ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,539 รายการ

        กรมศิลปากร โดยศูนย์หนังสือกรมศิลปากร ยกทัพหนังสือกรมศิลปากรไปจำหน่ายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 ลดราคาสูงสุด 20% ซื้อได้ที่บูธ G 28 โซนหนังสือทั่วไป โดยมีหนังสือที่น่าสนใจมากมาย อาทิ หนังสือตำราแมวไทย หนังสือ ๖๑ พุทธปฏิมา หนังสือพระพุทธรูปสำคัญของชาติ หนังสือประวัติศาสตร์ไทยสมัยธนบุรี  หนังสือผีในวัฒนธรรมไทย (พิมพ์ครั้งที่ 2) เริ่มวันแรกวันพฤหัสที่ 26 มีนาคม 2569 - วันจันทร์ที่ 6 เมษายน 2569  ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ฮอลล์ 5 - 8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หรือสั่งซื้อหนังสือทางออนไลน์ได้ที่ https://bookshop.finearts.go.th สอบถามเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร ทั้งนี้ *ร้านหนังสือกรมศิลปากร (อาคารเทเวศร์) ปิดทำการ สำหรับการจัดส่งหนังสือทางไปรษณีย์อาจมีความล่าช้า จึงขออภัยมา ณ โอกาสนี้


เรื่อง ไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช : ต้นแซะ จัดทำโดย นางสาววนัชพร เสรีศิริไพบูลย์ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ


อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ขอเผยแพร่ องค์ความรู้ประจำเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๘ เรื่อง "พระพุทธรูปนาคปรก วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง"พระพุทธรูปนาคปรก คือ ลักษณะของรูปเคารพที่ทำเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งบนขนดหางของนาค และมีเศียรนาคโผล่มาจากด้านหลังแผ่พังพานเหนือพระเศียรของพระพุทธองค์ พระพุทธรูปนาคปรกมีต้นกำเนิดจากพระพุทธประวัติ ซึ่งพบทั้งในคัมภีร์มหายานและหินยาน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ ๖ หลังจากการตรัสรู้ ขณะที่พระพุทธองค์ประทับบำเพ็ญสมาธิใต้ต้นมุจลินทพฤกษ์หรือต้นจิก ซึ่งอยูทางด้านตะวันออกของต้นมหาโพธิ์ เกิดพายุฝนตกหนัก พญานาค ชื่อว่า “มุจลินทนาคราช” อาศัยอยู่ในสระโบกขรณี ได้ขึ้นมาวงขนดรอบพระวรกายของพระพุทธเจ้าเจ็ดรอบ และแผ่พังพานปกพระเศียร ด้วยหวังจะมิให้ความหนาว ความร้อน ฝน ตกต้องพระวรกายของพระพุทธเจ้าพระพุทธรูปนาคปรกที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง ประดิษฐานอยู่ภายในมณฑปท้ายวิหารทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เดิมสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย และได้รับการซ่อมแซมในสมัยอยุธยา ก่อนจะได้รับการบูรณะอีกครั้งโดยกรมศิลปากรในยุคปัจจุบัน รูปแบบของพระพุทธรูปนี้คล้ายคลึงกับที่พบในจระนำของเจดีย์ทรงปราสาทสิบเอ็ดยอดในวัดเจดีย์เจ็ดแถว โดยมีความแตกต่างกันที่ขนดนาค ซึ่งปัจจุบันเหลือขนดนาคเพียง ๔ ชั้นครึ่ง สันนิษฐานว่าจากเดิมขนดนาคน่าจะมีถึง ๗ ชั้น แต่ในระหว่างบูรณะมีการปรับแต่งพื้นดิน ทำให้ส่วนขนดนาคชั้นล่างที่เหลือถูกกลืนทับหายไปพระพุทธรูปนาคปรกวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง เป็นพระพุทธรูปหมวดใหญ่ มีลักษณะที่สำคัญ คือ พระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบขนดนาคซ้อนกัน ๔ ชั้นครึ่ง เดิมสันนิษฐานว่ามีถึง ๗ ชั้น แต่บางส่วนถูกกลืนทับจากการบูรณะ พระหัตถ์ขวาวางทับพระหัตถ์ซ้ายเหนือพระเพลา ครองจีวรห่มเฉียง มีชายผ้าสังฆาฏิเลียนแบบริ้วผ้าธรรมชาติ ส่วนพระพระพักตร์รูปไข่ พระเนตรเหลือบลงต่ำ พระนาสิกงุ้ม พระกรรณยาวถึงระดับพระโอษฐ์ ทรงแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย เส้นพระโอษฐ์หยักโค้งเหมือนคลื่น ขมวดพระเกศาขนาดปานกลาง (ถ้าเทียบกับล้านนาที่ใหญ่และอยุธยาที่เล็กมาก) พระรัศมีเป็นเปลว พระวรกายบอบบาง พระอังสาใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก สังฆาฏิเป็นเส้นเล็กยาวลงมาจรดพระนาภี ปลายคล้ายเขี้ยวตะขาบ ประทับนั่งเอนไปด้านหลังเล็กน้อย พระรัศมีเป็นเปลว ปรากฏประภามณฑลเป็นแผ่นทรงรี ยอดมน ยาวลงมาถึงพระอังสา เศียรนาค ๗ เศียร เศียรประธานมีขนาดใหญ่สุด อยู่ในท่ามองตรง ส่วนเศียรบริวารหันเฉียงเล็กน้อยเข้าหาองค์พระ ปัจจุบันเหลือเศียรบริวารเพียงเศียรเดียว ลำตัวนาคเลื้อยออกมาทั้งสองข้างของพระวรกาย มีการบูรณะฐานรองรับขนดนาคใหม่ โดยลักษณะที่กล่าวมาทำให้สันนิษฐานว่าพระพุทธรูปนาคปรกองค์นี้น่าจะถูกสร้างขึ้นในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐บรรณานุกรมกรมศิลปากร. “พระพุทธรูปปางต่างๆ”. นครปฐม : รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗), ๒๕๕๘.พีรพน พิสณุพงศ์. “พระพุทธรูปนาคปรก”. หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๐.พีรัช ลิขิตสมบูรณ์. “ปัจจุบันของพระพุทธรูปนาคปรก”. หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๘.


ชื่อเรื่อง                    วัดมหาธาตุ ชน. ส.14 ตำรายาเกร็ดประเภทวัสดุ/มีเดีย      สมุดไทยดำหมวดหมู่                  เวชศาสตร์ลักษณะวัสดุ              15; หน้า : ไม่มีภาพประกอบหัวเรื่อง                    เวชศาสตร์ ภาษา                       ไทย                อักษร                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก         ยาชุมนุมธาตุ ยาแก้สันนิบาต ฯ  ประวัติ                      ต้นฉบับจัดเก็บที่ วัดมหาธาตุ ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน ประกาศปิดให้บริการ ตั้งแต่วันพุธที่ 19 - วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 เนื่องจากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้


วันจันทร์ ที่ ๑๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ นายวุฒิ สุมิตร รองราชเลขาธิการ เป็นประธานในพิธีบวงสรวงตัดไม้จันทน์หอม เพื่อนำมาจัดสร้างพระบรมโกศจันทน์ เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนายฉัตรชัย ปิ่นเงิน หัวหน้างานโหรพราหมณ์ เป็นผู้อ่านโองการบวงสรวง มีข้าราชการและประชาชนร่วมงานเป็นจำนวนมาก      อนึ่ง ไม้จันทน์หอมนี้ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช ได้คัดเลือกต้นไม้จันทน์หอมที่ยืนต้นตายตามธรรมชาติ จำนวน ๑๒ ต้น โดยจะดำเนินการตัด และแปรรูป พร้อมนำส่งมอบให้แก่สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร เพื่อนำไปจัดสร้างพระบรมโกศจันทน์ เพื่อใช้ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในลำดับต่อไป


โขนเป็นเสมือนเครื่องราชูปโภคอย่างหนึ่งของพระมหากษัตริย์ไทย ในอดีตพระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฝึกหัดบรรดามหาดเล็กหลวงไว้เพื่อแสดงโขนในงานพิธีหลวงต่างๆ ทั้งในและนอกพระราชวัง โขนจึงเป็นของต้องห้ามสำหรับผู้อื่นที่จะแสดง แต่ในชั้นหลังปรากฏความนิยมว่าการฝึกหัดโขนนั้นทำให้ชายหนุ่มที่ได้ฝึกหัดแคล่วคล่องว่องไวในกระบวนรบ จึงมีพระบรมราชานุญาตให้เจ้านาย ขุนนางผู้ใหญ่และเจ้าเมืองมีโขนในครอบครองได้เพระเป็นประโยชน์ต่อราชการแผ่นดิน โอกาสที่แสดงโขนจึงกว้างขวางขึ้นกว่าเดิม ดังมีหลักฐาน.........(บทความจากนิตยสารศิลปากร ปีที่ ๕๖ ฉบับที่ ๖ ประจำเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม ๒๕๕๗)




  เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๘ เวลา ๐๘.๕๐ น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๕ รอบ ๒ เมษายน ๒๕๕๘ เรื่อง “ศรีสวรินทิราราชกรณียานุกิจ สิรินธรพินิจราชกรณียานุการ” ณ หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนางฉวีรัตน์เกษตรสุนทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม และนายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากรพร้อมด้วยคณะผู้จัดงาน เฝ้าฯ รับเสด็จ                     ในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๕ รอบ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๘ มูลนิธิสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและเผยแพร่พระราชประวัติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชปนัดดาในสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ตลอดจนเผยแพร่พระราชกรณียกิจอันยังประโยชน์แก่ประเทศชาติและอาณาประชาราษฎร์ เป็นแบบอย่างที่ดียิ่งแห่งการดำรงชีวิตที่ดีงาม สืบสานพระราชปณิธานและพระราชกรณียกิจสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า                   เนื้อหาของนิทรรศการ แบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรก คือ สว่างวัฒน์เทพรัตนานุประวัติ แสดงพระราชประวัติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงสืบสายพระบรมราชจักรีวงศ์และราชสกุลมหิดลและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจตามรอยพระยุคลบาทพระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ และพระราชบุพพการี ส่วนที่ ๒ คือ พันวัสสาราชปนัดดาราชกรณียานุวัตร แสดงพระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองและปวงชนชาวไทยตามรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทั้งด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (สาธารณสุข) วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ซึ่งองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศเฉลิมพระเกียรติคุณ ให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลกผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ประยุกต์ในด้านสาธารณสุข วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ในวาระ ๑๕๐ ปี พระราชสมภพ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๕๕               นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งนี้  เป็นนิทรรศการสัญจร หมุนเวียนไปจัดแสดงใน ๕ ภูมิภาค คือ จังหวัดชลบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา และประจวบคีรีขันธ์ โดยกำหนดจัดแสดงนิทรรศการฯ ให้ประชาชนเข้าชม ณ หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ ๑๘ – ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๘


กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น   กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้ ๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙   ๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ - โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท - โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน   ๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว   ๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้ ๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน ๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ ๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา ๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ ๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน   หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต



สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย และอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย เข้าร่วมพิธีถวายเครื่องราชสักการะ และจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๒ โดยมีส่วนราชการต่าง ๆ องค์กรภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมวางพานพุ่มเงิน พุ่มทอง ถวายราชสักการะ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จากนั้นนายอำเภอพิมาย เปิดกรวยกระทงดอกไม้ ถวายเครื่องราชสักการะ วางพานพุ่มเงิน พุ่มทอง จุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล และกล่าวถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ กล่าวนำถวายพระพรชัยมงคล จากนั้นผู้ร่วมพิธีร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงสดุดีจอมราชา ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา



ลักษณะของวัตถุ เป็นรูปเศียรนาค 3 เศียร แผ่พังพานบนลำตัวเดียวกัน ใต้คอนาคตกแต่งเป็นรูปดอกบัวกลม ส่วนลำตัวมีเดือยยื่นออกมา สำหรับเชื่อมต่อกับตัวคาน แบบสมัย ลพบุรี อายุ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 ชนิดของวัตถุ สำริด ขนาด สูง 24.5 เซนติเมตร สภาพ ชำรุด ผิวสึกกร่อนเล็กน้อย ประวัติที่มา พบในเขตโบราณสถานกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด


black ribbon.