ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 51,494 รายการ


กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการ ไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน “พูดจาภาษาช่าง งานสร้างอนุสาวรีย์” วิทยากรโดย นายภราดร เชิดชู หัวหน้ากลุ่มงานประติมากรรม สำนักช่างสิบหมู่ ดำเนินรายการโดย นางประภาพร ตราชูชาติ ผู้อำนวยการศูนย์ศิลปะและการช่างไทย สำนักช่างสิบหมู่ ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๓ เวลา ๑๒.๐๐ – ๑๒.๓๐ น. ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร



          อานันทะตาณฑวะ เป็นนามประเภทหนึ่งของ นฤตตมูรติ (Nṛtamūrti) คือปางเต้นรำของพระศิวะในฐานะเจ้าแห่งการเต้นรำและศิลปะการละคร (นาฏราช-Śiva Naṭarāja) //รูปแบบการเต้นรำของพระศิวะ พบมากที่สุด 2 รูปแบบ คือ ลาสยะ (Lāsya) เป็นรูปแบบการเต้นรำที่นุ่มนวล แสดงออกถึงความความสุข ความสง่างาม เกี่ยวข้องกับการสร้างโลก และ ตาณฑวะ (Tāṇḍava) รูปแบบการเต้นรำที่ดุดัน มีท่วงท่าการเคลื่อนไหวที่แข็งแรงและรวดเร็ว เกี่ยวข้องกับการทำลายล้างโลก ทั้งสองรูปแบบเป็นการแสดงถึงธรรมชาติ 2 ด้านของพระศิวะ ผู้ทำลายล้าง เพื่อการสร้างสรรค์ใหม่           การเต้นรำของพระศิวะรูปแบบ ตาณฑวะ ได้รับการอธิบายว่า เป็นการเต้นรำที่มีพลัง เป็นที่มาของวัฏจักรแห่งจักรวาล คือ การสร้าง การดำงอยู่ และการเสื่อมทำลาย จำแนกเป็น อานันทตาณฑวะ (Ānandatāṇḍava) เป็นการแสดงออกด้วยความสุข และ รุทระตาณฑวะ (Rudratāṇḍava) แสดงให้เห็นถึงธรรมชาติที่รุนแรง ในฐานะผู้สร้างและผู้ทำลายจักรวาล แม้กระทั่งความตาย           พระศิวะปางอานันทะตาณฑวะ แปลตามศัพท์ว่า “การเต้นรำแห่งความสุข” เรียกอีกว่า ภุชงคตราสิตะ (Bhujaṅgatrāsita) แปลว่า “งูตกใจกลัว” มีความเกี่ยวข้องโดยเฉพาะกับรูปประติมากรรมนาฏราชสกุลช่างโจละ (Cola school) ในอินเดียภาคใต้ พระศิวะปางนี้ มี ๔ กร ทรงเต้นรำ (นาฏยสถานะ-nāṭyasthāna) โดยพระชงฆ์ข้างขวาย่อเล็กน้อย ยืนเหยียบอยู่บนพื้น ส่วนพระชงฆ์ข้างซ้ายยกขึ้น พับไปทางพระชงฆ์ขวา (กุญจิตปาทะ-Kuñcitapāta) แสดงพลังในการเต้นรำ ล้อมรอบด้วยวงรัศมีรูปเปลวไฟ สัญลักษณ์แทนไฟจักรวาล ที่สร้างและทำลายทุกสิ่งที่ดำรงอยู่เป็นวัฏจักรของชีวิต (แสดงวงจรของจักรวาล การเกิดขึ้น การคงอยู่ การเสื่อมทำลาย และการฟื้นฟูขึ้นใหม่)           พระพักตร์แสดงอาการแย้มพระโอษฐ์ สื่อถึงความสุขสงบ มี 3 เนตร เป็นแทนของพระอาทิตย์และพระจันทร์ และเนตรที่สามได้รับการตีความว่า หมายถึงตาภายใน หรือสัญลักษณ์แห่งความรู้ (ชญาน-Jñāna) พระเกศาเกล้า ทรงชฏามกุฏ (Jaṭāmakuṭa) แผ่กระจายออกที่เบื้องหลังพระเศียร ด้วยความรุนแรงและสนุกสนานของการเต้นรำ เบื้องขวาของพระเศียรมีรูปขนาดเล็กของพระคงคา (Gaṅgā) ครึ่งร่างของพระวรกายคล้ายกับน้ำไหล ตามความในเทวปกรณ์ ซึ่งกล่าวว่าพระศิวะทรงใช้พระเกศาชะลอพระคงคาที่เสด็จลงจากสวรรค์อย่างรวดเร็วให้สงบลงสำหรับการฟื้นฟูชีวิต พระเกศตกแต่งด้วยหัวกะโหลกมนุษย์ สัญลักษณ์ของความตาย ทัดเสี้ยวจันทร์ (Candra) และ ดอกธัตตูระ (Dhattūra-ดอกลำโพง อันเป็นพิษ ทำให้เกิดโรค ซึ่งใช้ในการบูชาพระศิวะ) เป็นเครื่องประดับ           กรขวาบนแสดงฑมรุหัสตะ(Ḍamaruhasta) ถือกลองสองหน้าขนาดเล็ก (ฑมรุ-Ḍamaru) เป็นสัญลักษณ์ของจังหวะและกาลเวลา พระหัตถ์ซ้ายแสดงอรรธจันทรมุทรา (Ardhacandramudrā) ฝ่ามือหงายรูปเสี้ยวจันทร์ ถือไฟ (อัคนิ-Agni) เป็นเครื่องหมายของการสร้างสรรค์และการทำลายล้าง แสดงภาวะที่ขัดแย้งกันของชีวิต กรขวาล่างมีงูพันรอบพระกร พระหัตถ์แสดงอภยมุทรา (Abhayamudrā) เป็นสัญลักษณ์แห่งการปกป้องคุ้มครองผู้ศรัทธาให้ปราศจากความหวาดกลัวจากความชั่วร้ายและความไม่รู้ที่อยู่โดยรอบ พระหัตถ์ซ้ายล่างแสดงคชมุทรา (Gajamudrā) เหยียดพระกรข้ามผ่านพระอุระอย่างสง่างาม พระหัตถ์ชี้ลงยังพระบาทที่ยกลอยขึ้น แสดงภาวะการปกปิด           พระบาทข้างขวาเหยียบอยู่บนอปัสมารปุรุษ (Apasmārapuruṣa) ภาษาทมิฬเรียกว่า มูยฬกะ (Mūyaḷaka) หรือ มูยฬกัน (Mūyaḷakan) มีรูปเป็นคนแคระ ในมือถืองู สัญลักษณ์ของความชั่วร้ายและอวิชา (ความไม่รู้) ซึ่งการเต้นรำอันศักดิ์สิทธิ์ของพระศิวะ ทำให้ได้รับชัยชนะ ----------------------------------------------ผู้เรียบเรียง: นางสาวเด่นดาว ศิลปานนท์ ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ----------------------------------------------อ้างอิง Liebert, Gosta. Iconographic Dictionary of the Indian Religions Hinduism-Buddhism-Jainism. Leiden: E.J. Brill, 1976. Stutley , Margaret. The illustrated dictionary of Hindu iconography. London : Routledae & Kegan Paul, 1985. https://en.wikipedia.org/wiki/Lasya https://en.wikipedia.org/wiki/Tandava https://en.wikipedia.org/wiki/Nataraja




รัว รืง มืง สะเร็น สัปดาห์นี้ขอนำเสนอองค์ความรู้เรื่อง "ทุ่งกุลาร้องไห้ ดินแดนอดีตกาลที่น่ารู้" พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เปิดให้บริการ วันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ๐ ๔๔๕๑ ๓๒๗๒ , ๐ ๔๔๕๑ ๓๒๗๔



     สำหรับชนชาติมอญซึ่งพบว่าเป็นกลุ่มประชากรส่วนใหญ่ มีรูปแบบการตั้งถิ่นฐานกระจุกตัวอยู่บริเวณริมสองฝั่งแม่น้ำแม่กลองตั้งแต่บ้านโป่งถึงบ้านโพธาราม ชาวมอญนั้นเป็นพุทธศาสนิกชนที่เคร่งครัดมาก จึงสร้างวัดขึ้นในชุมชนของตน ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้วัดมอญส่วนใหญ่จะเริ่มสวดภาษาไทยมากขึ้น แต่พระและชาวบ้านยังคงพูดภาษามอญได้ และมีการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมมอญไว้ วัดในชุมชนมอญทั้งสองฝั่งแม่น้ำแม่กลอง มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา กรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร์ โดยมีข้อสังเกตว่าวัดในช่วงรัตนโกสินทร์มีจำนวนมากสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ที่มีการอพยพของชาวมอญเข้ามามาก      วัดมอญเหล่านี้ สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี โดยกลุ่มโบราณคดี ได้ดำเนินการสำรวจในช่วงระหว่างปีพ.ศ. ๒๕๓๙ - ปัจจุบัน พบว่าบางวัดยังคงอัตลักษณ์ของชนชาติมอญไว้อย่างเหนียวแน่นทั้งสถาปัตยกรรมและประเพณีต่างๆ ดังรายละเอียด ดังนี้      วัดบ้านโป่ง ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านโป่ง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี     ประวัติ วัดบ้านโป่งเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง สร้างขึ้นในต้นสมัยรัตนโกสินทร์โดยพระภิกษุชาวรามัญ นามว่า “ด่าง” ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๔ ในสมัยรัชกาลที่ ๕      ชื่อของวัดบ้านโป่ง มาจากเดิมบริเวณสถานที่ตั้งวัดเป็นป่าใหญ่อุดมสมบูรณ์มีพันธุ์ไม้นานาชนิดเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ และในบริเวณนี้มี “ดินโป่ง” หรือดินที่มีส่วนผสมของเกลือสินเธาว์อยู่ จึงเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ต่างๆ ซึ่งจะลงมากินเป็นประจำ ต่อมาเมื่อมีชุมชนขึ้นจึงได้เรียกชื่อตามลักษณะของภูมิประเทศที่ตั้งว่า “บ้านโป่ง” และเรียกชื่อวัดตามชื่อหมู่บ้านว่า “วัดบ้านโป่ง” อุโบสถหลังเก่า      อุโบสถหลังเก่า อาคารก่ออิฐถือปูนขนาดค่อนข้างเล็ก หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องดินเผา ช่อฟ้าเป็นรูปเศียรนาค ใบระกาเป็นเปลว กรอบหน้าบันเป็นสันตรงรูปสามเหลี่ยม หน้าบันด้านหน้าประดับปูนปั้นทาสีรูปพระพุทธรูปประทับนั่ง ด้านข้างมีตาลปัตรปักอยู่บนแจกันขนาดใหญ่ มีอักษรปูนปั้นคำว่า “อุโบสถ ทายกทั้งหลาย สรางปี ๑๒๙” ส่วนบนมีการตกแต่งด้วยถ้วยเบญจรงค์ ขอบนอกเป็นลายเขียนสีแบบศิลปะจีน หน้าบันด้านหน้าประดับปูนปั้นทาสีรูปพระพุทธรูปประทับนั่ง      หน้าบันด้านหลังมีลวดลายปูนปั้นรูปมังกรดั้นเมฆ ส่วนบนมีเครื่องถ้วยเบญจรงค์ประดับ ขอบนอกเป็นลวดลายเขียนสีแบบศิลปะจีน มีชายคาปีกนกคลุมโดยรอบ ผนังอุโบสถก่ออิฐถือปูนตั้งอยู่บนฐานบัว ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ๖ องค์ ศิลปะรัตนโกสินทร์ ด้านนอกโดยรอบอุโบสถมีกำแพงแก้วก่ออิฐถือปูนเตี้ยๆ ภายนอกกำแพงแก้วอุโบสถทั้งด้านหลังและด้านข้าง เป็นที่ตั้งของเจดีย์บรรจุอัฐิก่ออิฐถือปูนทรงปรางค์ และทรงแบบเจดีย์มอญ เจดีย์ห้ายอด      เจดีย์ห้ายอด ตามประวัติกล่าวว่า หลวงพ่อด่างได้นำพระธาตุจากเมืองร่างกุ้งติดตัวมาด้วย เพื่อเป็นอนุสรณ์และระลึกถึงมาตุภูมิเดิม เมื่อมาสร้างวัดบ้านโป่งจึงได้สร้างเจดีย์ขึ้นองค์หนึ่ง ลักษณะเป็นเจดีย์มอญก่ออิฐถือปูนตั้งอยู่บนฐานรูปสี่เหลี่ยมสูง เจดีย์ประธานทรงกลมมีขนาดค่อนข้างใหญ่ที่มุมทั้งสี่มีเจดีย์ทรงกลมขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายเจดีย์ประธานอยู่ทั้ง ๔ มุม ที่ด้านในแต่ละด้านก่อเป็นซุ้ม ด้านหน้าและด้านหลังมีบันไดทางขึ้น ด้านนอกโดยรอบมีกำแพงแก้วก่ออิฐถือปูนเตี้ยๆล้อมรอบ บริเวณมุมกำแพงแก้วตกแต่งด้วยเสาหัวเม็ด   เรียบเรียง : นางจิรนันท์ คอนเซพซิออน นักโบราณคดีชำนาญการ


ชื่อผู้แต่ง        ขจร สุขพานิช ชื่อเรื่อง         เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งที่พิมพ์     พิมพ์ครั้งที่ ๑ สถานที่พิมพ์   กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์     โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ปีที่พิมพ์        ๒๔๙๗ จำนวนหน้า    ๒๒๘ หน้า หมายเหตุ      -                   หนังสือเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เล่มนี้ ได้จัดพิมพ์รวบรวมไว้หลายเรื่อง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ดังนี้ พระพุทธไพรีพินาศ วิกฤตกาลเงียบเมื่อร้อยปีก่อน หมอบรัดเลและมิชชันนารีอเมริกัน เมื่อเซอร์ยอนเบาริงเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรี  


เลขทะเบียน : นพ.บ.147/15ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  46 หน้า ; 4 x 51 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 90 (377-391) ผูก 15 (2564)หัวเรื่อง : ธมฺมปปทวณฺณนา ธมฺมปทฎกถา ขุทฺทกนิกายฎฐกถา (ธรรมบท)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม



สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.17/1-1 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ธรรมศักดิมนตรี, เจ้าพระยา. แบบสอนอ่านใหม่ เล่ม 2 ของเจ้าพระยาธรรมศักดิมนตรี สำหรับชั้นประถมปีที่ 3. พระนคร: โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น, 2514.จัดพิมพ์เป็นบรรณาการในงานพระราชทางเลิงศพ นายครรชิต เทพหัสดิน ณ อยุธยา ณ เมรุวัดธาตุทอง 18 มกราคม 2514 เป็นหนังสือแบบเรียนสำหรับชั้นประถมปีที่ 3                     -  สอนเรื่องธรรมชาติศึกษา ได้แก่ โลก สัตว์ พืช                     -  อบรมน้ำใจนักกีฬา                     -  พลเมืองดี495.91842 ธ359บค


          การทำบุญตักบาตรข้าวสารไม่ปรากฏหลักฐานว่าแท้จริงเริ่มขึ้นเมื่อใด ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง การพระราชกุศลตักบาตรน้ำผึ้ง อันเป็นพระราชพิธีที่จัดขึ้นในเดือนสิบ ทรงอธิบายถึงที่มาของการพระราชกุศลตักบาตรน้ำผึ้งว่า น่าจะรับมาจากอินเดีย และเพิ่งจัดการพระราชพิธีในสมัยรัชกาลที่ ๔ เบื้องต้นได้ทรงตั้งปุจฉาข้องกังขาเหตุผลที่มาของประเพณีว่า “...ข้าพเจ้าเห็นว่าควรจะนำมูลเหตุตามทางที่เทศนานั้นมากล่าวในที่นี้ พอจะได้รู้เรื่องตลอดว่าเหตุการณ์อย่างไรจึงได้เกิดตักบาตรน้ำผึ้งขึ้น และน้ำผึ้งซึ่งดูก็ไม่เป็นประโยชน์อันใดนัก สู้ข้าวสารไม่ได้ ทำไมจึงได้ต้องถึงตักบาตรตักพกดูก็น่าจะถามอยู่ แต่เรื่องที่ข้าพเจ้าจะเล่านั้น จะไม่เดินเนื้อความแต่ตามที่เทศนาอย่างเดียว จะขอแสดงความเห็น และตามที่ตัวทราบเพิ่มเติมปนลงบ้างตามสมควรแก่ข้อความ...”           จากนั้นทรงอธิบายว่า ในฤดูสารทสมัยพุทธกาล พระสงฆ์เกิดอาการเจ็บป่วยอาพาธกันมาก ด้วยอาการไข้ที่เรียกว่า “สรทิกาพาธ” คือ อาการป่วยในฤดูสารท มีอาการฉันอาหารไม่ได้และอาเจียน อ่อนเพลีย พระพุทธองค์จึงทรงมีพุทธานุญาต ให้พระสงฆ์ฉันอาหารซึ่งไม่ใช่อาหารหยาบ ๕ สิ่งที่จัดว่าเป็น ทั้งอาหารและเป็นเภสัช ได้แก่ “คือ เนยใสอย่างหนึ่ง เนยข้นอย่างหนึ่ง น้ำมันอย่างหนึ่ง น้ำผึ้งอย่างหนึ่ง น้ำอ้อยอย่างหนึ่ง” แม้ว่าจะเป็นเวลาในช่วงหลังเที่ยงจนถึงรุ่งสว่างของอีกวันก็ตาม จึงทำให้เกิดความนิยม มีผู้นำมาถวายเป็นจำนวนมาก จนเกิดข้อติเตียนหลายประการ เช่น ติเตียนในการสะสมอาหาร จึงทรงกำหนดให้คิลานะเภสัชทั้ง ๕ สิ่งนี้เป็น “สัตตาหกาลิก” คือ กำหนดให้เก็บไว้ได้เพียง ๗ วันนับแต่วันรับ หากเกินกว่านั้นถือว่าเป็นนิสสัคคีย์ “ของเดน ของบูด” ภิกษุที่ยังครองไว้ถือว่าต้องอาบัติปาจิตตีย์           จากนั้นทรงอธิบายเพิ่มเติมว่าอาหารที่เป็นยาทั้ง ๕ สิ่งที่กล่าวนี้ สำหรับในประเทศไทยแล้ว เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำอ้อย ทางการแพทย์ได้ระบุว่าแสลงโรคทั้งสิ้น “คงใช้ได้บ้างแต่น้ำผึ้ง” แต่ไม่สู้จะใช้ประโยชน์ทางยา คงเอามากวนเป็นตังเมเท่านั้น ไม่รู้สึกว่าเป็นยาอันใดเลย สู้น้ำข้าวต้มซึ่งน่าจะเป็นยาที่เหมาะสำหรับคนไทยพระภิกษุไทยมากกว่าไม่ได้ และหากพระพุทธองค์ยังทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ และทรงทราบ น่าจะทรงอนุญาตให้ถวายน้ำข้าวต้มได้ ทั้งนี้ ในพระราชนิพนธ์เรื่องดังกล่าว มิได้ทรงกล่าวถึงการถวายอาหารเป็นยาของคนไทย และการถวายข้าวสารแต่อย่างใด           เมื่อพิจารณาต่อมาเรื่อง การบิณฑบาตจากพระวินัยซึ่งมีข้อกำหนดที่เกี่ยวเนื่อง ๒ ประการ ได้แก่ ๑. พระสงฆ์ไม่ควรเก็บอาหารไว้ข้ามวัน และ ๒. ห้ามไม่ให้พระสงฆ์ทำอาหาร สำหรับอาหารที่ถวายทำบุญตักบาตร จึงมักเป็นอาหารปรุงสำเร็จพร้อมฉัน และหากฉันไม่หมดภายในเพลวันนั้น ต้องบริจาคเป็นทานต่อไป จะนำกลับมาถวายมื้อต่อต่อไปหรือในวันรุ่งขึ้นอีกไม่ได้ ถือว่าเป็นของเดน ของบูด ส่วนในข้อที่ ไม่อนุญาตให้พระสงฆ์ทำครัวหุงหาอาหารนั้น เนื่องจากบางครั้งวัตถุดิบในการทำอาหาร อาจมีเมล็ดพืช หรือพืชซึ่งที่ยังมีรากติดกับดิน อาจจะยังงอกงามเป็นต้นพืชเป็นชีวิตได้ การทำอาหารจึงอาจทำให้เกิดอาบัติปาจิตตีย์เพราะพรากของสีเขียว คือฆ่าชีวิตของต้นพืช โดยข้อห้ามอันนี้จึงทำให้แต่เดิมหากจะถวายภัตตาหารเป็นพืชหรือผลไม้ที่มีเมล็ดที่อาจให้กำเนิดชีวิตต่อไปได้ จึงต้องเอาเมล็ดออกเสียก่อน รวมทั้งจะไม่ถวายวัตถุดิบในการประกอบอาหารจำพวก ข้าวสาร อาหารแห้ง เนื้อสัตว์ ไข่ ตลอดจนเครื่องปรุงรสต่าง ๆ ด้วย           พระวินัยซึ่งบัญญัติขึ้นนี้ เพื่อให้พระภิกษุละกิเลส ไม่เป็นผู้สะสมอาหาร และสิ่งอื่นใดนอกจากอัฏฐบริขาร ดังนั้นหากมีญาติโยมบริจาคข้าวสารอาหารแห้ง ซึ่งอาจบรรจุไว้ในถังสังฆทาน พระท่านมักให้ลูกศิษย์ญาติโยมสำรวจ และนำข้าวสารอาหารแห้งดังกล่าว ออกจากเครื่องสังฆทานเสียก่อนที่จะถวาย และนำไปมอบให้แก่ญาติโยมที่ดูแลโรงครัว หรือจัดเตรียมสำหรับทำทานต่อไป เพื่อที่มิให้ของเหล่านั้นกลายเป็น “ของเดน ของบูด” มิอาจนำมาถวายเป็นจังหันได้อีกดังกล่าวมาข้างต้น           ทว่า ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป แม้ว่าจะมีข้อกำหนดดังกล่าว ประเพณีการทำบุญตักบาตรข้าวสารนั้นกลับเป็นที่นิยมของพุทธศาสนิกชนและปฏิบัติตามกันมา เพราะญาติโยมเห็นว่า “ข้าวสาร”เป็นของที่เก็บรักษาไว้ได้นาน และยังเป็นผลดีต่อวัดที่มีพระภิกษุสงฆ์ สามเณรที่จำพรรษาอยู่ในวัดเป็นจำนวนมาก หรือวัดที่มิได้มีพุทธศาสนิกชนมาทำบุญกันเป็นประจำจะได้เป็นคลังอาหารของวัด รวมทั้งพระสงฆ์จะได้บริจาคทานแก่ชาวบ้านต่อไปตามควร เดิมจัดทำบุญตักบาตรข้าวสารในวันพระใหญ่เช่น เทศกาลออกพรรษา ที่เรียกว่าประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ แต่เมื่อพุทธศาสนิกชนเห็นพ้องต้องกันว่าการทำบุญตักบาตรข้าวสารส่งผลดีเช่นนี้ จึงนิยมทำกันอย่างแพร่หลายมิได้จำกัดช่วงเวลา แต่บางท้องถิ่นนิยมทำในช่วงพรรษาระหว่างเดือน ๑๐ ถึงเดือน ๑๒ หรืออาจจัดทำในพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น การติดกัณฑ์เทศน์ เป็นต้น ในระหว่างพรรษาพุทธศาสนิกชนนิยมทำบุญตักบาตรข้าวสาร การประกอบพิธีกรรมมีลักษณะทั่วไปคล้ายกันโดยการกำหนดวัน เวลาขึ้นอยู่กับความสะดวก มรรคนายกแจกฎีกาให้พุทธศาสนิกชนที่มาทำบุญทราบทั่วกันเมื่อถึงเวลาให้นำข้าวสาร อาหารแห้งไปวางไว้รวมกันยังสถานที่ที่กำหนดไว้ จากนั้นพระภิกษุสงฆ์ สามเณร มาประชุมพร้อมกัน มรรคนายกนำอาราธนาศีล มีการรับศีลรับพร จากนั้นอาราธนาธรรม เจ้าอาวาสหรือผู้แทน อนุโมทนาทาน มรรคนายกกล่าวนำคำถวายข้าวสาร พุทธศาสนิกชนกล่าวตาม เมื่อกล่าวคำถวายข้าวสารจบ พระภิกษุสงฆ์ สามเณรอนุโมทนาเป็นอันเสร็จพิธี ประเพณีไทยทั้งหลายในปัจจุบันพบว่ามีการแก้ไข ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างไปบ้าง เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับยุคสมัยอยู่เสมอ แต่ยังคงรักษาและคำนึงถึงแก่นสำคัญของประเพณีนั้นไว้ ซึ่งการทำบุญตักบาตรข้าวสารเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมประเพณีให้เหมาะสมแก่ยุคสมัย การทำบุญตักบาตรข้าวสาร ------------------------------------------------------------ค้นคว้าเรียบเรียง : กมลพรรณ บุญสุทธิ์ นักอักษรศาสตร์ กลุ่มจารีตประเพณี  สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์


black ribbon.