ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 53,296 รายการ
ประเพณีการก่อพระเจดีย์ทราย ในเทศกาลสงกรานต์
มิเพียงแต่เป็นการปฏิบัติเพื่อสืบสานคติความเชื่อในการถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น แต่ยังแฝงเร้นไปด้วยกุศโลบายอันชาญฉลาดในการสร้างความปรองดองให้แก่คนในสังคม ผ่านกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้คนในชุมชนได้มาพบปะสังสรรค์ ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสรรค์
"ผลงานแห่งศรัทธา"
ท่ามกลางบรรยากาศอันรื่นเริงของประเพณีไทย ซึ่งถือเป็นการถักทอสายใยความรักและความสมัครสมานสามัคคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถ วัดโพธินิมิตรสถิตมหาสีมาราม แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร
หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ ขอเชิญร่วมสังเกตการณ์ เรียนรู้วิธีการอนุรักษ์และสงวนรักษาเอกสารโบราณที่ถูกเก็บรักษาอยู่ภายในวัดมหาธาตุสรรค์บุรี ในกิจกรรม "การอนุรักษ์และสงวนรักษาเอกสารโบราณ วัดมหาธาตุสรรค์บุรี จังหวัดชัยนาท" ภายใต้โครงการพัฒนาและส่งเสริมหอสมุดแห่งชาติเพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต ประจำปี พ.ศ.๒๕๖๙ ณ วัดมหาธาตุสรรค์บุรี อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ในวันที่ ๒๒ - ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. เป็นต้นไป กิจกรรมนี้จัดโดยหอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับกลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก กลุ่มงานสงวนรักษาหนังสือ สำนักหอสมุดแห่งชาติ (ให้ความรู้เรื่องการอนุรักษ์และสงวนรักษาคัมภีร์ใบลานและหนังสือสมุดไทย) และหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี (ให้ความรู้เรื่องการอนุรักษ์และสำเนาภาพถ่ายเก่า) สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๓๕๕๓ ๕๓๔๓
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี ชวนเด็ก ๆ เยาวชน และผู้สนใจ ร่วมสนุกในกิจกรรมบรรณนี่...ซีนิม่า เนื่องในวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ "โลก...ดินแดนมหัศจรรย์" มาเปิดโลกวิทยาศาสตร์ ผ่านการ์ตูนสุดสนุก ร่วมรับชมการ์ตูนที่สอดแทรกสาระความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ที่ทั้งสนุก ตื่นเต้น และเสริมสร้างจินตนาการ พร้อมเปิดมุมมองใหม่ในการเรียนรู้ผ่านสื่อภาพยนตร์ ในวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569 เวลา 16.00 – 17.00 น. ณ ห้องโสตทัศนวัสดุ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สามารถเข้าร่วมกิจกรรมฟรี! พร้อมชิงรางวัลมากมาย สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3932 1211
แล้วมาค้นพบว่า... "วิทยาศาสตร์" สนุกกว่าที่คิด ผ่านโลกแห่งภาพยนตร์ไปพร้อมกัน
ประติมากรรมไกรทองกับชาละวัน
ประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๐-๒๕๐๖
ผลงานของ พิมาน มูลประมุข ศิลปินแห่งชาติ
ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าโรงราชรถ ใกล้กับพระที่นั่งมังคลาภิเษก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ประติมากรรมไกรทองกับชาละวัน ขนาด ๑๘๕x๑๙๒ เซนติเมตร ลักษณะเป็นรูปบุคคล ๒ คน อิริยาบถกำลังต่อสู้กัน ประกอบด้วยรูปบุคคลชาย ผมสั้น เปลือยกายท่อนบน ท่อนล่างนุ่งผ้าเตี่ยว มือขวาง้างขึ้นถือมีดปลายแหลม (อิงกับเนื้อเรื่องไกรทอง ชาละวัน ฝ่ายไกรทองใช้มีดหมอ) ส่วนอีกรูปหนึ่งเป็นรูปบุคคลกึ่งจระเข้ ใบหน้าและลำตัวเหมือนมนุษย์ มือขวาง้างขึ้นถือก้อนหิน ลำตัวท่อนล่างมีหางจระเข้ และเท้าแบบจระเข้
ไกรทองกับชาละวันชิ้นนี้ จำลองฉากการต่อสู้ภายในถ้ำทิพย์ใต้น้ำของชาละวัน จึงออกแบบให้เส้นผมของตัวละครทั้งสองพริ้วไหวไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสื่อถึงการเคลื่อนไหวภายในสายน้ำ และมีข้อสังเกตว่าอาวุธของชาละวันนั้นเป็นหิน ลักษณะคล้ายขวานหินกะเทาะ หรือ หินกำปั้น (Hand Axe) ซึ่งเป็นเครื่องมือของมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และพบเห็นได้ตามแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ประติมากรรมนี้เป็นผลงานของศิลปินแห่งชาติ พิมาน มูลประมุข* ปั้นด้วยเทคนิคการขึ้นหุ่นด้วยดินเหนียว แล้วทำแม่พิมพ์ถอดแยกชิ้นส่วนด้วยปูนปลาสเตอร์ แล้วจึงหล่อด้วยซีเมนต์ไม่ผสมทราย จากนั้นนำส่วนที่หล่อปูนมาประกอบเข้าด้วยกันตามแบบหุ่นดินเหนียว สันนิษฐานว่าการตั้งรูปประติมากรรมนี้ เป็นดำริของนายธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น มอบหมายให้นายพิมาน มูลประมุข หัวหน้าแผนกช่างปั้น กองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร ดำเนินการปั้นเพื่อประดับใกล้กับเวทีสังคีตศาลาของกองการสังคีต** ส่วนประวัติอีกกระแสหนึ่ง ระบุว่าประติมากรรมนี้เคยตั้งแสดงในงานฉลองรัฐธรรมนูญมาก่อน ต่อมาจึงย้ายมาตั้งแสดงข้างเวทีสังคีตศาลา และตั้งสืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยผู้ที่เคยเห็นประติมากรรมไกรทองกับชาละวัน ในงานฉลองรัฐธรรมนูญนั้น คือ อาจารย์พินิจ สุวรรณะบุณย์
เรื่องราวของไกรทองกับชาละวัน สันนิษฐานว่าแต่เดิมเป็นนิทานที่เล่าขานกันในท้องถิ่นมาช้านาน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีความเห็นว่า “...เรื่องไกรทองก็ถือกันว่าเปนเรื่องจริงอีกเรื่อง ๑ กล่าวกันว่าตำบลบ้านนายไกรที่แม่น้ำอ้อม ในแขวงจังหวัดนนทบุรี เปนบ้านเดิมของเจ้าไกรทอง*** แลที่เมืองพิจิตรเก่าก็ยังมีตำบลเรียกว่าวังชาละวันแลบ้านดงเศรษฐี อ้างว่ามาแต่เรื่องไกรทองปรากฎอยู่...” กระทั่งช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์จึงมีการแต่งเป็นบทละครขึ้น มีหลายสำนวน แต่สำนวนที่ได้รับการยกย่องและนิยมอ้างอิงมากที่สุดคือ สำนวนของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เรื่องย่อไกรทองกับชาละวัน ความว่า
ณ เมืองพิจิตร มีถ้ำใต้น้ำซึ่งเป็นที่อยู่ของท้าวรำไพพญาจระเข้ ต่อมามอบอำนาจปกครองแก่หลานคือ พญาชาละวัน เนื่องจากท้าวโคจรผู้เป็นบิดาสิ้นลง แต่ชาละวันมีนิสัยดุร้าย ชอบกินมนุษย์และไม่รักษาศีล กระทั่งวันหนึ่ง ชาละวันขึ้นจากถ้ำและลักพา นางตะเภาทอง บุตรสาวเศรษฐีเมืองพิจิตร ลงไปเป็นภรรยาในถ้ำ ทำให้เมียเดิมทั้ง นางวิมาลา และ นางเลื่อมไลยวรรณ เกิดความหึงหวงและทะเลาะกัน ส่วนเศรษฐีผู้เป็นบิดาประกาศให้รางวัลแก่ผู้ที่สามารถปราบพญาชาละวันได้ พร้อมยก นางตะเภาแก้ว บุตรสาวอีกคนและทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งเป็นรางวัล ไกรทองชายหนุ่มจากเมืองนนทบุรี มีวิชาอาคมจากพระครู ได้อาสาปราบชาละวัน พระครูมอบ หอกสัตตโลหะ ซึ่งเป็นอาวุธเพียงชนิดเดียวที่สามารถฆ่าชาละวันได้ เพราะชาละวันมีเขี้ยวแก้วกายสิทธิ์ คุ้มครอง ก่อนการต่อสู้ ชาละวันฝันเป็นลางร้ายและได้รับคำเตือนจากท้าวรำไพ แม้จะพยายามหาทางป้องกันเคราะห์ แต่สุดท้ายก็จำต้องออกมาต่อสู้เมื่อไกรทองทำพิธีเรียก ครั้นชาละวันสู้ไกรทองบนแพไม่ได้จึงหนีกลับลงถ้ำ ไกรทองก็ตามลงไปถึงถ้ำ จับตัวชาละวันได้ และช่วยนางตะเภาทองออกมา ซึ่งขณะนั้นนางกลายเป็นใบ้เพราะอำนาจของชาละวัน เมื่อถูกนำตัวขึ้นมา ชาละวันไม่อาจถูกฆ่าด้วยอาวุธทั่วไป ไกรทองจึงใช้หอกสัตตโลหะแทงจนเสียชีวิต ทำให้นางตะเภาทองกลับมาพูดได้ดังเดิม เศรษฐีจึงทำตามสัญญา ยกทั้ง นางตะเภาแก้ว และ นางตะเภาทอง พร้อมทรัพย์สมบัติให้ไกรทองเป็นภรรยาและมรดก
* อ่านประวัติโดยสังเขปของศิลปินแห่งชาติพิมาน มูลประมุข ใน Page Facebook: The National Gallery of Thailand ได้ที่: https://www.facebook.com/share/p/1AunqLSfCw/
** นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นหนุมานกับนางสุวรรณมัจฉา ตั้งประดับอยู่ด้วย แต่ต่อมาชำรุดมากจึงถูกรื้อไป
*** หลักฐานที่แสดงถึงความแพร่หลายของเรื่องไกรทอง อาทิ นิราศพระประธม ของ สุนทรภู่ หรือ นิราศสุพรรณบุรี ของเสมียนมี (หมื่นพรหมสมพัตสร) เนื้อความกล่าวถึงเมื่อครั้งกวีผ่านย่านบางนายไกร จึงเล่าตำนานไกรทองปราบชาละวัน วรรณกรรมทั้งสองเรื่องนี้แต่งขึ้นประมาณสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
อ้างอิง
สมชาย ณ นครพนม. “การศึกษาเชิงวิเคราะห์ประติมากรรม “ไกรทองกับชาละวัน” ฝีมือศิลปินแห่งชาติ.” ศิลปากร ๖๐, ๖ (พฤศจิกายน-ธันวาคม ๒๕๖๐), ๕๕-๖๕.
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป. พิมาน มูลประมุข (พ.ศ. ๒๔๕๕ – ๒๕๓๕). [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๙, เข้าถึงได้จาก: https://www.facebook.com/share/p/1AunqLSfCw/
สุจิตต์ วงษ์เทศ. บ้านเกิดไกรทอง (ผู้ปราบชาละวัน) อยู่บางกรวย จ. นนทบุรี. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๙, เข้าถึงได้จาก: https://www.matichon.co.th/columnists/news_430023
พิพิธิภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง ไชยา : www.virtualmuseum.finearts.go.th/chaiya
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา สังกัดสำนักศิลปากรที่ 14 นครศรีธรรมราช กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ตั้งอยู่ที่ ตำบลเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี อยู่ในพื้นที่วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร ทางทิศตะวันออกของวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร จัดเป็นพิพิธภัณฑสถานประเภทประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดี มีหน้าที่ในการเก็บรักษาโบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ อันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินและให้บริการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา ได้ริเริ่มก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2478 โดย พระครูโสภณเจตสิการาม อดีตเจ้าคณะอำเภอไชยาได้รวบรวมศิลปะโบราณวัตถุมาเก็บรักษาไว้ในพระอุโบสถ พระวิหารหลวง และ พระระเบียง ต่อมากรมศิลปากร ได้พิจารณารับเป็นสาขาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรียกชื่อในขนาดนั้นว่า “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี” โดยจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม ครั้นถึง พ.ศ. 2493 ท่านพระครูอินทปัญญาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุไชยา เป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา ได้เริ่มสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ โดยเงินจากการจำหน่ายหนังสือเรื่อง "แนวสังเขปโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน" สร้างอาคารเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนแบบไทยประยุกต์อาคารใหม่หลังแรก เสร็จเมื่อ พ.ศ. 2495 ต่อมา พ.ศ. 2499 ได้สร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ขึ้นเป็นหลังที่สอง ด้านทิศเหนือ ใหญ่กว่าหลังแรก สร้างด้วยเงินงบประมาณของกรมศิลปากร และเงินงบประมาณแผนดิน ซึ่ง พ.ต.อ.พัฒน์ นีลวัฒนานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นผู้จัดหา อาคารหลังนี้ต่อมาได้มีชื่อว่า “ศาลานีลวัฒนานนท์” ต่อมาเมื่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ประกอบกับพระวิหารหลวงชำรุดทรุดโทรมและทางวัดจะรื้อสร้างใหม่ จึงได้ย้ายศิลปวัตถุทั้งหมดจากวิหารหลวงนำไปเก็บและตั้งแสดงในอาคาร พิพิธภัณฑ์ที่สร้างใหม่
กิจการพิพิธภัณฑ์ได้เจริญก้าวหน้าตามลำดับมาประจวบกับในวาระสมโภชกรุงรัตน โกสินทร์ 200 ปี กรมศิลปากรเห็นเป็นโอกาสเหมาะสม จึงได้ประกอบพีธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา โดยได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารพิพิธภัณฑแห่งชาติ ไชยา และทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2525
กันตรึม
เครื่องดนตรีกันตรึม
กันตรึม
“กันตรึม” เป็นเพลงพื้นบ้านนิยมกันมากในจังหวัดสุรินทร์ เนื้อเพลงกันตรึมใช้ภาษาเขมรขับร้อง กันตรึมถือเป็นแม่บทของเพลงพื้นบ้าน และการละเล่นพื้นบ้านอื่นๆ ของจังหวัดสุรินทร์
ประวัติความเป็นมา
ประวัติการเล่นกันตรึมไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัดว่ามีมาตั้งแต่เมื่อใด ลักษณะของเพลงกันตรึมเป็นเพลงปฏิพากย์คล้ายๆ เพลงฉ่อย เพลงเรือ หรือลำตัด จะแตกต่างที่เนื้อร้องกันตรึมเป็นภาษาเขมร
ดนตรีบรรเลงประกอบ คือ กลองโทน(สก็วล) และซอ(สุกัญญา สุจฉายา ๒๕๒๕ : ๘) เหมือนกับประเทศกัมพูชา วงดนตรีกันตรึมมีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของชาวสุรินทร์มาแต่อดีต ไม่ว่าจะเป็นงานพิธีแบบใดๆ เช่น งานแต่งงาน งานศพ งานพิธีกรรมต่างๆ หรือใช้บรรเลงในพิธีเซ่นสรวงบูชา ทรงเจ้าเข้าผี เป็นต้น งานพิธีต่างๆ ของกลุ่มชาวไทยเขมรส่วนมากมักจะใช้วงกันตรึมบรรเลงยืนพื้นตลอดงาน
ปัจจุบันกันตรึมใช้เป็นการละเล่นเพื่อความบันเทิงโดยทั่วไป มีการสืบทอดตามแบบการละเล่นพื้นบ้านแบบรุ่นสู่รุ่น คือ เมื่อผู้เล่นกันตรึมคณะเดิมชราภาพ หรือย้ายถิ่นที่อยู่ ก็จะถ่ายทอดให้แก่ผู้สนใจเพื่อสานต่อ(สงบ บุญคล้อย ๒๕๒๒ : ๘)
วิวัฒนาการของเพลงกันตรึม
๑. ได้รับอิทธิพลมาจากเพลงปฏิพากย์ของเขมร ในประเทศกัมพูชา ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับเพลงปฏิพากย์ภาคกลางของประเทศไทยทั้งโครงสร้างของเพลง วิธีการแสดง และเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบ ได้แก่ กลองโทน ซอ และใช้การปรบมือเข้าจังหวะ เพลงปฏิพากย์ที่เล่นกันในประเทศกัมพูชาจะมีเพลงปรบเกอย เพลงอายัย เพลงอมตูก และเจรียงต่างๆ เป็นต้น (สุกัญญา สุจฉายา ๒๕๒๕ : ๘)
๒. วิวัฒนาการจากการใช้กลอง(สก็วล) ซึ่งเสียงตีกลองจะดัง “โจ๊ะกันตรึม ตรึม” จึงได้นำเสียงที่ดังนั้นมาตั้งเป็นชื่อวงดนตรี เรียกว่า “กันตรึม” การเล่นกันตรึมจะมีผู้ร้องทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ผู้แสดงจะร้อง และรำไปด้วย เป็นการรำให้เข้ากับจังหวะดนตรี ท่ารำไม่มีแบบแผนตายตัว
ปัจจุบันคณะกันตรึมบางคณะที่ยังเล่นอยู่ก็มีแบบการรำที่ไม่แน่นอน เนื่องจากกันตรึมไม่เน้นทางด้านการรำ แต่จะเน้นที่ความไพเราะของเสียงร้อง และความสนุกสนานของท่วงทำนองเพลงกันตรึมที่มีหลากหลายมากกว่า
เครื่องดนตรี
เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการเล่นกันตรึม ประกอบด้วย กลองกันตรึม(สก็วล) ๒ ลูก ซอ(ตรัว) ๑ คัน ปี่อ้อ ๑ เลา ขลุ่ย ๑ เลา ฉิ่ง กรับ และฉาบ อย่างละ ๑ คู่ แต่ถ้ามีเครื่องดนตรีไม่ครบก็อาจจะอนุโลมใช้เครื่องดนตรีเพียง ๔ อย่าง คือ กลองกันตรึม ๑ ลูก ซอ ๑ คัน ฉิ่ง และฉาบ อย่างละ ๑ คู่
ในปัจจุบัน วงกันตรึมบางคณะได้นำเอาเครื่องดนตรีสากลมาใช้ เช่น กลองชุด กีตาร์ และไวโอลิน เพื่อปรับให้เข้ากับสภาพการเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนไปตามความนิยมของผู้ชม
การแต่งกาย
การแต่งกายทั้งของนักดนตรีและนักร้องชายหญิงไม่มีแบบแผนกฎเกณฑ์ที่แน่นอน จะแตกต่างตามความสะดวกสบาย ทันสมัยและถูกใจผู้ชม เช่น หญิงนุ่งผ้าไหมพื้นเมือง เสื้อแขนกระบอก ห่มสไบเฉียง ชายนุ่งโจงกระเบน เสื้อคอกลมแขนสั้น ผ้าไหมคาดเอว และมีผ้าขาวม้าไหมพาดไหล่ทั้งสองข้าง โดยชายผ้าทั้งสองจะห้อยอยู่ทางด้านหลัง
ผู้เล่นและโอกาสที่ใช้เล่น
การเล่นกันตรึม ใช้ผู้เล่นประมาณ ๖ – ๘ คน ผู้ร้องเป็นชายและหญิง อาจจะมี ๑ – ๒ คู่ หรือชาย ๑ คน หญิง ๒ – ๓ คน แต่โดยทั่วไปนิยมให้มีชาย ๒ คน หญิง ๒ คน
การเล่นกันตรึมจะเล่นในโอกาสต่างๆ ทั้งในโอกาสเฉลิมฉลอง งานมงคล เช่น งานแต่งงาน งานโกนจุก งานบวชนาค เทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ และลอยกระทง เป็นต้น หรืองานอวมงคล นอกจากนี้ยังใช้เล่นในพิธีกรรมเกี่ยวกับความเชื่อพื้นบ้าน
วิธีเล่นกันตรึม
วงกันตรึมจะเล่นที่ไหน ก่อนเริ่มการแสดงจะต้องมีพิธีไหว้ครูเพื่อเป็นสิริมงคล ทั้งผู้ดูและผู้เล่น เมื่อไหว้ครูเสร็จก็จะเริ่มบรรเลงเพลง เป็นการโหมโรงเพื่อปลุกใจให้ผู้ดูรู้สึกตื่นเต้น และผู้แสดงก็จะได้เตรียมตัว จากนั้นจะเริ่มแสดง โดยเริ่มบทไหว้ครูตามธรรมเนียมโบราณดั้งเดิม วิธีการร้องจะขับร้องโต้ตอบกันระหว่างชาย หญิง มีการรำประกอบการร้อง ไม่ต้องใช้ลูกคู่ช่วยร้องรับบทเพลง
บทเพลงกันตรึม
บทเพลงกันตรึมไม่มีเนื้อร้องเป็นการเฉพาะ แต่มักคิดคำกลอนให้เหมาะสมกับงานที่เล่น หรือใช้บทร้องเก่าๆ ที่จดจำกันมามีประมาณ ๒๒๘ ทำนองเพลง ไม่มีใครสามารถจดจำได้ทั้งหมด เพราะไม่มีการจดบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มีเพียงการจดจำต่อๆ กันมาเท่านั้น
การแบ่งประเภทบทเพลงกันตรึม
๑. บทเพลงชั้นสูงหรือเพลงครู เป็นบทที่มีความไพเราะ สูงศักดิ์ ทำนองเพลงอ่อนหวานกินใจ แสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ เช่น เพลงสวายจุมเวื้อด ร่ำเป็อย – จองได มโหรี และเพลงเซร้ยสะเดิง เป็นต้น
๒. บทเพลงสำหรับขบวนแห่ มีทำนองครึกครื้นสนุกสนาน มีการฟ้อนรำประกอบการขับร้อง มีหลายทำนอง เช่น รำพาย ซมโปง ตร็อบตุม และเกาะเบอรมแบง เป็นต้น
๓. บทเพลงเบ็ดเตล็ดต่างๆ เป็นบทเพลงที่มีทำนองรวดเร็ว เร่งเร้า ให้ความสนุกสนาน ใช้เป็นบทขับร้องในโอกาสทั่วๆ ไป เช่น เกี้ยวพาราสี สั่งสอน สู่ขวัญ และรำพึงรำพัน เป็นต้น ทำนองเพลงจะมีหลายทำนอง เช่น อมตูก กัจปกาซาปาดาน กันเตรยโมเวยงูดตึก กะโน้ปติงต้อง และมลบโดง เป็นต้น
๔. บทเพลงประยุกต์ เป็นบทเพลงที่ใช้ทำนองเพลงลูกทุ่งเข้ามาประยุกต์เป็นทำนองเพลงกันตรึม เช่น ดิสโก้กันตรึม สัญญาประยุกต์ และเตียแขมประยุกต์ เป็นต้น
วัสดุ สำริด
แบบศิลปะ ศิลปะเขมรในประเทศไทย
อายุสมัย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18
สถานที่พบ พบในเขต อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด
รูปทรงคล้ายกลีบบัวหรือสามเหลี่ยมมุมมน ด้านหนึ่งสลักลวดลายลึกลงไปเป็นแอ่ง องค์กลางเป็นพระพุทธรูปปางสมาธินาคปรก พญานาคมี 7 เศียร ด้านข้างขนาบด้วยรูปบุคคลนั่งประนมหัตถ์ สวมกระบังหน้าและมงกุฎยอดแหลม ทั้งหมดประทับนั่งบนฐานบัวภายในซุ้มเรือนแก้ว ด้านหลังเรียบไม่มีลาย มีด้ามสำหรับจับ
อยากทราบว่ารับนักศึกษาฝึกงานหรือเปล่าครับ ผมเรียน วัฒนธรรม สาขา ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณดคี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ครับ
ท่านพีรพน พิสณุพงศ์ รองอธิบดีกรมศิลปากร ไหว้บูชาเสด็จพ่อร.5 ก่อนกล่าวเปิดโครงการพัฒนาหอสมุดแห่งชาติเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต ณ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ นครพนม วันที่ 2 ธันวาคม 2557