ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,599 รายการ
พี่บรรณนี่ขอชวนผู้อ่านไปค้นพบเรื่องราวความรู้ที่น่าสนใจจากหนังสือดีที่มีให้บริการในหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี วันนี้ขอนำเสนอเรื่อง “แรกมีตำราอาหารในสยาม”
วิถีชีวิตการกินอยู่ของผู้คนในสังคมไทยมักปรากฏอยู่ในบันทึกการเดินทางของชาวต่างประเทศ ในช่วงเวลาย้อนขึ้นไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงช่วงยุครัตนโกสินทร์ เอกสารภาษาต่างประเทศเหล่านั้นล้วนฉายภาพเรื่องอาหารการกินของสยามได้หลากแง่มุมและแจ่มชัดยิ่ง นอกจากเอกสารของชาวต่างชาติที่ใช้ชีวิตในสยามแล้ว ยังมีหลักฐานการบันทึกเรื่องอาหารการกินของชาวสยามเอง ซึ่งพบว่ามีการสอดแทรกเนื้อหาอยู่ในคัมภีร์ยาโบราณ ว่าด้วยเรื่องของอาหารตามหลักอายุรเวท หมายกำหนดการของทางราชการและหมายรับสั่งที่แจ้งถึงรายการอาหารที่จัดถวาย รวมไปถึงวรรณคดีต่างๆ ที่สะท้อนภาพวิถีการกินอยู่ของสังคมไทย
ครั้งเมื่อเอ่ยถึงตำราอาหารที่มิได้จัดพิมพ์ในแบบสมุดฝรั่ง ภายในหอสมุดแห่งชาติพบว่ามีสมุดไทยพับสาจารด้วยลายมือ เช่น สูตรอาหารท้ายสมุดไทยสมัยรัชกาลที่ 3 ตำราเบ็ดเตล็ด ตำราปรุงอาหารต่างๆ บัญชีผลไม้ ตำราทำของหวาน เป็นต้น ซึ่งเอกสารตัวเขียนเหล่านี้อาจบันทึกขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 - รัชกาลที่ 5
สำหรับตำราอาหารในรูปแบบสมุดฝรั่ง เล่มแรกเท่าที่ค้นพบมีชื่อว่า “ตำรากับเข้า” โดย ซ่มจีน (ราชานุประพันธ์) ระบุปีพิมพ์ครั้งแรก ร.ศ. 109 (พ.ศ. 2433) โดยโรงพิมพ์วัชรินทร์ และครั้งที่ 2 ในปี ร.ศ. 110 (พ.ศ. 2434) โดยตีพิมพ์ครั้งละ 1,000 เล่ม อย่างไรก็ตามก่อนหน้านั้นเพียง 1 ปี เมื่อ พ.ศ. 2432 ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ได้เริ่มทยอยเขียนบทความ ปากะวิชาตำราทำกับเข้าของกินอย่างไทยอย่างฝรั่งแลตำราเตร็จต่างๆ” และ “ประธานุกรมในการหุงต้มทำกับข้าวของหวานอย่างฝรั่ง” ตีพิมพ์ลงในวารสารประติทินบัตร แลจดหมายเหตุ ซึ่งมีชื่อ “นิลเปรียญ” เป็นบรรณาธิการ โดยข้อเขียนเหล่านี้ในภายหลังได้รวบรวมและปรับปรุงตีพิมพ์เป็นตำรากับข้าวอันเลื่องชื่อว่า “แม่ครัวหัวป่าก์ เปนตำรากับเข้าของกินอย่างเทศ” หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “แม่ครัวหัวป่าก์” จึงอาจนับได้ว่าท่านผู้หญิงเปลี่ยน เป็นคนไทยคนแรกที่เขียนและจัดพิมพ์ตำราอาหารเล่มแรกของไทย
หากท่านใดสนใจเรื่องราวความรู้เกี่ยวกับตำราอาหารในมุมมองด้านประวัติศาสตร์ในยุคต่างๆ ของไทย สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ เรื่อง “ตำรับสร้าง(รส)ชาติ” เขียนโดย นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ที่ห้องหนังสือทั่วไป 2 หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี หรืออ่านในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ได้ที่ https://elibrary-nltelib.cu-elibrary.com
ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ
นริศ จรัสจรรยาวงศ์. ตำรับสร้าง(รส)ชาติ. กรุงเทพฯ: มติชน, 2567.
#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่พิธีเลี้ยงหลาบเงินและตราลัญจกรพระนางวิสุทธิเทวีแห่งบ้านแปะจอมทอง-----------------------------------------------โดย นายภาณุพงษ์ ปัญจบุรี นักศึกษาฝึกประสบการณ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ขอเชิญชมมหกรรมนิทรรศการศิลปะแห่งชาติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ : Art Exchange 2026 จัดโดยกองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประกอบไปด้วยนิทรรศการ 4 ส่วน ส่วนที่ 1 จัดแสดงนิทรรศการรำลึก “อัครศิลปิน” และ “อัคราภิรักษศิลปิน” ส่วนที่ 2 จัดแสดงนิทรรศการ 3 มุมมองศิลปินแห่งชาติ 3 VISION อินสนธิ์ วงศ์สาม, ทวี รัชนีกร, พิชัย นิรันต์ ส่วนที่ 3 จัดแสดงนิทรรศการฐาปนันดรศิลปินและศิลปินแห่งชาติ ส่วนที่ 4 นิทรรศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ : Art Exchange 2026 นิทรรศการนี้ถือเป็นการรวบผลงานของศิลปินแห่งชาติและศิลปินจากสถาบันการศึกษาแห่งเมืองฮานอย ประเทศเวียดนามมาจัดแสดงร่วมกันศิลปินของประเทศไทย นิทรรศการเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 6 - 30 สิงหาคม 2569 ณ อาคารนิทรรศการ 4 ตั้งเเต่เวลา 09.00 - 16.00 น. ทุกวันพุธ - อาทิตย์ (ปิดให้บริการวันจันทร์ - อังคาร) อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 240 บาท นักเรียน นักศึกษา ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าชมฟรี
---------------------------------------------------
“Art Exchange 2026” by The Cultural Promotion Fund, Department of Cultural Promotion
Exhibition dates 6th - 30th August 2026 : 9 AM. - 4 PM.
Closed on Monday - Tuesday.
At Building 4, The National Gallery of Thailand
Ticket : 240 Baht
Opening Reception 8th August 2026 : 2 PM.
ราตรี บุญศิริ
(2467 – 2566)
นางสาวราตรี บุญศิริ เกิดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2467 ณ บ้านบุญศิริ เลขที่ 147 ถนนยมจินดา อำเภอเมือง จังหวัดระยอง บิดาชื่อ นายพูน บุญศิริ มารดาชื่อ นางตุ้ย บุญศิริ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 7 คน คือ
1. นางพรหมทัตตเวที (บูรพา พรหมทัตตเวที)
2. พลเรือโทนายแพทย์ลักษณ์ บุญศิริ ร.น.
3. นางสาวอุดม บุญศิริ
4. นายแพทย์บรรพต บุญศิริ
5. นางสาวราตรี บุญศิริ
6. นายบงกช บุญศิริ
และมีพี่น้องต่างมารดา เกิดแต่นางจำเนียร มุกดาสนิท จำนวน 3 คน คือ
1. นายธีระ บุญศิริ
2. นางสาววิริยะ บุญศิริ
3. นายธนะ บุญศิริ
กล่าวถึงสกุลฝ่ายบิดานั้น สืบสกุลมาในสายผู้ว่าราชการเมืองแกลงมาอย่างสืบเนื่อง กล่าวคือ ฝ่ายคุณปู่ คือ หลวงแกลงแกล้วกล้า (บุญศรี บุญศิริ) ท่านเป็นผู้ว่าราชการเมืองแกลงในสมัยรัชกาลที่ 5 และฝ่ายคุณย่า คือ นางแกลงแกล้วกล้า (พุ่ม บุญศิริ) เป็นธิดาของ พระแกลงแกล้วกล้า (ภู่ ฉัตรภูติ) กับนางแกลงแกล้วกล้า (เหม ฉัตรภูติ)
ด้านสกุลฝ่ายมารดานั้น สืบสกุลมาในสายผู้ว่าราชการเมืองระยองโดยสืบเนื่องเช่นเดียวกัน กล่าวคือ พระศรีสมุทโภค (อิ่ม ยมจินดา) ผู้เป็นตา เป็นผู้ว่าราชการเมืองระยองในสมัยรัชกาลที่ 5 ท่านเป็นบุตรของพระยาศรีสมุทโภคไชยโชคชิตสงคราม (เกตุ ยมจินดา) กับคุณหญิงลำเจียก ยมจินดา และฝ่ายคุณยาย คือ นางศรีสมุทโภค (ลิ้นจี่ ยมจินดา) เป็นธิดาของนายเล่งฮั่ว กับนางเง็ก แซ่ตัน เจ้าของกิจการร้านทองและเป็นนายอากรในสมัยรัชกาลที่ 5
การศึกษา
นางสาวราตรี บุญศิริ ได้รับการศึกษาชั้นต้นในโรงเรียนสตรีระยองบุญศิริบำเพ็ญ จังหวัดระยอง และเข้ารับการศึกษาต่อในโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยจนจบชั้นมัธยมศึกษา จากนั้นเข้ารับการศึกษาวิชาพยาบาลในโรงเรียนพยาบาลของกรมการแพทย์เป็นรุ่นแรก
การทำงาน
เมื่อสำเร็จการศึกษาวิชาพยาบาลจากโรงเรียนพยาบาลของกรมการแพทย์แล้ว ได้เข้ารับราชการในโรงพยาบาลหญิง (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลราชวิถี) ระหว่างนี้ได้มีโอกาสไปศึกษาวิชาพยาบาลที่มลรัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้ปฏิบัติงานด้วยความเข้มแข็ง ซื่อสัตย์และอดทน โดยถือประโยชน์ของคนไข้และราชการเป็นหลักจนเกษียณอายุราชการในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการพยาบาล
การถึงแก่กรรม
นางสาวราตรี บุญศิริ ถึงแก่กรรมเนื่องจากความชราด้วยความสงบ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2566 ที่บ้านซอยชัยพฤกษ์ ถนนสุขุมวิท รวมอายุได้ 99 ปี
ข้อมูลหนังสืออนุสรณ์งานศพ
บรรณานุกรม
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลตะวันออก ร.ศ.119 และทำเนียบข้าราชการ. กรุงเทพฯ: พิมพ์สวย, 2566
รายละเอียดเนื้อหา
ลำดับสายสกุลบุญศิริ เอกสารเก่าสกุลบุญศิริ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลตะวันออก ร.ศ.119 และทำเนียบข้าราชการ
เลขเรียกหนังสือ ห 915.93 จ657พร
สถานที่จัดเก็บ ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง หอศิลป: www.virtualmuseum.finearts.go.th/nationalgallery
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป หรือที่เรียกอีกชื่อว่า หอศิลปเจ้าฟ้า ตั้งอยู่บนถนนเจ้าฟ้า เขตพระนคร ในอดีตเป็นสถานที่ตั้งพระตำหนักของเจ้านายฝ่ายวังหน้า (กรมพระราชวังบวรสถานมงคล) มาตั้งแต่ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จนเป็นที่มาของชื่อ “ถนนเจ้าฟ้า” ในปัจุบัน (ประทุม 2532 : 9)
ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้สร้างโรงงานผลิตเงินเหรียญแห่งใหม่ที่มีความทันสมัยโดยเลือกพื้นที่บริเวณริมคลองคูเมืองเดิมใกล้วัดชนะสงคราม ดังนั้น จึงต้องรื้อถอนพระตำหนักของเจ้านายฝ่ายวงหน้าที่ตั้งอยู่บริเวณนี้ โดยพระราชทานเงินค่ารื้อถอนและสร้างวังใหม่ให้แก่เจ้านายทุกพระองค์เพื่อก่องสร้างโรงงานผลิตเหรียญดังกล่าว ซึ่งเมื่อสร้างแล้วเสร็จได้รับพระราชทานนามว่า “โรงกษาปณ์สิทธิการ” (ปทุม 2542 : 10)
โรงกษาปณ์สิทธิการ สร้างขึ้นตามลักษณะทางสถาปัตยกรรมตะวันตกโดย นายคาร์โล อัลเลกรี (Carlo Allegri) สถาปนิกชาวอิตาเลียนประจำราชสำนักสยามเป็นผู้ออกแบบ (เพ็ญสุภา 2543 : 157) โดยได้แรงบันดาลใจจากโรงงานเครื่องจักรที่เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ (ประทุม 2542 : 10) มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมคือ อาคารหลักด้านหน้าเป็นทรงปั้นหยา สูงสองชั้น หลังคามุงกระเบื้องว่าว สองข้างอาคารหลักต่อเป็นปีกทอดยาว เป็นอาคารชั้นเดียวหักมุมฉากสี่ด้านบรรจบกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเชื่อมต่อกัน บริเวณสันหลังคา เชิงชายช่องบานประตู หน้าต่างประดับด้วยลวดลายฉลุไม้อย่างงดงม
การก่อสร้างโรงงานกษาปณ์สิทธิการเสร็จสมบูรณ์และเริ่มดำเนินการผลิตเหรียญครั้งแรกในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2445 ใช้งานเรื่อยมาจนถึง พ.ศ. 2511 กรมธนารักษ์ได้ย้ายไปสร้างโรงงานใหม่ โรงงานกษาปณ์สิทธิการจึงร้างลงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา (ประทุม 2542 : 10-11)
ในวาระครบรอบ 100 ปี การพิพิธภัณฑ์ไทย (พ.ศ.2517) กรมศิลปากร ได้ริเริ่มโครงการจัดตั้ง พิพิธภัณฑสถานประเภทศิลปะสมัยใหม่ จึงได้เสนอขอใช้โรงกษาปณ์สิทธิการ เพื่อปรับปรุงให้เป็นหอศิลป ซึ่งกรมธนารักษ์ได้อนุมัติมอบหมายอาคารแห่งนี้ให้กรมศิลปากร เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2517 เพื่อจัดตั้งเป็น “หอศิลปแห่งชาติ” โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อเป็นสถานที่เก็บรวบรวมและจัดแสดงผลงานศิลปกรรมประเภททัศนศิลป์ของศิลปินผู้มีชื่อเสียงทั้งชาวไทยชาวต่างประเทศ ตลอดจนเป็นศูนย์ศึกษาวิจัยและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับศิลปกรรมทั้งแบบไทยประเพณีและร่วมสมัย (จิรา 2532 : 67-68)
พิพิธภัณฑ์ฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินินาถ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2520 จากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นองค์อุปถัมภกและทรงสนับสนุนส่งเสริมงานด้านศิลปกรรมไทยทุกแขนง กรมศิลปากรจึงถือโอกาสในปีอันเป็นมหามงคลครบรอบ 72 พรรษาของพระองค์และเป็นปีที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ได้ก่อตั้งมาครบรอบ 27 ปี ดำเนินการจัดพิมพ์หนังสือนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสดังกล่าว และเพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับงานศิลปกรรมประเภททัศนศิลป์ในประเทศไทย ให้แก่นักเรียน นักศึกษาและผู้ที่สนใจต่อไป หลังจากนั้นไม่นานหอศิลปแห่งชาติได้ปิดปรับปรุงและเปลี่ยนชื่อได้ตรงตามพระราชบัญญัติโบราณสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ว่า “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป” และเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม ในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2521 (ประทุม 2542 : 13-14)
ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2526 กรมธนารักษ์ได้มอบอาคารและที่ดินบางส่วนให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ทำให้มีพื้นที่เพิ่มมากขึ้นทั้งสามารถดำเนินการปรับปรุงขยายพื้นที่อาคารจัดแสดง เพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการแก่ศิลปินตลอดจนอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้เข้าชมได้อย่างครบถ้วนตามหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ทางศิลปพระดับชาติดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
อ้างอิง : หนังสือนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (Guide to The National Gallery, Bangkok)
พิพิธิภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง เชียงใหม่: www.virtualmuseum.finearts.go.th/chiangmai
การจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เริ่มขึ้นในปีพุทธศักราช 2512 มีการปรับปรุงพื้นที่ประมาณ 23 ไร่ มีการก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑสถาน เป็นอาคารทรงไทยประยุกต์สองชั้นโครงสร้างเหล็ก ก่ออิฐถือปูน ประดับยอดจั่วด้วยกาแลแบบศิลปะพื้นถิ่นภาคเหนือ รวมพื้นที่กว่า 1,200 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการถาวรกว่า 800 ตารางเมตร
วัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินี้ คือ การตั้งแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่รวบรวมได้จากบริเวณภาคเหนือตอนบน อันประกอบด้วยพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน แพร่ พะเยา น่าน ลำพูน และลำปาง และสาเหตุที่พิจารณา จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเนื่องจากมีความสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย เคยเป็นที่ตั้งของราชธานีหรือเมืองหลวง ศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาหรือไทยฝ่ายเหนือมาก่อน อีกทั้งยังคงสถานะเป็นศูนย์กลางความเจริญของภาคเหนือสืบต่อมาจนทุกวันนี้
เมื่ออาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ แล้วเสร็จประมาณปีพุทธศักราช 2514 จึงดำเนินการจัดแสดงนิทรรศการถาวรภายในอาคารจนสามารถเปิดให้สาธารณชนเข้าชมและใช้บริการต่าง ๆ ของพิพิธภัณฑสถานได้นับตั้งแต่พุทธศักราช 2516 เป็นต้นมา กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 9 มีนาคม พุทธศักราช 2516 เรื่อง กำหนดสถานที่เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยกำหนดให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ตั้งอยู่ที่ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ในคราวเดียวกันกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร โดยประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 90 ตอนที่ 29 ลงวันที่ 27 มีนาคม พุทธศักราช 2516