ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,624 รายการ


นางเทวธิสังกา ตัวละครเอก ในเรื่องราว"จันทคาธชาดก" หลังจากที่นางเป็นที่หมายปองต้องการของพระเจ้าสุทัสสนจักรไปเป็นชายา นางจึงได้ตัดสินใจออกบวชชี เพื่อป้องกันการคุกคามจากพระเจ้าสุทัสสนจักร พอนางทราบว่าเจ้าจันทคาธพระสามีมาตามหานางแล้ว นางจึงตัดสินใจลาสิกขาบท และเป็นการพบกันครั้งแรกหลังจากพลัดพรากกันมายาวนาน ...ตามเรื่องราว จิตรกรรมฝาผนังวิหาร วัดหนองบัว ต.ป่าคา อ.ท่าวังผา จ.น่าน


ดอกบัว “ปัทมา” (पद्म) ดอกบัว หนึ่งในสัญลักษณ์มงคลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ดอกบัวเป็นสิ่งที่เกิดจากโคลนตมแต่กลับผุดขึ้นสู่ผิวน้ำด้วยความบริสุทธิ์และเบ่งบานรับแสงอาทิตย์ จากวิวัฒนาการที่เริ่มจากโคลนตม สื่อถึงอวิชชา(ความไม่รู้) แต่ก็ยังสามารถเข้าสู่สภาวการรู้แจ้งเฉกเช่นดวกบัวที่เบ่งบานรับแสงอาทิตย์ ดอกบัวตูมจึงเป็นสัญลักษณ์ของศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน เพราะการจะพ้นขึ้นสู่ผิวน้ำมันต้องผ่านทั้งโคลนตม ทั้งต้องเผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ และการเบ่งบานจึงเป็นสัญลักษณ์ของการหลุดพ้น และบรรลุถึงความสำเร็จ ในเทพปกรณัมของศาสนาพรหมณ์-ฮินดู ในการสร้างโลกตามความเชื่อของไวษณพนิกาย ดอกบัวได้ผุดขึ้นจากสะดือของพระวิษณุเป็นตัวแทนของโลก(ธรณี) ก่อนที่พระพรหมจะถือกำเนินขึ้นเพื่อสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ บนโลก จึงนิยมสร้างพระพรหมประทับบนดอกบัว  ตามความเชื่อของอินเดียโบราณยังเชื่อกันว่า โลกมีลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ ที่ลอยอยู่บนน้ำ ในลักษณะเดียวกันกับดอกบัว ดังปรากฏในวราหาวตาร(อวตารเป็นหมูป่า) เมื่อครั้งหนึ่งมีอสูรม้วนแผ่นดินนำไปซ่อนไว้ในน้ำ พระวิษณุจึงอวตารเป็นหมูป่าดำน้ำลงไปใช้เขี้ยวงัดเอาแผ่นดินขึ้นมาให้ลอยไว้ดังเดิม  ในงานศิลปกรรมของพระวิษณุ แต่ละพระหัตถ์มักจะทรงจักร สังข์ คฑา และธรณี ซึ่งนอกจากจะสร้างรูปธรณีเป็นก้อนกลมแล้ว บางครั้งยังทำเป็นสัญลักษณ์รูปดอกบัวไว้ในฝ่าพระหัตถ์ เพื่อสื่อถึงการโอบอุ้มดูแลโลก และการสร้างพระวิษณุบนฐานดอกบัว ดอกบัวอาจจะสื่อถึง น้ำ ด้วยพระวิษณุเป็นเทพผู้มีที่ประทับอยู่ในเกษียรสมุทร(ทะเลน้ำนม) ดอกบัวเมื่อปรากฏคู่กับเทพเจ้าที่ต่างกัน ก็อาจจะสื่อถึงความหมายที่แตกต่างกันออกไป เช่น การปรากฏคู่กับพระเทวี พระลักษมี  ดอกบัวอาจหมายถึง ความบริสุทธิ์ พระสุรัสวดี ดอกบัวอาจหมายถึง ปัญญา การรู้แจ้ง พระอุมา ดอกบัวอาจหมายถึง ศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน ดอกบัวจึงปรากฏได้ทั้งในรูปแบบของคำสอนและสัญลักษณ์ในงานศิลปกรรม ทั้งประติมากรรมรูปเคารพ และงานสภาปัตยกรรม ที่สามารถสื่อได้ถึง โลก(ธรณี) น้ำ(ผู้เกิดจากน้ำ) ความบริสุทธิ์ ศักยภาพที่ซ่อนเร้น ปัญญา ญาณ การรู้แจ้ง การหลุดพ้น หรือในความหมายอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับตำนาน ความเชื่อ และการให้ความหมายในบริบทต่าง ๆ  ที่ต้องการจะสื่อ  "ฐานบัว" ที่จัดแสดงอยู่ภายในห้องจัดแสดงที่ ๒ "ปรากฏภาษาเขียนและศาสนา" พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง พบร่วมกับ พระวิษณุ (พระนารายณ์) เทพเจ้าสูงสุดในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ลัทธิไวษณพนิกาย สลักจากหินตะกอนเนื้อเถ้าภูเขาไฟ (tuffaceous sandstone) ในกลุ่มหินแก่งกระจาน (CPk) เป็นรูปเคารพประธานในกลุ่มประติมากรรมวิษณุ มัธยมโยคสถานกมูรติ  (ประติมากรรมพระวิษณุยืนในท่าโยคะขั้นกลาง)  รูปแบบศิลปะอินเดียใต้ สมัยปัลลวะตอนปลาย มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔ พบจากโบราณสถานเขาพระนารายณ์ (เขาเวียง) อำเภอกะปง จังหวัดพังงา สามารถมาเที่ยวชมนิทรรศการ เข้าสักการะพระวิษณุรับพลังความบริสุทธิ์ ปลุกศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน สู่ปัญญาที่รู้แจ้ง เพื่อบรรลุถึงความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง เราเปิดให้บริการวันทุกพุธ - วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ผู้เรียบเรียง ธัชวิทย์ ทวีสุข ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง



         กลับมาอีกครั้งกับกิจกรรม Talks&Tours พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย จะพาทุกท่านไปชมห้องจัดแสดงยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์และชวนมาถอดรหัสเรื่องของ "ผู้หญิง" จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี โดยนักภาษาโบราณ นักประวัติศาสตร์ และภัณฑารักษ์ พบกันวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2569 โดยกิจกรรม Tour เริ่มเวลา 10.30 และกิจกรรม Talk เริ่มเวลา 13.00 น. ในหัวข้อ พิมายโฉมใหม่ตอนที่ 2 : ถอดรหัส "ผู้หญิง" จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ชวนพูดคุยโดย ผศ.ดร.กังวล คัชชิมา ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและจารึก ผศ.ดร.ภักดีกุล รัตนา ผู้เชี่ยวชาญด้านเพศสภาวะและประวัติศาสตร์ ดำเนินรายการโดย กุลริศา รัชตะวุฒิ นักภาษาโบราณ และเบญจวรรณ พลประเสริฐ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยแสกนคิวอาร์โค้ด หรือกดลิงก์นี้ https://forms.gle/G8LTkwHRwH9oHtBm8 รีบด่วน ที่นั่งมีจำนวนจำกัด           พิเศษ! สำหรับผู้ที่มาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์พิมาย ในช่วงวันที่ 5 - 9 สิงหาคม 2569 จะมีกิจกรรม “Night at the museum” นับเป็นครั้งแรกหลังการเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ รวมทั้งเมื่อมาชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืนแล้วยังมีกิจกรรมดูดาวจากชมรมดาราศาสตร์โรงเรียนพิมายวิทยาอีกด้วย งานนี้ต้องห้ามพลาด! สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 4447 1167 หรือติดตามข่าวกิจกรรมอื่น ๆ ได้ทางเฟซบุ๊ก "Phimai National Museum:พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย" https://www.facebook.com/PhimaiNationalMuseum 


ชื่อเรื่อง                    วัดมหาธาตุ ชน. ส.31 ลำบองราหู และแม่ซื้อประเภทวัสดุ/มีเดีย      สมุดไทยขาวหมวดหมู่                  เวชศาสตร์ลักษณะวัสดุ              104; หน้า : มีภาพประกอบหัวเรื่อง                    เวชศาสตร์ภาษา                      บาลี-ไทย                  อักษร                      ขอม-ไทยบทคัดย่อ/บันทึก        อธิบายโรคในเด็กแรกเกิด อาการเจ็บไข้ได้ป่วย และความเชื่อเรื่องเทวดา หรือแม่ซื้อผู้คุ้มครอง ประวัติ                     ต้นฉบับจัดเก็บที่ วัดมหาธาตุ ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท




อยากทราบว่ารับนักศึกษาฝึกงานหรือเปล่าครับ ผมเรียน วัฒนธรรม สาขา ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณดคี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ครับ 


ความเป็นมาของอาเซียน              สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  (Association  of  Southeast  Asian  Nations  หรือ  ASEAN)  ก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพ  (Bangkok  Declaration)  หรือ  ปฏิญญาอาเซียน  (ASEAN  Declaration)  เมื่อวันที่  8  สิงหาคม  2510  โดยมีประเทศสมาชิก  5  ประเทศ  ประกอบด้วย  อินโดนีเซีย  มาเลเซีย  ฟิลิปปินส์  สิงคโปร์  และไทยเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางด้านการเมือง  เศรษฐกิจและสังคม  ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ต่อมามีประเทศสมาชิกเพิ่มเติม  ได้แก่  บรูไนดารุส-ซาลาม   เวียดนาม   ลาว   เมียนมาร์  และกัมพูชา  ตามลำดับ   จึงทำให้ปัจจุบันอาเซียน   มีสมาชิก  10  ประเทศ “อาเซียน” สู่การเป็นประชาคมอาเซียน  ในปี 2558               ปัจจุบัน  บริบททางการเมือง  เศรษฐกิจ  และสังคม   รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก      ทำให้อาเซียนต้องเผชิญ สิ่งท้าทายใหม่ๆ    อาทิ    โรคระบาด    การก่อการร้าย   ยาเสพติด  การค้ามนุษย์  สิ่งแวดล้อม  ภัยพิบัติ  อีกทั้ง  ยังมีความจำเป็นต้องรวมตัวกันเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและขีดความสามารถทางการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคใกล้เคียง  และในเวทีระหว่างประเทศ  ผู้นำอาเซียนจึงเห็นพ้องกันว่า  อาเซียนควรจะร่วมมือกันให้เหนียวแน่น  เข้มแข็ง  และมั่นคงยิ่งขึ้น  จึงได้ประกาศ  “ปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือในอาเซียน  ฉบับที่ 2”  (Declaration  of  ASEAN  Concord  II)  ซึ่งกำหนดให้มีการสร้างประชาคมอาเซียนที่ประกอบไปด้วย  3  เสาหลัก ได้แก่                -  ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political and Security Community - APSC) มุ่งให้ประเทศกลุ่มสมาชิกอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แก้ไขปัญหาระหว่างกันโดยสันติวิธี มีเสถียรภาพและความมั่นคงรอบด้าน เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของเหล่าประชาชน              -  ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community - AEC) มุ่งเน้นให้เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ และความสะดวกในการติดต่อค้าขายระหว่างกัน เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆได้โดย               -   ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio - Cultural Community - ASCC) มุ่งหวังให้ประชากรอาเซียนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี มีความมั่นคงทางสังคม มีการพัฒนาในทุกๆ ด้าน และมีสังคมแบบเอื้ออาร โดยจะมีแผนงานสร้างความร่วมมือ 6 ด้าน คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การคุ้มครองและสวัสดิการสังคม สิทธิและความยุติธรรมทางสังคม ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน การลดช่องว่างทางการพัฒนา              ซึ่งต่อมาผู้นำอาเซียนได้ตกลงให้มีการจัดตั้งประชาคมอาเซียนให้แล้วเสร็จเร็วขึ้นมาเป็นภายในปี 2558 ประชาคมอาเซียน คือ               ประชาคมอาเซียน  (ASEAN  Community)  คือ  การรวมตัวของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นชุมชนที่มีความแข็งแกร่ง  สามารถสร้างโอกาสและรับมือส่งท้าท้าย  ทั้งด้านการเมืองความมั่นคง  เศรษฐกิจ  และภัยคุกคามรูปแบบใหม่  โดยสมาชิกในชุมชนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี  สามารถประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น  และสมาชิก  ในชุมชนมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน   จุดประสงค์หลักของอาเซียน              ปฏิญญากรุงเทพฯ ได้ระบุวัตถุประสงค์สำคัญ 7 ประการของการจัดตั้งอาเซียน ได้แก่               1.  ส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และการบริหาร               2.  ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงส่วนภูมิภาค               3.  เสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจพัฒนาการทางวัฒนธรรมในภูมิภาค               4.  ส่งเสริมให้ประชาชนในอาเซียนมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี               5. ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในรูปของการฝึกอบรมและการวิจัย และส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้              6. เพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรและอุตสาหกรรม การขยายการค้า ตลอดจนการปรับปรุงการขนส่งและการคมนาคม              7. เสริมสร้างความร่วมมืออาเซียนกับประเทศภายนอก องค์การ ความร่วมมือแห่งภูมิภาคอื่นๆ  และองค์การระหว่างประเทศ ภาษาอาเซียน               ภาษาทางการที่ใช้ในการติดต่อประสานงานระหว่างประเทศสมาชิก  คือ  ภาษาอังกฤษ คำขวัญของอาเซียน                                                        "หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม”                                           (One Vision, One Identity, One Community) อัตลักษณ์อาเซียน             อาเซียนจะต้องส่งเสริมอัตลักษณ์ร่วมกันของตนและความรู้สึกเป็นเจ้าของในหมู่ประชาชนของตน  เพื่อให้บรรลุชะตา  เป้าหมาย  และคุณค่าร่วมกันของอาเซียน   สัญลักษณ์อาเซียน               คือ   ดวงตราอาเซียนเป็น               รูปมัดรวงข้าว สีเหลืองบนพื้นวงกลม               สีแดงล้อมรอบด้วยวงกลมสีขาว  และสีน้ำเงิน               รวงข้าวสีเหลือง 10 ต้น หมายถึง ความใฝ่ฝันของบรรดาสมาชิกในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทั้ง 10 ประเทศ  ให้มีอาเซียนที่ผูกพันกันอย่างมีมิตรภาพและเป็นหนึ่งเดียว              วงกลม  เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงเอกภาพของอาเซียน              ตัวอักษรคำว่า  asean  สีน้ำเงิน  อยู่ใต้ภาพรวงข้าว  แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อความมั่นคง  สันติภพ  เอกภาพ  และความก้าวหน้าของประเทศสมาชิกอาเซียน              สีเหลือง    :   หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง               สีแดง       :    หมายถึง ความกล้าหาญและการมีพลวัติ               สีขาว       :    หมายถึง ความบริสุทธิ์               สีน้ำเงิน    :    หมายถึง สันติภาพและความมั่นคง ธงอาเซียน               ธงอาเซียนเป็นธงพื้นสีน้ำเงิน  มีดวงตราอาเซียนอยู่ตรงกลาง  แสดงถึงเสถียรภาพ  สันติภาพ  ความสามัคคี  และพลวัตของอาเซียน สีของธงประกอบด้วย  สีน้ำเงิน  สีแดง  สีขาว  และสีเหลือง  ซึ่งเป็นสีหลักในธงชาติของบรรดาประเทศสมาชิกของอาเซียนทั้งหมด วันอาเซียน               ให้วันที่  8  สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันอาเซียน เพลงประจำอาเซียน (ASEAN  Anthem)               คือ  เพลง  ASEAN  WAY กฎบัตรอาเซียน               กฎบัตรอาเซียน  กำหนดให้อาเซียนและประเทศสมาชิกปฏิบัติตามหลักการดังต่อไปนี้               1.  เคารพเอกราช  อธิปไตย  ความเสมอภาค  บูรณภาพแห่งดินแดน  และอัตลักษณ์แห่งชาติของรัฐสมาชิกอาเซียนทั้งปวง              2.  ผูกพันและรับผิดชอบร่วมกันในการเพิ่มพูนสันติภาพ  ความมั่นคง  และความมั่งคั่งของภูมิภาค              3.  ไม่รุกรานหรือข่มขู่ว่าจะใช้กำลังหรือการกระทำอื่นใดในลักษณะที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ              4.  ระงับข้อพิพาทโดยสันติ              5.  ไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิกอาเซียน              6.  เคารพสิทธิของรัฐสมาชิกทุกรัฐในการธำรงประชาชาติของตนโดยปราศจากการแทรกแซง  การบ่อนทำลาย  และการบังคับจากภายนอก              7.  ปรึกษาหารือที่เพิ่มพูนขึ้นในเรื่องที่มีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อผลประโยชน์ร่วมกันของอาเซียน              8.  ยึดมั่นต่อหลักนิติธรรม  ธรรมาภิบาล  หลักการประชาธิปไตยและรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ              9.  เคารพเสรีภาพพื้นฐาน  การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน  และการส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคม              10.  ยึดถือกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ    รวมถึงกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ  ที่  รัฐสมาชิกอาเซียนยอมรับ              11.  ละเว้นจากการมีส่วนร่วมในการคุกคามอธิปไตย  บูรณภาพแห่งดินแดนหรือเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของรัฐสมาชิกอาเซียน              12. เคารพในวัฒนธรรม  ภาษา  และศาสนาที่แตกต่างของประชาชนอาเซียน              13.  มีส่วนร่วมกับอาเซียนในการสร้างความสัมพันธ์กับภายนอกทั้งในด้านการเมือง  เศรษฐกิจ  และสังคม  โดยไม่ปิดกั้นและไม่เลือกปฏิบัติ              14. ยึดมั่นในกฎการค้าพหุภาคีและระบอบของอาเซียน                                          กฎบัตรอาเซียน.....(คลิกรายละเอียดเพิ่มเติม)   ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อะไรจาก AEC (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน)           ประชาคมอาเซียนที่จะถือกำเนิดในปี 2558 นั้น คนไทยจะได้ประโยชน์อะไร แน่นอนเราคงอยากทราบ แต่ในชั้นนี้ขอจำกัดเฉพาะทางเศรษฐกิจก่อน               ประการแรก ไทยจะ “มีหน้ามีตาและฐานะ” เด่นขึ้นประชาคมอาเซียนจะทำให้เศรษฐกิจ “ของเรา” มีมูลค่ารวมกัน 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีขนาดใหญ่อันดับ 9 ของโลก ยังประโยชน์แก่คนไทยทุกคนที่จะได้ยืนอย่างสง่างาม “ยิ้มสยาม” จะคมชัดขึ้น               ประการที่สอง การค้าระหว่างไทยกับประเทศอาเซียนจะคล่องและขยายตัวมากขึ้น กำแพงภาษีจะลดลงจนเกือบจะหมดไป เพราะ 10 ตลาดกลายเป็นตลาดเดียว ผู้ผลิตจะส่งสินค้าไปขายในตลาดนี้และขยับขยายธุรกิจของตนง่ายขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็จะมีทางเลือกมากขึ้นราคาสินค้าจะถูกลง               ประการที่สาม ตลาดของเราจะใหญ่ขึ้น แทนที่จะเป็นตลาดของคน 67 ล้านคน ก็จะกลายเป็นตลาดของคน 590 ล้านคน ซึ่งจะทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจ เพราะสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยสามารถส่งออกไปยังอีกเก้าประเทศได้ราวกับส่งไปขายต่างจังหวัด ซึ่งก็จะช่วยให้เราสามารถแข่งขันกับจีนและอินเดียในการดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้น               ประการที่สี่ความเป็นประชาคมจะทำให้มีการพัฒนาเครือข่ายการสื่อสารคมนาคมระหว่างกันเพื่อประโยชน์ด้านการค้าและการลงทุน แต่ก็ยังผลพลอยได้ในแง่การไปมาหาสู่กัน ซึ่งก็จะช่วยให้คนในอาเซียนมีปฏิสัมพันธ์กัน รู้จักกัน และสนิทแน่นแฟ้นกันมากขึ้น เป็นผลดีต่อสันติสุข ความเข้าใจอันดีและความร่วมมือกันโดยรวม นับเป็นผลทางสร้างสรรค์ในหลายมิติด้วยกัน               ประการที่ห้า โดยที่ ไทยตั้งอยู่ในจุดกึ่งกลางบนภาคพื้นแผ่นดินใหญ่อาเซียน ประเทศไทยย่อมได้รับประโยชน์จากปริมาณการคมนาคมขนส่งที่จะเพิ่มขึ้นในอาเซียนและระหว่างอาเซียนกับจีน (และอินเดีย) มากยิ่งกว่าประเทศอื่นๆบริษัทด้านขนส่ง คลังสินค้า ปั๊มน้ำมัน ฯลฯ จะได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน จริงอยู่ ประชาคมอาเซียนจะยังผลทั้งด้านบวกและลบต่อประเทศไทย ขึ้นอยู่กับพวกเราคนไทยจะเตรียมตัวอย่างไร แต่ผลทางบวกนั้นจะชัดเจน เป็นรูปธรรมและจับต้องได้ ที่มา : มติชน


 พิพิธิภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง พระนครคีรี: www.virtualmuseum.finearts.go.th/phranakhonkhiri     พระนครคีรีหรือ เขาวัง เดิมเป็นพระราชวังในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อยู่ที่ตำบลคลองกระแชง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ตั้งอยู่บนยอดเขา 3 ยอดติดต่อกัน ยอดสูงที่สุดสูง 95 เมตร เดิมเรียกว่า “เขาสมน” (เขาสะหมน) ไหล่เขาทางด้านทิศตะวันออก มีวัดอยู่วัดหนึ่งชื่อ “วัดสมณ” สมณ พ.ศ. 2404 พระองค์ได้พระราชทานนามว่าเขามหาสวรรค์ ต่อมาเปลี่ยนเป็น เขามไหสวรรย์      พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างพระราชวังบนเขามไหสวรรย์ ใน พ.ศ. 2402 โดยมีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง  บุนนาค) ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เป็นแม่กองในการก่อสร้าง และ พระเพชรพิไสยศรีสวัสดิ์ ( ท้วม  บุนนาค ) เป็นนายงานก่อสร้าง เมื่อสร้างเสร็จแล้วพระราชทานนามว่า “ พระนครคีรี ” พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดอากาศและภูมิทัศน์ที่มีความสวยงามของเมืองเพชรบุรีมาก พระองค์ได้เสด็จมาประทับที่พระนครคีรีหลายครั้งตลอดรัชกาลในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงโปรดเกล้าให้ปรับปรุงพระนครคีรีเพื่อใช้สำหรับเป็นที่รับรองพระราชอาคันตุกะจากเยอรมันนี      ภายหลังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มิได้มีพระมหากษัตริย์เสด็จมาประทับที่พระนครคีรีอีก จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันมีพระราชดำริ  ให้บูรณะปฏิสังขรณ์ กรมศิลปากรจึงได้ประกาศขึ้นทะเบียนพระนครคีรีเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ ดำเนินการบูรณะอาคารหมู่พระที่นั่งต่างๆ และได้ประกาศจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2522 เป็นพิพิธภัณฑ์ประเภทอนุสรณ์สถาน โดยได้นำเครื่องราชูปโภคทั้งหมดที่ได้รับมอบกลับคืนมาจากสำนักพระราชวัง และกระทรวงมหาดไทย นำมาขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุ อนุรักษ์และนำออกจัดแสดงภายในพระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ และพระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์


พิพิธิภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง สุรินทร์: www.virtualmuseum.finearts.go.th/surin     พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เกิดขึ้นมาจากประชาชนและข้าราชการได้นำโบราณวัตถุศิลปวัตถุมาบริจาคและจัดแสดงไว้ที่ศาลากลางจังหวัดเมื่อราวพุทธศักราช 2517 หลังจากนั้นย้ายไปเก็บรักษาและจัดแสดงที่อาคารสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร์      ต่อมาเมื่อได้รับมอบโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากประชาชน และจากการดำเนินการทางโบราณคดี ทำให้สถานที่จัดแสดงชั่วคราวคับแคบ ไม่เหมาะสมต่อการให้บริการประกอบกับในปีพุทธศักราช 2535 กรมศิลปากรมีนโยบายที่จะปรับปรุงและจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมืองให้ครอบคลุมทั่วประเทศ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ จึงเป็นพิพิธภัณฑสถานอันดับต้น ๆ ที่ได้รับการพิจารณาจัดตั้งขึ้นภายใต้นโยบายดังกล่าว     กรมศิลปากรได้ดำเนินการขอใช้ที่ดินราชพัสดุจากกรมธนารักษ์ บริเวณ กม.ที่ 4 ริมถนนสุรินทร์-ช่องจอมเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ เพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ แห่งใหม่ และได้เริ่มสร้างอาคารจัดแสดงโดยออกแบบขึ้นใหม่รูปทรงทันสมัย โดยประยุกต์มาจากปราสาทซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมในศิลปะขอมโบราณ มีลักษณะเป็นกลุ่มอาคารเชื่อมต่อถึงกัน 4 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นโถงทางเข้าและทางเดิน ส่วนที่ 2 เป็นส่วนบริการการศึกษาและสำนักงาน ส่วนที่ 3 เป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวร ส่วนที่ 4 เป็นคลังพิพิธภัณฑ์     กระทั่งเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2552 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการโดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธีเปิด


วันอังคารที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ เวลา ๑๐.๐๐ น. นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากรเป็นประธานในพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลถวายเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (๓ พฤศจิกายน ๒๓๔๖) ซึ่งเวียนมาบรรจบครบ ๒๑๒ ปี ในวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ โดยถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์จากวัดชนะสงคราม ราชวรมหาวิหารจำนวน ๑๐ รูป ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ด้วยในสำนึกพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่พระองค์ทรงทุ่มเทประกอบพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ ด้วยพระวิริยอุตสาหะ และพระปรีชาสามารถเป็นอเนกประการในการรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นสืบมาจนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ก็ยังเคยเป็นพระราชวังบวรสถานมงคลที่ประทับของพระองค์อีกด้วย 


อยากทราบว่ารับนักศึกษาฝึกงานหรือเปล่าครับ ผมเรียน วัฒนธรรม สาขา ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณดคี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ครับ 




black ribbon.