ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 53,369 รายการ
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 9/6ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 38 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 53.8 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
หม่อมเจ้ามารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นพระธิดาพระองค์เดียวในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต กับหม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ (เทวกุล) บริพัตร ประสูติเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2474 ณ วังบางขุนพรหม ภายหลังเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 ได้ตามเสด็จพระบิดาไปประทับที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย พ.ศ. 2484 เสด็จกลับประเทศไทยและเข้าศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยจนกระทั่งจบชั้นมัธยมศึกษา จากนั้นเสด็จไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และสเปน
หม่อมเจ้ามารศีฯ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาวรรณคดี จากมหาวิทยาลัย ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2497 และปริญญาเอก สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ จากมหาวิทยาลัยแห่งมาดริด ประเทศสเปน เมื่อ พ.ศ. 2502 จากนั้นได้ทรงงานในแวดวงวิชาการอยู่ระยะหนึ่ง ทรงสอนวิชาศิลปะตะวันออกที่คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งมาดริด และเมื่อเสด็จกลับประเทศไทย ทรงเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาประวัติศาสตร์ศิลปกรรมตะวันตกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หม่อมเจ้ามารศีฯ ทรงสนพระทัยในด้านการวาดภาพ เมื่อมีพระชันษาราว 30 ปี ทรงยุติการทำงานวิชาการและเริ่มศึกษาศิลปะด้วยพระองค์เองจากผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียง ทรงเข้าร่วมกลุ่มศิลปินในประเทศฝรั่งเศสเพื่อจัดแสดงนิทรรศการ หม่อมเจ้ามารศีฯ โปรดการสร้างสรรค์ผลงานที่แสดงอารมณ์ความรู้สึก มีรูปแบบเหนือจินตนาการ และสะท้อนปรัชญาชีวิต ทรงเป็นศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างโดดเด่น งดงาม และมีเอกลักษณ์เฉพาะ ตามแนวทางของศิลปะเซอร์เรียลลิสต์ – แฟนตาสติก (Surrealism – Fantastic Art) ทรงจัดแสดงนิทรรศการที่ประเทศฝรั่งเศสอย่างต่อเนื่อง ต่อมาทรงซื้อที่ดินที่เมือง Annot ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสเพื่อสร้างพระตำหนัก Vellara ซึ่งเป็นทั้งที่ประทับและสตูดิโอสำหรับทรงงานศิลปะตั้งแต่ พ.ศ. 2513
ภาพเขียนของหม่อมเจ้ามารศีฯ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ผลงานในระยะแรก (พ.ศ. 2503 – 2513) ทรงทดลองเขียนภาพเหตุการณ์ประกอบฉากหลังที่เป็นโขดหิน โดยใช้สีเอกรงค์ (Monochrome) เน้นสีขาว – ดำเป็นหลักในการสร้างสรรค์ผลงาน ผลงานในระยะที่ 2 (พ.ศ. 2513 – 2523) ทรงเขียนรูปบุคคล โดยมีโขดหินเป็นฉากหลัง นอกจากนี้ ทรงเริ่มเขียนภาพดอกไม้และใช้สีสันหลากหลายกว่าผลงานในระยะแรก ผลงานในระยะนี้มีขนาดใหญ่ สอดแทรกเรื่องราวทางศาสนา ปกรณัม เรื่องปรัมปรา สัญลักษณ์ และเรื่องตามจินตนาการ ผลงานในระยะที่ 3 (พ.ศ. 2523 – 2546) หม่อมเจ้ามารศีฯ ทรงพัฒนาฝีมือในการสร้างสรรค์ผลงานจากช่วงก่อนหน้า ภาพเขียนในระยะนี้มีความหลากหลายทั้งเรื่องราวและสีสัน ปรากฏรูปบุคคล โดยเฉพาะผู้หญิง สิงสาราสัตว์ อาคารสถาปัตยกรรม รวมทั้งฉากหลังที่เป็นธรรมชาติ ผสมผสานกันจนเป็นเรื่องราวเหนือจินตนาการตามความคิดสร้างสรรค์ของศิลปิน
หม่อมเจ้ามารศีฯ ทรงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายที่เมือง Annot กว่า 40 ปี แวดล้อมด้วยธรรมชาติ ลำธาร และขุนเขา รวมทั้งสัตว์เลี้ยงนานาชนิด ทั้งสุนัข แมว และนก ซึ่งเป็นตัวละครและองค์ประกอบหลักในการสร้างสรรค์ผลงานภาพเขียน พ.ศ. 2547 ทรงประชวรและไม่สามารถเขียนภาพได้เช่นเดิม แต่ยังคงประทับที่พระตำหนักในเมือง Annot ท่ามกลางธรรมชาติ เสียงดนตรี และสัตว์เลี้ยง จวบจนวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ
หม่อมเจ้ามารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร สิ้นชีพิตักษัยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2556 สิริพระชันษา 82 ปี พระญาติสนิทและพระสหายผู้ใกล้ชิดได้ดำเนินการตามพระปณิธานในการก่อตั้งมูลนิธิหม่อมเจ้าหญิงมารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร เพื่อส่งเสริมการศึกษาด้านศิลปะในประเทศไทย โดยได้ดำเนินการจัดแสดงนิทรรศการและเผยแพร่ผลงานของหม่อมเจ้ามารศีฯ ทั้งในและต่างประเทศ มอบทุนการศึกษาให้แก่นิสิตนักศึกษาทางด้านศิลปะ และสนับสนุนทุนทรัพย์ในการจัดแสดงงานนิทรรศการแก่ศิลปินรุ่นใหม่ เพื่อช่วยสนับสนุนและผลักดันวงการทัศนศิลป์ในประเทศไทยให้ขับเคลื่อนและพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง
#หม่อมเจ้ามารศีสุขุมพันธุ์บริพัตร
#ศิลปกรรมสมัยรัชกาลที่๙
#ศิลปินแห่งนวสมัย #หอศิลป์แห่งชาติ
#หอศิลป์แห่งชาติถนนเจ้าฟ้า
ที่มา
1. หนังสือ “Beauty & Ugliness: Aesthetic of Marsi” โดย มูลนิธิหม่อมเจ้าหญิงมารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร
2. หนังสือ “MARSI” โดย Michel Steve
ที่มาภาพ โดย มูลนิธิหม่อมเจ้าหญิงมารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร
เลขวัตถุ
ชื่อวัตถุ
ขนาด (ซม.)
ชนิด
สมัยหรือฝีมือช่าง
ประวัติการได้มา
ภาพวัตถุจัดแสดง
42/2553
(22/2549)
ภาชนะดินเผา สีนวล ไม่มีลาย ขอบปากบานผายออกมาก ส่วนล่างสอบตัดตรง
ส.8.2
ปก.18.2
ดินเผา
สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย อายุราว 2,500-2,000 ปีมาแล้ว
ได้จากบ้านเขาเพิ่ม อำเภอบ้านนา จ.นครนายก เมื่อประมาณ พ.ศ. 2539
เลขทะเบียน : นพ.บ.477/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 40 หน้า ; 4.5 x 55 ซ.ม. : รักทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 162 (195-204) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : ฉลองข้าวสาก--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
จารึกหลักที่ ๓ จารึกนครชุม
สมัยสุโขทัย พ.ศ. ๑๙๐๐
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงได้จากวัดพระบรมธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร นำลงมาที่กรุงเทพฯ เมื่อพ.ศ. ๒๔๒๙
ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องสุโขทัย อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
แผ่นศิลาหินทรายแป้งแทรกสลับกับหินดินดาน มีขนาดกว้าง ๔๗ เซนติเมตร สูง ๑๙๓ เซนติเมตร หนา ๖ เซนติเมตร รูปทรงคล้ายกลีบบัว มีข้อความจารึกอักษรไทยสุโขทัย ภาษาไทย ทั้งสองด้าน ด้านที่ ๑ มี ๗๘ บรรทัด และด้านที่ ๒ มี ๕๘ บรรทัด เนื้อหาของจารึกหลักนี้ ด้านที่ ๑ กล่าวว่า ศักราช*ได้ ๑๒๗๙ (ตรงกับพ.ศ. ๑๙๐๐) พญาลิไทได้นำเอาพระบรมสารีริกธาตุจากเมืองลังกามาประดิษฐานไว้ที่เมืองนครชุม** จากนั้นจึงกล่าวถึง “ปัญจอันตรธาน” ซึ่งหมายถึงการเสื่อมของพุทธศาสนาตามลำดับ ๕ ขั้น (แต่ละขั้นมีระยะเวลา ๑,๐๐๐ ปี)*** และเตือนให้พุทธศาสนิกชน หมั่นประกอบบุญกุศลเมื่อพระพุทธศาสนายังดำรงอยู่ เพื่อจะได้ไปพบพระศรีอาริยเมตไตรย ด้านที่ ๒ ของจารึกหลักนี้สภาพชำรุดมาก มีใจความกล่าวสรรเสริญพระธรรมิกราช และการประดิษฐานพระพุทธบาทซึ่งระบุว่าประดิษฐานไว้ที่เมืองสุโขทัย เมืองศรีสัชนาลัย เขานางทองเมืองบางพาน**** และที่เมืองพระบาง*****
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงได้สอบถามกับพระครูวัดพระบรมธาตุ เมืองกำแพงเพชร ในระหว่างที่พระองค์เสด็จประพาสมณฑลพายัพเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ ทรงได้ทราบถึงที่มาของจารึกหลักนี้ ดังข้อความที่ทรงบันทึกไว้เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ความว่า
“...กลับมาแวะวัดมหาธาตุ ถามพระครูถึงเรื่องศิลาจารึกของพระมหาธรรมราชาลิไทย (คือศิลาจารึกหลักที่ ๓) ซึ่งอยู่ในหอพระสมุดฯ ทราบว่าได้ไปจากเมืองกำแพงเพ็ชร แต่ยังไม่ทราบว่าเดิมทีเดียวอยู่ที่ไหน ได้ความจากพระครูชัดเจนว่าศิลาจารึกแผ่นนั้น เดิมอยู่ที่วัดมหาธาตุนี้เอง ตั้งอยู่ในมุขเด็จวิหารหลวง ภายหลังผู้ว่าราชการเมืองกำแพงเพ็ชร เอาไปรักษาที่วัดเสด็จ แล้วจึงส่งลงไปกรุงเทพฯ พระครูได้พาไปดูฐานที่ตั้งศิลาจารึกแผ่นนั้น ยังอยู่ที่มุขเด็จเป็นศิลาแลงแท่งใหญ่ เจาะกลางเป็นช่องเฉพาะฝังโคนศิลาจารึก พิเคราะห์ดูช่องพอได้กับศิลาจารึก เพราะฉะนั้นเป็นรู้แน่ว่าศิลาจารึกแผ่นนั้นพระมหาธรรมราชาลิไทยทำไว้ที่วัดนี้...”
*มหาศักราช
**ประดิษฐานไว้ ณ เจดีย์วัดพระบรมธาตุ อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร
***ความเสื่อมทางพุทธศาสนาประกอบไปด้วย ๕ ขั้น ได้แก่ ๑.ปฏิเวธอันตรธาน หมายถึงในระยะ๑,๐๐๐ ปี เริ่มมีบุคคลบรรลุเป็นพระอรหันต์น้อยลง ๒.ปริยัติอันตรธาน หมายถึงในระยะ ๑,๐๐๐ ปีต่อมา เป็นความเสื่อมด้านพระธรรมคำสอน ๓.วินัยอันตรธาน หมายถึงในระยะ ๑,๐๐๐ ปีต่อมา พระวินัยของสงฆ์เสื่อมลง ๔.ลิงคอันตรธาน หมายถึงในระยะ ๑,๐๐๐ ปีต่อมาไม่เหลือพระสงฆ์ที่สืบทอดพุทธศาสนา และ๕.ธาตุอันตรธาน หมายถึงในระยะ ๑,๐๐๐ ปีสุดท้ายของพุทธศาสนาจนกระทั่งพระธาตุเสื่อมสลายไป ไม่มีผู้กราบไหว้ และพุทธศาสนาสิ้นสุดเสื่อมสลายไป
****ปัจจุบันคือ บริเวณบ้านวังพาน ตำบลเขาคีริส อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร
*****ปัจจุบันคือ บริเวณอำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์
อ้างอิง
กรมศิลปากร. จารึกสมัยสุโขทัย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๒๗.
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. อธิบายระยะทางล่องลำน้ำพิง ตั้งแต่เมืองๆเชียงใหม่ถึงปากน้ำโพธิ์. กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๖๒.
วินัย พงศ์ศรีเพียร. สุโขทัย ประวัติศาสตร์ จารึกศึกษา และนิรุกติประวัติ เล่มที่ ๑. นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๖๓.
สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชมโครงการดนตรีสำหรับประชาชน ปีที่ ๖๗ “เหมันต์สุขศรี สุนทรีย์สังคีต” วันอาทิตย์ที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ เวลา ๑๗.๓๐ น. ณ สังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พบกับรายการแสดง ดังนี้
๑. การบรรเลง - ขับร้อง วงปี่พาทย์ไม้แข็ง เพลงสมณาวตาร เถา
๒. การแสดงตำนานเทวะนิยาย เรื่องนารายณ์สิบปาง “สมณาวตาร”
๓. ละครพันทาง เรื่องราชาธิราช ตอนขอดูตัวสมิงนครอินทร์
นำแสดงโดย ศิลปินสำนักการสังคีต / กำกับการแสดงโดย สมเจตน์ ภู่นา / อำนวยการแสดงโดย ลสิต อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต
บัตรราคา ๒๐ บาท (จำหน่ายบัตรก่อนการแสดง ๑ ชั่วโมง) ณ สังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร. ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒ และ โทร. ๐๒๒๒๑ ๐๑๗๑ นอกจากนี้ ผู้สนใจยังสามารถรับชมการแสดงในโครงการดนตรีสำหรับประชาชน ปีที่ ๖๗ “เหมันต์สุขศรี สุนทรีย์สังคีต” ได้ทุกวันอาทิตย์ เริ่มเวลา ๑๗.๓๐ น. ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๗ ณ สังคีตศาลา เวทีกลางแจ้ง บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ทั้งนี้ รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลง สามารถติดตามรายละเอียดการแสดงแต่ละสัปดาห์ได้ทาง เฟสบุ๊ก : สำนักการสังคีต กรมศิลปากร
สำนักหอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญร่วมฟังการเสวนาทางวิชาการ "สุดยอดการค้นพบใหม่" ในทศวรรษที่ผ่านมาของกรมศิลปากร เนื่องในงานสัปดาห์วันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช ๒๕๖๗ หัวข้อ “หีบพระสมุด คลังความรู้มหัศจรรย์จากอดีต” วิทยากรโดย นายเทิม มีเต็ม ผู้ทรงคุณวุฒิกรมศิลปากร นางสาวอัจฉรา จารุวรรณ บรรณารักษ์ชำนาญการพิเศษ นางสาวอุดมพร เข็มเฉลิม บรรณารักษ์ชาญการ และนางสาวรวิวรรณ พุฒิซ้อน บรรณารักษ์ชำนาญการพิเศษ วันศุกร์ที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๗ เวลา ๑๖.๐๐ - ๑๘.๐๐ น. ณ ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมฟังการเสวนา ผ่านการสแกน QR Code หรือตามลิงก์นี้ https://shorturl.at/gksD4 รวมทั้งยังสามารถติดตามชมการถ่ายทอดสดได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร
ตามหาร่องรอย "#เมืองพิมาย" ใน นิทรรศการพิเศษ "#เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม"
.
พี่นักโบ ตั้งใจพามาชม นิทรรศการพิเศษ กรมศิลปากร ประจำปี พุทธศักราช 2567 ภายใต้เรื่อง ”เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม“ ในส่วนของหัวข้อ "แผนภูมิของแผ่นดิน" โดยนิทรรศการพิเศษในปีนี้ ตั้งใจนำเสนอสุดยอดเอกสารสำคัญในความดูแลของกรมศิลปากรฉบับจริงจำนวนกว่า 41 ชุด รวมทั้งสิ้นกว่า 200 รายการ ซึ่งหลายฉบับยังไม่เคยจัดแสดงที่ใดมาก่อน ถูกนำมาจัดแสดงให้ชมในนิทรรศการนี้เป็นครั้งแรก
.
เอกสารฉบับหนึ่ง ที่พี่นักโบหยิบยกมานำเสนอในวันนี้ ได้แก่ "แผนที่ยุทธศาสตร์ ครั้งรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1" โดยฉบับที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ พิมพ์จากต้นฉบับเดิมของกรมแผนที่ทหาร ซึ่งได้ทูลเกล้าถวายล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 คราวพระองค์เสด็จพระราชดำเนินตรวจเยี่ยมกรมแผนที่ทหาร กระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2513
.
หากเอ่ยถึงพระนาม "สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1" หลายคงอาจหลงคิดไปไกลว่าคือปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา แต่เมื่อพิจารณาจากชื่อบ้านนามเมืองที่ปรากฏในแผนที่แล้ว "สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1" ในที่นี้คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช นั่นเองครับ โดยสันนิษฐานว่าแผนที่ฉบับนี้ถูกร่างขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ แล้วเขียนเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2367-2394)
.
ความน่าสนใจของแผนที่ฉบับนี้ คือการเขียนลักษณะภูมิประเทศ ทั้งภูเขา แม่น้ำไว้อย่างชัดเจน รวมไปการกำหนดจุดหมายตา หรือ Landmark ในจุดต่าง ๆ อาทิ ต้นไม้ใหญ่ หนองน้ำ บันทึกลงไว้ในแผนที่เพื่อเป็นจุดกำกับในการเดินทางระหว่างเมืองด้วย นอกจากนี้ยังมีการกำกับระยะทางระหว่างเมือง ด้วยเส้นสีดำ ว่าแต่ละเมืองอยู่ห่างกันเป็นจำนวนกี่คืน หรือกี่วัน ซึ่งง่ายสำหรับผู้ใช้แผนที่
.
"#เมืองพิมาย" เป็นหนึ่งในหลายเมืองในภูมิภาคอีสานใต้ที่ถูกเขียนไว้ในแผนที่ด้วย จากแผนที่พบว่าทางด้านทิศเหนือของ เมืองพิมาย มีแม่น้ำมูล ซึ่งเชื่อมลำน้ำเชียงไกรไหลผ่าน ซึ่งถูกต้องตามภูมิประเทศ และยังทำให้ผู้ใช้แผนที่ทราบว่า ถ้าเราต้องการเดินทางจาก เมืองพิมาย ไป เมืองพุทไทสง (อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์) ใช้เวลา 1 คืน จากเมืองพุทไทสง ไป เมืองแปะ (อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์) จะต้องข้ามแม่น้ำมูลและจะพบกับต้นดุม ใช้เวลา 3 คืน ซึ่งจากเมืองแปะ สามารถเดินทางไปเมืองอื่น ๆ ได้ อาทิ เมืองนางรอง (อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์) เมืองตะลุง (อ.ประโคนชัย จ.สุรินทร์) หรือเมืองสุริน (อ.เมืองสุรินทร์ จ.สุรินทร์)
.
ความน่าสนใจอีกประการของแผนที่ฉบับนี้ คือ เมืองนครราชสีมา ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตก ของ เมืองพิมาย มิได้ถูกเขียนชื่อกำกับไว้ แต่กลับมีข้อความ เขียนกำกับไว้นอกกรอบเมืองว่า "โคกพะญา" มีเส้นทางน้ำไหลเข้ามายังกลางเมือง ซึ่งปัจจุบันไม่หลงเหลือสภาพแล้ว หรืออาจเป็นทางน้ำเชื่อมระหว่างลำตะคองกับคูเมืองด้านทิศเหนือ บริเวณแยกประตูน้ำ ? ถึงแม้ว่าจะไม่มีการกำกับชื่อเมืองเช่นเดียวกับเมืองอื่น ๆ ไว้ แต่เมื่อพิจารณาจากตำแหน่งที่ตั้ง จึงทราบได้ทันทีว่าเป็น เมืองนครราชสีมา
.
จากแผนที่แสดงให้เห็นว่า #เมืองนครราชสีมา เป็นจุดศูนย์กลางการคมนาคมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่า "ประตูสู่อีสาน" เมื่อเดินทางมาจากกรุงเทพฯ ไปยังเมืองอื่น ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยมีเมืองสำคัญ ๆ อยู่รายรอบ อาทิ เมืองปัก (อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา) ด้านทิศใต้ เมืองสี่มุม (อ.จตุรัส จ.ชัยภูมิ) ด้านทิศเหนือ เมืองชนบท (อ.ชนบท จ.ขอนแก่น) ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และเมืองพิมาย ด้านทิศตะวันออก
.
แผนที่อายุกว่า 170 ปี ฉบับนี้ นับเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่สำคัญที่ปรากฏชื่อบ้านนามเมือง ลักษณะภูมิประเทศ และจุดหมายตาทั้งพระราชอาณาจักรสยามขณะนั้นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในภูมิภาคอีสานใต้ของประเทศไทยในปัจจุบัน ที่ชื่อบ้านนามเมืองในตอนนั้นกลายเป็นชื่ออำเภอ และจังหวัดในปัจจุบัน นับเป็นหนึ่งใน "แผนภูมิของแผ่นดิน" อันทรงคุณค่าของชาติ หากมีโอกาส พี่นักโบ ขอเชิญชวนทุกคนไปเยี่ยมชมนิทรรศการพิเศษ "เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม" ได้ตั้งแต่วันนี้ - 30 มิถุนายน 2567 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ กันครับ
.
เรียบเรียงนำเสนอโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา
.
อ้างอิงข้อมูลจาก
- ป้ายข้อมูลภายในนิทรรศการพิเศษ "เอกสารล้ำค่า จารึกสยาม"
- กรมศิลปากร. เอกสารประกอบนิทรรศการ "เอกสารล้ำค่า จารึกสยาม". กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร. 2567.
โรงเรียนอัจฉริยะสามภาษา (เวลา 10.00 - 14.00 น.) จำนวน 46 คนวันศุกร์ที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๖๗ เวลา ๑๐.๐๐ น. คณะนักเรียนชั้นประถมศึกษา และคณะครูผู้ดูแล โรงเรียนอัจฉริยะสามภาษา อ.เมืองนครนายก จ.นครนายก เข้าศึกษาเรียนรู้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครนายก พระบรมชนกชลพัฒน์ โดยมีว่าที่ร้อยตรีรุ่งเรือง ชื่นชม ตำแหน่ง พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ เป็นวิทยากรนำชมในครั้งนี้