ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,763 รายการ

ชื่อผู้แต่ง          ไข่มุกด์ มิลินทะเลข. ชื่อเรื่อง           บรรณานุกรมพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเรื่องที่เกี่ยวข้อง ครั้งที่พิมพ์       - สถานที่พิมพ์     กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์       กองหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ปีที่พิมพ์          ๒๕๒๔ จำนวนหน้า       ๙๒ หน้า รายละเอียด           บรรณานุกรมพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเรื่องที่เกี่ยวข้อง เป็นหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเผยแพร่เป็นอนุสรณ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในฐานะนักปราชญ์คนสำคัญของโลก เนื้อหาประกอบด้วย บรรณานุกรมพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาษาไทย บรรณานุกรมพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาษาอังกฤษ บรรณานุกรมสำเนาลายพระราชหัตถ์ ภาษาไทย บรรณานุกรมสำเนาลายพระราชหัตถ์ ภาษาอังกฤษ และ บรรณานุกรมหนังสือที่มีผู้ประพันธ์เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว


ประสงค์ ปัทมานุช (พ.ศ. 2461 – 2523) ประสงค์ ปัทมานุช เกิดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2461 ที่กรุงเทพฯ มีความสนใจทางด้านศิลปะและการวาดภาพมาตั้งแต่เด็ก ประสงค์เริ่มเรียนศิลปะที่โรงเรียนเพาะช่างในปี 2480 จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนประณีตศิลปกรรม แผนกช่าง จนจบการศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2483 ในปีต่อมาประสงค์เข้ารับราชการที่แผนกหัตถศิลป์ กรมศิลปากร และเป็นอาจารย์สอนวิชาจิตรกรรมที่คณะจิตรกรรมและประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2492 ลาออกจากกรมศิลปากร และเข้าทำงานที่แผนกช่างเขียน กองโฆษณาการ ธนาคารออมสิน เป็นที่รู้จักในฐานะที่เป็นผู้บุกเบิกงานด้านการออกแบบนิเทศศิลป์ ประสงค์เป็นศิลปินที่มีผลงานโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ มีความหลากหลายทั้งรูปแบบของผลงานและการใช้สี อาทิ ผลงานแบบไทยประยุกต์ ผลงานแบบคิวบิสม์ และผลงานนิเทศศิลป์ ประสงค์สร้างสรรค์ผลงานแบบไทยประยุกต์ โดยการนำภาพจิตรกรรมแบบไทยประเพณีมาสร้างสรรค์ด้วยวิธีการจัดองค์ประกอบแบบสมัยใหม่ นิยมใช้ “ภาพกาก” หรือภาพที่อยู่นอกเหนือจากเรื่องราวหลักในงานจิตรกรรมแบบไทยประเพณี เช่น ภาพวิถีชีวิตของชาวบ้าน มาใช้เป็นหัวข้อหลักในการเขียนภาพ นอกจากนี้ ประสงค์นำเทคนิคของศิลปะแนวคิวบิสม์ (Cubism) มาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานด้วย เช่น ภาพ “เจดีย์วัดโพธิ์” ที่นำเสนอภาพทิวทัศน์แบบไทย โดยใช้เส้นและสีตัดกันไปมาเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่ประกอบกันเป็นอาคารและเจดีย์ของวัดโพธิ์ ผลงานมีลักษณะสองมิติ มีการจัดน้ำหนักของสีให้มีความสดใสและสมดุล ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้กล่าวถึงผลงานของประสงค์ไว้ว่า “…ภาพเขียนอันวิจิตนของนายประสงค์ ปัทมานุช แสดงให้เห็นถึงความฉลาดในการจัดโครงสร้างสีให้เข้ากันอย่างสวยงาม นายประสงค์มีความรู้สึกทางสีสูงยิ่ง ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศิลปโบราณของเราอย่างแท้จริง นายประสงค์เป็นผู้ที่รักศิลปของตน แม้จำต้องทำงานซึ่งไม่ตรงกับอุปนิสัยของตนก็ตาม ก็พยายามส่งงานจิตรกรรมแสดงทุกปี นี่คือการเรียกร้องที่แท้จริงของศิลป และด้วยเหตุนี้เองที่เรากล่าวกันว่าศิลปเพื่อศิลป…” ประสงค์ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 1 – 6 (พ.ศ. 2492 - 2498) ได้รับรางวัลเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง 2 ครั้ง เกียรตินิยมอันดับ 2 เหรียญเงิน 3 ครั้ง เกียรตินิยมอันดับ 3 เหรียญทองแดง 1 ครั้ง และได้รับการยกย่องเป็นศิลปินชั้นเยี่ยม สาขาทัศนศิลป์ (มัณฑนศิลป์) ในปี 2497 นอกจากนี้ ประสงค์ยังทำงานเกี่ยวกับการซ่อมแซมและบูรณะงานศิลปกรรมของชาติหลายแห่ง รวมทั้งยังแต่งตำราลายไทยและวิธีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง ประสงค์ ปัทมานุช ได้รับการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พ.ศ. 2529 และถึงแก่กรรมด้วยโรคเบาหวาน เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2532 สิริอายุ 71 ปี #ประสงค์ปัทมานุช #ศิลปกรรมสมัยรัชกาลที่๙ #ศิลปินแห่งนวสมัย #หอศิลป์แห่งชาติ #หอศิลป์แห่งชาติถนนเจ้าฟ้า ที่มา 1. หนังสือ “5 ทศวรรษศิลปกรรมแห่งชาติ 2492 – 2541” โดย หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร 2. หนังสือ “นิทรรศการพิเศษเชิดชูเกียรติศิลปินอาวุโส ประสงค์ ปัทมานุช” โดย กรมศิลปากร 3. หนังสือ “บทความ ข้อเขียน และงานศิลปกรรมของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี” โดย หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร 4. หนังสือ “ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ประจำปีพุทธศักราช 2528 – 2531” โดย สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ



เลขวัตถุ ชื่อวัตถุ ขนาด (ซม.) ชนิด สมัยหรือฝีมือช่าง ประวัติการได้มา ภาพวัตถุจัดแสดง 35/2553 (6/2549) ขวานหินกะเทาะ ย.16.5 ก.7.2 หนา 3 หิน สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย อายุราว 2,500-2,000 ปีมาแล้ว ได้จากบ้านเขาเพิ่ม อำเภอบ้านนา จ.นครนายก เมื่อประมาณ พ.ศ. 2539


          วันอังคารที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๖ เวลา ๑๕.๐๐ น. ณ ห้องรับรอง ๒ กระทรวงการต่างประเทศ  นายณัฐพล ขันธหิรัญ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และคณะ ประกอบด้วยนางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศ และนายณัฐพล ณ สงขลา ผู้อำนวยการกองทูตวัฒนธรรม เป็นผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ทำพิธีมอบโบราณวัตถุบ้านเชียง จำนวน ๑๓ รายการ ที่ชาวไทยในสหรัฐอเมริกาประสงค์ส่งมอบคืนให้กับประเทศไทยผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ให้แก่กรมศิลปากรเพื่อเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ โดยมีนายพนมบุตร  จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วยนางสาวนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เป็นผู้แทนกรมศิลปากรรับมอบ           การส่งคืนโบราณวัตถุในครั้งนี้เกิดจาก นายมะลิ นงเยาว์ ชาวไทยในสหรัฐอเมริกา ประสานมายังสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ว่ามีความประสงค์มอบโบราณวัตถุ กลับคืนสู่ประเทศไทยเพื่อเป็นสมบัติของชาติ ประกอบไปด้วย ภาชนะดินเผา จำนวน ๕ รายการ และกำไลสำริด จำนวน ๘ รายการ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๖ กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส เป็นผู้แทนรับมอบโบราณวัตถุดังกล่าว ณ วัดภูริทัตตวนาราม เมืองออนทาริโอ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้จัดส่งโบราณวัตถุดังกล่าวผ่านถุงเมล์การทูตพิเศษมายังประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๖      ตลอดระยะเวลาการทำงานของคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๖๐ เป็นต้นมา นอกจากสามารถติดตามโบราณวัตถุชิ้นสำคัญกลับคืนสู่ประเทศไทย เมื่อปี ๒๕๖๔ จำนวน ๒ รายการ ได้แก่ ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ และทับหลังจากปราสาทเขาโล้น จังหวัดสระแก้วแล้ว ยังสร้างความตระหนักรู้ของสาธารณชน ส่งผลให้มีผู้ประสงค์มอบโบราณวัตถุที่อยู่ในครอบครองทั้งในต่างประเทศ และภายในประเทศไทย เพื่อเป็นสมบัติของชาติอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๖) รวมจำนวน ๑๐ ราย มีวัตถุที่ส่งมอบแล้ว จำนวน ๖๓๑ รายการ   


โคลงภาพพระราชพงศาวดาร.  พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2465.


          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร เป็นพิพิธภัณฑสถานที่ก่อตั้งขึ้นโดยดำริของผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร (นายประยูร พรหมพันธ์) เมื่อราว พ.ศ. ๒๕๓๗ และจังหวัดชุมพรได้มอบที่ดินแก่กรมศิลปากรเพื่อใช้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถาน จำนวน ๗ ไร่ กรมศิลปากรโดยอธิบดีกรมศิลปากร (นายสมคิด โชติกวณิชย์) จึงได้ดำเนินการกำหนดเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติตามโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมืองของคณะรัฐมนตรี ที่มุ่งหมายจะกระจายพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติออกไปในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งพิพิธภัณฑสถานถือเป็นสถาบันการศึกษานอกระบบที่เอื้อประโยชน์ในเรื่องการเรียน การสอนในวิชาท้องถิ่นศึกษาให้สมบูรณ์ ทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เสริมความภาคภูมิใจในมรดกวัฒนธรรม ภูมิปัญญาของท้องถิ่น           ในการดำเนินงานตามโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพรนั้น เริ่มระหว่างปีงบประมาณ ๒๕๓๘-๒๕๔๐ แบ่งเป็นการสำรวจและรวบรวมข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับจังหวัดชุมพรเพื่อใช้ในการเขียนบทการจัดแสดง และเป็นข้อมูลประกอบการออกแบบจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑสถาน ซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์ราชการของจังหวัดชุมพร บริเวณขาสามแก้ว ตำบลนาชะอัง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร สถาปนิกผู้ออกแบบอาคารจัดแสดงแห่งนี้คือ นายอุดม สกุลพาณิชย์ สถาปนิก ๗ สถาบันศิลปกรรม กรมศิลปากร โดยในการออกแบบอาคารจัดแสดง สถาปนิกได้ผสมผสานลักษณะสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นและสถาปัตยกรรมร่วมสมัยไว้ด้วยกัน ทำให้อาคารจัดแสดงที่ออกแบบจัดสร้างมีลักษณะโดดเด่น ทันสมัย และเอื้อประโยชน์ใช้สอย ส่วนพื้นที่จัดแสดง ประกอบด้วย ห้องจัดแสดง พื้นที่ส่วนบริการ ห้องสมุด ห้องบรรยาย สำนักงาน คลังเก็บโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ           พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร ขอแนะนำวิธีการเข้าชมการจัดแสดงได้ 4 กรณี ดังนี้           กรณีที่ 1  ติดต่อขอเข้าชมที่จุดจำหน่ายบัตร           กรณีที่ 2  ทำหนังสือขออนุญาตเข้าชมเป็นหมู่คณะ ระบุวัน เวลา และจำนวนผู้เข้าชม ส่งหนังสือล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันทำการ           กรณีที่ 3  สามารถจองคิวเข้าชมออนไลน์ ได้ที่เพจ Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร ตามขั้นตอนดังนี้                           - กดปุ่ม "จองเลย" ได้ที่หน้าเพจ                           - เลือกประเภทการเข้าชม                           - ระบุวัน เวลา เข้าชม                           - กดนัดหมาย                           - รับข้อความยืนยันทาง messenger           กรณีที่ 4  ยื่นคำร้องขออนุญาตเข้าบันทึกภาพ ไม่น้อยกว่า 5วันทำการ ตามระเบียบกรมศิลปากร             พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร เปิดให้เข้าชม วันพุธ - วันอาทิตย์  เวลา 9.00 - 16.00 น. ปิดวันจันทร์ - วันอังคาร และหยุดนักขัตฤกษ์ อัตราค่าเข้าชม คนไทย 20 บาท ต่างชาติ 100 บาท สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ เพจ Facebook  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร  หรือ โทร. 0 7763 0758    


กรมอุตินิยมวิทยาได้ประกาศ การเริ่มต้นฤดูฝนของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๖ ในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ พบว่า จะมีฝนตกชุกหนาแน่นและต่อเนื่องครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ ประกอบกับลมที่พัดปกคลุมประเทศไทยที่ระดับผิวพื้นถึงความสูงประมาณ ๓.๕ กิโลเมตร ได้เปลี่ยนทิศเป็นลมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งจะพัดนำความชื้นจากทะเลอันดามันเข้ามาปกคลุมบริเวณประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และลมชั้นบนตั้งแต่ระดับความสูง 5 กิโลเมตรขึ้นไป ได้เปลี่ยนทิศเป็นลมฝ่ายตะวันออก ซึ่งถือว่าเป็นการเข้าสู่ฤดูฝนของ ประเทศไทยในปีนี้ . ในฤดูฝนก็มีปรากฏการณ์ลมกรรโชกแรง ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่า ซึ่งคนไทยในอดีตเชื่อกันว่าเหตุที่ฟ้าแลบนั้นเป็นเพราะนางมณีเมขลาหรือนางเมขลา ผู้ดูแลรักษามหาสมุทร ถือแก้ววิเศษแกว่งไปแกว่งมาอยู่บนก้อนเมฆ ส่วนเสียงฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นเสียงของขวานเพชรที่ยักษ์รามสูรขว้างออกไปหวังประหารนางเมขลา เพราะรามสูรอยากได้แก้วในมือนางมณีเมขลา . หากสืบความพบเรื่องราวเมขลาล่อแก้ว ปรากฏในหนังสือ “เฉลิมไตรภพ” เป็นวรรณกรรมโบราณที่มีลักษณะเป็นตำนานหรือนิทาอธิบายเหตุ มีที่มาจากตํานานในคัมภีร์ศาสนาพราหมณ์ พุทธศาสนา และวรรณกรรมไทย และมีแนวคิดเกี่ยวข้องกับเรื่องเทพเจ้า โลก-จักรวาล และชีวิต ที่ผู้แต่งได้ร้อยเรียงเรื่องไตรภพหรือสามโลก ตำนานการสร้างโลก เทวกำเนิด และปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ . เฉลิม ไตรภพ กล่าวถึงเหตุการณ์ตอนนางเมขลาแอบกินน้ำอมฤตและขโมยดวงแก้ว ไปจนถึงยักษ์ (รามสูร) ไล่ชิงดวงแก้วนางเมขลาจนเกิดปรากฏการณ์ฝนฟูานั้น เฉพาะเหตุการณ์ ยักษ์ (รามสูร) ไล่ชิงดวงแก้วนางเมขลาจนเกิดปรากฏการณ์ฝนฟ้า เป็นเหตุการณ์ที่ปรากฏให้เห็นในรามายณะฉบับอินเดียตอนใต้ซึ่งเข้าใจว่ามีอิทธิพลต่อวรรณกรรมไทยโบราณ ดังปรากฏหลักฐานให้ เห็น เช่น สมุดภาพไตรภูมิฉบับอยุธยา หรือในรามเกียรติ์สํานวนพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ที่กล่าวถึงรามสูร ปะโรต และนางเมขลาทําให้เกิด ปรากฏการณ์ฝนฟ้า แม้เหตุการณ์ยักษ์ (รามสูร) ไล่ชิงดวง แก้วนางเมขลาจนเกิดปรากฏการณ์ฝนฟ้า ซึ่งโครงเรื่องนี้คงเป็นแนวคิดร่วมกันที่พบตั้งแต่ “เฉลิมไตรภพ” กลุ่มสุริยาศศิธรในสมัยอยุธยา มาจนถึงกลุ่มพระยาราชภักดี (ช้าง) สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งผู้ประพันธ์ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้ประพันธ์ประเภทกลอนสวด ประกอบด้วย โคลงสี่สุภาพ ร่าย และกาพย์ ไว้ให้อ่านได้อย่างเพลิดเพลิน . ที่มาข้อมูลและภาพ ๑. หนังใหญ่ เมขลาล่อแก้ว อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๕ เก็บรักษาที่ห้องหนัง คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ๒. เว็บไซด์ กรมอุตุนิยมวิทยา https://www.tmd.go.th/ ๓. เปรมวัฒนา สุวรรณมาศ, “เฉลิมไตรภพ”: การศึกษาแนวคิดและกลวิธีสร้างสรรค์, วิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ภาควิชาภาษาไทยและภาษาวัฒนธรรมตะวันออก คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา ๒๕๖๐. ๔. ภาพเมขลาในสมุดไทยดำ จาก https://th.wikipedia.org/ . เผยแพร่โดย นางสาวศรินยา ปาทา ภัณฑารักษ์ชำนาญการ กลุ่มวิจัย สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ






          สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี ขอเชิญรับชมการถ่ายทอดสด Facebook Live การจัดโครงการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “พื้นนคราเมืองร้อยเอ็ด” โดยมีวิทยากรประกอบไปด้วย ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมชาติ มณีโชติ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญชู ภูศรี ผู้ดำเนินรายการ นางสาวอาทิพร ผาจันดา นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ ในวันพฤหัสบดีที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๖ เวลา ๐๘.๐๐ - ๑๖.๓๐ น. ณ ศูนย์บริการและส่งเสริมสุขภาพประชาชนสระสิม ศูนย์บริการและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้สนใจสามารถติดตามชมการถ่ายทอดสดได้ทาง Facebook Live : สำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี


องค์ความรู้ทางวิชาการ เรื่อง โบราณสถานกำแพงเมืองนครศรีธรรมราช        กำแพงเมืองนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ตำบลในเมือง  อำเภอเมืองฯ  จังหวัดนครศรีธรรมราช  สันนิษฐานว่ากำแพงเมืองนครศรีธรรมราช สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในสมัยอยุธยา ราว พ.ศ.๒๒๒๙ โดยโปรดเกล้า ฯ ให้มิสเตอร์ลามาร์ (Monsieur Lamare) วิศวกรชาวฝรั่งเศส เข้ามาทำแผนที่และร่างแบบแปลนแผนผังป้อมและกำแพงเมือง        ลักษณะของกำแพงเมืองมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคูเมืองล้อมรอบ ๑ ชั้น ขนาดความกว้างของเมือง ประมาณ ๕๐๐ เมตร ความยาว ประมาณ ๒,๒๓๙ เมตร แนวกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออกและตะวันตกถูกเกลื่อนกลายเป็นถนนแล้วตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เหลือเพียงกำแพงด้านทิศเหนือฟากตะวันออกประมาณ ๑๐๐ เมตร ที่ยังมีสภาพสมบูรณ์ ลักษณะเป็นกำแพงก่ออิฐถือปูน อยู่บนสันเชิงเทินดิน ยอดกำแพงก่ออิฐเป็นรูปใบเสมามีป้อมตรงกลางปากประตูเมือง (ติดกับสะพานนครน้อย) คูเมืองด้านทิศเหนือ (คลองหน้าเมือง) ยังมีสภาพค่อนข้างดี เนื่องจากได้รับการบำรุงรักษาขุดลอกอยู่เสมอ โดยเทศบาลนครนครศรีธรรมราช คูเมืองด้านทิศตะวันออกได้รับผลกระทบจากการรื้อกำแพงเมืองไถปรับเป็นถนนศรีธรรมโศก คูเมืองจึงถูกถมและถูกบุกรุกปลูกสร้างบ้านเรือนสภาพตื้นเขินและขาดเป็นช่วง ๆ หมดสภาพแล้ว กำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกกลายเป็นถนนศรีธรรมราช คูเมืองตื้นเขินเหลือเพียงร่องน้ำเล็ก ๆ กำแพงเมืองด้านทิศใต้กลายเป็นที่ราบคูเมืองด้านทิศใต้คือคลองป่าเหล้าเป็นลำน้ำธรรมชาติ         ปัจจุบันกำแพงเมืองนครศรีธรรมราช ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๓ หน้า ๑๕๓๐ วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๔๗๙     จัดทำโดย นายสรรชัย แย้มเยื้อน และ นายสหภาพ ขนาน นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สาขาการจัดการสารสนเทศ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช กำแพงเมืองนครศรีธรรมราช #โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนนครศรีธรรมราช --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- อ้างอิง ๑) นภัคมน ทองเฝือ. โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนในเขตพื้นที่สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช. นครศรีธรรมราช: สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, ๒๕๖๓ ๒) กองโบราณคดี กรมศิลปากร. โบราณสถานอำเภอเมือง-อำเภอท่าศาลา-และอำเภอสิชล นครศรีธรรมราช. สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช, ๒๕๖๓.



องค์ความรู้เรื่อง วันศิลปินแห่งชาติ 24 กุมภาพันธ์ ผู้เรียบเรียง : นางสาวทิพย์สุดา อาจดี เจ้าพนักงานห้องสมุดปฏิบัติงาน  


black ribbon.