ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 53,365 รายการ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรพิพิธภัณฑ์ ร้าน Tao Hong Tai : dKunst Art Space & Cafe ชวนร่วมกิจกรรม “ชมพิพิธภัณฑ์ รู้ลึกเรื่องเมืองราชบุรี ต่อด้วยกาแฟแก้วโปรด” เพียงโชว์ “บัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์” รับส่วนลดค่าเครื่องดื่มทันที 5% ที่ Tao Hong Tai : dKunst Art Space & Cafe โดยใช้หางบัตรใช้ได้ 1 ใบ / 1 แก้ว / 1 วัน (ไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้) สอบถามเพิ่มเติม โทร. 032 321 513 Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี (Ratchaburi National Museum) https://www.facebook.com/ratchaburi.national.museum
สัมผัสเสน่ห์ล้านนา ชมโบราณสถาน 700 ปียามราตรี ในงาน “แอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์
Love & Forever” ที่เชียงใหม่
วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 น. นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีเปิดงานแอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever ณ ลานกิจกรรม วัดอีก้าง – วัดหนานช้าง เวียงกุมกาม ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้ดำเนินโครงการพัฒนาโบราณสถานเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเสริมสร้างเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวโบราณสถานยามราตรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเพิ่มมิติการท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมบรรยากาศโบราณสถานอันสวยงามยามค่ำคืน ซึ่งเวียงกุมกาม ถือเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญในฐานะต้นทางของอาณาจักรล้านนา ที่ผ่านมากรมศิลปากรได้เข้าไปดำเนินการขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดี และบูรณะปรับภูมิทัศน์โบราณสถานกว่า 30 แห่ง จัดสร้างศูนย์บริการข้อมูลท่องเที่ยวเวียงกุมกาม สร้างกระแสการท่องเที่ยวให้แก่เมืองเชียงใหม่เป็นอย่างมาก สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ จึงจัดงานท่องเที่ยวโบราณสถาน ยามค่ำคืน ณ เวียงกุมกาม เพื่อให้โบราณสถานเวียงกุมกามในฐานะทุนทางวัฒนธรรมที่พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวตามแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นพลังขับเคลื่อนนโยบาย “วัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ” ของกระทรวงวัฒนธรรม โดยเป็นการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเศรษฐกิจอย่างเหมาะสมและยั่งยืน งาน “แอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 1 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 น. – 22.00 น. ณ ลานกิจกรรมวัดอีก้าง – วัดหนานช้าง เวียงกุมกาม ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ในห้วงบรรยากาศรำลึกและถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความรักที่มีแด่แม่หลวงของแผ่นดิน และเดือนแห่งความรัก กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การเยี่ยมชมโบราณสถานสำคัญ อดีตเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนาอายุเก่าแก่กว่า 700 ปี ที่ประดับตกแต่งจุดเช็คอินถ่ายภาพด้วยแสงไฟยามค่ำคืน เยี่ยมชม “กาดกุมกาม@Love” จำหน่ายอาหารและสินค้าทางวัฒนธรรมจากชุมชน นิทรรศการเวียงกุมกาม และนิทรรศการความรักที่มีแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นอกจากนี้ ยังเป็นการกลับมาเยือนดินแดนล้านนาอีกครั้งของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ที่ยกทัพนักแสดงศิลปินมาแบบจัดใหญ่ จัดเต็มเพื่อให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้รับชมตลอด 3 คืน ได้แก่ การแสดงละครเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนพระวัยแตกทัพ การแสดงโขนเรื่อง รามเกียรติ์ ชุดอนุภาพรามราชจักรี และชุดกษิรชลมณโฑ ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองหรือผ้าไทย
สาระอีสาน นำเสนอและเผยแพร่เกร็ดความรู้ต่าง ๆ จากข้อมูลท้องถิ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและหนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน และรวมถึงหนังสืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีให้บริการอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา สำหรับวันที่ 13 มีนาคม ของทุกปี คณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้เป็นวันช้างไทย ดังนั้น วันนี้พี่นักภาษาโบราณ จะมานำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธ์ุหนึ่งที่มีความผูกพันกับช้างในแถบอีสานตอนล่าง นั่นก็คือ “หมอกูยอะจีง : ชาวกูยที่ประกอบอาชีพเลี้ยงช้าง” เรียบเรียงโดย นางสาวกุลริศา รัชตะวุฒิ นักภาษาโบราณ เนื้อหามีดังนี้
ชาวกูย เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่างและบางพื้นที่ของภาคตะวันออกของประเทศไทย ในปัจจุบันพบชาวกูยอาศัยอยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา สระแก้ว ปราจีนบุรี และสุพรรณบุรี ชาวกูยออกเสียงเรียกได้หลากหลาย บ้างออกเสียงเรียกว่า กุย กวย โกย โก็ย นอกจากนี้ยังมีชื่อที่ผู้อื่นเรียกชาวกูยว่า เขมรป่าดง ส่วย ข่า ไทย-กูย ไท-กวย ส่วย-ลาว ส่วย-เขมร เขมรส่วย ได้ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ชาวกูยแต่ละพื้นที่จะจำแนกชื่อเรียกกลุ่มของตนตามวิถีชีวิต อาทิ “กูยซแร” หมายถึง ชาวกูยที่ประกอบอาชีพทำนา “กูยแฎก” หมายถึง ชาวกูย ที่ประกอบอาชีพตีมีด และกูยอะจีงหรือกูยอาเจียง คือ ชาวกูยที่ประกอบอาชีพเลี้ยงช้าง บางพื้นที่เรียก “กวยตำแร็ย” (กวยช้าง)
หมอกูยอะจีง หรือ กูยอาเจียง คือ หมอช้างชาวกูยที่อาศัยอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ โดยผู้ที่จะเป็นหมอกูยอะจีงได้จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและความชำนาญในการคล้องช้างและจับช้างป่า แล้วฝึกปรือจนช้างมีความเชื่องกลายเป็นช้างบ้าน อีกทั้งต้องเป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตนตามระเบียบวินัยกับกฎเกณฑ์ต่าง ๆ และเชี่ยวชาญในการประกอบพิธีกรรมสำคัญอย่างเซ่นสรวงผีปะกำ ทั้งนี้ หมอช้างแต่ละคนก็จะมีความรู้ความสามารถและความชำนาญแตกต่างกันก็จะมีลำดับชั้นตำแหน่งที่แตกต่างเช่นกัน
การลำดับชั้นตำแหน่งของหมอกูยอะจีงนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถและจำนวนช้างป่าที่คล้องได้ โดยการจัดลำดับชั้นตำแหน่งของหมอกูยอะจีง มีทั้งหมด 6 ชั้น ได้แก่
ชั้นที่ 1 กำลวงพืด เป็นหมอช้างชั้นสูงสุด
ชั้นที่ 2 กำลวง หรือ กำลวงแกด เป็นหมอช้างลำดับรองจากลวงกำพืด
ชั้นที่ 3 หมอสะดำ หรือ สะดำ เป็นหมอช้างลำดับรองจากกำลวง
ชั้นที่ 4 หมอสะเดียง หรือ สะเดียง เป็นหมอช้างลำดับรองจากหมอสะดำ
ชั้นที่ 5 หมอจา หรือ จา หรือ จ่า เป็นหมอช้างลำดับรองจากหมอสะเดียง
ชั้นที่ 6 มะช้าง หรือ มะ เป็นหมอช้างลำดับต่ำสุด
และตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นมา ชาวกูยในจังหวัดสุรินทร์ไม่ได้ออกไปจับช้างป่าอีกต่อไป การเลื่อนตำแหน่งหมอกูยอะจีงจึงไม่สามารถแต่งตั้งได้อีก ซึ่งหมอช้างชาวกูยรุ่นสุดท้ายในจังหวัดสุรินทร์ คือ นายมิว ศาลางาม หรือ ครูมิว หมอช้างอาวุโส ตำแหน่งหมอสะดำได้เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2562
ปัจจุบันชาวกูยในพื้นที่บ้านตากลาง บ้านศาลา บ้านหนองบัว ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ยังมีการเลี้ยงช้าง และยังคงสืบทอดรักษาวิชาคชศาสตร์มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมจารีตประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์กูย ดำรงวิถีชีวิตของคนกับช้างแบบดั้งเดิมเอาไว้ และถือว่าช้างคือส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต
โดยคชศาสตร์ชาวกูย คือ วิชาความรู้เกี่ยวกับช้างของหมอช้างที่ได้ถ่ายทอดและสืบทอดมาแต่โบราณกาลจากบรรพบุรุษชาวกูย เช่น ความรู้การจับช้างป่า ความรู้ด้านพิธีกรรมเกี่ยวกับช้างและคนเลี้ยงช้าง ทั้งนี้คชศาสตร์ชาวกูยได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ อีกด้วย
บรรณานุกรม
สุภักดิ์ ตลับทอง. “หมอช้างกูยอะจีง : คล้องช้าง.” สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน. 14. (2542): 4999-5003.
ธีรพงษ์ กันทำ และประจวบ จันทร์หมื่น. กูย. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 1 มีนาคม 2568, จาก: https://ethnicity.sac.or.th/database-ethnic/161
ศูนย์สารนิเทศอีสานสิรินธร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. คชศาสตร์ชาวกูย. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 1 มีนาคม 2568, จาก: https://isancenter.msu.ac.th/?p=1294
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์. คชศาสตร์ชาวกูย. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 1 มีนาคม 2568, จาก: http://www.m-culture.in.th/album/196201/คชศาสตร์ชาวกูย
นิตยสาร สะเร็นน่า โรงเรียนตาเบาวิทยา. วิถีชาวกูย หมู่ บ้านช้าง งานช้างสุรินทร์. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 1 มีนาคม 2568, จาก: https://www.nairobroo.com/news/elephant-in-surin/
ไทยโพสต์. ปิดตำนาน หมอสะดำ อาวุโส หมอช้างรุ่นสุดท้ายแห่งเมืองสุรินทร์. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 1 มีนาคม 2568, จาก: https://www.thaipost.net/main/detail/38590
สืบสานชุดไทยจากสายพระเนตรอันกว้างไกลด้วยชุดไทยพระราชนิยม ชุดไทยพระราชนิยม ๘ แบบ คือ ชุดไทย ที่ตั้งชื่อตามพระตำหนักและพระที่นั่ง มีที่มาจากการที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จประพาสยุโรปและอเมริกา เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับ ๑๕ ประเทศ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชดำริว่า สตรีไทยในขณะนั้นไม่มีเครื่องแต่งกายที่เป็นแบบแผนหรือชุดประจำชาติเหมือนสตรีชาติอื่นๆ พระองค์จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้ผู้เชี่ยวชาญค้นคว้าประวัติศาสตร์การแต่งกายแบบไทย เพื่อทรงให้ออกแบบฉลองพระองค์ ชุดไทยแบบต่าง ๆ ต่อมา พระองค์ได้พระราชทานพระราชานุญาตให้จัดพิมพ์สมุดภาพหญิงไทย เผยแพร่การแต่งกายชุดไทยพระราชนิยม ทำให้สตรีไทยทั่วไปนำไปใช้เป็นแบบมาตรฐาน ซึ่งมีการประยุกต์เป็นชุดไทยอีกหลายแบบ ปรากฏเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย และถือเป็นชุดประจำชาติไทยสืบมาจนถึงปัจจุบันชุดไทยพระราชนิยม ๘ แบบ ชุดไทยเรือนต้น : ชุดไทยลำลอง แขนกระบอกสามส่วน ตั้งตามชื่อ พระตำหนักเรือนต้น ในพระราชวังดุสิต เป็นชุดไทยแบบลำลอง ใช้ในโอกาสไม่เป็นทางการ ตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายหรือผ้าไหม แขนสามส่วน ปลายแขนผ่าเล็กน้อย หรือไม่ผ่าก็ได้ ติดกระดุมหน้าห้าเม็ด สามารถใช้ได้ทั้งกระดุมปั๊ม กระดุมโลหะ หรือกระดุมมุก เสื้อเป็นคอกลมชิดคอ ใช้ผ้าสีตามริ้วหรือเชิงจะเป็นสีเดียวกับผ้านุ่งหรือสีตัดกันก็ได้ ลักษณะเป็นผ้านุ่ง ป้ายยาวจรดข้อเท้า ไม่ผ่าหลังหรือผ่าข้าง ใช้ผ้าลายตามขวาง หรือตามยาวก็ได้ ใช้เครื่องประดับน้อยชิ้น เช่น ต่างหู สร้อยลูกไม้หรือสร้อยมุก ชุดไทยจิตรลดา : ชุดแขนกระบอก พิธีการกลางวัน ตั้งตามชื่อพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เป็นชุดที่ใช้ในเวลากลางวัน ลักษณะทั่วไปคล้ายกับชุดไทยเรือนต้น ต่างกันตรงคอเสื้อที่มีขอบตั้ง ประมาณ ๒.๕ ซม. ท่อนบนใช้ผ้าไหมยกดอกหรือผ้าไหมพื้นแขนยาวจรดข้อมือ ท่อนล่างใช้ผ้าไหมยกดอกหรือผ้าไหมมัดหมี่ เป็นผ้านุ่งป้าย ชายผ้านุ่งกรอมเท้า ไม่ผ่าหลังหรือผ่าข้าง ใช้เครื่องประดับตามควร เช่น สร้อยลูกไม้หรือสร้อยสั้นชิดคอ ชุดไทยอมรินทร์ : ชุดแขนกระบอก ผ้านุ่งไหมยกทอง ตั้งตามชื่อพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง ใช้ในงานพระราชพิธีและงานพิธีกลางคืน มีลักษณะเหมือนชุดไทยจิตรลดา คือเป็นเสื้อแขนกระบอก คอตั้งประมาณ ๒.๕ ซม. กระดุม ๕ เม็ด ใช้กระดุมปั๊ม หรือกระดุมโลหะ ตัดเย็บด้วยผ้าไหมพื้น ผ้านุ่งจะตัดเย็บด้วยผ้าไหมยกทอง ชายผ้านุ่งกรอมข้อเท้า ไม่ผ่าหลังหรือผ่าข้าง ความสวยงามของชุดไทยอมรินทร์จะอยู่ที่เนื้อผ้าและเครื่องประดับ นิยมใส่เครื่องประดับอย่างลูกไม้หรือทับทรวง ชุดไทยบรมพิมาน : ชุดแขนกระบอก สวยสง่าด้วยผ้านุ่งจีบและชายพก ตั้งชื่อตามพระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง ใช้ในงานพระราชพิธีและงานพิธีกลางคืน ท่อนบนเป็นเสื้อแขนยาว คอตั้งประมาณ ๒.๕ ซม. ปลายแขนยาวกรอมข้อมือ ใช้ได้ทั้งกระดุมปั๊ม ติดซิปซ่อนหรือติดตะขอ ตัวเสื้อและผ้านุ่งติดกันเป็นชุดเดียว ใช้ซิปซ่อนกลางหลัง ยาวตั้งแต่ต้นคอจนถึงสะโพกล่าง ตัดเย็บด้วยผ้าไหมที่มีทองแกมหรือยกทองทั้งตัวก็ได้ จีบหน้า กว้างประมาณ ๗-๘ ซม. พับ ๔-๕ พับชายพก กว้างประมาณ ๗ ซม. ยาว ๑๗ ซม. ใช้เข็มขัดคาด ใส่คู่กับเครื่องประดับอื่น เช่น สร้อยลูกไม้หรือทับทรวงหรือสังวาลย์ ชุดไทยจักรี : ชุดไทยสไบเฉียง เปิดบ่า ตั้งชื่อตามพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ใช้ในงานพิธีกลางคืน ท่อนบนเปิดไหล่หนึ่งด้าน เป็นสไบปักหรือไม่ปักก็ได้ โดยสามารถทำเป็นสไบจับจีบเดรปทิ้งชาย ความยาวสไบให้เสมอชายผ้านุ่งหรือเสมอพื้น ตัดเย็บติดกับท่อนล่าง ซึ่งเป็นผ้านุ่งจีบ ตัดเย็บจากผ้าไหมยกทอง จีบหน้ากว้าง ประมาณ ๗.๕ ซม. ชายพกยาวประมาณ ๑๗ ซม. จับคู่กับเครื่องประดับ เช่น ทับทรวงหรือสร้อยสั้นติดคอ และคาดเข็มขัด ชุดไทยดุสิต : ชุดไทยคอกว้าง แขนกุดปักลาย ตั้งชื่อตามพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ใช้ในงานพิธีเต็มยศกลางคืน ตัดเย็บด้วยผ้ายกไหมหรือยกทอง ผ้านุ่งจีบ เสื้อคอกว้าง ไม่มีแขน ปักด้วยดิ้นเงินดิ้นทองหรือลูกปัด ชายผ้านุ่งกรอมข้อเท้า ไม่ผ่าหลังหรือผ่าหน้า จีบหน้ากว้าง ประมาณ ๗.๕ ซม. ชายพกยาวประมาณ ๑๗ ซม. จับคู่กับเครื่องประดับสร้อยสั้นชิดคอและคาดเข็มขัด ชุดไทยศิวาลัย : ชุดไทยแขนกระบอก ที่โดดเด่นด้วยสะพัก ตั้งตามชื่อพระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ใช้ในงานพระราชพิธีทั้งเวลากลางวันและกลางคืน เป็นชุดแบบเดียวกับชุดไทยบรมพิมาน แต่ห่มสะพักทับอีกชั้น มีทั้งแบบสะพักห่มแยกและสะพักเย็บติดกับชุด สามารถตัดเย็บได้ทั้งแบบปักประดับและไม่ปักประดับ ความกว้างสะพัก ด้านหน้าประมาณ ๑๔ - ๑๖ ซม. ความกว้างปลายสะพัก ประมาณ ๒๕ - ๒๗ ซม. ชุดไทยจักรพรรดิ : ชุดไทยสไบจีบ ทับด้วยผ้าทรงสะพัก ตั้งตามชื่อพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง ใช้ในงานพิธีเต็มยศกลางคืน ท่อนบนห่มผ้าสองชั้น ชั้นในมักเป็นสไบจีบและห่มสะพักทับ ผ้านุ่งยกทอง จีบหน้าแบบเดียวกับชุดไทยจักรี ชายผ้านุ่งกรอมข้อเท้า ไม่ผ่าหลังหรือผ่าหน้า คาดเข็มขัดและใส่เครื่องประดับเข้าชุดกัน เช่น ทับทรวงหรือสังวาลย์
หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา ชวนร่วมกิจกรรมในงานโคราชบุ๊คแฟร์ ครั้งที่ 1 โดยนำนิทรรศการ “เอกสารโบราณ ภูมิปัญญาของบรรพชนไทย”ไปจัดแสดงให้ความรู้ พร้อมกิจกรรมจารใบลาน “สืบสานตามรอยจารบนใบลานภูมิปัญญาไทย” ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 8 - 17 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 - 21.00 น. พบกันได้ที่บูธ C11 โคราชฮอลล์ ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช จังหวัดนครราชสีมา
พิธีกรรมฮดสรง(รดสรง) ในวัฒนธรรมอีสานช่วงประเพณีสงกรานต์ (บุญเดือน ๕) ไม่ใช่เพียงแค่การสรงน้ำ"พระพุทธรูป"เพื่อเป็นพุทธบูชาทั่วไป แต่ยังเป็นพิธีกรรมที่มีรากฐานลึกซึ้งด้านการปกครอง การยกย่องเชิดชูผู้ทำคุณประโยชน์ต่อชุมชน และเป็นการสืบทอดพุทธศาสนา
พิธีฮดสรง คือ ประเพณีที่ชาวชุมชนร่วมกันยกย่องเชิดชูพระภิกษุที่มีความรู้ มีวัตรปฏิบัติที่งดงาม ให้มีตำแหน่งทางสงฆ์สูงขึ้น (ตามลำดับ เช่น สำเร็จ, ซา, คู, ราชครู) โดยใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์ไหลผ่านรางไม้รูปพญานาค (ฮางรด) ไปยังพระภิกษุ เป็นการแสดงถึง "ประชามติ" ของชุมชนในการสถาปนาผู้นำทางจิตวิญญาน
ภาพประกอบ :
ฮูปแต้มเล่าเรื่อง พระเวสสันดรชาดก แสดงภาพ"พิธีฮดสรงพระเวสสันดร"ก่อนขึ้นปกครองบ้านเมือง
สิม(อุโบสถ)วัดป่าเลไลย์ บ.หนองพอก ต.ดงบัง อ.นาดูน จ.มหาสารคาม
ภาพถ่าย : ปี พ.ศ.๒๕๖๔
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ขอเชิญทุกท่านสัมผัสพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน ภายใต้คอนเซปต์ “ค่ำคืนของทวารวดี เมืองนครปฐมของเรา” มาทำความรู้จัก ศิลปะทวารวดีที่ถูกค้นพบในจังหวัดนครปฐมให้มากยิ่งขึ้น ผ่านกิจกรรมพิเศษมากมาย ระหว่างวันที่ 14 - 15 สิงหาคม 2569 โดยกิจกรรม Night museum เริ่มเวลา 16.00 น. - 21.00 น. เข้าชมฟรีตลอดงาน
ไฮไลท์ที่ 1 “ร่วมแต่งแต้มเมืองทวารวดีของเรา” พบกับภาพวาดในจินตนาการผังเมืองทวารวดีในอดีตของจังหวัดนครปฐม และสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น ขนาดกว้าง 4 เมตร สูง 2 เมตร ทางพิพิธภัณฑ์ขอเชิญชวนร่วมเติมสีสันตามจินตนาการด้วยสีมาร์คเกอร์
ไฮไลท์ที่ 2 “ตราประทับลวดลายโบราณวัตถุสุดพิเศษ” สำหรับนักสะสมพร้อมให้เก็บสะสมแล้ว มีทั้งหมด 5 ลวดลาย พร้อมแผ่นพับสำหรับกิจกรรม Night Museum จำนวนจำกัด
ไฮไลท์ที่ 3 “พวงกุญแจอะคริลิคสุดCute ยึดเหนี่ยวจิตใจก็ได้นะ” ขนาด 6 เซนติเมตร มี 3 ลวดลาย พระแม่ลักษมี ท้าวกุเวร และพระสุริยะ เพียงบอกกับเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ว่าชื่นชอบเทพองค์ใด และเทพองค์นั้น มีความโดดเด่นในเรื่องอะไร รับไปเลย 1 ชิ้น เพียงวันละ 250 ชิ้นเท่านั้น
ไฮไลท์ที่ 4 “ศิลปกรรมทำมือจากเครื่องรางทางความเชื่อ Art Amulet DIY “ ขนาด 15 * 15 เซนติเมตร แรงบันดาลใจจากโบราณวัตถุในวัฒนธรรมทวารวดี รูปเทพกุเวร (เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง) จากคณาจารย์และนักศึกษา ภาควิชาเซรามิก คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดวันละ 3 รอบ (รอบละ 10 ท่าน) รอบที่ 1 เวลา 17.30 - 18.30 น., รอบที่ 2 เวลา 18.30 - 19.30 น., รอบที่ 3 เวลา 19.30 - 20.30 น. ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลังระบายเซรามิกเสร็จแล้ว ทางมหาวิทยาลัยศิลปากรจะนำเซรามิกไปเผาก่อน และสามารถไปรับได้ที่ ภาควิชาเซรามิก คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ไฮไลท์ที่ 5 “ รถพิพิธภัณฑ์เคลื่อนที่ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร” กิจกรรมสำหรับน้อง ๆ ที่อยากจะสัมผัสโบราณวัตถุจำลองอย่างใกล้ชิด เรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทย พร้อมทั้งกิจกรรมแสนสนุก อาทิ ทำเข็มกลัดจากรูปวาดโบราณวัตถุ น้อง ๆ คนไหนที่สนใจอยากได้ของที่ระลึกกลับบ้านมาร่วมสนุกกัน
นอกจากนี้ยังมีตลาดวัฒนธรรมจากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม และกิจกรรมอื่น ๆ ติดตามข้อมูลได้ผ่านทาง “Phra Pathom Chedi National Museum:พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์” https://www.facebook.com/Dvaravati สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3424 2500
ภาชนะสำริดมีลูกปัดหินคาเนเลี่ยน
สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ประมาณ ๑,๗๐๐-๒,๓๐๐ ปีมาแล้ว
ได้จากการขุดค้นจากแหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี
ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องก่อนประวัติศาสตร์ อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ภาชนะสำริดทรงกลม ก้นภาชนะกลม สภาพมีรอยแตกร้าว ภายในพบลูกปัดหินคาร์เนเลี่ยน (Carnelian) ทรงกลม สีส้ม และลูกปัดหินอาเกต (Agate)* ทรงรีฝังอยู่กับดิน จากการเอกซเรย์พบว่ากึ่งกลางก้นภาชนะด้านในมีปุ่มแหลม
ภาชนะสำริดแบบมีปุ่มแหลมกึ่งกลางก้นภาชนะด้านใน (knobbed ware) พบในแหล่งโบราณคดีประเทศไทยหลายแห่ง ทั้งในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้** ทั้งจากการขุดค้นทางโบราณคดีและการสำรวจ สันนิษฐานว่ามีอายุในช่วงปลายสมัยก่อนประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ในพื้นที่ภาคใต้ยังพบชิ้นส่วนภาชนะแบบมีปุ่มแหลมที่ทำจากดินเผาอีกด้วย โดยมีข้อสังเกตว่า ภาชนะสำริดแบบมีปุ่มแหลมส่วนใหญ่มีก้นแบนหรือกลมในรูปทรงชาม ในทางตรงกันข้ามภาชนะดินเผาแบบมีปุ่มแหลมส่วนใหญ่มีฐานแบนหรือมีเชิงเป็นวงแหวน (foot ring) เตี้ยๆ
สำหรับชิ้นส่วนภาชนะสำริดแบบมีปุ่มแหลมที่พบจากการขุดค้น ณ บ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี และแหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร มีการตรวจองค์ประกอบโลหะพบว่าเป็นสำริดดีบุกสูง (high tin bronze) ซึ่งเป็นองค์ประกอบทางโลหะแบบเดียวกับที่พบในภาชนะแบบมีปุ่มแหลม จากแหล่งโบราณคดีในลุ่มแม่น้ำคงคา เช่น แหล่งโบราณคดี Agiabir (ในเขต มิรชาปุระ (Mirzapur) รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย) กำหนดอายุอยู่ประมาณ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว และภาชนะแบบมีปุ่มแหลมที่พบในแหล่งโบราณคดี Wari-Bateshwar ในบังกลาเทศ มีองค์ประกอบโลหะพบว่าเป็นสำริดดีบุกสูงเช่นกัน ซึ่งแหล่งโบราณคดีแห่งนี้มีสถานะเป็นเมืองท่าที่สำคัญ ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๒-๘ นอกจากนี้ในพื้นที่อ่าวเบงกอล พบภาชนะแบบมีปุ่มแหลมหลายแห่ง อาทิ เมืองโบราณ Sisupalgarh และแหล่งโบราณคดี Manikpatna รัฐโอริสสา และแหล่งโบราณคดี Harinarayanpur ในรัฐเบงกอลตะวันตก
ดังนั้นภาชนะแบบมีปุ่มแหลม ที่พบในภาคกลางและภาคใต้ของประเทศไทยเป็นหลักฐานสำคัญถึงการติดต่อค้าขายระหว่างภูมิภาค กับชุมชนในพื้นที่แถบอ่าวเบงกอลของอินเดีย ผ่านเส้นทางการค้าภาคพื้นแผ่นดินและทางน้ำ โดยเฉพาะทางภาคใต้พบทั้งแบบดินเผาและแบบโลหะ และแม้ไม่อาจทราบถึงหน้าที่การใช้งานอย่างชัดเจน แต่สำหรับที่แหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชร และที่พบในพื้นที่จังหวัดลพบุรีนั้นเป็นวัตถุในหลุมฝังศพ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมความตาย ในเวลาต่อมานายเอียน ซี โกลเวอร์ (Ian C. Glover) นักโบราณคดีชาวอังกฤษ วิเคราะห์ว่ารูปแบบของปุ่มที่ก้นภาชนะด้านในนั้นอาจเป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับคติศูนย์กลางจักรวาลหรือเขาพระสุเมรุ ขณะที่ รศ. สุรพล นาถะพินธุ นักโบราณคดี สันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับเสกน้ำศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา โดยการจุดเทียนไว้บนปุ่มกลางก้นภาชนะ ซึ่งการใช้ภาชนะรูปแบบนี้เป็นการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมจากชุมชนในลุ่มแม่น้ำคงคา ผ่านเส้นทางการค้าทางทะเล โดยมีเมืองท่าสำคัญ ได้แก่ เมือง Tamralipti (Tamluk) ปัจจุบันอยู่ในรัฐเบงกอลตะวันตก และแหล่งโบราณคดี Wari-Bateshwar ในบังกลาเทศ
* อ่านเรื่อง ลูกปัดหิน ที่พบจากแหล่งโบราณคดีเดียวกันนี้ได้ใน “สร้อยลูกปัดหินกึ่งมีค่า” https://www.facebook.com/share/p/1DzeTGtaej/
** นอกจากนี้ยังระบุว่า ภาชนะแบบมีปุ่มแหลมพบที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง และแหล่งโบราณคดีบ้านนาดี จังหวัดอุดรธานี แหล่งโบราณคดีบ้านโคกคอน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
อ้างอิง
Jahan, Shahnaj Husne. Maritime Trade between Thailand and Bengal. วารสารวิจิตรศิลป์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2555, 205-228.
Silapanth P. Knobbed Ware from Archaeological Sites in Thailand: Evidence of Early Exchange between South Asia and Southeast Asia. Thammasat Review. Vol. 21 No. 1 (2018): January-June 2018, 131-151.
“วัตถุโบราณจากรอยเวลา มรรคาแห่งพิพิธภัณฑ์ไทย” ✨
ขอเชิญชวนทุกท่านย้อนรอยเรื่องราวผ่านโบราณวัตถุอันทรงคุณค่าที่กลับมาให้ชมอีกครั้งหลังผ่านกาลเวลายาวนานถึงหนึ่งสิ่งสำคัญ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลปากรขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษเรื่อง
“๑๐๐ ปีพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร”
ดำเนินการในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปีของการจัดแสดงโบราณวัตถุณ อาคารหมู่พระวิมาน
๑๙ กันยายน – ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๙เวลา ๐๘.๓๐ – ๑๖.๐๐ น. (การเดินทางในวันหยุดนักขัตฤกษ์)
ณ พระที่นั่งภิมุขมณเฑียรอาคารหมู่พระวิมานพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
เพื่อชมมรดกของมรดกจากอดีตที่กลับมาให้ชมอีกครั้งในครั้งนั้น
ชื่อเรื่อง : โครงการเก็บข้อมูลด้านศิลปะการแสดง (ซอ) จังหวัดพะเยา ผู้แต่ง : สภาวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา ปีที่พิมพ์ : 2548 สถานที่พิมพ์ : พะเยา สำนักพิมพ์ : สภาวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา โครงการเก็บข้อมูลด้านศิลปะการแสดงซอของจังหวัดพะเยา ซอเป็นดนตรีพื้นบ้านและเป็นภูมิปัญญาด้านการแสดงของเมืองพะเยามานานกว่า 900 ปี เพราะฉะนั้นวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงได้สืบต่อกันมานานเท่ากับวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ในหนังสือเล่มนี้จะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับซอไม่ว่าจะเป็นประเภทต่างๆ ของซอ ทำนอง เพลงของซอ และยังมีข้อมูลของปราชญ์ชาวบ้านในด้านการเล่นซอหรือช่างซออีกด้วย
พิพิธิภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง ชุมพร : http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/chumphon
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร เป็นพิพิธภัณฑสถานที่ก่อตั้งขึ้นโดยดำริของผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร (นายประยูร พรหมพันธ์) เมื่อราว พุทธศักราช 2537 โดยจังหวัดชุมพร ได้มอบที่ดินให้กับกรมศิลปากร เพื่อใช้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถาน จำนวน 7 ไร่ กรมศิลปากร โดยอธิบดีกรมศิลปากร ณ ขณะนั้น (นายสมคิด โชติกวณิชย์) จึงได้ดำเนินการกำหนดเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ตามโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง ของคณะรัฐมนตรี ที่มุ่งหมายจะกระจายพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ออกไปในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อขยายโอกาสด้านการศึกษาเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนภูมิปัญญาพื้นบ้านท้องถิ่น ให้แก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ได้ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้นอกระบบ
การดำเนินการก่อสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร ตลอดจนการจัดทำสื่อจัดแสดง และการติดตั้งระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ได้ดำเนินการระหว่างปีงบประมาณ 2538 - 2540 โดยใช้เงินงบประมาณทั้งสิ้น 54,596,000 บาท
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร ได้ประกาศกำหนดสถานที่จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 115 ตอนที่ 104ง ลงวันที่ 29 ธันวาคม พุทธศักราช 2541 และได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ โดยสมเด็จพระเทพรัตนฯ ราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานในพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร เมื่อวันที่ 30 เมษายน พุทธศักราช 2542
ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร เป็นอาคาร 2 ชั้น มีลักษณะของการผสมผสานสถาปัตยกรรมท้องถิ่นภาคใต้และสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเข้าด้วยกัน ทำให้มีลักษณะโดดเด่น และทันสมัย ภายในประกอบด้วยห้องจัดนิทรรศการถาวร ห้องสมุด ห้องประชุม ห้องอเนกประสงค์ สำนักงาน คลังเก็บโบราณวัตถุศิลปวัตถุ ร้านจำหน่ายหนังสือและของที่ระลึก
นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีสมโภชน์องค์พระกฐินพระราชทานกรมศิลปากร ประจำปี 2558 และร่วมชมการแสดงโขน เรื่อง "ศึกแสงอาทิตย์ - ศึกพรหมมาศ" ณ วัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘
เมื่อวันพุธ ที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๕ เวลา ๐๙.๐๐ น. คณะทัวร์จาก ประเทศเวียดนามได้เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี โดยมี ว่่าที่ร้อยตรีหญิงมินา ลาภสาร พนักงานประจำห้องพิพิธภัณฑ์ เป็นวิทยากรนำชม และมีล่ามภาษาเวียดนามแปลพร้อมอธิบายเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์