ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,823 รายการ

ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           8/4ประเภทวัดุ/มีเดีย                       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                              32 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 58.5 ซม.หัวเรื่อง                                        พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป มีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้งกับ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี แรกเริ่มเดิมทีสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งพระตำหนักของเจ้านายฝ่ายวังหน้า ต่อมาในรัชกาลของพระองค์จึงทรงมีพระราชดำริให้รื้อถอนและก่อสร้างโรงงานผลิตเหรียญขึ้นบนที่ดินแห่งนี้ พระราชทานนามว่า “โรงกษาปณ์สิทธิการ” เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ พระองค์ได้เสด็จฯ มาทรงเปิดและเดินเครื่องจักรเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2445 โรงกษาปณ์แห่งนี้ใช้งานเรื่อยมาจนถึง พ.ศ. 2511 และถูกทิ้งร้างนับแต่นั้นเป็นต้นมา ในวาระครบรอบ 100 ปี การพิพิธภัณฑ์ไทย พ.ศ. 2517 กรมศิลปากรจึงได้เสนอขอใช้อาคารโรงกษาปณ์สิทธิการจากกรมธนารักษ์เพื่อปรับปรุงและจัดตั้งเป็น “หอศิลปแห่งชาติ” เมื่อโรงกษาปณ์สิทธิการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ได้ปรับปรุงและเปลี่ยนสถานะเป็นหอศิลป์/พิพิธภัณฑ์ทางด้านศิลปะสมัยใหม่ สถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็นแหล่งรวบรวมผลงานศิลปะที่เป็นสมบัติของชาติ ห้องจิตรกรรมในราชสำนักภายในอาคารนิทรรศการถาวรเป็นห้องที่จัดแสดงพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ หนึ่งในนั้นคือพระบรมสาทิสลักษณ์ครึ่งพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เขียนโดย เอ็ดวาร์โด เยลลี (Edoardo Gelli) จิตรกรชาวอิตาเลียน ที่พำนักอยู่ในเมืองฟลอเรนซ์ ภาพเขียนชิ้นนี้มีความงดงาม โดดเด่น และสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการนำพาสยามให้อยู่รอดในระเบียบโลกแบบใหม่ โดยมีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลางอำนาจของราชอาณาจักร เอ็ดวาร์โด เยลลี เกิดที่เมืองซาโวนา (Savona) ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2395 เริ่มศึกษาการเขียนภาพที่สถาบันศิลปะลุคคา (Accademia di Lucca) ต่อมาได้เป็นลูกศิษย์ของ แอนโตนิโอ ซิเซริ (Antonio Ciseri) ที่เมืองฟลอเรนซ์ เยลลีเริ่มมีชื่อเสียงในด้านการเขียนภาพสีน้ำมัน ได้รับการว่าจ้างให้เขียนพระบรมสาทิสลักษณ์ของจักรพรรดิแห่งออสเตรียและกษัตริย์ยุโรปอีกหลายพระองค์ ต่อมาจึงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมศิลปะแห่งเมืองฟลอเรนซ์ (Circols Artistico di Firenze) เยลลีถึงแก่กรรมที่เมืองฟลอเรนซ์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2476 ในการเสด็จประพาสยุโรปทั้ง 2 ครั้ง (พ.ศ. 2440 และ พ.ศ. 2450) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ มายังสตูดิโอของเยลลีเพื่อประทับเป็นแบบให้เขียนภาพและเลือกซื้อผลงานของเขา สำหรับพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (ภาพที่ 1) เยลลีจัดวางตำแหน่งของพระพักตร์และพระวรกายให้ทำมุมเฉียงเล็กน้อย พระเนตรสงบนิ่ง เยือกเย็น แต่มีชีวิตชีวา มองตรงมายังผู้ชมภาพ พระศอยืดตรง พระอุระกว้าง ผึ่งผาย ดูสง่างาม สัดส่วนของพระเศียรดูเล็กกว่าปกติเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับพระวรกาย นับเป็นเรื่องปกติที่จิตรกรซึ่งช่ำชองในการเขียนภาพเหมือนบุคคลจะปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่างเพื่อนำเสนอและส่งเสริมภาพลักษณ์ของบุคคลต้นแบบให้ออกมาสมบูรณ์ตามที่จิตรกรหรือผู้ว่าจ้างต้องการ ในกรณีนี้ เยลลีได้ขับเน้นความสง่างามของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในฐานะพระมหากษัตริย์แห่งสยามผ่านพระบรมสาทิสลักษณ์ได้อย่างสมพระเกียรติ นอกจากนี้ การจัดแสงเงาและการให้สีของวัตถุที่แสงตกกระทบยังช่วยขับองค์ประกอบต่างๆ บนฉลองพระองค์ให้มีความโดดเด่น ชัดเจน และจับสายตาของผู้ชมภาพมากยิ่งขึ้น ด้านขวาล่างของพระบรมสาทิสลักษณ์ปรากฏข้อความในภาษาอิตาเลียนที่แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า (ภาพที่ 2) “ให้แก่เพื่อน วิตตอริโอ เซจโจ้ อี. เยลลี เป็นที่ระลึก” โดยตัวอักษร E (Edoardo) และ G (Gelli) ใบบรรทัดสุดท้ายเขียนซ้อนกัน ตามด้วยตัวอักษร elli แบบตัวเขียนภาษาอังกฤษ รวมเป็น E. Gelli หรือ Edoardo Gelli ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ในการลงชื่อบนภาพเขียนของเยลลี (ภาพที่ 3) ส่วนวิตตอริโอ เซจโจ้ (Vittorio Zeggio) คนนี้คือ กงสุลกิตติมศักดิ์แห่งราชอาณาจักรสยาม ผู้จัดการเรื่องการเสด็จประพาสอิตาลีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2450 ขณะที่พระองค์ประทับอยู่ ณ บ้านของเซจโจ้ในเมืองฟลอเรนซ์ เซจโจ้ได้จัดการให้พระองค์ทรงพบปะกับจิตรกรและประติมากรชาวอิตาเลียนที่มีชื่อเสียงในขณะนั้นหลายคน นอกจากนี้ ยังทรงประทับเป็นแบบให้จิตรกรได้เขียนพระบรมสาทิสลักษณ์ระหว่างเสด็จฯ เยือนสตูดิโอด้วยความอดทน หากพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมุติเทพ พระบรมสาทิสลักษณ์ก็เป็นดั่งประกาศกของพระองค์ ภาพเหมือนบุคคลมิได้เป็นเพียงภาพแทนตัวหรือสิ่งที่แสดงรสนิยมส่วนพระองค์เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ในการประกาศและสื่อสารนัยทางสังคมและการเมือง ตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 - 20 ต้องเผชิญกับการแผ่ขยายของลัทธิจักรวรรดินิยม โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศส การเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมตะวันตกจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การแสดงออกให้ชาติตะวันตกเห็นว่าสยามยอมเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบโลกแบบใหม่จึงเป็นสิ่งจำเป็น การว่าจ้างศิลปินชาวยุโรปให้เขียนพระบรมสาทิสลักษณ์ ปั้นหล่อพระบรมรูป และสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ ก็เป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทรงเป็นศูนย์กลางอำนาจและสำนึกร่วมของราษฎรในราชอาณาจักรผ่านงานศิลปกรรม ในอนาคตอันใกล้นี้ พระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฝีมือ เอ็ดวาร์โด เยลลี จะได้กลับมาจัดแสดง ณ ห้องจิตรกรรมในราชสำนักอีกครั้ง หลังจากที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ดำเนินการปรับปรุงอาคารนิทรรศการถาวรมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 หลังจากปิดปรับปรุง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ได้เริ่มอนุรักษ์ผลงานศิลปะที่จัดแสดงภายในอาคารนิทรรศการถาวร พระบรมสาทิสลักษณ์ชิ้นนี้ผ่านการอนุรักษ์อย่างพิถีพิถันโดย คุณขวัญจิต และคุณสุริยะ เลิศศิริ ซึ่งเผยให้เห็นสีสันที่แท้จริงและความงดงามของพระบรมสาทิสลักษณ์ในแบบที่เยลลีต้องการให้ผู้ชมภาพได้เห็น (ภาพที่ 4) หากการปรับปรุงอาคารนิทรรศการถาวรแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้เข้าชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป จะแจ้งให้ทุกท่านทราบโดยเร็วที่สุด อ้างอิงจาก 1. หนังสือ “จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก” โดย ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปศยานนท์ 2. หนังสือ “ชาวอิตาเลียนในราชสำนักไทย” โดย กระทรวงวัฒนธรรม


ชื่อผู้แต่ง        พระเทพเมธี ชื่อเรื่อง          ราชวิชนีนุสรณ์ ในงานรับพระราชทานพัดยศของพระสมณศักดิ์ ภาค ๙ เฉพาะปี ๒๔๙๕ ถึง ๒๔๗๙ รวม ๓ ศก        ครั้งที่พิมพ์       - สถานที่พิมพ์    ธนบุรี   สำนักพิมพ์      ประยูรวงศ์ ปีที่พิมพ์         ๒๔๙๘ จำนวนหน้า     ๘๗ หน้า รายละเอียด                  ราชวิชนีนุสรณ์เป็นหนังสือที่รวบรวมคติธรรม ของพระคณาธิการแต่ละรูป พร้อมด้วยรายชื่อและประวัติของพระสมณศักดิ์ทั้ง ๓ ศก ลงไว้เป็นอาภรณ์ประดับค่าของราชวิชนีนุสรณ์ องค์ละ ๑ บท รวมถึงเป็นการชื่นชูใจของพุทธศาสนิกในถิ่นนั้นๆ และเพื่อบริหารกิจการคณะสงฆ์ ให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นไป


เลขทะเบียน : นพ.บ.473/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 44 หน้า ; 4 x 55 ซ.ม. : ชาดทึบ-รักทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 161  (183-194) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : แปดหมื่นสี่พันขันธ์--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.607/1              ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 54 หน้า ; 4 x 55 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา มีฉลากไม้ชื่อชุด : มัดที่ 195  (416-423) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : สังฮอมธาตุ--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


         ภาพเขียนกระเบื้องดินเผาที่แสดงถึงอารยธรรมและวัฒนธรรมการค้าขายของทั้งสองชาติ การเชื่อมโยงสายสัมพันธ์กันเป็นเวลากว่า 600 ปีระหว่างไทยและญี่ปุ่น ภาพกระเบื้องชุดนี้แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของแต่ละชาติในการทำเครื่องปั้นดินเผาในทุกกระบวนการ  ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ  การกรองดิน  การนวดดิน  การขึ้นรูปภาชนะ  การเขียนลาย  การเคลือบ  การบรรจุภาชนะเข้าเตา  และการเผา  ในรูปแบบการผลิตเครื่องปั้นดินเผาของทั้งสองชาติ  ลวดลายกระเบื้องที่ออกแบบได้รับการวาดอย่างประณีตบรรจงด้วยสี  ครามหลากหลายเฉดลงบนแผ่นกระเบื้องพอร์ชเลนสีขาว  และเคลือบใสเผาที่อุณหภูมิ 1,200 องศาเซลเซียส  กระเบื้องทั้ง 48 แผ่น  แต่ละแผ่นมีขนาด 28 x 28 เซนติเมตร  และมีความหนา 12 มิลลิเมตร          ที่มา: https://datasipmu.finearts.go.th/academic/88


กุมารคำฉันท์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น 1.  พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2466.


         กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน “ใบจุ้ม” สารนิเทศบนสิ่งทอ วิทยากร นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ นักอักษรศาสตร์ทรงคุณวุฒิ (ภาษา เอกสาร และหนังสือ) ผู้ดำเนินรายการ นายบารมี สมาธิปัญญา นักวิชาการเผยแพร่ สำนักหอสมุดแห่งชาติ พิธีกร นายสิทธิพร บุปผา นักวิชาการเผยแพร่ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖ เวลา ๑๑.๐๐ - ๑๑.๔๕ น.           ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร







         อานม้าประดับวงศ์          เครื่องรองนั่งบนหลังม้าทำจากไม้ เป็นแท่นวงรีและแอ่นโค้ง ด้านบนทาสีแดง เจาะช่องตรงกลางตามแนวยาวสำหรับวางผ้าบุนวม และด้านข้างเจาะช่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กสำหรับผูกสายโกลน มีเชิงยื่นออกมาเป็นขามุมมนด้านละสองข้าง ติดห่วงกลมทำจากโลหะใช้คล้องสายเหาและเครื่องผูก พนักรอบนอกประดับมุก ทำจากชิ้นเปลือกมุกขนาดเล็กต่อกันปูพื้นจนเต็ม ขอบรอบนอกทำจากโลหะตีลายวงกลมเรียงต่อกัน พนักด้านหลังค่อนข้างเตี้ยตกแต่งด้วยโลหะเส้นแบนทำเป็นลวดลายก้านขด ส่วนพนักด้านหน้าสูงมีความโค้งเว้าปลายงอน ใช้คล้องวางเก็บสายบังเหียน ตกแต่งด้วยโลหะเส้นแบนผูกลายใบโพธิ์ ภายในผูกเป็นลายก้านขด          ฝีมือพระยาเพ็ชรพิชัย (ทองจีน) บิดาเจ้าพระยาสุรบดินทรสุรินทรฦๅชัย (พร จารุจินดา) ทำให้บุตรของท่านเนื่องในวันเกียรติยศฯ เมื่อใช้ประกอบการแสดงขี่ม้ารำทวนถวายทอดพระเนตรหน้าพลับพลาในงานพระเมรุสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พ.ศ.๒๔๒๔ โดยกรมศิลปากรรับมอบจากคุณหญิงชอุ่ม สุรบดินทร์ เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๘          คำว่า “สวรรคต” หมายถึง การเสด็จสู่สวรรค์ นับเป็นการสิ้นสุดภารกิจบนโลกมนุษย์ ดังนั้นการแสดงมหรสพสมโภชงานออกพระเมรุ จึงไม่ได้ถือเป็นเรื่องโศกเศร้า ใช้สำหรับการแสดงความอาลัย ความกตัญญูกตเวที และสนองพระมหากรุณาธิคุณ ให้ฝูงชนที่มาช่วยงานได้ชมมหรสพเป็นการผ่อนคลาย ฉากงานมหรสพสมโภชในวรรณคดีจึงมีความโศกเศร้าปนกับความยินดี          เมื่ออัญเชิญพระโกศมายังพระเมรุมาศ มหรสพแต่ละประเภทจะเริ่มการแสดงทันที ดังบทละครเรื่องอิเหนา พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๒ ระบุไว้ว่า          “...ครั้นพระศพชักมาถึงหน้าเมรุ ก็โห่ฉาวกราวเขนขึ้นอึงมี่ ต่างเล่นเต้นรำทำท่วงที เสียงฆ้องกลองตีทุกโรงงาน...”           ในช่วงแรกเริ่มการจัดแสดงมหรสพเข้าร่วม มีเฉพาะ “มหรสพหลวง” ต่อมาจึงได้มีการละเล่นพื้นบ้าน การละเล่นตามชาติพันธ์ และศิลปะป้องกันตัวเข้าไปด้วย เปลี่ยนแปลงรูปแบบตามความนิยมของยุคสมัยและพระราชประสงค์ อาทิ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ได้นำ “รำโคมญวน” เข้ามาแสดงในมหรสพออกพระเมรุด้วย          ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การจัดชกมวยได้รับความนิยมอย่างมาก จึงโปรดเกล้าฯ จัดมหรสพประเภทป้องกันตัว อาทิ การรำง้าวประลอง รำทวน ชกมวย และกระบี่กระบอง ถวายทอดพระเนตรในการพระศพ          จากจดหมายเหตุราชกิจรายวัน ภาคที่ ๑๑ กล่าวถึง งานพระเมรุสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ว่ามีการจัดแสดงมหรสพ ประกอบด้วย โขน หุ่น งิ้ว หนัง มวย ตีพลอง รำง้าว รำทวน และรำโคมสิงห์โตมังกร สำหรับทอดพระเนตรหมุนเวียนกันหน้าพลับพลาที่ประทับ          “ขี่ม้ารำทวน” เป็นการแสดงประเภทรำอาวุธ ปรากฎในวรรณกรรมเรื่อง อิเหนา และราชาธิราช ซึ่งต้องใช้ความชำนาญในการควบคุมม้าและร่ายรำอาวุธยาว สำหรับ “อวดฝีมือ” โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยตั้งแต่คราวฝึกซ้อมก่อนเริ่มแสดงในงานพระเมรุสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และเสด็จออกพลับพลาทอดพระเนตรการแสดงมหรสพประเภทนี้อยู่บ่อยครั้ง          “ วันที่ ๔๕๐๖ วัน ๗ ๕ฯ ๔ ค่ำ ปีมะโรงโทศก จุลศักราช ๑๒๔๒ บ่าย ๕ โมงเศษ เสด็จออกพลับพลา ทรงโปรยสลากมะนาวแล้วโปรดให้ทิ้งทาน เวลาค่ำทรงจุดดอกไม้ การมหรศพมีเหมือนทุกวัน... อนึ่งผู้ซึ่งรำทวนในงานคราวนี้ คือ นายสนิทหุ้มแพร นายเสน่ห์หุ้มแพร นายเล่ห์อาวุธหุ้มแพ นายสรรพวิไชยหุ้มแพร นายชิตหุ้มแพร นายฉันหุ้มแพร นายรองชิต นายรองสรรพวิไชย นายรองพิจิตร นายพินมหาดเล็กบุตรพระยาศรีสรราช ‘นายพรมหาดเล็กบุตรพระยารัตนโกษา’ นายเชยมหาดเล็กบุตรเจ้าพระยาพลเทพ นายบุญมากมหาดเล็กบุตรพระนรินทรราชเสนี หม่อมกลมในพระองค์เจ้าชิตเชื้อพงศ์...”          ปรากฏนามของ “นายพรมหาดเล็กบุตรพระยารัตนโกษา (พระยาเพ็ชรพิชัย) ” ที่ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็ก ต่อมาคือ เจ้าพระยาสุรบดินทรสุรินทรฦๅชัย ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลพิษณุโลก อุปราชมณฑลพายัพ องคมนตรีในรัชกาลที่ ๖ และได้รับพระราชทานนามสกุล “จารุจินดา”           อานม้าประดับวงศ์นี้ เป็นหนึ่งในชุดเครื่องม้าโบราณที่ได้รับจากคุณหญิงชอุ่ม สุรบดินทร์ ภายหลังจากเจ้าพระยาสุรบดินทรสุรินทรฦๅชัยถึงแก่อสัญกรรม นับเป็นงานประณีตศิลป์เทคนิคการประดับมุกที่ต้องอาศัยความชำนาญของช่างฝีมือ เป็นโบราณวัตถุที่มีความงดงามและบ่งบอกคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์ได้อย่างดี     อ้างอิง จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ภาคที่ ๑๑ กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๗๘ สมศรี เอี่ยมธรรม, บรรณาธิการ. “เรื่องตั้งเจ้าพระยาในกรุงรัตนโกสินทร์”. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๔๕ นิชรา ทองเย็น. มหรสพและการละเล่นในงานพระเมรุ จากจิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ ๑-๕. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๕๕ ธนโชติ เกียรตินภัทร. ฉากงานพระเมรุมาศและพระเมรุในวรรณคดีไทย สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น: ภาพสะท้อนพระราชพิธี พระบรมศพก่อนสมัยรัชกาลที่ ๖. ดำรงวิชาการ. ๑๗ ๑(มกราคม-มิถุนายน ๒๕๖๑). นนทพร อยู่มั่งมี. มหรสพในงานพระเมรุสมัยกรุงรัตนโกสินทร์. ศิลปวัฒนธรรม. ๓๘ ๑๒ (ตุลาคม ๒๕๖๐). สำเนาสัญญาบัตร. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๓ หน้า ๑๙๗ ชมรมสายสกุลจารุจินดา. ประวัติบรรพบุรุษ. เข้าถึงเมื่อ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๖, เข้าถึงได้จาก. http://charuchinda.com/ind.../history/94-2018-04-07-04-55-53


          รูปปั้นแบบร่างพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 1           ผลงาน : แบบร่างประติมากรรมพระบรมราชาอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช           ศิลปิน : ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (คอร์ราโด เฟโรจี)           เทคนิค : ปูนปลาสเตอร์           ปีที่สร้างสรรค์ : พ.ศ. 2474           ขนาด : สูง 30 เซนติเมตร           ประวัติ : รูปปั้นแบบร่างพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
     การออกแบบอนุสาวรีย์  เป็นผลงานที่โดดเด่นของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี จัดเป็นศิลปะแบบวิชาการ (Academic art) รูปแบบของพระบรมรูป  มีลักษณะที่เหมือนจริง  แต่ดูน่าเกรงขาม หากพิจารณาในประเด็นของบริบททางสังคม  การสร้างอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  เป็นเสมือนการเน้นพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย  ที่กำลังอ่อนแอและถูกท้าทาย  กับทั้งเป็นศิลปะวิชาการชิ้นสุดท้ายที่ถูกกำหนดจากทางการ โดยพระมหากษัตริย์  ก่อนที่รัฐไทยสมัยใหมจะรับช่วงการอุปถัมถ์ศิลปะแบบทางการนี้ต่อไป  ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติการสร้างอนุสาวรีย์หลายแห่งทั่วประเทศ (สุธี 2545 : 38)
           อ้างอิง : หนังสือนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป  (Guide to The National Gallery, Bangkok)           แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/nationalgallery/360/model/zz10ok/   ที่มา: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/nationalgallery/


#ตู้บัตรรายการก่อนที่เราจะมีคอมพิวเตอร์สืบค้นข้อมูลในห้องสมุดอย่างเช่นปัจจุบันนี้ สมัยก่อนนั้น เรามีเครื่องมือช่วยสืบค้นที่เรียกว่าบัตรรายการ ซึ่งจะถูกเก็บไว้ในตู้บัตรรายการแยกตามประเภทของบัตร และเรียงตามลำดับตัวอักษร เพื่อช่วยให้ผู้ใช้บริการและบรรณารักษ์สามารถสืบค้นว่าหนังสือที่ต้องการอยู่ที่ไหน โดยสามารถค้นได้จากชื่อผู้แต่ง ชื่อหนังสือ และหัวเรื่อง เป็นต้น ในบัตรรายการจะให้รายละเอียดของหนังสือแต่ละเล่ม และเลขหมู่หนังสือ เพื่อให้สามารถไปหาที่ชั้นหนังสือได้นั่นเอง ปัจจุบัน ตู้บัตรรายการที่หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ก็ยังคงไว้เช่นเดิม เพื่อให้เห็นถึงพัฒนาการการสืบค้นในยุคก่อนที่จะมาเป็นการสืบค้นจากคอมพิวเตอร์เรียบเรียงโดย นางสาวพิมพา สุธัญญาวัชชัย บรรณารักษ์ชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่#ตู้บัตรรายการ#บัตรรายการ#บรรณารักษ์ชวนรู้


black ribbon.