ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 51,106 รายการ

กรมศิลปากร ร่วมกับมูลนิธิสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา ขอเชิญคุณครูที่สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นขึ้นไป สมัครเข้าร่วมกิจกรรม Goal Together เรียนรู้มรดกวัฒนธรรมไทย ครั้งที่ 4 ในหัวข้อ “รุ่งอรุณอารยธรรมไทย รุ่งวิไลอารยธรรมโลก : ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร” เพื่อเรียนรู้เรื่องราวพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนเมืองสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ไทย อันมีคุณค่าความสำคัญหนึ่งในอารยธรรมของโลก ผ่านร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ของเมืองมรดกโลกสุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร    ถ่ายทอดองค์ความรู้โดยคณะวิทยากรของกรมศิลปากร ประกอบด้วย กองโบราณคดี สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ และสำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย ระหว่างวันที่ 28-30 พฤศจิกายน 2568 ณ จังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดสุโขทัย   รายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ > https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScGHTqW3OadsHflo_P2v3Z4GmP_7FE7nnIOzuM7vHuHBmYlYQ/viewform ตั้งแต่วันนี้ - 16 พฤศจิกายน 2568 สอบถามเพิ่มเติม 098-249-9143 (จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 – 17.30 น.) Line id @syf2546   ประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกทาง www.suthiratfoundation.or.th วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568


องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง ประจำเดือนกันยายน ๒๕๖๘เรื่อง : ต้นพระศรีมหาโพธิ์ในสมัยสุโขทัย



นางเทวธิสังกา ตัวละครเอก ในเรื่องราว"จันทคาธชาดก" หลังจากที่นางเป็นที่หมายปองต้องการของพระเจ้าสุทัสสนจักรไปเป็นชายา นางจึงได้ตัดสินใจออกบวชชี เพื่อป้องกันการคุกคามจากพระเจ้าสุทัสสนจักร พอนางทราบว่าเจ้าจันทคาธพระสามีมาตามหานางแล้ว นางจึงตัดสินใจลาสิกขาบท และเป็นการพบกันครั้งแรกหลังจากพลัดพรากกันมายาวนาน ...ตามเรื่องราว จิตรกรรมฝาผนังวิหาร วัดหนองบัว ต.ป่าคา อ.ท่าวังผา จ.น่าน


ดอกบัว “ปัทมา” (पद्म) ดอกบัว หนึ่งในสัญลักษณ์มงคลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ดอกบัวเป็นสิ่งที่เกิดจากโคลนตมแต่กลับผุดขึ้นสู่ผิวน้ำด้วยความบริสุทธิ์และเบ่งบานรับแสงอาทิตย์ จากวิวัฒนาการที่เริ่มจากโคลนตม สื่อถึงอวิชชา(ความไม่รู้) แต่ก็ยังสามารถเข้าสู่สภาวการรู้แจ้งเฉกเช่นดวกบัวที่เบ่งบานรับแสงอาทิตย์ ดอกบัวตูมจึงเป็นสัญลักษณ์ของศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน เพราะการจะพ้นขึ้นสู่ผิวน้ำมันต้องผ่านทั้งโคลนตม ทั้งต้องเผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ และการเบ่งบานจึงเป็นสัญลักษณ์ของการหลุดพ้น และบรรลุถึงความสำเร็จ ในเทพปกรณัมของศาสนาพรหมณ์-ฮินดู ในการสร้างโลกตามความเชื่อของไวษณพนิกาย ดอกบัวได้ผุดขึ้นจากสะดือของพระวิษณุเป็นตัวแทนของโลก(ธรณี) ก่อนที่พระพรหมจะถือกำเนินขึ้นเพื่อสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ บนโลก จึงนิยมสร้างพระพรหมประทับบนดอกบัว  ตามความเชื่อของอินเดียโบราณยังเชื่อกันว่า โลกมีลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ ที่ลอยอยู่บนน้ำ ในลักษณะเดียวกันกับดอกบัว ดังปรากฏในวราหาวตาร(อวตารเป็นหมูป่า) เมื่อครั้งหนึ่งมีอสูรม้วนแผ่นดินนำไปซ่อนไว้ในน้ำ พระวิษณุจึงอวตารเป็นหมูป่าดำน้ำลงไปใช้เขี้ยวงัดเอาแผ่นดินขึ้นมาให้ลอยไว้ดังเดิม  ในงานศิลปกรรมของพระวิษณุ แต่ละพระหัตถ์มักจะทรงจักร สังข์ คฑา และธรณี ซึ่งนอกจากจะสร้างรูปธรณีเป็นก้อนกลมแล้ว บางครั้งยังทำเป็นสัญลักษณ์รูปดอกบัวไว้ในฝ่าพระหัตถ์ เพื่อสื่อถึงการโอบอุ้มดูแลโลก และการสร้างพระวิษณุบนฐานดอกบัว ดอกบัวอาจจะสื่อถึง น้ำ ด้วยพระวิษณุเป็นเทพผู้มีที่ประทับอยู่ในเกษียรสมุทร(ทะเลน้ำนม) ดอกบัวเมื่อปรากฏคู่กับเทพเจ้าที่ต่างกัน ก็อาจจะสื่อถึงความหมายที่แตกต่างกันออกไป เช่น การปรากฏคู่กับพระเทวี พระลักษมี  ดอกบัวอาจหมายถึง ความบริสุทธิ์ พระสุรัสวดี ดอกบัวอาจหมายถึง ปัญญา การรู้แจ้ง พระอุมา ดอกบัวอาจหมายถึง ศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน ดอกบัวจึงปรากฏได้ทั้งในรูปแบบของคำสอนและสัญลักษณ์ในงานศิลปกรรม ทั้งประติมากรรมรูปเคารพ และงานสภาปัตยกรรม ที่สามารถสื่อได้ถึง โลก(ธรณี) น้ำ(ผู้เกิดจากน้ำ) ความบริสุทธิ์ ศักยภาพที่ซ่อนเร้น ปัญญา ญาณ การรู้แจ้ง การหลุดพ้น หรือในความหมายอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับตำนาน ความเชื่อ และการให้ความหมายในบริบทต่าง ๆ  ที่ต้องการจะสื่อ  "ฐานบัว" ที่จัดแสดงอยู่ภายในห้องจัดแสดงที่ ๒ "ปรากฏภาษาเขียนและศาสนา" พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง พบร่วมกับ พระวิษณุ (พระนารายณ์) เทพเจ้าสูงสุดในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ลัทธิไวษณพนิกาย สลักจากหินตะกอนเนื้อเถ้าภูเขาไฟ (tuffaceous sandstone) ในกลุ่มหินแก่งกระจาน (CPk) เป็นรูปเคารพประธานในกลุ่มประติมากรรมวิษณุ มัธยมโยคสถานกมูรติ  (ประติมากรรมพระวิษณุยืนในท่าโยคะขั้นกลาง)  รูปแบบศิลปะอินเดียใต้ สมัยปัลลวะตอนปลาย มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔ พบจากโบราณสถานเขาพระนารายณ์ (เขาเวียง) อำเภอกะปง จังหวัดพังงา สามารถมาเที่ยวชมนิทรรศการ เข้าสักการะพระวิษณุรับพลังความบริสุทธิ์ ปลุกศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน สู่ปัญญาที่รู้แจ้ง เพื่อบรรลุถึงความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง เราเปิดให้บริการวันทุกพุธ - วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ผู้เรียบเรียง ธัชวิทย์ ทวีสุข ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง




อยากทราบว่ารับนักศึกษาฝึกงานหรือเปล่าครับ ผมเรียน วัฒนธรรม สาขา ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณดคี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ครับ 


ความเป็นมาของอาเซียน              สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  (Association  of  Southeast  Asian  Nations  หรือ  ASEAN)  ก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพ  (Bangkok  Declaration)  หรือ  ปฏิญญาอาเซียน  (ASEAN  Declaration)  เมื่อวันที่  8  สิงหาคม  2510  โดยมีประเทศสมาชิก  5  ประเทศ  ประกอบด้วย  อินโดนีเซีย  มาเลเซีย  ฟิลิปปินส์  สิงคโปร์  และไทยเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางด้านการเมือง  เศรษฐกิจและสังคม  ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ต่อมามีประเทศสมาชิกเพิ่มเติม  ได้แก่  บรูไนดารุส-ซาลาม   เวียดนาม   ลาว   เมียนมาร์  และกัมพูชา  ตามลำดับ   จึงทำให้ปัจจุบันอาเซียน   มีสมาชิก  10  ประเทศ “อาเซียน” สู่การเป็นประชาคมอาเซียน  ในปี 2558               ปัจจุบัน  บริบททางการเมือง  เศรษฐกิจ  และสังคม   รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก      ทำให้อาเซียนต้องเผชิญ สิ่งท้าทายใหม่ๆ    อาทิ    โรคระบาด    การก่อการร้าย   ยาเสพติด  การค้ามนุษย์  สิ่งแวดล้อม  ภัยพิบัติ  อีกทั้ง  ยังมีความจำเป็นต้องรวมตัวกันเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและขีดความสามารถทางการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคใกล้เคียง  และในเวทีระหว่างประเทศ  ผู้นำอาเซียนจึงเห็นพ้องกันว่า  อาเซียนควรจะร่วมมือกันให้เหนียวแน่น  เข้มแข็ง  และมั่นคงยิ่งขึ้น  จึงได้ประกาศ  “ปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือในอาเซียน  ฉบับที่ 2”  (Declaration  of  ASEAN  Concord  II)  ซึ่งกำหนดให้มีการสร้างประชาคมอาเซียนที่ประกอบไปด้วย  3  เสาหลัก ได้แก่                -  ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political and Security Community - APSC) มุ่งให้ประเทศกลุ่มสมาชิกอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แก้ไขปัญหาระหว่างกันโดยสันติวิธี มีเสถียรภาพและความมั่นคงรอบด้าน เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของเหล่าประชาชน              -  ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community - AEC) มุ่งเน้นให้เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ และความสะดวกในการติดต่อค้าขายระหว่างกัน เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆได้โดย               -   ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio - Cultural Community - ASCC) มุ่งหวังให้ประชากรอาเซียนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี มีความมั่นคงทางสังคม มีการพัฒนาในทุกๆ ด้าน และมีสังคมแบบเอื้ออาร โดยจะมีแผนงานสร้างความร่วมมือ 6 ด้าน คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การคุ้มครองและสวัสดิการสังคม สิทธิและความยุติธรรมทางสังคม ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน การลดช่องว่างทางการพัฒนา              ซึ่งต่อมาผู้นำอาเซียนได้ตกลงให้มีการจัดตั้งประชาคมอาเซียนให้แล้วเสร็จเร็วขึ้นมาเป็นภายในปี 2558 ประชาคมอาเซียน คือ               ประชาคมอาเซียน  (ASEAN  Community)  คือ  การรวมตัวของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นชุมชนที่มีความแข็งแกร่ง  สามารถสร้างโอกาสและรับมือส่งท้าท้าย  ทั้งด้านการเมืองความมั่นคง  เศรษฐกิจ  และภัยคุกคามรูปแบบใหม่  โดยสมาชิกในชุมชนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี  สามารถประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น  และสมาชิก  ในชุมชนมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน   จุดประสงค์หลักของอาเซียน              ปฏิญญากรุงเทพฯ ได้ระบุวัตถุประสงค์สำคัญ 7 ประการของการจัดตั้งอาเซียน ได้แก่               1.  ส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และการบริหาร               2.  ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงส่วนภูมิภาค               3.  เสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจพัฒนาการทางวัฒนธรรมในภูมิภาค               4.  ส่งเสริมให้ประชาชนในอาเซียนมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี               5. ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในรูปของการฝึกอบรมและการวิจัย และส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้              6. เพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรและอุตสาหกรรม การขยายการค้า ตลอดจนการปรับปรุงการขนส่งและการคมนาคม              7. เสริมสร้างความร่วมมืออาเซียนกับประเทศภายนอก องค์การ ความร่วมมือแห่งภูมิภาคอื่นๆ  และองค์การระหว่างประเทศ ภาษาอาเซียน               ภาษาทางการที่ใช้ในการติดต่อประสานงานระหว่างประเทศสมาชิก  คือ  ภาษาอังกฤษ คำขวัญของอาเซียน                                                        "หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม”                                           (One Vision, One Identity, One Community) อัตลักษณ์อาเซียน             อาเซียนจะต้องส่งเสริมอัตลักษณ์ร่วมกันของตนและความรู้สึกเป็นเจ้าของในหมู่ประชาชนของตน  เพื่อให้บรรลุชะตา  เป้าหมาย  และคุณค่าร่วมกันของอาเซียน   สัญลักษณ์อาเซียน               คือ   ดวงตราอาเซียนเป็น               รูปมัดรวงข้าว สีเหลืองบนพื้นวงกลม               สีแดงล้อมรอบด้วยวงกลมสีขาว  และสีน้ำเงิน               รวงข้าวสีเหลือง 10 ต้น หมายถึง ความใฝ่ฝันของบรรดาสมาชิกในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทั้ง 10 ประเทศ  ให้มีอาเซียนที่ผูกพันกันอย่างมีมิตรภาพและเป็นหนึ่งเดียว              วงกลม  เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงเอกภาพของอาเซียน              ตัวอักษรคำว่า  asean  สีน้ำเงิน  อยู่ใต้ภาพรวงข้าว  แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อความมั่นคง  สันติภพ  เอกภาพ  และความก้าวหน้าของประเทศสมาชิกอาเซียน              สีเหลือง    :   หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง               สีแดง       :    หมายถึง ความกล้าหาญและการมีพลวัติ               สีขาว       :    หมายถึง ความบริสุทธิ์               สีน้ำเงิน    :    หมายถึง สันติภาพและความมั่นคง ธงอาเซียน               ธงอาเซียนเป็นธงพื้นสีน้ำเงิน  มีดวงตราอาเซียนอยู่ตรงกลาง  แสดงถึงเสถียรภาพ  สันติภาพ  ความสามัคคี  และพลวัตของอาเซียน สีของธงประกอบด้วย  สีน้ำเงิน  สีแดง  สีขาว  และสีเหลือง  ซึ่งเป็นสีหลักในธงชาติของบรรดาประเทศสมาชิกของอาเซียนทั้งหมด วันอาเซียน               ให้วันที่  8  สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันอาเซียน เพลงประจำอาเซียน (ASEAN  Anthem)               คือ  เพลง  ASEAN  WAY กฎบัตรอาเซียน               กฎบัตรอาเซียน  กำหนดให้อาเซียนและประเทศสมาชิกปฏิบัติตามหลักการดังต่อไปนี้               1.  เคารพเอกราช  อธิปไตย  ความเสมอภาค  บูรณภาพแห่งดินแดน  และอัตลักษณ์แห่งชาติของรัฐสมาชิกอาเซียนทั้งปวง              2.  ผูกพันและรับผิดชอบร่วมกันในการเพิ่มพูนสันติภาพ  ความมั่นคง  และความมั่งคั่งของภูมิภาค              3.  ไม่รุกรานหรือข่มขู่ว่าจะใช้กำลังหรือการกระทำอื่นใดในลักษณะที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ              4.  ระงับข้อพิพาทโดยสันติ              5.  ไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิกอาเซียน              6.  เคารพสิทธิของรัฐสมาชิกทุกรัฐในการธำรงประชาชาติของตนโดยปราศจากการแทรกแซง  การบ่อนทำลาย  และการบังคับจากภายนอก              7.  ปรึกษาหารือที่เพิ่มพูนขึ้นในเรื่องที่มีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อผลประโยชน์ร่วมกันของอาเซียน              8.  ยึดมั่นต่อหลักนิติธรรม  ธรรมาภิบาล  หลักการประชาธิปไตยและรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ              9.  เคารพเสรีภาพพื้นฐาน  การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน  และการส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคม              10.  ยึดถือกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ    รวมถึงกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ  ที่  รัฐสมาชิกอาเซียนยอมรับ              11.  ละเว้นจากการมีส่วนร่วมในการคุกคามอธิปไตย  บูรณภาพแห่งดินแดนหรือเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของรัฐสมาชิกอาเซียน              12. เคารพในวัฒนธรรม  ภาษา  และศาสนาที่แตกต่างของประชาชนอาเซียน              13.  มีส่วนร่วมกับอาเซียนในการสร้างความสัมพันธ์กับภายนอกทั้งในด้านการเมือง  เศรษฐกิจ  และสังคม  โดยไม่ปิดกั้นและไม่เลือกปฏิบัติ              14. ยึดมั่นในกฎการค้าพหุภาคีและระบอบของอาเซียน                                          กฎบัตรอาเซียน.....(คลิกรายละเอียดเพิ่มเติม)   ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อะไรจาก AEC (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน)           ประชาคมอาเซียนที่จะถือกำเนิดในปี 2558 นั้น คนไทยจะได้ประโยชน์อะไร แน่นอนเราคงอยากทราบ แต่ในชั้นนี้ขอจำกัดเฉพาะทางเศรษฐกิจก่อน               ประการแรก ไทยจะ “มีหน้ามีตาและฐานะ” เด่นขึ้นประชาคมอาเซียนจะทำให้เศรษฐกิจ “ของเรา” มีมูลค่ารวมกัน 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีขนาดใหญ่อันดับ 9 ของโลก ยังประโยชน์แก่คนไทยทุกคนที่จะได้ยืนอย่างสง่างาม “ยิ้มสยาม” จะคมชัดขึ้น               ประการที่สอง การค้าระหว่างไทยกับประเทศอาเซียนจะคล่องและขยายตัวมากขึ้น กำแพงภาษีจะลดลงจนเกือบจะหมดไป เพราะ 10 ตลาดกลายเป็นตลาดเดียว ผู้ผลิตจะส่งสินค้าไปขายในตลาดนี้และขยับขยายธุรกิจของตนง่ายขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็จะมีทางเลือกมากขึ้นราคาสินค้าจะถูกลง               ประการที่สาม ตลาดของเราจะใหญ่ขึ้น แทนที่จะเป็นตลาดของคน 67 ล้านคน ก็จะกลายเป็นตลาดของคน 590 ล้านคน ซึ่งจะทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจ เพราะสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยสามารถส่งออกไปยังอีกเก้าประเทศได้ราวกับส่งไปขายต่างจังหวัด ซึ่งก็จะช่วยให้เราสามารถแข่งขันกับจีนและอินเดียในการดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้น               ประการที่สี่ความเป็นประชาคมจะทำให้มีการพัฒนาเครือข่ายการสื่อสารคมนาคมระหว่างกันเพื่อประโยชน์ด้านการค้าและการลงทุน แต่ก็ยังผลพลอยได้ในแง่การไปมาหาสู่กัน ซึ่งก็จะช่วยให้คนในอาเซียนมีปฏิสัมพันธ์กัน รู้จักกัน และสนิทแน่นแฟ้นกันมากขึ้น เป็นผลดีต่อสันติสุข ความเข้าใจอันดีและความร่วมมือกันโดยรวม นับเป็นผลทางสร้างสรรค์ในหลายมิติด้วยกัน               ประการที่ห้า โดยที่ ไทยตั้งอยู่ในจุดกึ่งกลางบนภาคพื้นแผ่นดินใหญ่อาเซียน ประเทศไทยย่อมได้รับประโยชน์จากปริมาณการคมนาคมขนส่งที่จะเพิ่มขึ้นในอาเซียนและระหว่างอาเซียนกับจีน (และอินเดีย) มากยิ่งกว่าประเทศอื่นๆบริษัทด้านขนส่ง คลังสินค้า ปั๊มน้ำมัน ฯลฯ จะได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน จริงอยู่ ประชาคมอาเซียนจะยังผลทั้งด้านบวกและลบต่อประเทศไทย ขึ้นอยู่กับพวกเราคนไทยจะเตรียมตัวอย่างไร แต่ผลทางบวกนั้นจะชัดเจน เป็นรูปธรรมและจับต้องได้ ที่มา : มติชน


 พิพิธิภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง พระนครคีรี: www.virtualmuseum.finearts.go.th/phranakhonkhiri     พระนครคีรีหรือ เขาวัง เดิมเป็นพระราชวังในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อยู่ที่ตำบลคลองกระแชง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ตั้งอยู่บนยอดเขา 3 ยอดติดต่อกัน ยอดสูงที่สุดสูง 95 เมตร เดิมเรียกว่า “เขาสมน” (เขาสะหมน) ไหล่เขาทางด้านทิศตะวันออก มีวัดอยู่วัดหนึ่งชื่อ “วัดสมณ” สมณ พ.ศ. 2404 พระองค์ได้พระราชทานนามว่าเขามหาสวรรค์ ต่อมาเปลี่ยนเป็น เขามไหสวรรย์      พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างพระราชวังบนเขามไหสวรรย์ ใน พ.ศ. 2402 โดยมีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง  บุนนาค) ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เป็นแม่กองในการก่อสร้าง และ พระเพชรพิไสยศรีสวัสดิ์ ( ท้วม  บุนนาค ) เป็นนายงานก่อสร้าง เมื่อสร้างเสร็จแล้วพระราชทานนามว่า “ พระนครคีรี ” พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดอากาศและภูมิทัศน์ที่มีความสวยงามของเมืองเพชรบุรีมาก พระองค์ได้เสด็จมาประทับที่พระนครคีรีหลายครั้งตลอดรัชกาลในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงโปรดเกล้าให้ปรับปรุงพระนครคีรีเพื่อใช้สำหรับเป็นที่รับรองพระราชอาคันตุกะจากเยอรมันนี      ภายหลังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มิได้มีพระมหากษัตริย์เสด็จมาประทับที่พระนครคีรีอีก จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันมีพระราชดำริ  ให้บูรณะปฏิสังขรณ์ กรมศิลปากรจึงได้ประกาศขึ้นทะเบียนพระนครคีรีเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ ดำเนินการบูรณะอาคารหมู่พระที่นั่งต่างๆ และได้ประกาศจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2522 เป็นพิพิธภัณฑ์ประเภทอนุสรณ์สถาน โดยได้นำเครื่องราชูปโภคทั้งหมดที่ได้รับมอบกลับคืนมาจากสำนักพระราชวัง และกระทรวงมหาดไทย นำมาขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุ อนุรักษ์และนำออกจัดแสดงภายในพระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ และพระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์


พิพิธิภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง สุรินทร์: www.virtualmuseum.finearts.go.th/surin     พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เกิดขึ้นมาจากประชาชนและข้าราชการได้นำโบราณวัตถุศิลปวัตถุมาบริจาคและจัดแสดงไว้ที่ศาลากลางจังหวัดเมื่อราวพุทธศักราช 2517 หลังจากนั้นย้ายไปเก็บรักษาและจัดแสดงที่อาคารสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร์      ต่อมาเมื่อได้รับมอบโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากประชาชน และจากการดำเนินการทางโบราณคดี ทำให้สถานที่จัดแสดงชั่วคราวคับแคบ ไม่เหมาะสมต่อการให้บริการประกอบกับในปีพุทธศักราช 2535 กรมศิลปากรมีนโยบายที่จะปรับปรุงและจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมืองให้ครอบคลุมทั่วประเทศ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ จึงเป็นพิพิธภัณฑสถานอันดับต้น ๆ ที่ได้รับการพิจารณาจัดตั้งขึ้นภายใต้นโยบายดังกล่าว     กรมศิลปากรได้ดำเนินการขอใช้ที่ดินราชพัสดุจากกรมธนารักษ์ บริเวณ กม.ที่ 4 ริมถนนสุรินทร์-ช่องจอมเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ เพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ แห่งใหม่ และได้เริ่มสร้างอาคารจัดแสดงโดยออกแบบขึ้นใหม่รูปทรงทันสมัย โดยประยุกต์มาจากปราสาทซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมในศิลปะขอมโบราณ มีลักษณะเป็นกลุ่มอาคารเชื่อมต่อถึงกัน 4 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นโถงทางเข้าและทางเดิน ส่วนที่ 2 เป็นส่วนบริการการศึกษาและสำนักงาน ส่วนที่ 3 เป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวร ส่วนที่ 4 เป็นคลังพิพิธภัณฑ์     กระทั่งเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2552 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการโดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธีเปิด


วันอังคารที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ เวลา ๑๐.๐๐ น. นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากรเป็นประธานในพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลถวายเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (๓ พฤศจิกายน ๒๓๔๖) ซึ่งเวียนมาบรรจบครบ ๒๑๒ ปี ในวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ โดยถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์จากวัดชนะสงคราม ราชวรมหาวิหารจำนวน ๑๐ รูป ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ด้วยในสำนึกพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่พระองค์ทรงทุ่มเทประกอบพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ ด้วยพระวิริยอุตสาหะ และพระปรีชาสามารถเป็นอเนกประการในการรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นสืบมาจนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ก็ยังเคยเป็นพระราชวังบวรสถานมงคลที่ประทับของพระองค์อีกด้วย 


อยากทราบว่ารับนักศึกษาฝึกงานหรือเปล่าครับ ผมเรียน วัฒนธรรม สาขา ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณดคี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ครับ 




อบรมผู้ใช้งานระบบสัมมนาออนไลน์ ในวันที่ 26 มีนาคม 2556 ตั้งแต่เวลา 9.00 - 16.00 โดยเจ้าหน้าที่บริษัท เอ็มเวิร์ค กรุ๊ป จำกัด


black ribbon.