ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 53,369 รายการ
ชื่อผู้แต่ง วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
ชื่อเรื่อง วิศวกรรมสาร (ปีที่ ๓๐ ฉบับที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๒๐)
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ สหมิตร
ปีที่พิมพ์ ๒๕๒๐
จำนวนหน้า ๔๘ หน้า
รายละเอียด
วารสารส่งเสริมความรู้ทางวิชาการในด้านวิศวกรรมศาสตร์ และเป็นสื่อกลางในการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการเกี่ยวกับวิศวกรรมศาสตร์ อันจะนำไปสู่ความริเริ่มเพื่อขยายงานที่กระทำอยู่ให้กว้างขวาง และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เนื้อหาภายในเล่มประกอบด้วย ๓ บทความ ได้แก่ การกำจัดน้ำเสียจากโรงงานชุบโลหะ โรงงานบริษัทธานินทร์อุตสาหกรรมจำกัด, A Finite Element Formulation For Nonlinear Viscoelastic Analysis of Silage-Silo Interaction และ Creep and Shrinkage Effects in Concrete Structures
เนื่องด้วยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย จะดำเนินงานโครงการปรับปรุงส่วนจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย จึงขอปิดให้บริการเข้าชมอาคารจัดแสดงหลักของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๖ เป็นต้นไป จนกว่าการดำเนินงานจะแล้วเสร็จ
ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถเข้าชมอาคารศิลาจำหลัก (คลังเปิด) สถานที่จัดเก็บและจัดแสดงโบราณวัตถุประเภทองค์ประกอบสถาปัตยกรรมที่มีความงดงามจากหลายแห่ง เช่น หน้าบันและทับหลังจากปราสาทเมืองต่ำ หน้าบันจากปราสาทพะโค ทับหลังจากปราสาทพิมาย โดยสามารถเข้าชมได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น.///พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย แจ้งขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้
ชื่อผู้แต่ง เพนธ์ ฮันส์
ชื่อเรื่อง คำจารึกที่ฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
ปีที่พิมพ์ ๒๕๑๙
จำนวนหน้า ๔๔๖ หน้า
คำจารึกที่ฐานพระพุทธรูปและที่ฐานรูปพระสาวกยังไม่เป็นที่รู้จักดีเพราะตีพิมพ์ได้น้อยมากและบางอันที่พิมพ์แล้วก็ไม่สมบูรณ์เต็มที่ การศึกษาคำจารึกที่ฐานพระพุทธรูปไม่เพียงแต่เป็นเรื่องจำเป็นทางวิชาการเท่านั้น แต่จำเป็นที่จะต้องทำเพราะเหตุอีกประการหนึ่ง คือ ทุกวันนี้พระพุทธรูปกำลังศูนย์หายไปจากวัดต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีผู้นำไปขายแก่นักทัศนาจร อักษรและภาษาส่วนใหญ่ที่ใช้ในคำจารึกที่พระพุทธรูปเป็นอักษรและภาษาที่ใช้ในสมัยโบราณ คนในสมัยปัจจุบันไม่เข้าใจแล้ว ส่วนพระพุทธรูปที่จารึกด้วยอักษรและภาษาไทยปัจจุบันมีจำนวนน้อย และสร้างขึ้นในสมัยนี้เอง การศึกษาจารึกที่ฐานพระพุทธรูปและที่ฐานรูปพระสาวกพบในภาคเหนือของประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่
เลขทะเบียน : นพ.บ.457/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 66 หน้า ; 4 x 51 ซ.ม. : ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 159 (163-173) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : ลำอภิธรรมรวม--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.604/2 ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 52 หน้า ; 4 x 55 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา มีฉลากไม้ชื่อชุด : มัดที่ 193 (399-407) ผูก 2 (2566)หัวเรื่อง : อภิธัมมา--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
๖ เมษายน
วันจักรี
วันที่ระลึกแห่งการขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งตรงกับวันที่ ๖ เมษายนของทุกปี
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อครั้งยังทรงดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทรงยกทัพกลับจากเขมรเพื่อเข้าปราบปรามการจลาจลในกรุงธนบุรี ภายหลังบ้านเมืองสงบเรียบร้อยแล้ว มุขอำมาตย์ราชมนตรีและราษฎรพร้อมใจอัญเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕
ในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๕ คณะรัฐมนตรีมีมติให้ถวายพระราชสมัญญา “มหาราช”มีพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ต่อมาในวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๕ มติคณะรัฐมนตรีให้เปลี่ยนชื่อการเรียกวันที่ ๖ เมษายนของทุกปีว่า "วันจักรี" เป็นวันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ ในวันนี้ประชาชนทุกหมู่เหล่าจะพร้อมใจกันวางพานพุ่มดอกไม้หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ ฯ บริเวณเชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้าและเข้ากราบถวายบังคมพระบรมรูปหล่อบูรพมหากษัตริย์แห่งพระราชวงศ์จักรี ทั้ง ๘ พระองค์ในปราสาทพระเทพบิดร เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของทุกพระองค์ที่มีต่อปวงชนชาวไทย
งานปั้นปูนเป็นงานประณีตศิลป์แขนงหนึ่งที่มีมาแต่สมัยโบราณ ถ้าแบ่งตามลักษณะประเภทของงานแล้วงานปั้นปูนจัดอยู่ในประเภทงานประติมากรรม แต่จะแตกต่างจากประติมากรรมทั่วไปตรงเทคนิคการปั้นและวัสดุในการทำงาน เราเรียกวัสดุที่ใช้ในงานปั้นปูนว่า “ปูนตำ” เนื่องจากลักษณะของการเตรียมวัสดุที่ต้องนำส่วนผสมต่าง ๆ มาผ่านกระบวนการตำหรือโขลก หรือการบดย้ำด้วยแรงกระแทก เพื่อให้วัสดุที่ผสมลงไป รวมตัวกลายเป็นเนื้อปูนที่ใช้ในการทำงาน ปูนตำยังสามารถจัดแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้อีก ๒ ประเภทคือ “ปูนไทย” และ “ปูนน้ำมัน”
ที่มา: https://datasipmu.finearts.go.th/academic/47
ชื่อเรื่อง ปาจิตฺติยบาลี มหาวิภฺงคปาลิ (ปาลิปาจิตฺตีย์)ลบ.บ. 365/4ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 50 หน้า กว้าง 4.3 ซม. ยาว 56.5 ซม.หัวเรื่อง พระไตรปิฎกบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ธรรมอีสาน ฉบับล่องชาด ไม่มีไม้ประกับ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี ร่วมกับวิทยาลัยช่างศิลปสุพรรณบุรี จัดแสดงนิทรรศการศิลปกรรมเทิดพระเกียรติ “ภูมิใจภักดิ์ บริรักษ์ภูมินทร์” และนิทรรศการพิเศษเรื่อง“ย้อนรำลึกจิตรกรรมดอนเจดีย์ สุพรรณบุรีแดนประวัติศาสตร์” เปิดให้ประชาชนเข้าชมระหว่างวันที่ ๒๕ สิงหาคม - ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๖
นิทรรศการนี้จัดขึ้นภายใต้โครงการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์และโครงการเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทย ประจำปี ๒๕๖๖ โดยนิทรรศการศิลปกรรมเทิดพระเกียรติ "ภูมิใจภักดิ์ บริรักษ์ภูมินทร์" จัดแสดงผลงานศิลปกรรมของคณะอาจารย์และนักศึกษาจากวิทยาลัยช่างศิลปสุพรรณบุรี และนิทรรศการพิเศษเรื่อง“ย้อนรำลึกจิตรกรรมดอนเจดีย์ สุพรรณบุรีแดนประวัติศาสตร์” นำจิตรกรรมสีน้ำมัน พระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จำนวน ๑๖ ภาพ ที่เคยจัดแสดง ณ พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๐๒ – ๒๕๑๔ จนกระทั่งได้มีการปรับปรุงนิทรรศการภายในอาคาร จิตรกรรมชุดนี้จึงได้เคลื่อนย้ายมาเก็บรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี นับเป็นโอกาสอันดีที่จิตรกรรมอันล้ำค่าที่อยู่คู่จังหวัดสุพรรณบุรีมาอย่างยาวนานกว่า ๖๐ ปี จะได้นำมาจัดแสดงให้ประชาชนได้รับชมอีกครั้ง
ขอเชิญผู้สนใจเข้าชมนิทรรศการพิเศษนี้ได้ในวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. และวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๕.๐๐ น. ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๖ ณ หอศิลป์ วิทยาลัยช่างศิลปสุพรรณบุรี
กลักแปดเหลี่ยม
สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๕
จอมพลเรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ประทานยืม
ปัจจุบันจัดแสดง ณ พระที่นั่งพรหมเมศธาดา (ชั้นล่าง) หมู่พระวิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
กลักทรงกระบอกแปดเหลี่ยมตกแต่งด้วยการประดับมุก ขนาดยาวรวมฝา ๒๑ เซนติเมตร ตัวกลักยาว ๑๘.๓ เซนติเมตร ปากกว้าง ๒.๕ เซนติเมตร ส่วนฝาด้านบนประดับมุกลายก้านขดใบเทศ ตัวฝาตกแต่งลายเกลียวใบเทศ ตัวกลักตกแต่งเป็นแถบลายเกลียวใบเทศคั่นด้วยดอกไม้ บริเวณปากกลักเป็นแถบลายดอกไม้สี่กลีบ ส่วนปลายกลักเป็นแถบลายกรวยเชิง ดอกไม้สี่กลีบ และจุดไข่ปลา
“กลัก” ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ระบุว่า “สิ่งที่ทำเป็นรูปคล้ายกระบอกสำหรับบรรจุของเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือของขนาดเล็ก มีฝาสวมปาก เช่น กลักพริก กลักเกลือ, ซองยาสูบทำด้วยเมล็ดตาล มีฝาสวมปาก, สิ่งที่ทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก มีลิ้นชักเข้าออกได้ สำหรับบรรจุไม้ขีดไฟ เรียกว่า กลักไม้ขีดไฟ กล่องไม้ขีดไฟ ก็เรียก”
ทั้งนี้เอกสารทะเบียนเดิมเรียกกลักประดับมุกชิ้นนี้ว่า “กลักสารตรา ๘ เหลี่ยม” เนื่องด้วยขนาดที่ค่อนข้างเล็กจึงน่าเป็นกลักที่จะใส่กระดาษ ในอดีตการเขียนเอกสารราชการต่าง ๆ จะเขียนบนกระดาษเพลา (กระดาษสาชนิดบาง เขียนด้วยดินสอดำ) เมื่อจะส่งเอกสารจะม้วนใส่กระบอกเอกสารที่ทำจากไม้ไผ่ (หรือบางท้องที่เช่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก “บั้งจุ้ม” เป็นต้น) ตัวอย่างที่กล่าวถึงการใช้กลักเป็นที่เก็บเอกสารนั้นปรากฏใน มหาชาติคำหลวง กัณฑ์จุลพน ในตอนที่ชูชกพบกับพรานเจตบุตรได้ลวงว่ากลักในย่ามที่ใส่ของแห้ง (พริก และงา) นั้นเป็นกลักพระราชสาส์นของพระเจ้ากรุงสญชัย ซึ่งตนกำลังไปหาพระเวสสันดร ดังความว่า
“...เจตบุตรเห็นก็ขู่ว่าจะยิงด้วยหน้าไม้ ชูชกไหวดีแก้ว่า เป็นทูตของพระเจ้ากรุงสญชัย เจตบุตรเชื่อ ผูกสุนัขเข้ากับโคนไม้ ต้อนรับชูชก ถามว่าอะไรอยู่ในย่าม ชูชกชี้ไปที่กลักพลิกกลักงาว่า นี่คือกลักพระราชสาส์น เจตบุตรเชิญชูชกขึ้นไปบนเรือน ให้กินเนื้อย่างจิ้มนํ้าผึ้ง แล้วก็พาออกไปชี้มรรคา เจตบุตรพรรณนาพรรณไม้ อันมีในป่าหิมพานต์แล้วบอกทางที่จะไปสู่เขาวงกต...”
นอกจากนี้ในพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่อง นิทานโบราณคดี ตอน นิทานที่ ๑๓ เรื่องอนามัย ข้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงการใช้กลักบรรจุยาฝรั่ง (ขณะนั้นคือยาควินิน (quinine) เป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย) แจกจ่ายไปตามหัวเมือง แต่จำเป็นต้องแปลงชื่อเพื่อไม่ให้ประชาชนตามหัวเมืองรังเกียจเนื่องด้วยเป็นยาฝรั่งไม่คุ้นเคยเหมือนยาพื้นเมืองดังความว่า
“...การที่กระทรวงมหาดไทยทำยาตามตำราฝรั่ง สำหรับจ่ายไปตามหัวเมือง จึงต้องคิดอุบายแก้ไขความรังเกียจด้วยให้เรียกชื่อยาที่ทำขึ้นใหม่ว่า “ยาโอสถศาลา” แต่ละขนานใส่กลักเล็ก ๆ กลักละ (ดูเหมือน) ๒๐ เม็ด พิมพ์หนังสือปิดข้างนอกกลักเอาแต่ชื่อโรคเรียก เช่นว่า “ยาแก้ไข้จับ, ยาแก้ลงท้อง, ยาแก้บิด” เป็นต้น ข้างในกลักมีกระดาษใบปลิวบอกวิธีที่จะใช้ยานั้น แล้วรวมกลักยาห่อเป็นชุด ๆ มีใบปลิวโฆษณาคุณของยาโอสถศาลาสอดไปด้วย ส่งไปให้หมอตำบลเป็นผู้จำหน่าย (ดูเหมือน) ราคากลักละ ๑๐ สตางค์ จำหน่ายได้เงินเท่าใด ให้ค่าขายแก่หมอตำบลเป็นส่วนลดร้อยละ ๑๐ แม้ใช้อุบายกันคนรังเกียจอย่างนั้นแล้ว กว่าจะได้ผลดังประสงค์ก็ยังนาน เพราะเป็นของแปลก แม้หมอตำบลเองก็รับไว้จำหน่ายด้วยเกรงใจโดยมาก ตัวเองยังชอบใช้ยาสมุนไพรอยู่ตามเคย ต่อบางคนจึงทดลองใช้ยาโอสถศาลา แต่ต่อมาก็ปรากฏคุณขึ้นโดยลำดับ เมื่อยาโอสถศาลาจำหน่ายได้แพร่หลายจนเห็นว่าจะทำจำหน่ายได้ยั่งยืนต่อไป กระทรวงมหาดไทยจึงได้ตั้งสถานโอสถศาลาที่โรงพยาบาลเทพศิรินทร์ แล้วรัฐบาลทำยาโอสถศาลาจำหน่ายเองสืบมา…”
อ้างอิง
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. นิทานโบราณคดี. พิมพ์ครั้งที่ ๑๕. กรุงเทพฯ: บรรณาคาร,๒๕๔๓.
มหาชาติคำหลวงฉบับกรมศิลปากร. กรุงเทพฯ: มหามกุฏ, ๒๔๙๖.
ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๕๖.