ค้นหา


รายการที่พบทั้งหมด 38,917 รายการ

เรื่อง พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ ผู้เรียบเรียง : นางสาวลักษมณ ประจวบมูล บรรณารักษ์ปฏิบัติการ


ชื่อเรื่อง                     ประวัติย่อพระบรมธาตุสวีและตำนานเมืองสวีผู้แต่ง                       -ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากISBN/ISSN                 -หมวดหมู่                   พระพุทธศาสนาเลขหมู่                      294.3135 ป373สถานที่พิมพ์               พระนครสำนักพิมพ์                 โรงพิมพ์บุญสินธุ์ปีที่พิมพ์                    2509ลักษณะวัสดุ               36 หน้า หัวเรื่อง                     พระบรมธาตุ                              วัดสวีภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก          กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของวัด และประวัติเมืองสวี จังหวัดชุมพร


         รางวางธูปประดับมุก          สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๕          สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ประทานยืม          ปัจจุบันจัดแสดง ณ พระที่นั่งพรหมเมศธาดา (ชั้นล่าง) หมู่พระวิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร          รางวางธูปประดับมุกรูปมังกร ส่วนหัวมังกรเชิดหน้าขึ้น มองขึ้นด้านบน ตาเบิกโพลง จมูกสั้น อ้าปาก ลำตัวตรง กลางลำตัวเป็นช่องสี่เหลี่ยมทาชาด รองรับด้วยฐานสี่เหลี่ยมแกะเป็นรูปขาและอุ้งเท้ามังกร ส่วนปลายเป็นหางมังกร          รางวางธูปรูปมังกรชิ้นนี้ สันนิษฐานว่าแต่เดิมอาจเป็นส่วนประกอบหนึ่งหรือสร้างตามแรงบันดาลใจมาจาก “นาฬิกาธูป” (Incense Clock) ในวัฒนธรรมจีนถือเป็นเครื่องบอกเวลาชนิดหนึ่ง กล่าวคือ ธูปจะวางไว้ตามแนวรางรูปจากนั้นจึงแขวนลูกตุ้มเอาไว้ และด้านล่างมีถาดเหล็กรองรับอยู่ เมื่อใช้งานจึงจุดธูปให้เผาไหม้ไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่แขวนลูกถ่วง ลูกถ่วงจะตกลงไปในถาดเหล็กเกิดเป็นเสียงกระทบดังขึ้น เชื่อกันว่าแต่เดิมนาฬิกาธูปนี้เป็นเสมือนนาฬิกาตั้งปลุก และเปรียบส่วนรางธูปว่า “เรือมังกร” (dragon boat)          นอกจากนี้ประมาณช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ (พุทธศตวรรษที่ ๒๔) พบว่าในกลุ่มชาวจีนกวางตุ้งยังใช้นาฬิกาธูปสำหรับเป็นที่จุดยาสูบ ภายหลังจากทานอาหารเย็นอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับในทะเบียนบัญชีโบราณวัตถุระบุว่าชิ้นนี้คือ “รางวางธูปสำหรับที่จุดบุหรี่ของสมเด็จเจ้าพระยา”          มังกร หรือ หลง* (ในภาษาจีนกลาง และ เล้ง ในภาษาจีนแต้จิ๋ว) เป็นสัตว์มงคล มีฤทธิ์มาก (บางตำรากล่าวว่าเป็นสัตว์อมตะ หรือมีอายุยืนนับพันปี) อีกทั้งเป็นสัตว์วิเศษ ๑ ใน ๔ (ประกอบด้วย มังกร กิเลน หงส์ และเต่า) สามารถขจัดสิ่งชั่วร้ายและภูตผีปีศาจได้ ลักษณะของมังกรสื่อถึงการเป็นสัตว์ผสม สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงมีความเห็นว่ามังกรนั้นเอาไปแบบอย่างมาจากจระเข้ ดังลายพระหัตถ์ ถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ลงวันที่ วันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๓ ความว่า          “...ทางจีนที่เขาทำมังกรหน้าตะเข้นั้นตัวสั้นๆ ก็เคยเห็นรูปฉลองพระองค์ของพระเจ้ากรุงจีนมีแต่เป็นของเก่า แม้มังกรของเราที่เก่า เช่นพระราชลัญจกรซึ่งพระราชทานแก่โบราณคดีสมาคมเป็นต้น หน้าก็ยาวตัวก็สั้นทำให้ท้าวสะเอวเสียด้วย เป็นพวกตะเข้มากกว่าพวกงู แต่ทีหลังก็ทำเลื่อนไปเป็นพวกงูจึงหลงว่าเป็นนาค ความหลงนั้นไม่ใช่มาหลงในเมืองเรา หลงมาแต่ทางจีนแล้ว ทำเป็นงูพันเทียนพันเสาอะไรเล่นตามชอบใจ ซ้ำแก้หน้าเป็นสิงโตกลายๆ เสียด้วย เพราะเหตุดังนั้นที่เขาเขาเขียนดรากอนเป็นตะเข้จึงได้ชอบใจนัก ด้วยมีความเห็นว่า เดิมเขาจะนึกผูกมาจากตะเข้ ลางคนก็ว่าเหรา เหราจะเป็นตัวอะไรก็ไม่ทราบ ภาษาอะไรก็ไม่ทราบได้พบชื่อนั้นอยู่บ่อยๆ คำเทียบแม่ ก กา ในมูลบท**ก็มีว่า “จระเข้เหราคร่าไป” จะเป็นกลอนพาไปก็ได้ หรือจะเป็นคำซ้ำ เช่น “เพิ่มเติม” “ถูกต้อง” ก็ได้ กิ้งก่ายักษ์ซึ่งเขาจับเอามาไว้ในสวนเลี้ยงสัตว์ที่ชวา ฝรั่งเขาว่าเทือกเถาเหล่ากอมังกร จะอย่างไรก็ดี มังกรนั้นคิดมาจากสัตว์พวกตะเข้ ไม่ใช่งูเป็นแน่…”          ในปัจจุบันเชื่อกันว่ามังกรประกอบด้วย ๙ ลักษณะ ได้แก่ เขาเหมือนกวาง หัวเหมือนอูฐ ตาเหมือนปีศาจ คอเหมือนงู ท้องเหมือนหอยแครง เกล็ดเหมือนปลา เล็บเหมือนนกอินทรี ฝ่าเท้าเหมือนเสือ และหูเหมือนวัว สำหรับมังกรตัวผู้จะมีเคราและหนวด ลักษณะดังกล่าวนี้ทำให้มังกรต่างจากพญานาคของไทยคือ มีเขา และมีเท้า ซึ่งพญานาคไม่ปรากฏ*** ทั้งนี้มังกรแต่ละชนิดก็มีความแตกต่างกันออกไป บางชนิดมีปีก และมีจำนวนเล็บไม่เท่ากัน ในวัฒนธรรมจีนเชื่อว่ามังกรอาศัยอยู่ในท้องทะเลครอบครองมุกและพลอย นับถือว่ามังกรที่มีกรงเล็บห้าเล็บเป็นหัวหน้ามังกรทั้งปวง   *ในคำอธิบายของพรพรรณ จันทโรนานนท์ ยังแบ่งจำแนกชื่อมังกรตามคุณลักษณะต่าง ๆ อาทิ ว่ามังกรไม่เขาเรียกว่า “ชีหลง” หากมีเขาเรียกว่า “ฉิวหลง” มังกรที่ได้ขึ้นสวรรค์เรียกว่า “ผันหลง” มังกรที่ชอบเล่นน้ำเรียกว่า “ชิงหลง” มังกรที่พ่นไฟได้เรียกว่า “หัวหลง” ดูใน พรพรรณ จันทโรนานนท์. ฮก ลก ซิ่ว. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๓๗. หน้า ๒๘. **หมายถึง มูลบทบรรพกิจ เรียบเรียงขึ้นโดย พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจาริยางกูร) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๔ (สมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)เป็นหนังสือแบบเรียนภาษาไทย ***พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ) อธิบายถึงลักษณะของมังกรต่างออกไปว่า “ศีรษะคล้ายอูฐ เขาคล้ายกวาง ตาคล้ายกระต่าย หูคล้ายวัว คอคล้ายงู ท้องคล้ายเหี้ย เกล็ดคล้ายปลาหลี่ฮื้อ เล็บค้ายนกอินทรี อุ้งเล็บคล้ายเสือ เกล็ดมีจำนวน ๘๑ เกล็ด เสียงคล้ายเสียงฆ้อง สองข้างปากมีหนวดเครา ใต้คางมีมุกดา ใต้คอมีเกล็ดย้อน หายใจเป้นเมฆ บางทีก็แปรเป็นฝนหรือเป็นไฟ”     อ้างอิง กรมศิลปากร. สมุดภาพสัตว์หิมพานต์. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, ๒๕๖๑. นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยา และ ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. สาส์นสมเด็จ  เล่ม ๑๙.  พระนคร: องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๐๕. พรพรรณ จันทโรนานนท์. ฮก ลก ซิ่ว. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๓๗. สมบัติ พลายน้อย. สัตว์หิมพานต์. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, ๒๕๕๒. Bedini, Silvio A. "The Scent of Time. A Study of the Use of Fire and Incense for Time Measurement in Oriental Countries". Transactions of the American Philosophical Society. Philadelphia, Pennsylvania: American Philosophical Society. ๕๓, ๕  (๑๙๖๓), ๒๕–๒๗.


แซว่ ในพระพุทธรูปล้านนา พระพุทธรูปล้านนาหลายองค์ที่มีขนาดใหญ่ การสร้างพระพุทธรูปจึงไม่สามารถหล่อขึ้นมาทั้งองค์ได้ ช่างโบราณจึงได้มีวิธีการหล่อแบบแยกชิ้นส่วน แล้วนำมาประกอบกันโดยมีสลัก ในภาษาท้องถิ่นภาคเหนือเรียกว่า แซว่  (สะกดตามพจนานุกรมภาษาล้านนา สถาบันภาษาศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๐)  หมายถึงพระพุทธรูปที่ประกอบด้วยสลักยึดเป็นจำนวนมากนับไม่ถ้วน บางองค์ถึงกับมีชื่อเรียกเฉพาะว่าพระเจ้าแสนแซว่ เนื่องจากมีขนาดใหญ่ ต้องมีการหล่อหลายชิ้นมาประกอบกัน อย่างเช่นพระพักตร์พระเจ้าแสนแซว่ วัดยางกวง เมืองเชียงใหม่ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ และพระพักตร์พระพุทธรูปศิลปะล้านนา พบที่วัดดอนแก้ว จังหวัดลำพูน พระเจ้าแสนแสว้ (แซว่)พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านนายุคแรก พุทธศตวรรษที่ ๑๙ ตามทะเบียนโบราณวัตถุศิลปวัตถุพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย ระบุว่าย้ายมาจากวัดพระธาตุหริภุญชัยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ พระพุทธรูปปางมารวิชัย ขมวดพระเกศาใหญ่ พระพักตร์กลม แย้มพระโอษฐ์ พระวรกายอวบ ชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน ประทับนั่งขัดสมาธิราบ แตกต่างจากพระพุทธรูปล้านนาในระยะแรกมักนั่งขัดสมาธิเพชร ศาสตราจารย์ชอง บวสเซอร์ลิเยร์ ได้ให้เหตุผลว่า เดิมเคยเข้าใจกันว่าพระพุทธรูปในระยะแรกนั้น ต้องประทับนั่งขัดสมาธิเพชร แต่จากหลักฐานที่พบพระพุทธรูปในระยะแรกนี้ ไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิเพชรเสมอไป  การนั่งขัดสมาธิราบนั้น ปรากฏร่วมกันอยูแล้วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลักษณะรูปแบบของพระพุทธรูปนั้น มีความใกล้เคียงศิลปะปาละ ที่ส่งอิทธิพลทางรูปแบบศิลปะพุกามของพม่าและเป็นต้นแบบให้กับพระพุทธรูปสมัยหริภุญไชย เรื่อยมาจนถึงสมัยล้านนายุคแรก ถึงแม้พระพุทธรูปองค์นี้จะมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ก็เป็นพระพุทธรูปที่มีวิธีการสร้างโดยการหล่อแยกส่วนหลายชิ้นนำมาประกอบกันตามแบบของพระพุทธรูป ในศิลปะล้านนา พบรอยต่อในลักษณะของการเข้าสลักเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู บริเวณต่างๆของพระพุทธรูป ได้แก่ส่วนพระเศียรถึงต้นพระศอ พระพาหาด้านขวา พระพาหาด้านซ้าย พระวรกายส่วนล่างตั้งแต่บั้นพระองค์ลงไปจนถึงสาวนพระชงฆ์ที่ประทับนั่งขัดสมาธิราบบนฐานเขียง ในส่วนที่เชื่อมต่อกันนั้นมีการนำโลหะมาปิดรอยบริเวรดังกล่าวและลงรักปิดทองเพื่อความสวยงาม อ้างอิง ณัฏฐภัทร จันทวิช (บรรณาธิการ). โบราณวัตถุและศิลปวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย . กรุงเทพฯ :ส.พิจิตรการพิมพ์, ๒๕๔๘.ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะล้านนา. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๕๖.อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว. พระพุทะรูปตามคติชาวล้านนา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพืแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๘.




ประเด็นข่าวสำคัญ   ไทยคืนโบราณวัตถุศตวรรษ ๑๕ - ๑๖ ให้เขมร   วธ.ผนึก ททท.เชิดชูศาสนา - วัฒนธรรม จัดท่องเที่ยวชุมชนวิถีไทย   สศร.เล็งจัดแข่งขันโอลิมปิกศิลปะ   ศูนย์มานุษยวิทยาเทิดพระเทพฯ ผุด "แสดงพื้นบ้านอาเซียน" ๔ ก.ย.เอกสารเเนบ




กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น   กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้ ๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙   ๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ - โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท - โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน   ๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว   ๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้ ๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน ๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ ๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา ๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ ๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน   หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต



เว็ปไซต์หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร อุบลราชธานี : www.finearts.go.th/ubonarchives      ในปีพ.ศ.๒๕๓๗  กรมศิลปากรได้อนุมัติงบประมาณและใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นสนามม้าเดิม ตั้งอยู