30 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 59 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทย เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
เลขทะเบียน : นพ.บ.171/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 80 หน้า ; 4.5 x 53 ซ.ม. : ล่องชาด-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับ, มีฉลากไม้ไผ่ชื่อชุด : มัดที่ 98 (49-66) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : สงฺคีติกถา(พระอานนท์แสดงสังคายนา)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)
ชบ.บ.47/1-1จ
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
เลขทะเบียน : นพ.บ.183/14ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 48 หน้า ; 4.5 x 59.5 ซ.ม. : ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 105 (110-116) ผูก 14 (2565)หัวเรื่อง : ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนสุตฺตฎีกา(ฎีกาธัมมจักร) --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.222/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 10 หน้า ; 4.5 x 51.5 ซ.ม. : ชาดทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 111 (159-169) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : จตุรารกฺขาปาลิ(พระจตุรารักขา) --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.359/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 62 หน้า ; 4 x 51.5 ซ.ม. : ทองทึบ-รักทึบ-ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 139 (411-419) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : สังฮอมธาตุ--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
มหามกุฏราชสันตติวงศ์ ๑๖๑ ปี วันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี
พระองค์เจ้าหญิงสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี เป็นพระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ ๕๐ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ที่ประสูติแต่สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา พระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๐๓ โดยได้รับพระราชทานพระนามจากสมเด็จพระราชบิดาว่า พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระราชหัตเลขามีดังนี้
"ศุภมัสดุ สมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้ากรุงสยามผู้บิดา ขอตั้งนามบุตรีหญิงซึ่งประสูติแต่เปี่ยมเป็นมารดา ในวันเสาร์ เดือน ๑๒ แรม ๑๒ ค่ำ ปีวอก โทศก นั้นว่า พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้า สุนันทากุมารีรัตน์"
ซึ่งคำว่า “สุนันทา” นั้น เป็นนามของพระมเหสี ๑ ใน ๔ พระองค์ของพระอินทร์ นอกจากนี้ ยังได้รับพระราชทานพรเป็นภาษามคธซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงพระนิพนธ์แปลเป็นภาษาไทยไว้ว่า
“พระองค์เจ้าองค์นี้ ทรงนามว่า “สุนันทากุมารีรัตน์” อย่างนี้ดังนี้ จงอย่ามีโรค จงมีความสุข ปราศจากความทุกข์และความวุ่นวายเถิด พระองค์เจ้าหญิงนั้นจงมั่งคั่งด้วยทรัพย์มาก มีโภคมาก มียศและบริวารไม่แปรผัน ขอพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ กับทั้งอารักขเทวดา จงช่วยอภิบาลรักษา พระองค์เจ้าหญิงสุนันทากุมารีรัตน์นั้นให้พ้นภัยจากอันตรายเป็นนิตย์ ขอความสัมฤทธิ์จงมีแก่พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์เทอญ”
พระองค์มีพระเชษฐาและพระขนิษฐาร่วมพระมารดาทั้งสิ้น ๖ พระองค์ ได้แก่ พระองค์เจ้าอุณากรรณอนันตนรไชย พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์ พระองค์เจ้าหญิงสุนันทากุมารีรัตน์ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี และพระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ
ภายหลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์จึงเปลี่ยนพระฐานันดรศักดิ์จาก “พระเจ้าลูกเธอ” เป็น พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และเมื่อพระองค์ได้ถวายตัวรับราชการเป็นภรรยาเจ้าในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงดำรงพระอิสริยยศเป็น พระนางเธอ พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น "พระอัครมเหสี" ด้วยความที่ทรงเป็นที่โปรดปรานสนิทเสน่หายิ่งกว่าพระอัครมเหสีองค์อื่นๆ
พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ประสูติพระราชธิดาพระองค์แรกของพระองค์ โดยเป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ ๒๑ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์นี้มีพระตำหนิเด่นชัด คือ มีติ่งที่พระกรรณข้างขวามาแต่แรกประสูติ จึงพระราชทานพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์ โสภางคทัศนิยลักษณ์ อรรควรราชกุมารี
ในรัชกาลที่ ๕ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวีเสด็จสวรรคต พร้อมด้วยพระราชบุตรในพระครรภ์ สิริพระชนมพรรษา ๒๑ พรรษา และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์ โสภางคทัศนิยลักษณ์ อรรควรราชกุมารี สิ้นพระชนม์ สิริพระชนมายุ ๙ เดือน เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๔๒๓
ภายหลังการสวรรคต ทรงได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี” ดำรงพระฐานันดรศักดิ์พระอัครมเหสีพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
ภาพ : สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี
ชื่อเรื่อง : ชุมนุมพระนิพนธ์ ชื่อผู้แต่ง : สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ปีที่พิมพ์ : 2507 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : วัดมงกฏกษัตริยาราม จำนวนหน้า : 136 หน้า สาระสังเขป : เป็นหนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชเพลิงศพ อำมาตย์ตรี หลวงวิเทศธุระการ ณ เมรุวัดมงกุฏกษัตริยาราม ในวันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2507 และในหนังสือเล่มนี้ได้จัดพิมพ์หนังสือเรื่องชุมนุมพระนิพนธ์ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพไว้ด้วย
วันอังคารที่ ๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ เวลา ๐๙.๓๙ น. พระพิพัฒน์จริยาลังการ (บุญชู เขมปุญฺโญ ป.ธ.๗) เจ้าอาวาสวัดปรินายกวรวิหาร ประธานฝ่ายสงฆ์ และนายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร ประธานฝ่ายฆราวาส ร่วมในพิธีบวงสรวงบูรณะพระอุโบสถวัดปรินายกวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมีนายชินณวุฒิ วิลยาลัย ผู้อำนวยการกองโบราณคดี พร้อมด้วยผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธี
องค์ความรู้ เรื่อง พุทธปฏิมาในแบบศิลปะสุโขทัย : พระพุทธรูปหมวดกำแพงเพชร โดย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง จังหวัดสุโขทัย
เอกมุขลึงค์พบจากการขุดศึกษาทางโบราณคดีที่โบราณสถานคอกช้างดินหมายเลข ๕ เมืองโบราณ อู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙ จัดแสดงห้องบรรพชนคนอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
เอกมุขลึงค์พร้อมฐานโยนี ขนาดกว้าง ๗๕.๕ เซนติเมตร ยาว ๑๐๐ เซนติเมตร สูง ๓๖ เซนติเมตร เดิมแตกเป็นชิ้นส่วน ปัจจุบันต่อไว้โดยเสริมส่วนที่ชำรุดหายไปด้วย ลักษณะเป็นศิวลึงค์ทรงกระบอกกลมปลายมน มีพระพักตร์ของพระศิวะสลักติดอยู่บริเวณส่วนล่างเกือบติดกับฐานโยนี โดยพระพักตร์มีความสูงประมาณ ๖ เซนติเมตร ทรงชฎามกุฎคือมีเส้นผมที่มุ่นมวยขึ้นไปด้านบนแบบนักบวช ทัดจันทร์เสี้ยวบนมวยผม มีพระเนตรที่สามอยู่กลางพระนลาฏ พระขนงต่อกันเป็นปีกกา พระเนตรเหลือบต่ำ พระนาสิกโด่ง พระพักตร์ส่วนล่างกะเทาะหักหายไป ส่วนฐานโยนีสลักติดกับศิวลึงค์ ลักษณะเป็นแท่นทรงสี่เหลี่ยมยกขอบข้างสูง กึ่งกลางด้านหนึ่งทำเป็นรางยื่นออกมา รูปแบบของเอกมุขลึงค์องค์นี้แสดงถึงอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบคุปตะ กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๓ หรือประมาณ ๑,๓๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว
เอกมุขลึงค์เป็นรูปเคารพแทนองค์พระศิวะ หมายถึง ศิวลึงค์ที่มีพระพักตร์ของพระศิวะปรากฏอยู่ ๑ พระพักตร์ โดยปกติจะประดิษฐานบนฐานโยนี ซึ่งเป็นรูปเคารพแทนองค์พระอุมา ชายาของพระองค์ มักประดิษฐานไว้ในเทวาลัยสำหรับทำพิธีกรรมโดยจะมีการบูชาและสรงน้ำลงบนศิวลึงค์ น้ำจะไหลลงมาบนฐานโยนีและไหล่ผ่านรางที่ยื่นออกมาเพื่อเป็นน้ำมนตร์หรือน้ำศักดิ์สิทธิ์ต่อไป พบมาแล้วในประเทศอินเดียและส่งอิทธิพลให้ดินแดนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยนอกจากเมืองโบราณอู่ทองแล้ว ยังพบที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วย
เอกมุขลึงค์องค์นี้ พบที่โบราณสถานคอกช้างดินหมายเลข ๕ โดยขุดพบบริเวณฐานศิลาแลงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า จึงสันนิษฐานได้ว่าโบราณสถานแห่งนี้อาจเป็นเทวาลัยสำหรับประกอบพิธีกรรม ทั้งยังเป็นหลักฐานที่แสดงถึงการรับคติความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู เข้ามาจากประเทศอินเดียของผู้คนท้องถิ่นบริเวณเมืองโบราณอู่ทองในสมัยนั้นด้วย
---------------------------------------------------
เอกสารอ้างอิง :
กรมศิลปากร. โบราณคดีคอกช้างดิน. กรุงเทพฯ : ฟันนี่พับบลิชชิ่ง, ๒๕๔๕.
กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. สหมิตรพริ้นติ้ง : นนทบุรี, ๒๕๔๕.
เชษฐ์ ติงสัญชลี. ประวัติศาสตร์ศิลปะอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. นนทบุรี : มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๘.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. กรุงเทพฯ : เมือง โบราณ , ๒๕๖๒.
สมศักด์ นิลพงษ์. ศิวลึงค์ศิลาที่ค้นพบในประเทศไทย. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๖.
สมศักดิ์ รัตนกุล “การขุดแต่งโบราณสถานด้านทิศเหนือของคอกช้างดิน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี” ศิลปากร ๑๑, ๒ (กรกฎาคม ๒๕๑๐) : ๗๘ – ๘๔.
-------------------------------------------------------------
ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
https://www.facebook.com/prfinearts/posts/pfbid0vex7qgLerLqYdX8HMMmDDbTKuysQTPJWTHRqQuv8T1qAwtZQQMXKNDvduPvTH3Djl