ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,551 รายการ
ผู้แต่ง : -
ฉบับพิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่ 1
สถานที่พิมพ์ : พระนคร
สำนักพิมพ์ : กรมศิลปากร
ปีที่พิมพ์ : 2505
หมายเหตุ : พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นายสุขุม เมาลานนท์
ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 21 นี้เป็นจดหมายเหตุเรื่องเจรจาความเมืองระหว่างไทยกับพม่า ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เริ่มตั้งแต่ รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 4 ครั้ง ซึ่งมีรายละเอียดได้รวบรวมไว้ในหนังสือเล่มนี้แล้ว
โถพร้อมฝา
ศิลปะสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑
ได้จากวัดตระพังป่าน เมืองโบราณสุโขทัย
เขียนลายสีดำใต้เคลือบ ตกแต่งลายดอกไม้ในช่อง เป็นสังคโลกชิ้นเด่นที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง
ที่มาของข้อมูล :
หนังสือนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง
ข้อมูลนำชมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง
ผ่าน QR code
จัดทำโดย นางสาวสาธิตา วรรณพิรุณ
คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ สาขาการท่องเที่ยวและการโรงแรม
ชั้นปีที่ ๔ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ล้านนา ตาก
โครงการสหกิจศึกษา ปีการศึกษา ๒๕๖๓
พระพุทธรูปปางแสดงธรรม พบที่วัดราชเดชะ(ร้าง) พระครูประภัศร์ธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดพระลอย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรีมอบให้ จัดแสดง ณ ห้องบรรพชนคนอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ลำพระองค์พระพุทธรูป สลักจากหิน ส่วนพระเศียรหักหายไป สูงประมาณ ๑๘๘ เซนติเมตร พระพุทธรูปครองจีวรห่มคลุม จีวรเรียบ เห็นขอบสบงบริเวณบั้นพระองค์ ขอบสบงยาวถึงข้อพระบาทมีริ้วด้านข้าง ส่วนปลายจีวรเป็นลายเขี้ยวตะขาบ ปรากฏจีวรพาดผ่านพระกรทั้งสองข้าง แล้วทิ้งชายลงเป็นวงโค้งเบื้องหน้า พระกรทั้งสองยกขึ้นเสมอพระอุระ มีรูสำหรับเสียบเดือยต่อกับข้อพระกรและพระหัตถ์ที่สลักหินแยกชิ้น ซึ่งปัจจุบันได้หักหายไป สันนิษฐานว่าพระหัตถ์ที่หักหายไปทั้งสองข้างนั้นน่าจะแสดงวิตรรกะมุทรา (ปางแสดงธรรม) โดยการจีบพระอังคุฐ (นิ้วหัวแม่มือ) กับพระดัชนี (นิ้วชี้) เข้าหากัน เทคนิคการสลักแยกส่วนพระหัตถ์ออกจากพระวรกายเช่นนี้ พบในพระพุทธรูปปางแสดงธรรมขนาดใหญ่ที่สลักจากหินในวัฒนธรรมทวารดี พระพุทธรูปองค์นี้ หากสมบูรณ์ น่าจะมีรูปแบบศิลปกรรมคล้ายคลึงกันกับพระพุทธรูปปางแสดงธรรม สลักจากหิน ที่พบจากเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดีอื่น ๆ เช่น พระพุทธรูปปางแสดงธรรมพบที่เมืองนครปฐมโบราณ จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ พระพุทธรูปปางแสดงธรรมพบที่จังหวัดลพบุรี จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ นอกจากนั้นยังมีการค้นพบชิ้นส่วนพระเศียร พระหัตถ์ และพระบาทพร้อมฐานพระพุทธรูปสลักจากหิน จากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข ๑๓ เมืองโบราณอู่ทอง ซึ่งสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นพระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม เช่นเดียวกัน สุนทรียภาพโดยรวม และรูปแบบศิลปกรรมของพระพุทธรูปองค์นี้ ได้แก่ การครองจีวรห่มคลุม จีวรเรียบบางแนบพระวรกาย ยังคงแสดงถึงอิทธิพลของศิลปะอินเดียแบบคุปตะและหลังคุปตะ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ – ๑๓ แต่การปรับเปลี่ยนการยืนในท่าตริภังค์ (ยืนเอียงสะโพก) และแสดงมุทรา (ปาง) ด้วยพระหัตถ์ขวา แบบศิลปะอินเดีย มาเป็นยืนในท่าสมภังค์ (ยืนตรง) และแสดงวิตรรกะมุทราสองพระหัตถ์ (ปางแสดงธรรม) น่าจะเกิดขึ้นในช่วงที่งานศิลปกรรมสมัยทวารวดีมีพัฒนาการจากศิลปะอินเดียซึ่งเป็นต้นแบบ จนมีเอกลักษณ์ของตนเองอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการแสดงวิตรรกะมุทรา (ปางแสดงธรรม) สองพระหัตถ์ ซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะที่เกิดขึ้นในวัฒนธรรมทวารวดี จึงอาจกำหนดอายุพระพุทธรูปองค์นี้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๔ (ประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว) พระพุทธรูปองค์นี้แม้จะมีสภาพไม่สมบูรณ์ แต่ถือเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของรูปแบบศิลปกรรมที่รับอิทธิพลมาจากศิลปะอินเดีย และมีการพัฒนาจากต้นแบบจนกระทั่งมีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงเทคนิคเชิงช่างในการสร้างพระพุทธรูปปางแสดงธรรมขนาดใหญ่ที่สลักจากหินในวัฒนธรรมทวารวดีด้วย --------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง https://www.facebook.com/Uthongmuseum/posts/1464498020414612--------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิงศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๖๒ สุภัทรดิศ ดิศกุล, ศิลปะในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๑๓, กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๐.
ชื่อผู้แต่ง ดำรงราชานุภาพ , สมเด็จกรมพระยา
ชื่อเรื่อง พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๕
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์จำลองศิลป
ปีที่พิมพ์ -
จำนวนหน้า ๔๕๔ หน้า
หมายเหตุ -
พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นี้ สมเด็จเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงนิพนธิ์ขณะประทับอยู่ที่ปีนัง ทรงเลือกนิพนธ์เหตุการณ์ตอนสำคัญๆ ที่ไม่สู้ปรากฏในเอกสารแพร่หลายนัก หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมาของชาติและประมุขแห่งชาติควรแก่การจดจำรักษาไว้
พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม มีประภามณฑลหลังพระเศียร
สำริด สูง ๒๔.๕ เซนติเมตร
ศิลปะทวารวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ (ประมาณ ๑,๒๐๐ ปี มาแล้ว)
ได้จากเจดีย์หมายเลข ๑๑ เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี
ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
พระพุทธรูปปางแสดงธรรม พระพักตร์ค่อนข้างกลม พระเนตรเหลือบลงต่ำ พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์หนา มีขอบพระโอษฐ์เป็นเส้นตรง อมยิ้มเล็กน้อย ขมวดพระเกศาใหญ่ พระรัศมีเป็นรูปกรวย ประทับยืนตรง ครองจีวรห่มคลุม จีวรบางแนบพระวรกาย พระหัตถ์แสดงวิตรรกะมุทรา (ปางแสดงธรรม) ทั้งสองข้าง ขอบจีวรด้านหน้าตกลงจากข้อพระหัตถ์เป็นวงโค้งอยู่เหนือขอบสบง ด้านหลังตกลงเป็นสี่เหลี่ยมมุมมน เบื้องหลังพระเศียรมีประภามณฑลเป็นวงโค้งประดับลวดลายเปลวไฟอยู่โดยรอบ
พระพุทธรูปศิลปะทวารวดี ซึ่งมีประภามณฑลเป็นวงโค้งล้อมรอบด้วยเปลวไฟเช่นนี้ พบที่เจดีย์หมายเลข ๑๑ เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน ๓ องค์ พระพุทธรูปที่มีประภามณฑลแบบนี้ปรากฏอยู่ในศิลปะอินเดียแบบหลังคุปตะ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๓ (ประมาณ ๑,๓๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) และศิลปะอินเดียแบบปาละ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๗ (ประมาณ ๙๐๐ – ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว) ดังนั้นจึงกำหนดอายุพระพุทธรูปองค์นี้ไว้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ (ประมาณ ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว)
พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรมทั้งสองพระหัตถ์แสดงถึงพัฒนาการอันเป็นรูปแบบเฉพาะของศิลปะทวารวดี ผสมผสานกับการตกแต่งด้วยประภามณฑลรูปวงโค้งที่ล้อมรอบด้วยลวดลายเปลวไฟ ซึ่งยังคงอิทธิพลของศิลปะอินเดียอันเป็นต้นแบบ ทั้งนี้การทำประภามณฑลเป็นรูปวงโค้งล้อมรอบด้วยลวดลายเปลวไฟนี้ ยังพบในประติมากรรมรูปเคารพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และพุทธแบบมหายาน ศิลปะศรีวิชัย ซึ่งเจริญขึ้นบริเวณคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย อีกด้วย
เอกสารอ้างอิง
กรมศิลปากร. ศิลปะทวารวดี ต้นกำเนิดพุทธศิลป์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด, ๒๕๕๒.
พนมบุตร จันทรโชติ และคณะ. นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง และเรื่องราวสุวรรณภูมิ. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), ๒๕๕๐.
สุภัทรดิศ ดิศกุล, ศิลปะในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๑๓, กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๐.
มหาสติปัฐานสูตร โพชฌงคสูตร คิริ มานนทสูตร ชบ.ส. ๑๙
เจ้าอาวาสวัดต้นสน ต.บางปลาสร้อย เขต ๑ อ.เมือง จ.ฃลบุรี
มอบให้หอสมุด ๒๐ ก.ค. ๒๕๓๕
เอกสารโบราณ (สมุดไทย)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)
เลขที่ ชบ.บ.20/1-1
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
+++++ เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง (ตอนที่ ๓) +++++
+++ พัฒนาการทางวัฒนธรรมของเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง +++
--- ๑) ความเป็นมาก่อนพัฒนาการสู่ความเป็นเมืองทวารวดี ---
--- จากการขุดค้นเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง ของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ช่วงเดือนพฤษภาคม ถึง เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๔ ทำให้ทราบว่าพื้นที่บริเวณเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง แรกเริ่มมีคนสมัยโบราณเข้ามาอยู่อาศัยและทำกิจกรรมต่างๆ เมื่อประมาณ ๒,๒๐๐ - ๑,๘๐๐ ปีมาแล้ว (ราวพุทธศตวรรษที่ ๓ - ๗) โดยปรากฏร่องรอยการอยู่อาศัยเฉพาะบริเวณโนนเมืองเก่า ที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือภายในเมืองโบราณฟ้าแดดสงยางเท่านั้น ลักษณะเป็นชุมชนโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ก่อนที่จะมีการสร้างคูน้ำคันดินล้อมรอบ จากการขุดค้นในหลุมขุดค้นที่ ๑ - ๓ (FD 1 FD 2 และ FD 3) พบหลักฐานการทำศพครั้งที่ ๑ แบบฝังนอนหงายเหยียดยาว ร่วมกับเศษภาชนะดินเผาเนื้อดินเขียนสีแดงบนพื้นสีขาวนวล ซึ่งเป็นรูปแบบภาชนะประเภทเด่นของวัฒนธรรมบ้านเชียง (สมัยสุดท้าย) กำหนดอายุราว ๒,๓๐๐ - ๑,๘๐๐ ปีมาแล้ว จึงสันนิษฐานว่า ชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ที่เมืองฟ้าแดดสงยางแห่งนี้ น่าจะมีความสัมพันธ์กับชุมชนโบราณในวัฒนธรรมบ้านเชียง
--- ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๗ เป็นต้นมา (ตั้งแต่ ๑,๘๐๐ ปีมาแล้ว) พบหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่สูงขึ้นของชุมชนโบราณแห่งนี้ ได้แก่ การรู้จักผลิตภาชนะดินเผาจากเตาเผา ประเภทระบายความร้อนในแนวระนาบ (cross – draft kiln) โดยใช้ไม้ไผ่สานเป็นโครงของเตาก่อนใช้ดินพอกทับเป็นผนังเตา นอกจากนี้ยังพบหลักฐานการถลุงเหล็ก โดยการพบตะกรันเหล็ก และท่อดินเผาที่มีคราบของตะกรันเหล็กติดอยู่ ในช่วงเวลานี้พิธีกรรมการฝังศพจะนิยมบรรจุศพลงในภาชนะดินเผา (jar burials)
--- ๒) พัฒนาการเมืองทวารวดี ---
--- เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง ตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เป็นต้นมา (ประมาณ ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว) เป็นช่วงที่เมืองฟ้าแดดสงยางมีความเจริญรุ่งเรืองมากที่สุด มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมที่สำคัญ โดยเฉพาะการพบหลักฐานการนับถือพุทธศาสนา มีการสร้างศาสนสถาน ตลอดจนประติมากรรมรูปเคารพ และ ใบเสมาขึ้นมากมาย ขณะเดียวกันพิธีกรรมการฝังศพที่เคยปฏิบัติกันมาในช่วงยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็ยังคงมีปรากฏให้เห็นอยู่
--- ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๖ (๑,๓๐๐ - ๙๐๐ ปีมาแล้ว) เกิดการสร้างเมืองขึ้นอย่างเป็นระบบ มีการขุดคูน้ำคันดินทำให้เมืองโบราณฟ้าแดดสงยางมีผังคล้ายรูปใบเสมาดังที่เห็นได้ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมเกิดขึ้นจากการแพร่หลายเข้ามาของวัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งเชื่อกันว่ามีศูนย์กลางความเจริญอยู่ที่ภาคกลางของประเทศไทย หลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการติดต่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชุมชนโบราณในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา คือ พระพิมพ์ที่พบจากการขุดแต่งโบราณสถานภายในเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง ที่มีลายพิมพ์เหมือนกับพระพิมพ์ที่พบจากเมืองโบราณนครปฐม และยังเป็นพิมพ์ที่แพร่หลายอยู่ในลุ่มแม่น้ำมูล ที่บ้านโตนด อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา นอกจากพระพิมพ์แล้ว เครื่องใช้ประเภทต่างๆ โดยเฉพาะภาชนะดินเผาที่เป็นแบบนิยม ในวัฒนธรรมทวารวดีลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก็มีปรากฏที่เมืองโบราณแห่งนี้ด้วย เช่น หม้อน้ำมีพวย (กาน้ำ) ตะคัน และ หม้อมีสัน เป็นต้น
--- ๓) พัฒนาการหลังเมืองทวารวดี ---
--- ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๗ – ๑๘ (ประมาณ ๘๐๐ - ๗๐๐ ปีมาแล้ว ตรงกับสมัยนครวัด – บายน ของประวัติศาสตร์แห่งอาณาจักรกัมพูชาโบราณ) เมืองฟ้าแดดสงยางได้เริ่มปรากฏร่องรอยหลักฐานของวัฒนธรรมเขมรโบราณขึ้น จากการขุดค้นบริเวณโนนเมืองเก่า โนนวัดสูง และโนนฟ้าแดด ได้พบชั้นกิจกรรมการอยู่อาศัย และการก่อสร้างศาสนสถาน โดยเฉพาะการค้นพบกระเบื้องมุงหลังคา และเครื่องเคลือบ ซึ่งสันนิษฐานว่าผลิตจากเตาเผาในจังหวัดบุรีรัมย์ (แหล่งเตาบ้านกรวด) วัฒนธรรมเขมรโบราณที่แพร่เข้ามาได้ปรับเปลี่ยนแบบแผนการใช้ภาชนะจากภาชนะเนื้อดินธรรมดาในสมัยทวารวดีมาเป็นเครื่องเคลือบที่มีคุณภาพดีกว่า และได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการน้ำของเมืองโบราณแห่งนี้ โดยการสร้างบารายเพิ่มเติมจากระบบการจัดการน้ำในสมัยก่อนหน้าที่มีเฉพาะแค่คูน้ำคันดิน โดยสร้างบารายขนาดใหญ่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ของเมืองฟ้าแดดสงยาง (ปัจจุบันเป็นที่นา) นอกจากนี้รูปแบบการปลงศพภายในชุมชนได้เปลี่ยนความนิยมไป กลายเป็นนิยมเผาก่อนแล้วจึงเก็บอัฐิใส่โกศดินเผาไปฝังไว้ใต้ศาสนสถาน ดังหลักฐานที่ปรากฏในหลุมขุดค้นบริเวณโนนฟ้าแดด
--- ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๓ (ประมาณ ๖๐๐ - ๒๐๐ ปีมาแล้ว) เมืองฟ้าแดดสงยาง ยังพบหลักฐานการอยู่อาศัยอย่างหนาแน่น และจากการขุดค้นที่เมืองฟ้าแดดสงยางบริเวณโนนเมืองเก่าและโนนวัดสูง ได้พบชิ้นส่วนเครื่องถ้วยพื้นเมืองและเครื่องถ้วยจีนที่กำหนดอายุอยู่ในสมัยอยุธยา ร่วมสมัยกับวัฒนธรรมล้านช้าง (ลาว) และจากการขุดแต่งโบราณสถาน ทำให้ทราบว่ามีการสร้างศาสนสถานแบบอยุธยาซ้อนทับฐานศาสนสถานแบบทวารวดีเกือบทุกแห่ง โดยเฉพาะฐานล่างของพระธาตุยาคูที่ปรากฏร่องรอยให้เห็นอย่างเด่นชัดในปัจจุบัน
---------------------------------------------------------
+++ อ้างอิงจาก +++
-- จังหวัดกาฬสินธุ์. แผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองฟ้าแดดสงยาง. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๔.
-- ผาสุข อินทราวุธ และคณะ. รายงานการขุดค้นเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์. ม.ป.ท. : ม.ป.ป., ๒๕๓๔. (เอกสารอัดสำเนา)
-- หวัน แจ่มวิมล. รายงานการสำรวจและขุดแต่งโบราณสถาน โบราณวัตถุ เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง บ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์. กรมศิลปากร : หน่วยศิลปากรที่ ๗ ขอนแก่น, ๒๕๑๑. (เอกสารอัดสำเนา)
ข้อมูล : นางสาวศุภภัสสร หิรัญเตียรณกุล นักโบราณคดีชำนาญการ