ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 53,357 รายการ

พระพุทธรูปปางมารวิชัย แบบศิลปะ/อายุสมัย อยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๑ – ๒๒ ประวัติ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ประทาน เมื่อ ๑๖ มิถุนายน ๒๔๙๗          พระพุทธรูปมารวิชัย หรือพระพุทธรูปชนะมาร หล่อด้วยสำริด ประทับขัดสมาธิเพชร พระบาททั้งสองไขว้กัน และเห็นฝ่าพระบาททั้งสองข้าง ฝ่าพระบาทเรียบเสมอกัน พระรัศมีเป็นเปลว พระศกขมวดเป็นก้นหอย มีเส้นขอบไรพระศก พระพักตร์กลม พระขนงโก่ง พระเนตรเรียว ฝังมุกและนิล พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์เล็กหยักเป็นคลื่น พระวรกายอวบอ้วน พระอุระนูน บั้นพระองค์เล็ก ครองจีวรห่มเฉียง ชายผ้าสังฆาฏิสั้นเป็นรูปหางปลาอยู่เหนือพระถัน ประทับเหนือฐานสามเหลี่ยม หน้าพระเพลามีชายจีวรคลี่เป็นแฉกคล้ายรูปพัด           จากรูปแบบศิลปกรรมสามารถกำหนดอายุว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง พุทธศตวรรษที่ ๒๑ – ๒๒ พระพุทธรูปศิลปะอยุธยากลุ่มนี้ สร้างขึ้นโดยได้รับอิทธิพลทางจากศิลปะสุโขทัยและล้านนา กล่าวคือ มีรัศมีเป็นเปลว แบบพระพุทธรูปสุโขทัย มีพระวรกายที่อวบอ้วน มีชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน ขัดสมาธิเพชร และที่หน้าพระเพลามีชายจีวรคลี่เป็นรูปพัดแบบพระพุทธรูปล้านนา ในขณะเดียวกันมีลักษณะที่แสดงรูปแบบของพระพุทธรูปศิลปะอยุธยา คือ มีเส้นขอบพระเนตรกับพระขนงป้ายเป็นแผ่นวงโค้ง มีเส้นขอบไรพระศก และพระโอษฐ์หยักเป็นคลื่น ผสมผสานจนเกิดเป็นรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปศิลปะอยุธยา โดยสามารถศึกษาเปรียบเทียบกับกลุ่มพระพุทธรูปศิลปะอยุธยาตอนกลาง ที่พบในพระอุระและพระพาหาของพระมงคลบพิตร ซึ่งพระพุทธรูปเหล่านั้น ล้วนสร้างขึ้นก่อนถูกนำมาบรรจุในพระอุระและพระพาหาขององค์พระมงคลบพิตรในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๒ การพบรูปแบบพระพุทธรูปแบบศิลปกรรมสุโขทัยและล้านนา ปรากฏในพระพุทธรูปสมัยอยุธยาองค์นี้ เป็นหลักฐานสำคัญว่าช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ อยุธยามีความสัมพันธ์กับหัวเมืองทางเหนือ ได้แก่ สุโขทัยและล้านนา           สำหรับคติการสร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัย แสดงพุทธประวัติเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าทรงสามารถชนะพระยามารที่ยกพลมาผจญพระองค์ และได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งแสดงสัญลักษณ์โดยวางพระหัตถ์ขวาเหนือพระชานุ นิ้วพระหัตถ์ชี้ลงสู่พระธรณีเป็นกิริยาเรียกพระแม่ธรณีขึ้นมาเป็นพยานในพระบารมีที่ทรงบำเพ็ญมา พระแม่ธรณีจึงปรากฏกายขึ้นและบีบน้ำที่ทรงรดสรงในการบำเพ็ญทานในอดีตชาติ อันนับประมาณมิได้ จนท่วมทัพของพรยามารพ่ายแพ้ไป การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ เหนือกว่าชัยชนะทั้งปวงของพระองค์ โดยนัย การบูชาพระพุทธรูปองค์นี้ จึงบูชาเพื่อชัยชนะทั้งทางโลกและทางธรรม ในทางโลกคือชัยชนะเหนือศัตรู ทางธรรมคือชัยชนะเหนือกิเลสทั้งปวง-----------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง-----------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง สันติ เล็กสุขุม, ศิลปะอยุธยา, กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๔๔. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, พระพุทธรูปสำคัญและพุทธศิลป์ในดินแดนไทย, กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๕๔.


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.13/1-6 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อเรื่อง : ประชุมพงศาวดาร เล่ม 49 (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 78 (ต่อ-)79) ปราบเงี้ยว ตอนที่ 2 จดหมายเหตุวันวลิต (ฉบับสมบูรณ์)ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2513 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯสำนักพิมพ์ : องค์การค้าของคุรุสภา จำนวนหน้า : 276 หน้าสาระสังเขป : ประชุมพงศาวดาร เล่ม 49 ปราบเงี้ยว นำเสนอเนื้อหาในรูปแบบหนังสือราชการโต้ตอบกันระหว่างผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ปราบกฏบเงี้ยวในช่วง ร.ศ. 121 หรือปี พ.ศ.2445 และจดหมายเหตุวันวลิตกล่าวถึงความเป็นไปตอนปลายรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม และการจลาจลซึ่งเกิดขึ้นในกรุงศรีอยุธยา จนถึงเมื่อครั้งพระเจ้าปราสาททองได้ครองราชสมบัติ


     ประติมากรรมดินเผารูปราชยลักษมี       พบจากเมืองโบราณอู่ทอง       จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง      ประติมากรรมดินเผารูปราชยลักษมี สูงประมาณ ๙.๕ เซนติเมตร ด้านหน้าเป็นรูปพระลักษมี เกล้าพระศก ทรงกุณฑลทรงกลม พระกรขวาโอบลำตัวสิงห์ที่หมอบอยู่ด้านข้าง สิงห์มีแผงคอม้วนคล้ายลายกระหนก ตาโปน จมูกใหญ่ แยกเขี้ยวยิงฟันคล้ายประติมากรรมดินเผารูปสิงห์ ที่พบในเมืองโบราณอู่ทอง ด้านหลังประติมากรรมรูปราชยลักษมี ตกแต่งด้วยลวดลายคล้ายเปลวไฟซ้อนกัน รองรับด้วยฐานทรงกลมตกแต่งด้วยลายกลีบบัว กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔ (ประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) มีผู้สันนิษฐานว่า อาจใช้เป็นฝาจุกภาชนะ หรือประดิษฐานเพื่อการเคารพบูชา หรือใช้เป็นเครื่องรางสำหรับติดตัวพ่อค้าหรือนักเดินทาง       ราชยลักษมี เป็นรูปแบบหนึ่งของพระศรี - ลักษมี ซึ่งมักปรากฏคู่กับสิงห์  ในศิลปะอินเดียพบรูปราชยลักษมีปรากฏบนเหรียญตราในลักษณะของพระลักษมี คือ ทรงถือดอกบัว บ่วงบาศหรือตะกร้าแห่งพืชผล นั่งบนหลังสิงห์หรือย่างพระบาทข้ามตัวสิงห์ ส่วนเหรียญอีกด้านเป็นรูปของกษัตริย์ หมายถึงโชคลาภ ความอุดมสมบูรณ์และเป็นเครื่องยืนยันถึงสิทธิในการเป็นกษัตริย์ ไม่พบการสร้างรูปราชยลักษมีเป็นประติมากรรมลอยตัวขนาดเล็ก ดังนั้นประติมากรรมราชยลักษมีที่เมืองโบราณอู่ทองนี้ จึงเป็นรูปแบบเฉพาะที่เกิดขึ้นในศิลปะทวารวดี โดยมีการคลี่คลายจากศิลปะอินเดียที่เป็นต้นแบบ โดยการลดทอนรายละเอียดบางประการออกไป ได้แก่ ไม่ทรงถือสิ่งของ และเปลี่ยนอิริยาบถจากนั่งบนหลังสิงห์หรือย่างพระบาทข้ามตัวสิงห์ มาเป็นการนั่งโอบสิงห์ อนึ่ง นอกจากประติมากรรมรูปราชยลักษมีชิ้นนี้แล้ว ในประเทศไทยยังมีการพบประติมากรรมรูปราชยลักษมีอีกอย่างน้อย ๒ ชิ้น ได้แก่ ประติมากรรมดินเผารูปราชยลักษมีประกอบกับประติมากรรมรูปคชลักษมี พบที่เมืองโบราณอู่ทอง ๑ ชิ้น และใบเสมารูปราชยลักษมีจากเมืองฟ้าแดดสงยาง จังหวัดกาฬสินธุ์ ๑ ชิ้น ทั้งนี้ยังไม่มีหลักฐานการค้นพบเหรียญตรารูปราชยลักษมีคู่กับกษัตริย์ตามอย่างอินเดีย ดังนั้นประติมากรรมรูปราชยลักษมีเหล่านี้ จึงไม่น่าจะมีความหมายเกี่ยวข้องกับกษัตริย์ตามคติที่ปรากฏในอินเดีย แต่น่าจะสร้างขึ้นเป็นรูปเคารพ สัญลักษณ์แห่งโชคลาภและความอุดมสมบูรณ์ เช่นเดียวกับคติการสร้างรูปคชลักษมี ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของพระลักษมี และพบได้ทั่วไปตามเมืองโบราณในสมัยทวารวดี ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน        เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. นนทบุรี : สหมิตรพริ้นติ้ง, ๒๕๔๕. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว. รูปแบบและความเชื่อของงานศิลปกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพระศรี-ลักษมีที่พบใน ประเทศไทยก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา ประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๐.  


องค์ความรู้ แม่เต๋อ : นางพยาบาลแบบตะวันตกคนแรกของไทย จัดทำข้อมูลโดย นางสาวระชา ภุชชงค์ นักอักษรศาสตร์ชำนาญการ กลุ่มประวัติศาสตร์ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์




พระยาธรรมปรีชา.  ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา ฉบับที่ 2 (ไตรภูมิฉบับหลวง) เล่ม 3.  กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2520.         หนังสือไตรภูมิโลกวินิจฉยกถาฉบับที่ 2 นี้ เป็นเรื่องที่มีสารประโยชน์ มีคุณค่าทางอักษรศาสตร์และวรรณคดี เนื่องจากไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา หรือไตรภูมิฉบับหลวงเป็นหนังสือที่มีความยาวมาก กรมศิลปากรจึงแยกพิมพ์ เป็น 3 เล่มด้วยกัน และได้พิมพ์ประวัติพระยาธรรมปรีชา (แก้ว) ผู้เรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ไว้ด้วย


องค์ความรู้ : อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เรื่อง : บราลี เครื่องประดับสถาปัตยกรรมในวัฒนธรรมเขมรโบราณ ณ ปราสาทพนมรุ้ง บราลี เป็นส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรมโบราณ มีลักษณะเป็นแท่งทรงกรวยยอดเล็กแหลม คล้ายดอกบัวตูม ประดิษฐ์เป็นแบบต่างๆ กัน ใช้ประดับเรียงเป็นแถวตามแนวสันหลังคาหรืออกไก่ ในวัฒนธรรมเขมรโบราณ ที่นิยมสร้างปราสาทหิน ได้พบหลักฐานการใช้บราลีประดับตกแต่ง ณ ส่วนต่างๆ เช่น สันหลังคาปราสาท สันหลังคาระเบียงคต และสันหรือบนทับหลังของกำแพง เป็นต้น ที่ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ได้พบหลักฐาน “บราลี” ที่ทำมาจากวัสดุศิลาทราย ดินเผา ตลอดจนภาพสลักเล่าเรื่อง มีรายละเอียดดังนี้ บราลีศิลาทราย ใช้สำหรับปักประดับสันหลังคาอาคารที่สร้างจากหิน เช่น สันหลังคามุขและมณฑปปราสาทประธาน สันหลังคาของโคปุระและระเบียงคต มีลักษณะรูปทรงคล้ายดอกบัวตูมปักเรียงเป็นแถวตามแนวสันหลังคาที่ก่อด้วยศิลาทรายทรงประทุนเรือ สกัดร่องภายนอกหลังคาเลียนแบบกระเบื้องกาบู นอกจากนี้ยังพบบราลีศิลาทรายรูปทรงอื่นๆ ซึ่งก็น่าจะเคยใช้ประดับอาคารประเภทหินเช่นกัน บราลีดินเผา พบอยู่บริเวณโดยรอบปราสาทพนมรุ้ง ร่วมกับเศษกระเบื้องมุงหลังคาและกระเบื้องเชิงชาย อันแสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้เคยมีอาคารหลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องและประดับด้วยบราลีดินเผาดังกล่าว เนื่องจากมีน้ำหนักเบากว่า เหมาะสมกับอาคารประเภทเครื่องไม้ ในส่วนหลักฐาน บราลี จากภาพสลักเล่าเรื่องนั้น ที่หน้าบันชั้นที่ ๑ ของมุขปราสาทประธานด้านทิศตะวันตก เล่าเรื่องตอนศึกอินทรชิต กลางหน้าบันเป็นภาพบุษบกรูปทรงปราสาท สลักภาพบราลีประดับบนสันหลังคามุขที่ยื่นออกมาทั้งสองข้าง และอีกจุดหนึ่งคือ หน้าบันชั้นที่ ๓ ของมุขปราสาทประธานด้านทิศตะวันตก เป็นภาพอุมามเหศวร ประทับในวิมานรูปทรงปราสาท มีด้านล่างมีกลุ่มบุคคลนั่งอยู่ภายในอาคารโถงที่ประดับสันหลังคาด้วยแถวบราลี หากพิจารณาหน้าที่การใช้งาน (function) ของบราลี ในงานสถาปัตยกรรมขอมโบราณ ก็คือใช้เป็นเครื่องประดับสถาปัตยกรรม มิให้มีพื้นที่ว่างหรือดูราบเรียบเกินไปนัก หากแต่ได้ก่อให้เกิดมิติที่งดงาม อลังการ เป็นทรงเล็กๆ แหลมๆ เรียงตัวต่อเนื่องกันไป และด้วยรูปทรงของบราลีที่ทำเป็นรูปดอกบัวตูมก็อาจมีความเกี่ยวข้องกับดอกบัว ดอกไม้มงคลตามความเชื่อทางศาสนาด้วยก็เป็นได้ เรียบเรียงโดย: นายสุทธินันท์ พรหมชัย ผู้ช่วยนักโบราณคดี อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เอกสารอ้างอิง: พิสิฐ เจริญวงศ์ และคณะ. ปราสาทพนมรุ้ง. พิมพ์ครั้งที่ ๖. บุรีรัมย์: อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร, ๒๕๔¬๘. สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร. ศัพทานุกรมโบราณคดี. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์, ๒๕๕๐. สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์, หม่อมราชวงศ์. ปราสาทพนมรุ้ง ศาสนบรรพตที่งดงามที่สุดในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๕. สมุทรปราการ: เรือนบุญ, ๒๕๔๙. มิรา ประชาบาล. เครื่องถ้วยสมัยลพบุรีจากแหล่งเตาเผาบุรีรัมย์. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๓๒.


ชื่อเรื่อง                         นิสัยทิพมนต์  สพ.บ.                           406-1หมวดหมู่                        พุทธศาสนาภาษา                            บาลี/ไทยอีสานหัวเรื่อง                          พุทธศาสนา                                    ธรรมเทศนาประเภทวัสดุ/มีเดีย            คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ                    66 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 57 ซม. บทคัดย่อเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ภาษาบาลี-ไทยอีสาน ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี







          สํานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติเปิดให้ผู้มีบัตรรับหนังสือจดหมายเหตุงานพระบรมศพพระบาท สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ติดต่อรับหนังสือได้ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันพฤหัสบดีที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๕ สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๒๒๘๒ ๘๔๒๓ ต่อ ๑๔๒ – ๑๔๖           ตามที่สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติได้จัดทำหนังสือจดหมายเหตุงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร มอบเป็นที่ระลึกแก่ผู้เข้าร่วมงาน และแจกจ่ายแก่ส่วนราชการ รวมถึงห้องสมุดทั่วประเทศ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนได้ใช้ประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าและอ้างอิง บัดนี้ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติดำเนินการจัดพิมพ์หนังสือจดหมายเหตุดังกล่าวแล้วเสร็จ โดยหนังสือ ๑ ชุด มีจํานวน ๔ เล่ม จึงขอแจ้งให้ “ผู้มีบัตรรับหนังสือ” นำบัตรรับหนังสือ (ฉบับจริง) มาติดต่อรับหนังสือดังกล่าวได้ที่ ห้องดํารงราชานุภาพ ชั้น ๑ สํานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันพฤหัสบดีที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๕ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ในวันทําการ           กรณีผู้มีบัตรรับหนังสือฯ ไม่สามารถรับได้ด้วยตนเอง ให้ผู้มารับแทนยื่นหลักฐาน ได้แก่ บัตรรับ หนังสือจดหมายเหตุงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร (ฉบับจริง) และชื่อ นามสกุล เลขที่บัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้ของผู้เป็นเจ้าของบัตรรับหนังสือฯ กรณีบัตรรับหนังสือฯ สูญหาย สามารถติดต่อขอรับแบบฟอร์ม การขอรับหนังสือฯ พร้อมสำเนาหลักฐานตามรายละเอียดที่ปรากฏอยู่ในแบบฟอร์ม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. ๐ ๒๒๘๒ ๘๔๒๓ ต่อ ๑๔๒ – ๑๔๖ ทั้งนี้ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติได้จัดทำหนังสือในรูปแบบ E-Book สามารถ อ่านออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ http://nat.go.th


black ribbon.